Guide to the Site

What’s New :
SW-Eden.Net ถือว่าเป็นเว็บบล็อกที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ในการให้ความรู้เป็นวิทยาทาน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวไทย ขอบคุณสำหรับทุก ๆ กำลังใจ ที่จะเป็นแรงผลักดันให้พวกเรา ชาวนักเขียน ไม่ย่อท้อ และไม่คิดที่จะหยุดสร้างงานเขียนเป็นของขวัญคืนแด่เพื่ิอน ๆ ทุกคน

Thank all you guys for the visiting. We are proud that we can provide you a useful knowledge, and we do know that we are much more than a diary blog. We will keep working on here. Have a wonderful reading time!!


* View site map at POST LIST

Play Interactive Animation “Save Nanda Bayin”
ช่วยนันทบุเรงในป่า

First Animation ever made for Black Tongue



* ท่องเที่ยวใน Sw Eden’s Flickr (Photos only)
Thailand Tour/Travel/Trip If you have any question about visiting Thailand, Please ask me by comment or e-mail.
Grand Temple and Grand Palace Rabeang Resort Beach Kanjanaburi กาญจนบุรี Silpakorn University Nakorn Pratom Tammajaree Tour

Sw Eden Artwork
Tuskty and Pink Cobra Illustrator drawing Flash Drawing Visual Art Thai Elephant Handmade Writing Light

New York City
Conservatory Garden, Central Park, Manhattan, NYC Yale Central Park Bronx Zoo Brooklyn Bridge 6 Ave Skyscraper

Bands/ Artists
Sw Eden's buddy icon<br /> Avenged Sevenfold A7X Zi:Kill The Academy Is... Mayday Parade Panic! at the disco Chris Fehn Slipknot

3 Comments

Filed under Uncategorized

วิธีเดินทางไป Central Plaza Salaya (เซ็นทรัล พลาซ่า ศาลายา)

เดินทางด้วยรถส่วนบุคคล ในช่วงสัปดาห์แรก หรือเดือนแรก คงจะติดขัดมาก เพื่อนไปมา วนรถ ไม่ได้เข้า ดังนั้น เราต้องพึ่ง Public Transportation หรือ รถเมล์ รถประจำทาง

1. จากเซ็นทรัลปิ่นเกล้า มีรถตู้ สามารถนั่งคันเดียวกับที่ไป ม. ศิลปากร นครปฐม
2. จากเซ็นทรัลปิ่นเกล้า หรือ พาต้า มีรถเมล์ รถพัดลม 124 วิ่งจากสนามหลวงไป ม. มหิดล ศาลายา และต่อรถนครปฐม ราคา 10 บ้านถึงเซ็นทรัลศาลายา
3. จากกองสลาก- เซ็นทรัลปิ่นเกล้า -หรือ พาต้า มีรถเมล์แอร์ 556 ไปถึงวัดไร่ขิง ขับผ่านหน้าห้าง
4. จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูม ราชภัฏสวนสุนันทา ตั้งฮั่วเส็ง สามารถใช้รถสาย 515 นั่งตรงไป ม. มหิดล ศาลายา ละต่อรถนครปฐม ราคา 10 บ้านถึงเซ็นทรัลศาลายา

โชคดีนะจ๊ะ
สว อิเฎล

วิธีเดินทางไป เซ็นทรัล ศาลายา

วิธีเดินทางไป เซ็นทรัล พลาซ่า ศาลายา

วิธีเดินทางไป Central Plaza Salaya

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Do it yourself: Mosaic Art ศิลปะโมเสก

Do it yourself: Mosaic Art

การทำโมเสกอาร์ท

วันเสาร์ที่ 9 ส.ค. 2557 รตจิตรได้ไปเรียนการทำ Mosaic กับ อ. ติ๊ก ( Tik ky ) ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน แต่เนื่องจากเวลาจำกัด การติด Mosaic จึงไม่เป็นแนวที่สวยงามเท่าที่ควร ถ้าเพื่อน ๆ มีเวลาพอ ขอให้ติดเรียงเป็นแนว จะได้ Mosaic ที่สวยงาม ลองดูกันนะจ๊ะ

วัสดุในการทำ Mosaic Art

1. วัสดุ :
– กระดาษแข็ง หรือ Future Board หรือ กระดาน หรือ กล่องไม้ หรือแผ่น Acrylic (too expensive)
– Mosaic หลากสี
– วัสดุอื่น เช่น แหนบ, ดินสอ, เทปกาว 2 หน้า, มีด และ Sobo Glue
======

วาดลายทำ Mosaic Art

2. วิธีทำ :
– ตัดกระดาษแข็งขนาด 5X5 นิ้ว
– วาดลายที่ต้องการด้วยดินสอ
– ใช้เทปกาว 2 หน้าติดแปะบนลายเต็มพื้นที่กระดาษแข็ง
– เริ่มติด Mosaic ตามลาย ตามสี
– ใช้ Sobo Glue ทาอาบบน Mosaic ที่แล้วเสร็จ
============

ติดกาว 2 หน้าทำ Mosaic Art

3. เทคนิค
– การติดกาว 2 หน้าควรติด 2 ชั้นเพราะชั้นแรกป้องกันผิวกระดาษที่อาจไม่เรียบ และเพื่อให้การติด Mosaic แน่นขึ้น
– การติด Mosaic ด้วยแหนบ หรือมือเปล่าก็ได้ แต่ควรติดเรียงกันเพื่อความสวยงาม
– ส่วนที่เป็นมุมแหลม ให้ใช้คีมตัด Mosaic เพื่อให้ได้แผ่น Mosaic เป็นสามเหลี่ยม
– ขั้นตอนสุดท้ายอาจจะทำหรือไม่ก็ได้ คือการใช้ Sobo Glue เพื่อให้ Mosaic ติดทนทานขึ้น และเพื่อให้ Mosaic ดูเงาขึ้น
======

การติดกระเบื้องโมเสก

หมายเหตุ :
– แนวการติด ควรเป็นแนวเรียงกันอย่างมีระเบียบ
– บางครั้งอาจเรียงเป็นเส้นโค้งเข้าหากัน เช่นกลีบดอก บางครั้งอาจเรียงเป็นเส้นโค้ง แต่ควรเรียงให้เป็นระเบียบเพื่อความสวยงามในแนว Mosaic Art

Leave a comment

Filed under Uncategorized

น้องก้อย (รุ่งระวี ขุระสะ) เธอคือสตรีที่ได้ต่อสู้เพื่อสิทธิ์แล้ว

นานมาแล้ว เราเคยกล่าวถึงสงครามครั้นเสียพระศรีสุริโยทัย จำได้หรือไม่ว่า พระมหาธรรมราชา กับพระราเมศวรถูกตะเบงชะเวตี้จับไว้ และแลกกับช้างเผือก ๒ เชือก สิ่งนี้คือสิ่งที่ชาวไทย เรียกว่า การแพ้สงครามของตะเบงชะเวตี้ แต่สำหรับเราแล้ว ชาวสยามไม่ควรจะเสียอะไรไปมากกว่าเสียพระศรีสุริโยทัย และนี่คือความเมตตาของสุภาพบุรุษของเรา เราอยากเห็นสตรีที่ต่อสู้เพื่อนำมาซึ่งสิทธิที่เท่าเทียมชายนั้น ได้สมความปรารถนา เราอยากเห็นสังคมที่ให้เกียรติสตรีดั่งในสงครามครั้งนั้น

ในขณะที่ปัจจุบัน เราเห็นผู้หญิงจำนวนมาก ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม อีกมุมหนึ่งเราก็เห็นความไม่เท่าเทียมที่ยังหลงเหลืออยู่คณานับ วันนี้เราจึงขออนุญาตเพื่อน ๆ พูดถึงกรณี น้องก้อย (รุ่งระวี ขุระสะ) กับ โคชเช

Untitled

เธอเป็นผู้ที่เดินตามเส้นทางแห่งความฝัน เธอคือสตรีที่ถูกผู้ชายที่มีอำนาจเหนือกว่า กดขี่ และทำร้ายเธอ เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ชายเกาหลี ซึ่งในสังคมผู้ชายมีความเป็นใหญ่ แต่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสำหรับสังคมไทย เรารู้สึกแปลกใจมากที่ชาวไทยรุมประนามเด็กผู้หญิงไทย ที่ไม่มีสิทธิ์ต่อกรกับอำนาจ เธอต้องกลายเป็นผู้แพ้ และผู้แพ้ต้องหนีความอัปยศ ผู้ชนะเท่านั้นคือผู้เขียนประวัติศาสตร์ และผู้กำหนดชะตากรรมของผู้แพ้ เธอคนนี้ต้องขอโทษผู้ที่ทำร้ายเธอ เธอขอโทษเขาต่อหน้าสื่อมวลชน เพียงเพื่อความหวังที่จะสานต่อความฝันของเธอ ทั้ง ๆ ที่เราไม่สามารถรู้ข้อเท็จจริงเลยว่าสิ่งที่โคชกล่าวหาเธอนั้น เป็นเรื่องจริงหรือไม่

ณ เวลานี้ ความฝันนั้นอาจไม่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง แต่อย่างน้อย ในฐานะสตรีคนหนึ่ง เธอได้พูด และเธอไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ได้แก้ตัวโดยใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นเพื่อให้สิ่งที่ตนกระทำผิดกลายเป็นเรื่องถูก

วันนั้นที่เราได้อ่านหนังสือพิมพ์ ข่าวการลาออกของเธอ แม้ว่ามันดูเป็นการหนี แต่เธอมิได้หนีอย่างไร้จุดหมาย การศึกษาเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง สามารถมีสิทธิ์ที่จะได้รับการยอบรับเท่าเทียมกับผู้ชาย เธอทำสิ่งที่ถูกต้อง และเราหวังว่าเธอจะประสบความสำเร็จ

จาก สว อิเฎล และ Page ตะเบงชะเวตี้ ลิ้นดำ

ขออนุญาตใช้รูป Khin Nanda (คิน นันดะ นามสมมติ ราชินิของท่านตะเบงชะเวตี้ใน Project Black Tongue) ในเรือนจำอังวะ

Khin Nanda (นามสมมติ ราชินิของท่านตะเบงชะเวตี้ใน Project Black Tongue) ในเรือนจำอังวะ

Leave a comment

Filed under Uncategorized

พระปุกกุสาติ (Pushkarasakti) พระอานาคามี ผู้ถูกวัวขวิดตาย

เขียนโดยรตจิตร

รตจิตร ชอบไปฟังธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์ กฤช นิมมฺโล ที่บ้านจิตสบาย พุทธมณฑลสาย 2 และเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2556 ก็เป็นอีกอาทิตย์หนึ่งที่ พอจ.กฤช ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับ พระปุกกุสาติ มีความสั้น ๆ ดังนี้

พระปุกกุสาติ แห่งตักกศิลานคร แคว้นคันธาระ (Gandhara) เป็นพระราชาเกิดในกรุงตักกสิลา ทรงเป็นพระสหายทางราชสาส์นและบรรณาการ โดยที่ไม่เคยเห็นหน้ากันกับพระเจ้าพิมพิสาร (The king Bimbisara) แห่งกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ แคว้นคันธาระ เป็นเมืองชายแดนประเทศปากีสถาน พอจ. เปรียบเทียบว่า หากแต่เป็นสมัยนี้ ก็เป็นเพื่อนกันได้ง่ายโดย Add friend ใน facebook และก็เห็นหน้ากันได้อย่างง่ายดาย พระปุกกุสาติ ทรงธรรม ปกครองประชาชนอย่างพ่อกับลูก
ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปุกกุสาติส่งผ้ากัมพล หรือผ้าขนสัตว์ที่ตีค่ามิได้ กว้าง 8 ศอก (4 ม.) ยาว 16 ศอก (8 ม.) แต่พอพับแล้วเหลือขนาดนิดเดียวเพราะผ้าเนื้อละเอียดมาก ใส่ผอบทั้ง 8 ผืน หุ้มด้วยครั่ง พร้อมราชสานส์ให้พระเจ้าพิมพิสารเปิดในโรงพระราชฐาน ตอนประชุมอมาตย์เท่านั้น

พระเจ้าพิมพิสารจารึกแผ่นทอง

พระเจ้าพิมพิสาร ทรงตอบแทนด้วยการสลักจารึกเรื่องราวของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีปฏิบัติกรรมฐาน (engraved about ‘How to Meditate’ on a gold plate) ลงในแผ่นทองคำด้วยพระองค์เอง เพื่อให้พระเจ้าปุกกุสาติ และรับสั่งให้เสนาอำมาตย์เป็นราชทูต จัดขบวนช้างมงคลแห่แผ่นจารึกทองนี้ไปถวายพระเจ้าปุกกุสาติ พระเจ้าปุกกุสาติทรงขึ้นไปเปิดอ่านบนปราสาทชั้นบน อ่านแต่ละวรรค เกิดปิติ ขนาดต้องลดปิติลงจึงสมารถอ่านวรรคต่อไปได้ เกิดศรัทธา พระองค์เสวยสุขอยู่ในฌานถึงครึ่งเดือน ตัดสินพระทัยออกบวชถือผ้ากาสาวะ หรือผ้าล้างบาป เป็นกุลบุตรปุกกุสาติ ในขณะที่ประชาชนเดินตามตลอด จนพระเจ้าปุกกุสาติต้องเอาไม้ท้าวมาขีดแบ่งว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร ซึ่งประชาชนก็บอกว่าเป็นของพระองค์ พระองค์จึงว่าหากใครตามมามีโทษ ในคัมภีร์เรียกว่า กุลบุตรปุกกุสาติ เพราะออกบวชแล้ว

กุลบุตรปุกกุสาติไปโรงบ้านช่างหม้อ

กุลบุตรปุกกุสาติทรงยึดมั่นถ้อยคำในพระราชสาส์นว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ราชคฤห์ พระองค์ก็จะเสด็จต่อไปถึงกรุงราชคฤห์ จึงมาทราบภายหลังว่าพระองค์เดินทางผ่านเลยมาจากที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวัน 45 โยชน์ แต่เย็นแล้ว อีกทั้งกุลบุตรปุกกุสาติ เดินเท้ามาร่วม 200 โยชน์จนถึงบ้านช่างหม้อ จึงขอพัก พระพุทธเจ้ารู้ว่ากุลบุตรปุกกุสาติ เดินทางด้วยเท้าเปล่า พระพุทธเจ้าก็จะไปโปรดด้วยเท้าเปล่าเช่นกัน

เมื่อพระพุทธเจ้ามาถึงบ้านช่างหม้อในคืนนั้น ได้พักในห้องเดียวกับกุลบุตรปุกกุสาติ พระพุทธเจ้าปิดแสงรัศมีของพระองค์เพื่อไม่ให้ปุกกุสาติ รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ทั้งคู่นั่งขัดสมาธิฌาน หลังจากสนทนาก็ทราบว่า กุลบุตรปุกกุสาติ ออกบวชอุทิศแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า แต่กุลบุตรปุกกุสาติไม่รู้จักหน้าค่าตามาก่อน จึงเรียกพระพุทธเจ้าว่า “อาวุโส” พระพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่ปุกกุสาติ และรู้ว่าปุกกุสาติได้ฌานจากการทำอานาปาณสติ พระองค์จึงให้ปุกกุสาติแยกธาตุ ดูจิต ดูเวทนา จนในที่สุดปุกกุสาติก็ทราบว่า “อาวุโส” ท่านนี้ก็คือพระบรมศาสดา ในขณะที่แสงรัศมีของพระพุทธเจ้าก็สว่างขึ้นพอดี กุลบุตรปุกกุสาติมีความยินดีอย่างมาก จึงขอบวช พระองค์จึงตรัสให้ กุลบุตรปุกกุสาติไปหาบาตรและจีวรให้ครบเพื่อการอุปสมบท

ปุกกุสาติถูกแม่วัดขวิดตาย

พระเจ้าพิมพิสาร มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และรับทราบว่าพระพุทธเจ้ามาโปรดกุลบุตรปุกกุสาติพระสหาย ซึ่งตอนนี้ไปหาบาตรและจีวร ทันใดนั้นหลังจากกุลบุตรปุกกุสาติบรรลุอนาคามิผลแล้วก็ถูกแม่โคขวิดตาย เนื่องจากยังไม่อุปสมบท พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงจัดการพิธีศพให้แต่ทรงเป็นพระราชา กุลบุตรปุกกุสาติไปเกิดในพรหมโลก เห็นความเกิด การปรุงแต่งอยู่ เลยเป็นพระอรหันต์ ณ ตอนที่เกิดใหม่ทันที

เรื่องนี้น่าจะสอนให้รู้ว่าถึงพระปุกกุสาติ จะบรรลุเป็นพระอานาคามี แต่ก็ยังต้องชดใช้กรรมจึงถูกโคขวิดตายก่อนบรรลุเป็นพระอรหันต์

Leave a comment

Filed under Uncategorized

NYU 2031 – NYU in NYC – We are looking at you.

Event on Monday May 10, 2010 6:30 PM
Site at the south side of NYU main core at 3rd ave and Mercer street.

**Dear Audience:
You must not copy this article to use in your web page or publish anywhere. Sw-Eden.NET’s staff owns its copyrights.

The speaker said that the number of NYU undergraduate student grew 5% a year. Form now, 2010 till 2031, it would grow 40%-50% which mean at least, they would have more 300 students in campus. And those students would need a dormitory. Currently, the capacity of NYC dormitory at 14th street is 250 students.

NYU would take whole NYU superblock (between Houston and 3rd street) and and make three-building complex as the village of NYU. These three buildings sit on a raising garden which is private area for student’s activities, such as sport and community. This means from the street views, its sidewalk might be like the southern side of Fordam University at 60th street. NYC claimed that this design was to respect the prior surrounding neighborhoods which are more than 5 kinds. They also have an intention to use the original structure from the old buildings and renew them for this project, because they concern much about carbon-dioxide and global warming.

Some onlookers were curious if they could build just one fat building or one thin skyscraper. The reason that that should not make one fat building is the quality of sun, and the reasons that they should not make a skyscraper are the core is expensive for the high building (can cost about 50% of whole building), if it was very tall, it would need a sky lobby which this system need to hire a elevator director, and the students would go to class late. And some of them also worry about impact to the grocery store s from the raising garden.

NYU needs to be a perfect New Urbanism like, Yale university. New Urbanism is very green by it has residential and school in the same area, so their students do not have to waste the environment in transportation. Most of undergraduate students who come to live in the dormitory are freshmen from outside New York City and other countries. They will move out in their second year, but NYU dormitory makes their harbit to find a new resident which is near the school. At the end, these students would became a part of neighborhoods. A woman created a conflict in the meeting which is she did not like if NYU students who moved out from the dormitory and still stick around her area. NYU students are various types, does not like Copper Union. She said that most of NYU students would have more time for parties, playing around, running around, playing skate board and making a noisy, and they do respect the original neighborhoods. As NYU would create a raising garden to respect and flexible to the neighborhoods, it might work for this issue. They prevent the neighborhoods from their students’ activities. On the other hand, they could not control the students who moved out from their dormitory for being a part of neighborhoods.

Finally, I believe that most of NYU students are quality. This project will be a wonderful movement of NYU itself, and of us, the architecture students and new-age architects. We always look forward to see a new thing. We cheer you, sir.

Visit the project online at http://www.nyu.edu/nyu2031/nyuinnyc/
If the link got changed and you cannot click through, please tell us by comment below.

**Dear Audience:
You must not copy this article to use in your web page or publish anywhere. Sw-Eden.NET’s staff owns its copyrights.

Leave a comment

Filed under Uncategorized

เขาสนุกได้อย่างไร ในเว็บไซต์ยุคบุกเบิก ตอน 2

@ อ่านบทความ ช่วงต้นก่อนหน้านี้ คลิกที่นี่

สว อิเฎล ไม่เหมือนกับสิ่งที่งานวิจัยชิ้นนี้ค้นพบอยู่อย่างหนึ่งคือ สว อิเฎลชอลเล่น Code จำพวก CSS กับ Javascript โดย copy และเอามาวาง แต่จริง ๆ เขียน Javascript ไม่เป็น ส่วน CSS นั้นเป็นอยู่บ้าง ช่วงนั้น สว อิเฎล ก็พยายามพัฒนาตนเองโดยส่งตัวเองไปเรียน Flash เพื่อมาทำเว็บไซต์ แต่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ ซึ่งภายหลัง ฝันดังกล่าวมาเป็นจริงคือ ตอนเรียนปริญญาโท ที่ทำให้ สว อิเฎล สามารถเขียน Actionscript 3 ประกอบ Flash Website ได้

เป็ด Duck Activies เป็ดเกย์ จะจิกตูดของอีกตัว

สมัยนั้น สว อิเฎลจะติดต่อกับเพื่อด้วย e-mail และ MSN ตลอดจนเล่น net send ในห้องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน ในระยะที่คุยกันได้ เราและเพื่อน ๆ ยังเล่น MSN กัน เพราะเห่อ Technology ตอนนั้นเป็นเวลาที่ สว อิเฎลซื้อ Flash Drive ตัวแรก ราคาประมาณ 4500 บาท ความจุเพียง 128 MB ในบทความที่ศึกษาบอกว่า วัยรุ่นบางคนขี้เกียจอธิบายว่าตนเองคือใคร ในขณะที่ chat กับเพื่อนที่ตนไม่เคยรู้จักมาก่อน ดังนั้นเขาจึงสร้าง home page และให้ Link กับเพื่อนใหม่ ให้เข้าไปดูว่าเขาคือใคร ทั่ว ๆ ไปแล้ว วัยรุ่นมักจะมีรูปสิ่งที่ตนเองชอบ เช่น วงดนตรี หนังสือ ดารา สิ่งที่ชอบ โดยรูปภาพเหล่านี้ได้มาจากการ copy จากเว็บไซต์อื่น และนำมาแปะในเว็บไซต์ตนเอง ในเวลานั้นเป็นช่วงแรก ๆ ของการใช้เว็บไซต์ ทำให้ไม่มีการควบคุมเรื่องลิขสิทธิ์มากเท่าที่ควร วัยรุ่นเหล่านี้ติดเป็นนิสัยในการคัดลอกงานของคนอื่น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะข้อมูลในสื่อเว็บไซต์เป็นสิ่งที่สามารถถูก Copy ได้ง่ายกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วไป จนกระทั่งปัจจุบันที่ สว อิเฎล เป็นอาจารย์ สว อิเฎล พบว่านักศึกษาก็ติดนิสัย copy ข้อมูลในเว็บไซต์มาใส่ในรายงาน แถมอ้างอิงในบรรณานุกรมว่า Google.com (เครียดเลย)

การแบ่งประเภทเว็บไซต์ ซึ่ง สว อิเฎลเคยให้ นักศึกษาทำกิจกรรมในชั้นเรียน ได้รวมถึงการแบ่งประเภทตามความถี่ในการ Update ข้อมูล ซึ่งในบทความที่นำมาศึกษานี้ ได้มีกราฟแสดง Public/Private เทียบกับ ความนิ่งและความทันทีทันใดในการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ซึ่งในบทความยังพูดถึงความถี่ในการ Update ข้อมูลของ วัยรุ่นภาพรวม

ถ้าใครชอบ Angelina Jolie จะทราบว่าเธอเคยพูดถึงความสวยงามของเวลา คือเธออยากจะมีอายุอยู่ถึงได้เห็นหลานของเธอวิ่งไปวิ่งมา โดยเธอเป็นคุณยาย และมองไปยังบ้านของลูก ๆ ที่ตั้งอยู่ถัดจากบ้านของเธอ, ในสื่อเว็บไซต์ก็สามารถสื่อสารความสวยงามของเวลานี้ได้เช่นกัน คนเราไม่เคยเป็นคนเดิม สว อิเฎลในวันนี้ ไม่ใช่ สว อิเฎล เมื่อสิบปีที่แล้ว ดังนั้นการย้อนไปมองเว็บไซต์เก่า ๆ หรือ โพสเก่า ๆ ใน Facebook หรือ hi5 ทำให้เราสามารถมองเห็นตัวเราในอดีต สมัยที่สว อิเฎลทำเว็บไซต์รุ่นเก่าที่เขียนด้วย HTML ปกติเรา ๆ ท่าน ๆ จะ update เว็บไซต์อย่างน้อยเดือนละครั้ง แค่เดือนละครั้ง เรายังสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของเราเมื่อเดือนที่แล้ว และเราในปัจจุบัน เพราะถ้าเราเหมือนเดิมทุกประการ เราจะไม่มีความรู้สึกอยากที่จะเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเว็บไซต์ นี่แหละที่ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล บอกว่าคนเราเคยชินและชื่นชอบความไม่เที่ยงมากกว่าความเที่ยง

ภาพประกอบเว็บไซต์ยุคเก่า ที่ทำ home page แฟนวง Slipknot

ในบทความวิจัยที่นำมาศึกษานี้ แนะนำว่างานวิจัยในอนาคต ควรศึกษาด้วยวิธี Longitudinal Design เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง Update ข้อมูลใน home page

ดั้งเดิม สว อิเฎลไม่เคยมีรูปจริง ๆ ขงตัวเองบนอินเตอร์เน็ต ไม่มีใครเคยเห็นหน้า สว อิเฎล ซึ่งต่างจากวัยรุ่นในงานวิจัยที่คนที่มาเยี่ยมชมเว็บไซต์มักเป็นเพื่อน ๆ ในชีวิตจริงของพวกเขา, สาเหตุที่สว อิเฎลไม่เคยให้ใครเห็นหน้า ก็เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ไม่ยอมบอกที่อยู่ คือ กลัวว่าจะมีอันตราย เพราะ สว อิเฎลเองก็มีศัตรูเยอะ สมัยนั้น เพราะเราทำตัวเป็น gangster ปากไม่ค่อยดี และงานศิลปะออกแนว Dark ทั้งยังมีการประชดประชันในตัวชิ้นงาน

วัยรุ่นบางคน หรืออย่าง สว อิเฎล ได้กลั่นกรองข้อมูลที่นำขึ้นเว็บไซต์แล้วว่าเป็นข้อมูลที่คนทั่วไปสามารถดูได้ ดังนั้นเราจะไม่ค่อยสนใจว่าใครเป็นคนที่ดูเว็บของเราอยู่ การสร้างเว็บไซต์ส่วนตัวนี้ เหมือนกับการสื่อสาร one-to-many คือคนหนึ่งคนสามารถสื่อสารกับคนหลาย ๆ คนด้วย message เดียวกัน ซึ่งคล้ายกับสื่อ mass media ที่เป็นลักษณะองค์กรข่าว สื่อสารกับผู้ชมทั้งประเทศ และแตกต่างจากการสื่อสารระหว่างบุคคลเพียง 2 คนอย่างแน่นอน, แต่ในปัจจุบันที่เรามี Social Networking Sites อย่าง Facebook ทำให้เราเกิด Group Communications เป็นการสื่อสารในกลุ่ม แถมยังกลุ่มใหญ่เสียด้วย จึงกลายเป็น many-to-many form of interpersonal communication

Fan Art วง Dir en Grey ทำเป็นการแต่งชุด cosplay โดยแฟน ๆ ของวงดนตรีดังกล่าว

Leave a comment

Filed under Uncategorized

เขาสนุกได้อย่างไร ในเว็บไซต์ยุคบุกเบิก ตอน 1

บางส่วนของข้อมูล อ้างอิงจากบทความ The Construction of Identity in the Personal Homepages of Adolescents เขียนโดย Daniel Chandler and Dilwyn Roberts-Young และบทความ Vernacular Web ซึ่งต้องขอบคุณสำหรับความรู้ที่ได้จากคาบเรียน History of Media ที่ University of Sydney อีกมากมายจากประสบการณ์ตรง ของ สว อิเฎล หนึ่งในคนเขียนเว็บไซต์ยุคบุกเบิก สมัย HTML, พร้อมเสียงเพลง MIDI และภาพ gif ประดับหน้าเว็บ

พยาธิปากขอ

เว็บไซต์แรกที่ สว อิเฎลทำสมัยเรียนมัธยมต้น ช่วง Sea Game 2000 ทำเว็บเกี่ยวกับตะเบงชะเวตี้ ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีข้อมูลค้นเจอในอินเตอร์เน็ต สว อิเฎล จึงต้องเข้าห้องสมุดและนำตำรา กับพงศาวดารมาสรุปเพื่อใส่ข้อมูลลงไปในเว็บไซต์ สว อิเฎล ทำเว็บไซต์ลักษณ์นี้จนกระทั่งตอนอยู่มัธยมปลาย เวลานั้นจะแปลข้อมูลเกี่ยวกับวงดนตรีที่ตนเองชอบเป็นภาษาไทย และนำไปใส่ในหน้าเว็บ ประดับประดาตามแนวชาวร็อก จากนั้นก็ Upload ลง Geocities.com ซึ่งปัจจุบันไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว สว อิเฎล ได้แต่ Print Screen เก็บหน้าเว็บไว้เป็นที่ระลึก

หากพูดถึง Geocities.com สำหรับ สว อิเฎล มันเป็นที่แรกที่ สว อิเฎลเรียนรู้เกี่ยวกับเว็บไซต์ และได้นำประโยชน์นั้นมาใช้จนถึงปัจจุบัน, เพื่อนคนหนึ่งสมัยมัธยมต้น ชื่อเมอน่า ไดแอน พาสัน แนะนำให้ สว อิเฎล รู้จักเว็บไซต์นี้ ทำให้ สว อิเฎล เข้าใจว่า Bandwidth คืออะไร, สมัยนั้น ถ้าใครอยากมีเว็บไซต์ อย่างน้อยเขาจำเป็นต้องเขียน HTML เป็น ผิดกับสมัยนี้ที่อะไร ๆ ก็ใช้ง่าย ขนาดคุณปู่คุณย่ายังสามารถใช้ LINE กันได้ง่าย ๆ

เว็บไซต์เป็นสื่อที่ไม่เหมือนสื่อเก่า คือ (๑) เป็นที่นิยมของวัยรุ่น การนี้ สว อิเฎล จำต้องทึ่งในตัวคุณครูที่สอน สว อิเฎล สร้างเว็บไซต์ เพราะอาจารย์ไม่ใช่วัยรุ่น แต่เขาทำให้เราเก่งได้ ณ เวลานั้น, (๒) เมื่อข้อมูลถูกเขียนเสร็จ ผู้เขียนก็สามารถเผยแพร่ได้ทันที, (๓) ผู้ชมมีจำนวนมาก และถ้าเป็นเว็บไซต์สมัยก่อน สว อิเฎล จะไม่สามารถควบคุมได้เลยว่าจะให้คนเห็นหรือไม่ให้ใครเห็น นอกเสียจากจะใส่ Password ให้คนเข้าชมต้องกรอก (แต่ก็ Hack ดูได้ง่าย) ความเป็นส่วนตัวของเว็บไซต์สมัยก่อนไม่เหมือนเว็บไซต์สมัยนี้ ที่ Social Networking Sites อย่าง Facebook สามารถกำหนดได้ว่าจพให้ใครเห็นโพสของเราได้บ้าง หรือขะ Block ใคร

ดังนั้นแล้ว สมัยก่อน สว อิเฎลต้องควบคุมความเป็น Public และ Private ของตัวเองดี ๆ คือ อะไรที่ต้องการให้คนอื่นรู้ จึงเอาไปใส่ในเว็บไซต์ ส่วนเรื่องที่มันเป็นส่วนตัวจริง ๆ ก็อย่าเอาไปใส่ เพราะบางคนไม่ยอมใส่แม้กระทั่งชื่อจริง ด้วยเหตุว่ากลัวจะมีคนมาทำร้ายตน ในงานวิจัยยังพบว่าคนที่อยู่ในเมืองเล็ก ๆ ไม่ค่อยยอมบอกว่าตัวเองมาจากไหน อาจเพราะอายอะไรบางอย่าง

Stitch and Lin Dan Fox วงดนตรี Mushroomhead สมัยเล่น SNS ที่ Myspace.com

สว อิเฎล จำได้ว่าตัวเองเคยสอบวิชาภาษาอังกฤษตกตอนไปอยู่ New York ใหม่ ๆ ตอนนั้นได้เขียนบทความเกี่ยวกับ ความแตกต่างของ House และ Home ซึ่งอาจารย์ Linda บอกว่าเป็นบทความที่ซาบซึ้งมาก แต่ grammar ผิดหมดทุกประการ คำว่า Home นี้ควรจะเป็นอะไนที่ส่วนตัว และถูกใช้กับคำว่า Home Page ซึ่งความจริงแล้วคำว่า Home Page คือหน้าเว็บที่มีความเป็น Public อย่างอหังการ

ช่วงแรก ๆ ที่เกิดสื่อเว็บไซต์ขึ้น และเป็นที่รู้จักและนิยมของวัยรุ่น เว็บไซต์มักถูกเทียบกับสื่อเก่า เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่มันถูกนำมาเป็นกระทู้ว่า มันจะตายหรือไม่ ถ้ามีสื่อใหม่เกิดขึ้น ในกรณีของเว็บไซต์นี้ การสื่อสารในเว็บไซต์ ถูกนำไปเทียบกับการสื่อสารระหว่างบุคคล ซึ่งแน่นอนว่าการสื่อสารระหว่างบุคคลจะสื่อสารได้ชัดเจนกว่า เพราะมีท่าทาง สีหน้า น้ำเสียง ประกอบ ซึ่งในเว็บไซต์ก็สามารถใส่รูป ใส่วิดีโอลงไปได้ แต่ยังขาดการสื่อสารทางอารมณ์ ซึ่งในบทความ “Gender, Identity, and Language Use in Teenage Blogs” กล่าวว่า emoticon ทั้งในรูปแบบรูปภาพและตัวหนังสือ ถูกนำมาใช้เพื่อบ่งบอกอารมณ์ และเติมเต็มในสิ่งที่เว็บไซต์ยังไม่มี

เว็บไซต์ของวัยรุ่นช่วงแรก ๆ มักจะมี Guessbook ซึ่งช่วงนั้น สว อิเฎล จำได้ว่า Thaimisc ได้ให้บริการอยู่ บ้างมี Webboard, บ้างมีที่อยู่ e-mail หรือมี mail form ให้ติดต่อ ตอนนั้น สว อิเฎล จำได้ว่า ถ้ามีใครติดต่อมี เราจะดีใจมาก และพยายามเขียนโต้ตอบกับทุกวัน มีคนนึงที่ สว อิเฎล ยังจำได้ดีคือ คนที่ใช้ชื่อว่า Toshiya Dir en grey แกบอกว่าชอบกินแตงโมเพราะผ่าออกมาเหมือนตรงกลางของธงญี่ปุ่น

@ อ่านบทความ นี้ต่อ คลิกที่นี่

Angelina Jolie fan art วาดเพื่อโชว์ความชอบดารา ในเว็บไซต์

@ อ่านบทความ นี้ต่อ คลิกที่นี่

Leave a comment

Filed under Uncategorized

กระบวนการการผลิตสื่อโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ (ต่อ)

@ คลิกที่นี่ เพื่อย้อนอ่านข้อ ๑. การก่อเกิดกลยุทธ์ และ ๒.ตั้งจุดมุ่งหมาย

๓. ระบุกลุ่มเป้าหมาย
ระบุคนที่เราต้องการให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่น ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อมาบริโภคสินค้าเรามากขึ้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้อาจไม่ได้เกี่ยวกับกาโฆษณาเท่านั้น เช่น เปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่, สร้างความเชื่อมั่นให้กับร้านค้าที่รับสินค้าจากเสริมสุข (ขอบคุณ อ.โจ้ สำหรับข้อมูล), สร้างความผาสุขให้กับพนักงานชาวสวนสุนันทา, ตลอดจนสร้างความจงรักภักดี โดยมอบรางวัลจำนวนมากให้กับชาวมอญและสวอิเฎล ครั้งตะเบงชะเวตี้ยึดเอาเมืองมาได้ใหม่ ๆ

ตะเบงชะเวตี้ดูท่าที่ของเจ้าตัวกินจุ่น

๔. ระบุสารหลัก
เมื่อตะเบงชะเวตี้ยึดเอาเมืองหงสาวดีได้แล้ว เขาก็ต้องระบุว่าเขาต้องการจะสื่ออะไรกับชาวมอญ ซึ่งเป็นประชากรที่เขาต้องปกครองสืบต่อไป ตะเบงชะเวตี้จึงสั่ง สว อิเฎลว่า “เจ้าจงออกแบบสาร ที่ทำให้ชาวมอญรับข้า เสมือนกับที่ข้ารักแม่ของข้า” สว อิเฎลทราบสารหลักทันที ว่าคือ สารอะไรก็ตาม ที่มีประเด็นให้ชาวมอญรับรู้แล้วเกิดความรักต่อตะเบงชะเวตี้

สารหลักนี้สามารถมีได้มากกว่า ๑ สาร หรือสารหนึ่ง ๆ สามารถแยกออกเป็นหลาย ๆ สารได้ ขึ้นอยู่กับความกว้างของวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

๕. พัฒนาสาร
คราวนี้ สว อิเฎลต้องนำสารหลักที่ตะเบงชะเวตี้ได้ให้ไว้ในข้อ ๔. มาพัฒนาให้เป็นชิ้นเป็นอัน และสามารถชักจูงชาวมอญให้รักตะเบงชะเวตี้ได้ ครั้นนี้ สว อิเฎล ต้องสืบดูว่าชาวมอญมักจะเชื่อสารที่อยู่ในรูปแบบใด จะเป็นการชักชวนตรง ๆ หรือมีการเล่นคำ หรือว่าชาวมอญไม่ชอบการฟัง แต่ชอบการดูรูปภาพมากกว่า หรือ สว อิเฎลควรออกแบบสัญลักษณ์แสดงถึงความรักของตะเบงชะเวตี้ที่มีต่อชาวมอญมานำเสนอ

๖. พัฒนากลยุทธ์สื่อ
ครานี้ สว อิเฎลต้องเลือกสื่อ ว่าสื่อใดจึงจะสามารถส่งสารให้ชาวมอญทั่วราชอาณาจักร เช่น ใช้ Mobile Billboard หรือป้ายโฆษณาเคลื่อนที่ โดยเขียนภาพและแปะบนตัวม้า ให้วิ่งรอบเมืองหงสาวดี, หรือจะติดป้านธรรมดาตามกำแพงเหมือนประกาศจับนักโทษในหนังจีนจอมยุทธ นอกจากจะเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแล้ว สื่อยังต้องเหมาะกับสารด้วย เช่น สว อิเฎลอยากนำเสนอรูปภาพที่มีรายละเอียกมาก แต่ดันไปเลือกสื่อม้าวิ่งติดป้ายโฆษณา ทำให้ชาวมอญไม่สามารถดูรายละเอียดภาพนั้นได้ทัน ม้าก็วิ่งไปเสียแล้ว

โดยทั่วไป นักออกแบบโฆษณามันจะคำนึงถึงข้อดังกล่าว แต่ลืมคิดถึงสื่อที่คู่แข่งใช้ เช่น ถ้าทากายุปิเคยใช้สื่อเป็นทหารเดินตะโกนประกาศข่าว ให้ชาวมอญทราบมาเป็นเวลา ๑๐ ปี ชาวมอญก็จะเคยชินกับลักษณะการประกาศเช่นนั้น ดังนั้นแล้ว สว อิเฎล ก็จำเป็นต้องเลือกการประกาศแบบเดิน และอาจเพิ่มสื่อประเภทอื่นลงไป การประกาศข่าวโดยคน ยังเพิ่มศักยภาพของสื่อ คือ คนสามารถรับรู้สีหน้าของผู้รับสาร หรือชาวมอญได้ว่า เขาเชื่อหรือไม่ เห็นด้วยหรือต่อต้าน และสามารถนำกลับมารายงานให้ตะเบงชะเวตี้ทราบ
บางครั้งแคมเปนจ์หนึ่ง ๆ สามารถโฆษณา ประชาสัมพันธ์ได้หลายรูปแบบ เช่น ธนาคารทหารมอญ ผลิตสื่อนำเสนอในโรงละคร เป็นสัตว์ประหลาดค่าทำเนียมถูกไล่ออกไปจากโลก โดยฉากเป็นโลกมนุษย์ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ, และธนาคารทหารมอญยังมีสื่อที่เป็นป้ายโฆษณา ป้ายเดี่ยวใหญ่ ๆ ติดที่หน้าประตูพระราชวัง โดยป้ายนี้เป็นภาพสัตว์ประหลาดค่าทำเนียมถูกส่งมาถึงคุกต่าวดาวเรียบร้อยแล้ว, ป้ายนี้เป็นฉากต่างดาว ถ้าผลิตเป็นภาพนิ่ง จะประหยัดต้นทุนมากกว่าภาพเคลื่อนไหว แต่มีเนื้อเรื่องที่ต่อเนื่องกันจากการแสดงในโรงละครมอญ

สุนัขสุดรักของบุเรงนอง นอนอยู่หน้าวังเมืองตองอู


๗. เตรียมเงินทุน

การเตรียมเงินทุน ต้องจัดเงินเป็น ๓ ส่วน คือ (๑) ค่าผลิตสื่อ (๒) ค่าเช่าสื่อ (๓) ค่าวิจัยและสรุปผล ตามตำรา จะเสนอให้คิดค่าเช่าสื่อก่อน แล้วค่อยคิดค่าผลิตสื่อ ทั้งนี้ ถ้าใครเคยอยู่ต่างประเทศ จะพบว่าเขาใช้งบในการผลิตโฆษณาน้อยจริง ๆ ถ้าเทียบกับประเทศไทย ที่เราจ้างดาราค่าตัวแพง ผนวกกับ special effect ที่ดีเกิน hollywood และดีเป็นร้อย ๆ เท่าเทียบกับภาพยนตร์ไทยทั่วไป

ทำไมต้องมีการเก็บข้อมูล และการวิจัยตามหลัง? เพราะจะได้รู้ว่าสิ่งที่สว อิเฎลได้ทำลงไปนั้นได้ผลมากน้อยเท่าไร เช่น สว อิเฎล ให้ทหารไปตะโกนบอกชาวมอญ ว่าตะเบงชะเวตี้รักชาวมอญทุกคน สว อิเฎล จะต้องรู้ว่าได้ผลหรือไม่ การทำวิจัยอาจวัดจากแบบสอบถาม, กิจกรรมพิสูจน์ความรัก, เนื้อที่ที่ข้อความประโคมปรากฎอยู่บนหนังสือพิมพ์ชาวบ้าน, จำนวนวันที่ข้อความประโคมปรากฎในหนังสือพิมพ์ชาวบ้าน, ดุว่าได้ลงสื่ออะไรบ้าง หรือไม่ได้ลงเลย, ถ้าไปถึงวิทยุชุมชน ต้องดูว่าเขาพูดถึงสารนั้นนานเท่าไร เป็นต้น

ตะเบงชะเวตี้ เชิดหน้า ทักทายตั้งใจ กำลังจะเริ่มแข่งช่วงชิงหินเรืองแสง

Leave a comment

Filed under Uncategorized

กระบวนการการผลิตสื่อโฆษณา-ประชาสัมพันธ์

กระบวนการการผลิตสื่อโฆษณาในหน้านี้ สว อิเฎลอ้างอิงมาจากหนังสื่อ Corporate Communication: A Guide to Theory and Practice โดยนักวิชาการชื่อ Joep Cornelissen ซึ่งในหนังสื่อเล่มนี้ จะไม่ได้ระบุว่าเป็นการผลิตสื่อโฆษณา แต่กล่าวโดยภาพรวมว่า เป็นการวางแผนการดำเนินการ Program และ Campaigns ซึ่งเป็นไปได้ทั้ง การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการบริหารองค์กร โดย สว อิเฎล จะนำหัวข้อตามหนังสือดังกล่าว และอธิบายด้วยตัวอย่างอย่างที่คนไทยเข้าใจกัน เพื่อให้เหล่านักศึกษานิเทศศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเรา ได้ศึกษา และใช้เป็นแนวทางการทำงานในอนาคต

ตะเบงชะเวตี้ สู้กับสัตว์ประหลาด 2 หัวเพื่อปกป้องชาวมอญ

ก่อนอื่น ขออนุญาตอธิบายความแตกต่างของ Programs และ Campaigns กล่าวคือ โปรแกรมจะเป็นอะไรที่ยืดยามกว่า และหาจุดสิ้นสุดได้ไม่ จนกว่าองค์กรจะบรรลุสิ่งที่ต้องการ หรือเปลี่ยนใจไปหาเป้าหมายอื่น ส่วน แคมเปนจ์ คือการประโคมช่วงสั้น ๆ อาจเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม เช่น แคมเปนส์การหาเสียงผ่านทาง Facebook ของพรรคการเมือง “ถ้าไม่เลือกเรา เขามาแน่” เป็นต้น

หลังจากนี้ เชิญพบกับ กระบวนการการดำเนินการโปรแกรมและแคมเปนจ์

๑. การก่อเกิดกลยุทธ์
ทุก ๆ มหาวิทยาลัยและองค์กรจะมีวิสัยทัศน์ อันเป็นสิ่งที่องค์การนั้น ๆ อยากเป็น หรือคือเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายนั้นเป็นสิ่งที่แตกต่างจากปัจจุบัน ช่องว่างระหว่างปัจจุบัน กับอนาคตที่ตั้งเป้าไว้ ก่อให้เกิดความคิดที่จะต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อทำให้ช่องว่างนี้หมดไป เช่น สว อิเฎล อยากเป็นรับใช้ตะเบงชะเวตี้ สว อิเฎล จึงหาวิธีสมัครเป็นทหารเอกของท่าน

สอพินยา หรือจริง ๆ สอบินนยา พระราชาชาวมอญผู้งามสง่าที่สุดในโลก
ภาพวาด “สอบินนยา หรือ สอพินยา” โดย สว อิเฎล

๒. ตั้งจุดมุ่งหมายของการสื่อสาร
จุดมุ่งหมายของการสื่อสาร หรือ จุดประสงค์การสื่อสารด้วยโปรแกรมหรือแคมเปนจ์นี้ ต้องเป็นสิ่งที่เฉพาะเจาะจง สามารถตรวจสอบและประเมินค่าได้ ว่าบรรลุจุดประสงค์แล้วหรือไม่ ถ้าเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ สว อิเฎล ก็ต้องสร้างเครื่องมือ แต่ถ้าเป็นเชิงคุณภาพ สว อิเฎล ก็ต้องกลายเป็นเครื่องมือ นอกจากนี้วัตถุประสงค์เหล่านี้สามารถเกิดขึ้นจริงได้ ตามระยะเวลาที่กำหนด

ตัวอย่างเช่น ในระหว่างที่ สว อิเฎลเดินทางไปร่วมรบกับตะเบงชะเวตี้ ครั้งตีเมืองหงสาวดี เป้าหมายของเราทั้งสองคือ ยึดเอาเมืองหงสาวดี เป้าหมายนี้ เป็นเป้าหมายของ Campaign ซึ่งเป็นส่วนเล็ก ๆ ของโปรแกรมการรวมชาติมอญและพม่าของตะเบงชะเวตี้ ลักษณะความสัมพันธ์ที่ว่า เป้าหมายหนึ่ง เป็นสิ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายต่อไป แต่ไม่จำเป็นว่า ถ้าเป้าหมายแรกสำเร็จ และอีกเป้าหมายจะต้องสำเร็จตาม ตรงตามการศึกษา “goal-seeking behavior” การนี้ตะเบงชะเวตี้และสว อิเฎล มีจุดประสงค์ที่แน่ชัด ต่อมา ถ้ายึดเอาหงสาวดีได้สำเร็จ เราก็รู้ว่ามันสำเร็จ และถ้าไม่มีการสูญเสียทหารเลย ก็จะยอดเยี่ยมมาก แบบนี้เรียกว่า ความสำเร็จสามารถถูกประเมินค่าได้ ว่าสำเร็จหรือยัง หรือสำเร็จมากน้อยเท่าไร เมืองเล็ก ๆ อย่างตองอู หรือจะสู้หงสาวดีได้ ทีแรกก็ฟังดูยาก แต่สว อิเฎลมีพระราชาเป็นตะเบงชะเวตี้ผู้ชาญฉลาด ดังนั้น วัตถุประสงค์นี้ เป็นไปได้ นอกจากขนาดของเมืองแล้ว ทรัพยากรต้องเอื้ออำนวย คือ จำนวนทหาร ถึงแม้ว่าจำนวนทหารของตองอูจะน้อย และตะเบงชะเวตี้ต้องขยันถอยนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อมิให้เกิดการสูญเสีย แต่กลยุทธการรบ และกลลวงอย่างชาวมอญในเรื่องราชาธิราช ทำให้ทรัพยากรที่มี สามารถนำมาซึ่งความสำเร็จได้ นอกจากนี้ ตะเบงชะเวตี้คงไม่บอกว่า ฉันจะต้องตีหงสาวดีให้ได้ โดยไม่มีเวลาจำกัด หรือบอกว่า จะต้องตีให้ได้ภายในเวลา 100 ปี ซึ่ง ณ เวลานั้น ท่านตะเบงชะเวตี้คงเหลืออยู่คนเดียว ดังนั้น ต้องระบุเวลา เหมือนตอนที่ชาวไทยเราชอบไปบน ว่าต้องได้แต่งงานภายในเวลากี่ปี

@ อ่าน (ต่อ) ข้อ ๓. , ๔. , ๕. , ๖. และ ๗. คลิกที่นี่
๓. ระบุกลุ่มเป้าหมาย
๔. ระบุสารหลัก
๕. พัฒนาสาร
๖. พัฒนากลยุทธ์สื่อ
๗. เตรียมเงินทุน

ตะเบงชะเวตี้ปลอมตัวเป็นคนส่งสารลวงศัตรู

Leave a comment

Filed under Uncategorized

รถไฮบริด Hybrid Car ทำลายล้างโลก เพิ่มมลภาวะ

Hybrid Car หรือรถยนต์ติดแบตเตอรี่ ต่อไฟฟ้า บางคนเรีย Electric Car แน่นอน รถยนต์เหล่านี้ลดมลภาวะในเมือง เพราะใช้ไฟฟ้า ไม่ทำให้เกิดควันพิษในเมือง แต่ในทางกลับกัน การใช้ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนนั้น ทำให้ต้องสูบไฟฟ้าจำนวนมาก และไฟฟ้าเหล่านี้ เราได้มาจากการเผาถ่านหินนอกเมือง ดังนั้นเป็นความคิดที่โง่มาก ที่ลดมลภาวะในเมืองและไปเพิ่มมลภาวะนอกเมืองหลายเท่า

วิธีประหยัดพลังงานจริง ๆ ต้องขี่จักรยาน หรือ เดิน มิใช่ใช้ Electric Car

ทำไมการใช้ไฟฟ้าจึงเพิ่มมลภาวะหลายเท่า ถ้าเทียบกับการเผาไหม้น้ำมันหรือแอลกอฮอล์โดยตรง?

ความจริงคือ กว่าจะได้มาซึ่งไฟฟ้า ต้องนำถ่านหินมาเผา การเผาทำให้สูญเสียพลังงานไปกับความร้อนที่แผ่ออกมา และสูญเสียพลังงานในรูปแบบของขี้เถ้าคาร์บอน และคาร์บอนไดออกไซด์ในการเผาเริ่มแรก ขั้นตอนการปั่นไฟ ก็สูญเสียพลังงาน ตลอดจนการส่งไฟฟ้า ที่ต้องแปลงให้เป็นกระแสไฟฟ้าแรงสูงเพื่อให้ส่งได้เร็ม และส่งได้ไกล ๆ ระหว่างทางก็สูญเสียพลังงาน และเมื่อไปถึงหม้อแปลงที่เสาไฟ เพื่อจะแปลงไฟให้เป็นระบบบ้าน ก็สูญเสียพลังงานอีกต่อ โดยตลอดกระบวนการแล้ว พลังงานปลายทางเหลือเพียง 10% เทียบกับพลังงานต้นกำเนิดก่อนเผาถ่านหิน
อีกวิธีที่ช่วยประหยัดได้ คือ การนั่งรถม้า ขอร้อง อย่าใช้ Electric หรือ Hybrid Car เลย


ถ้าทราบเช่นนี้ คุณจะให้รถยนต์ชาตไฟอีกหรือไม่ครับ

ข้อมูลเรื่องไฟฟ้า สว อิเฎล แนะนำให้ตรวจสอบกับผังประหยัดพลังงานของ Bank of America Tower at One Bryant Park สถาปัตยกรรม สุดยอด eco (ที่มาพร้อมกับแบตเตอรี่สำรองไฟสุด yuck ที่ชั้นใต้ดิน)

สว อิเฎล ขอขอบพระคุณ วิวเลี่ยม มาร์ติน (William Martin) ผู้ปลุกให้คิดถึงปัญหาข้อนี้ มาแชร์กับเพื่อน ๆ ชาวไทย

สภาพจราจรติดขัดในกรุงเทพ มหานคร Democracy Monument

Leave a comment

Filed under Uncategorized