Author Archives: Ratajit

D.I.Y. Do It Yourself – Homemade Lotus Candle

D.I.Y.เทียนดอกบัว

วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 13-14 กันยายน 2557 รตจิตรไปร่วมปฏิบัติธรรมกับสมาชิก H&H ในโครงการ I Love ธรรมะ ณ มูลนิธิเสริมน้ำใจให้สังคม ฉะเชิงเทรา ซึ่งสนับสนุนโดย I.C.C. International PCL. รตจิตรขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยที่ให้อะไรดี ๆ ตอบแทนกลับให้แก่สังคมนะคะ
ช่วงเบรกมีการสอนทำเทียนดอกบัวโดยครูรุจน์ รตจิตรเลยอยากเอาวิธีทำมาฝากเพื่อน ๆ อย่างย่อ ๆ

ครูรุจน์ทำเทียนดอกบัว

วัสดุที่ใช้ในการทำเทียนดอกบัว

พาราฟิน, Wax: ไว้ผสมทำเทียน
หม้อหุงข้าวไฟฟ้า หรือหม้อตุ๋น 2 ชั้น: เพื่ออุ่นให้กลีบบัวอ่อนตัวก่อนพิมพ์ลาย
ถาดอลูมิเนียมพื้นเรียบ: เพื่อไว้เทเทียน เพื่อทำกลีบดอกบัว จาก block กลีบดอกไม้
เตาไฟฟ้า: เพื่อไว้ต้มพาราฟิน ใช้ในการติดกลีบดอกบัวแต่ละกลีบ
ไส้เทียน 6 ซม.: เพื่อไว้เสียบตรงกลางเกสร
แม่พิมพ์: เพื่อพิมพ์กลีบให้กลีบดอกบัวเกิดลาย โดยแบ่งเป็น
ชั้นที่ 1 กลีบดอกบัว สีชมพู 6 กลีบ รอบ ๆ เกสรสีเหลือง แม่พิมพ์ กลีบจะเล็กกว่าทุกชั้น
ชั้นที่ 2, 3 กลีบดอกบัว สีชมพูชั้นละ 5 กลีบ วางกลีบให้สับหว่างกัน
ชั้นที่ 4, 5 กลีบดอกบัว สีชมพูชั้นละ 6 กลีบ แต่ทำที่ถ้วยพร้อมกับกลีบเลี้ยง
ชั้นที่ 6 กลีบเลี้ยงดอกบัว สีเขียว 4 กลีบ
หัวแร้ง: เพื่อเชื่อมกลีบดอกบัวแต่ละกลีบหลังจากแตะกลีบติดกันแล้ว ให้กลีบดอกติดกันเรียบ และติดแน่นขึ้น
ถาดน้ำเย็น: เพื่อถอดกลีบที่ทำติดถ้วยชั้นที่ 4, 5, 6 ออกจากถ้วย
ไดเป่าผม: เพื่อเป่าเทียนดอกบัวให้อ่อนลง สำหรับดัดกลีบให้สวยงามตามต้องการตอนเทียนอ่อน
ถ้วยโยเกิร์ต หรือถ้วยไอศกรีมทรงเตี้ยก็ได้: เพื่อใช้เป็นฐานทำกลีบ 3 ชั้นนอก
พาน: เพื่อใช้เป็นฐานเทียนดอกบัวที่สำเร็จแล้ว
กล่องใส่: เพื่อเก็บเทียนดอกบัว ไว้บูชาพระ หรือโชว์ หรือ เป็นของขวัญให้ผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นต้น

เตรียมกลีบเทียนดอกบัว

วิธีทำ

1. เตรียมเกสร

เกสร สีเหลือง ซึ่งทำเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า และตัดเป็นปลายแหลมฟันปลาให้เป็นเกสร

2. เตรียมกลีบดอกบัว

อุ่นน้ำเทียนให้ร้อน

กลีบดอกบัวสามารถเตรียมให้พร้อมตั้งแต่ต้น โดยต้มพาราฟินผสม wax เทบนถาดเรียบสัก ½ ซ.ม. แล้วเอา block กลีบกดลงไปได้แต่ละกลีบตามต้องการ
ชั้นที่ 1 กลีบดอกบัวรอบ ๆ เกสรบนแม่พิมพ์ที่เล็กกว่ากลีบดอกบัวชั้นอื่น ๆ 6 กลีบ
ชั้นที่ 2-5 กลีบดอกบัวชั้นอื่น ๆ 5 กลีบ X 4 ชั้น = 20 กลีบ
ชั้นที่ 6 กลีบเลี้ยงดอกบัว 4 กลีบ

3. พิมพ์ลายกลีบดอกบัว

แม่พิมพ์ลายกลีบดอกบัว

กลีบดอกบัวที่ได้นำไปแช่ในน้ำอุ่นที่ต้มไว้ เพื่อให้กลีบเทียนที่แข่งอ่อนตัวลง แล้วกดทับบนลายแม่พิมพ์ เพื่อให้กลีบดอกบัวเกิดลาย โดยแบ่งเป็น
ชั้นที่ 1 กลีบดอกบัว สีชมพู 6 กลีบ รอบ ๆ เกสรสีเหลือง แม่พิมพ์ กลีบจะเล็กกว่าทุกชั้น
ชั้นที่ 2, 3 กลีบดอกบัว สีชมพูชั้นละ 5 กลีบ วางกลีบให้สับหว่างกัน
จากรูปเป็นเทียนดอกบัว 2 ชั้นที่แล้วเสร็จ และกำลังจะขึ้นชั้นกลีบที่ 3 แล้วจ้า

D.I.Y.Candle

ชั้นที่ 4 กลีบดอกบัว สีชมพูเข้ม 6 กลีบ แต่ทำที่ถ้วยพร้อมกับกลีบเลี้ยง
ชั้นที่ 5 กลีบดอกบัว สีแดง 6 กลีบ ทำที่ถ้วยเป็นชั้นที่ติดกับกลีบเลี้ยง
ชั้นที่ 6 กลีบเลี้ยงดอกบัว สีเขียว 4 กลีบ

4. การประกอบเทียนดอกบัว 3 ชั้นแรก

หัวแร้งให้กลีบติดกัน

3 ชั้นแรกให้ทำกลีบดอกบัวติดโคนเกสร ซึ่งต่างจากการทำ 3 ชั้นนอก ดังนี้
นำกลีบดอกบัว 6 กลีบมาแตะรอบฐานเกสรสีเหลืองที่เตรียมไว้แล้ว โดยแตะโคนกลีบดอกบัวกับน้ำเทียนร้อน ๆ ที่เตรียมไว้ให้แต่ละชั้นสลับสับหว่างเท่า ๆ กัน รวมทั้งสิ้น 3 ชั้น
แต่ละชั้นให้ใช้หัวแร้งที่เสียบปลั๊กให้ร้อนแล้ว แตะตรงโคนกลีบเทียนละลายติดกับตัวดอก

D.I.Y.LotusCandle
ตอนนี้รตจิตรได้เทียนดอกบัวที่เสร็จไปแล้วประมาณ 50 % คือเกสร และ กลีบดอกบัว 3 ชั้นในตามรูปนะจ๊ะ

5. การประกอบเทียนดอกบัว 3 ชั้นนอก

มาถึงตอนนี้รตจิตรคิดว่าเพื่อน ๆ คงมีแรงที่จะทำต่อไปเพราะอยากให้เสร็จ อยากให้เห็นเทียนดอกบัวที่สมบูรณ์แบบ เพราะแค่ 3 ชั้นยังรู้สึกสวยงามขนาดนี้
คนสอนถามพวกเราว่า พวกเราจะเอาไปใช้จุดเทียนมั้ย ไม่มีใครยอมจุด ต่างอยากเก็บไว้โชว์ แต่ครูที่สอนบอกว่า เมื่อก่อนเขาก็ไม่จุด แต่ตอนนี้จุดหมด ถามพวกเราว่าจะเอาไว้โชว์แต่บ้านมืด ๆ เพราะไฟดับ หรือต้องการให้สว่าง
สำหรับรตจิตร ยังไง ๆ ก็ไว้บูชาพระ เพราะได้เห็นอยู่นาน ได้บูชาพระพุทธรูปด้วย เรามีอย่างอื่นทดแทนงานฝีมือสวยงามขนาดนี้ เช่น เทียนอย่างอื่นมีอีกตั้งหลายเล่ม ไฟฉาย ไฟจากมือถือ เป็นต้น

50%HomemadeCandle

3 ชั้นที่ว่าในขั้นตอนนี้ประกอบด้วย กลีบเลี้ยง 4 กลีบเป็นชั้นนอกสุด และกลีบดอกบัวชั้นนอกอีก 2 ชั้นที่ติดกับกลีบเลี้ยง โดยการเริ่มจากชั้นที่ 4 ไปชั้นที่ 5 แล้วจึงเป็นชั้นกลีบเลี้ยง ซึ่งจะอยู่บนสุด ดังนี้

นำกลีบดอกบัว สีชมพูเข้ม จุ่มโคนกลีบกับน้ำเทียนร้อน และแตะบนก้นถ้วยไอศกรีม ให้กลีบห้อยลงด้านล่าง และให้กลีบแต่ละกลีบซ้อนกันเล็กน้อย จนครบ 5 กลีบ เป็นอันว่าเสร็จชั้นที่ 4
จากนั้นนำกลีบดอกบัวสีแดง ทำเช่นเดียวกัน สับหว่างกับชั้นที่ 4 เป็นอันเสร็จ ชั้นที่ 5 และ
ตามด้วยการนำกลีบเลี้ยงสีเขียว 4 กลีบ มาวางสับหว่างกลีบแรก อีก 3 กลีบพยายามให้สับหว่าง กะระยะให้สวยงาม

เพื่อให้ติดเป็นเนื้อเดียวกัน ให้ใช้หัวแร้งที่ร้อนมาแตะกลีบแต่ละกลีบเบา ๆ เนื้อเทียนจะหลอมละลายติดกันเอง จากนั้นก็เป็นขั้นตอนแกะกลีบชั้นนอกทั้ง 3 ชั้นออกจากถ้วยโดยนำถ้วยไปแกว่งกับน้ำเย็น กลีบดอกบัวชั้นนอกทั้ง 3 ชั้นจะหลุดออกจากถ้วยที่รตจิตรใช้เป็นฐานรองในการทำ ถ้าหลุดยาก ให้ใช้มีดแซะเบา ๆ ก็ช่วยได้จ้า

6. การประกอบดอก 3 ชั้นในและ 3 ชั้นนอก

ตอนนี้รตจิตรก็ได้ D.I.Y. เทียนดอกบัว 3 ชั้นใน และ 3 ชั้นนอกที่แล้วเสร็จ ก็ถึงขั้นตอนประกอบให้อยู่ด้วยกัน ก่อนอื่นควรตัดก้นหรือฐานดอกบัวให้เรียบก่อน โดยนำก้นดอกบัว 3 ชั้นในจุ่มลงในน้ำเทียนที่ร้อน แล้วใช้มีดปาดให้ตรง หรือถ้าของใครตรงสวยงามอยู่แล้วตั้งแต่ต้น ขั้นตอนนี้ก็ไม่จำเป็น

เผอิญ เทียนดอกบัวของรตจิตร ตอนที่ติดกลีบดอกบัวแต่ละกลีบ ค่อนข้างติดตรง ไม่สูงเลยฐานเกสร ไม่ต่ำกว่าฐานเกสรจนเกินไป สวยอยู่แล้ว เลยข้ามขั้นตอนนี้ได้จ้า ไปขั้นตอนต่อไปโดยตักน้ำเทียนที่ร้อนใส่ในถ้วยแจกันที่เตรียมไว้สำหรับเป็นฐานตั้งเทียนดอกบัว

แล้วนำกลีบดอกบัว 3 ชั้นนอกที่แล้วเสร็จ กดจุ่มลงไปบนพานที่มีน้ำเทียนอยู่ จากนั้นจึงนำกลีบดอกบัว 3 ชั้นในกดลงไป ข้อควรระวังในขั้นตอนนี้คือ ต้องไม่ให้เอียง ต้องให้สับหว่างอย่างสวยงาม

7. ขั้นตอนสุดท้ายในการดัดกลีบดอกบัวให้สวยงาม

ขั้นตอนนี้สำคัญไม่น้อย เพราะเทียนดอกบัวจะสวยไม่สวย อยู่ที่การแต่ง การดัดกลีบ ปักกลีบให้สวงามตามมือของเราจริง ๆ โดยการใช้ไดร์เป่าผม เป่าดอกบัวเทียนจนกลีบอ่อน แล้วให้รีบดัดกลีบตามต้องการ รอแห้ง แข็งตัวดี จึงนำไปใส่กล่องพลาสติกใสที่เตรียมไว้
บางคนอาจใช้เทปกาว 2 หน้าติดฐานพานกับกล่อง บางคนอาจนำฐานพานไปแตะน้ำเยนร้อน แล้วมาแตะติดกับกล่องที่จะใส่เทียนดอกบัว แต่กรณีหลังจะติดแน่น ถ้าเป็นพานพลาสติก กับกล่องพลาสติกนะจ๊ะ

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Do it yourself: Mosaic Art ศิลปะโมเสก

Do it yourself: Mosaic Art

การทำโมเสกอาร์ท

วันเสาร์ที่ 9 ส.ค. 2557 รตจิตรได้ไปเรียนการทำ Mosaic กับ อ. ติ๊ก ( Tik ky ) ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน แต่เนื่องจากเวลาจำกัด การติด Mosaic จึงไม่เป็นแนวที่สวยงามเท่าที่ควร ถ้าเพื่อน ๆ มีเวลาพอ ขอให้ติดเรียงเป็นแนว จะได้ Mosaic ที่สวยงาม ลองดูกันนะจ๊ะ

วัสดุในการทำ Mosaic Art

1. วัสดุ :
- กระดาษแข็ง หรือ Future Board หรือ กระดาน หรือ กล่องไม้ หรือแผ่น Acrylic (too expensive)
- Mosaic หลากสี
- วัสดุอื่น เช่น แหนบ, ดินสอ, เทปกาว 2 หน้า, มีด และ Sobo Glue
======

วาดลายทำ Mosaic Art

2. วิธีทำ :
- ตัดกระดาษแข็งขนาด 5X5 นิ้ว
- วาดลายที่ต้องการด้วยดินสอ
- ใช้เทปกาว 2 หน้าติดแปะบนลายเต็มพื้นที่กระดาษแข็ง
- เริ่มติด Mosaic ตามลาย ตามสี
- ใช้ Sobo Glue ทาอาบบน Mosaic ที่แล้วเสร็จ
============

ติดกาว 2 หน้าทำ Mosaic Art

3. เทคนิค
- การติดกาว 2 หน้าควรติด 2 ชั้นเพราะชั้นแรกป้องกันผิวกระดาษที่อาจไม่เรียบ และเพื่อให้การติด Mosaic แน่นขึ้น
- การติด Mosaic ด้วยแหนบ หรือมือเปล่าก็ได้ แต่ควรติดเรียงกันเพื่อความสวยงาม
- ส่วนที่เป็นมุมแหลม ให้ใช้คีมตัด Mosaic เพื่อให้ได้แผ่น Mosaic เป็นสามเหลี่ยม
- ขั้นตอนสุดท้ายอาจจะทำหรือไม่ก็ได้ คือการใช้ Sobo Glue เพื่อให้ Mosaic ติดทนทานขึ้น และเพื่อให้ Mosaic ดูเงาขึ้น
======

การติดกระเบื้องโมเสก

หมายเหตุ :
- แนวการติด ควรเป็นแนวเรียงกันอย่างมีระเบียบ
- บางครั้งอาจเรียงเป็นเส้นโค้งเข้าหากัน เช่นกลีบดอก บางครั้งอาจเรียงเป็นเส้นโค้ง แต่ควรเรียงให้เป็นระเบียบเพื่อความสวยงามในแนว Mosaic Art

Leave a comment

Filed under Uncategorized

พระปุกกุสาติ (Pushkarasakti) พระอานาคามี ผู้ถูกวัวขวิดตาย

เขียนโดยรตจิตร

รตจิตร ชอบไปฟังธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์ กฤช นิมมฺโล ที่บ้านจิตสบาย พุทธมณฑลสาย 2 และเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2556 ก็เป็นอีกอาทิตย์หนึ่งที่ พอจ.กฤช ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับ พระปุกกุสาติ มีความสั้น ๆ ดังนี้

พระปุกกุสาติ แห่งตักกศิลานคร แคว้นคันธาระ (Gandhara) เป็นพระราชาเกิดในกรุงตักกสิลา ทรงเป็นพระสหายทางราชสาส์นและบรรณาการ โดยที่ไม่เคยเห็นหน้ากันกับพระเจ้าพิมพิสาร (The king Bimbisara) แห่งกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ แคว้นคันธาระ เป็นเมืองชายแดนประเทศปากีสถาน พอจ. เปรียบเทียบว่า หากแต่เป็นสมัยนี้ ก็เป็นเพื่อนกันได้ง่ายโดย Add friend ใน facebook และก็เห็นหน้ากันได้อย่างง่ายดาย พระปุกกุสาติ ทรงธรรม ปกครองประชาชนอย่างพ่อกับลูก
ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปุกกุสาติส่งผ้ากัมพล หรือผ้าขนสัตว์ที่ตีค่ามิได้ กว้าง 8 ศอก (4 ม.) ยาว 16 ศอก (8 ม.) แต่พอพับแล้วเหลือขนาดนิดเดียวเพราะผ้าเนื้อละเอียดมาก ใส่ผอบทั้ง 8 ผืน หุ้มด้วยครั่ง พร้อมราชสานส์ให้พระเจ้าพิมพิสารเปิดในโรงพระราชฐาน ตอนประชุมอมาตย์เท่านั้น

พระเจ้าพิมพิสารจารึกแผ่นทอง

พระเจ้าพิมพิสาร ทรงตอบแทนด้วยการสลักจารึกเรื่องราวของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีปฏิบัติกรรมฐาน (engraved about ‘How to Meditate’ on a gold plate) ลงในแผ่นทองคำด้วยพระองค์เอง เพื่อให้พระเจ้าปุกกุสาติ และรับสั่งให้เสนาอำมาตย์เป็นราชทูต จัดขบวนช้างมงคลแห่แผ่นจารึกทองนี้ไปถวายพระเจ้าปุกกุสาติ พระเจ้าปุกกุสาติทรงขึ้นไปเปิดอ่านบนปราสาทชั้นบน อ่านแต่ละวรรค เกิดปิติ ขนาดต้องลดปิติลงจึงสมารถอ่านวรรคต่อไปได้ เกิดศรัทธา พระองค์เสวยสุขอยู่ในฌานถึงครึ่งเดือน ตัดสินพระทัยออกบวชถือผ้ากาสาวะ หรือผ้าล้างบาป เป็นกุลบุตรปุกกุสาติ ในขณะที่ประชาชนเดินตามตลอด จนพระเจ้าปุกกุสาติต้องเอาไม้ท้าวมาขีดแบ่งว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร ซึ่งประชาชนก็บอกว่าเป็นของพระองค์ พระองค์จึงว่าหากใครตามมามีโทษ ในคัมภีร์เรียกว่า กุลบุตรปุกกุสาติ เพราะออกบวชแล้ว

กุลบุตรปุกกุสาติไปโรงบ้านช่างหม้อ

กุลบุตรปุกกุสาติทรงยึดมั่นถ้อยคำในพระราชสาส์นว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ราชคฤห์ พระองค์ก็จะเสด็จต่อไปถึงกรุงราชคฤห์ จึงมาทราบภายหลังว่าพระองค์เดินทางผ่านเลยมาจากที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวัน 45 โยชน์ แต่เย็นแล้ว อีกทั้งกุลบุตรปุกกุสาติ เดินเท้ามาร่วม 200 โยชน์จนถึงบ้านช่างหม้อ จึงขอพัก พระพุทธเจ้ารู้ว่ากุลบุตรปุกกุสาติ เดินทางด้วยเท้าเปล่า พระพุทธเจ้าก็จะไปโปรดด้วยเท้าเปล่าเช่นกัน

เมื่อพระพุทธเจ้ามาถึงบ้านช่างหม้อในคืนนั้น ได้พักในห้องเดียวกับกุลบุตรปุกกุสาติ พระพุทธเจ้าปิดแสงรัศมีของพระองค์เพื่อไม่ให้ปุกกุสาติ รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ทั้งคู่นั่งขัดสมาธิฌาน หลังจากสนทนาก็ทราบว่า กุลบุตรปุกกุสาติ ออกบวชอุทิศแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า แต่กุลบุตรปุกกุสาติไม่รู้จักหน้าค่าตามาก่อน จึงเรียกพระพุทธเจ้าว่า “อาวุโส” พระพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่ปุกกุสาติ และรู้ว่าปุกกุสาติได้ฌานจากการทำอานาปาณสติ พระองค์จึงให้ปุกกุสาติแยกธาตุ ดูจิต ดูเวทนา จนในที่สุดปุกกุสาติก็ทราบว่า “อาวุโส” ท่านนี้ก็คือพระบรมศาสดา ในขณะที่แสงรัศมีของพระพุทธเจ้าก็สว่างขึ้นพอดี กุลบุตรปุกกุสาติมีความยินดีอย่างมาก จึงขอบวช พระองค์จึงตรัสให้ กุลบุตรปุกกุสาติไปหาบาตรและจีวรให้ครบเพื่อการอุปสมบท

ปุกกุสาติถูกแม่วัดขวิดตาย

พระเจ้าพิมพิสาร มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และรับทราบว่าพระพุทธเจ้ามาโปรดกุลบุตรปุกกุสาติพระสหาย ซึ่งตอนนี้ไปหาบาตรและจีวร ทันใดนั้นหลังจากกุลบุตรปุกกุสาติบรรลุอนาคามิผลแล้วก็ถูกแม่โคขวิดตาย เนื่องจากยังไม่อุปสมบท พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงจัดการพิธีศพให้แต่ทรงเป็นพระราชา กุลบุตรปุกกุสาติไปเกิดในพรหมโลก เห็นความเกิด การปรุงแต่งอยู่ เลยเป็นพระอรหันต์ ณ ตอนที่เกิดใหม่ทันที

เรื่องนี้น่าจะสอนให้รู้ว่าถึงพระปุกกุสาติ จะบรรลุเป็นพระอานาคามี แต่ก็ยังต้องชดใช้กรรมจึงถูกโคขวิดตายก่อนบรรลุเป็นพระอรหันต์

Leave a comment

Filed under Uncategorized

เสนกชาดก เรื่องขอเสนกบัณฑิต กับพราหมณ์เฒ่า และชายชู้

เขียนโดย รตจิตร

พิธีสวดมาติกาบังสุกุลอัฐิ วัดญาณเวศกวัน

วันอาทิตย์ที่ 13 เมษายน 2557 ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ หรือวันปีใหม่ของไทย รตจิตรได้ไปร่วมทำบุญพิธีสวดมาติกาบังสุกุลอัฐิ ณ วัดญาณเวศกวัน ในวันนั้น พระครูปลัดสุวัฒนพรหมคุณ (รองเจ้าอาวาส) ได้เล่าเรื่อง เสนกชาดก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นว่า คนที่มีปัญญา สามารถใช้ปัญญาช่วยคนอื่นได้ แม้จะเป็นคนมีปัญญาเพียงคนเดียวก็ตาม ซึ่งตรงกับสถานการณ์บ้านเมืองไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่ม กปปส. และ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รตจิตรขอสรุปที่พระครูปลัด ฯ เล่าเรื่อง “เสนากชาดก” ไว้ได้ดังนี้

พระสงฆ์ประพรมน้ำมนต์ วัดญาณเวศกวัน

เสนกบัณฑิต แห่งเมืองตักกศิลา เข้ามารับราชการ ณ เมืองพาราณสี (Varanasi) ซึ่งมีพระราชาพระนามว่า ชนก ในฐานะอำมาตย์ฉลาดประจำเมือง มีความสามารถแสดงธรรมด้วยพุทธลีลาธรรมกถา คล้ายธรรมกถาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ครั้งหนึ่งมี พราหมณ์เฒ่าคนหนึ่ง (Brahmin beggar) หลังจากขอเงินได้ 1,000 กหาปณะ ก็นำมาฝากไว้ที่พราหมณ์เพื่อน เวลาผ่านไปเป็นปี ๆ ก็ยังไม่มาเอาคืน พราหมณ์เพื่อนคิดว่า พราหมณ์เฒ่าตายคงไม่มาเอาเงินแล้ว จึงนำไปใช้จ่ายจนหมอ พอพราหมณ์เฒ่ามาถึง พราหมณ์เพื่อนก็ไม่สามารถหาใช้คืนได้ จึงยกลูกสาวอายุเพียง 17 ให้

งูเห่าหม้อเลื้อยเข้าห่อผ้ากินข้าวตูผง

ด้วยความไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ ซึ่งมี 16 ประการ (ด้านล่าง) อยู่มาวันหนึ่งนางซึ่งไม่อิ่มด้วยเมถุนธรรม คิดวางแผนให้พราหมณ์เฒ่าออกไปข้างนอก โดยอ้างว่าทำงานไม่ไหว ต้องจ้างทาสหญิงชาย พราหมณ์เฒ่าบอกว่า นั่นต้องใช้เงิน นางก็ให้ไปเที่ยวขอเงินสิ พราหมณ์เฒ่าทำตาม โดยนางห่อผ้าข้าวตูผงเตรียมให้ไว้ในไถ้หนัง พราหมณ์เฒ่าขอเงินได้ 700 กหาปณะ จึงกลับ ระหว่างทางพราหมณ์เฒ่าได้พักเหนื่อย แกะห่อผ้ากินข้าวตู โดยไม่ได้ผูกห่อผ้าดังเดิม ก่อนที่จะลงไปกินน้ำ งูเห่าได้เลื้อยเข้าไปกินข้าวตูในห่อ อยู่ เมื่อพราหมณ์เฒ่ากลับมา ก็ผูกไถ้ห่อข้าวตู

ระหว่างทางยืนรุกขเทวดาได้บอกพราหมณ์เฒ่าว่า ถ้าท่านไปถึงบ้าน ภรรยาท่านจะตาย ถ้าท่านไปไม่ถึงบ้าน ท่านจะตาย แล้วเทวดาก็หายไม พอพราหมณ์เฒ่าเดินถึงพระนครพาราณสี วันนั้น เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ มีคนจำนวนมากเดินถือดอกไม้ เมื่อพราหมณ์เฒ่าสอบถามได้ความว่า จะไปฟังธรรมกถาของเสนก พราหมณ์เฒ่าจึงตามไปด้วย เมื่อเสนกแสดงธรรมแล้วเสร็จ ทุกคนมีใบหน้ายิ้มชื่นชมเสนก พอเสนกเห็นพราหมณ์เฒ่าร้องไห้อยู่คนเดียวเพราะกลัวความตาย เสนกจึงสอบถามเรื่องราว และคิดว่าห่อข้างตูคือปัญหาจึงให้โยนทิ้ง และเขี่ยดู จึงรู้ว่ามีงูเห่า พราหมณ์เฒ่าศรัทธาคิดจะมองเงิน 700 กหาปณะให้เสนก แต่เสนกกลับมอบให้พราหมณ์เฒ่าเพิ่มรวมเป็น 1000 กหาปณะ โดยให้นำเงินไปซ่อนที่ต้นไม้ก่อนเข้าบ้าน พราหมณ์เฒ่าทำตาม แล้วค่อยไปเรียกนางที่เป็นภรรยา นางตกใจรีบปิดไฟ แล้วไล่ชายชู้ (Adulterer) ให้หลบออกไป เมื่อนางรู้จากพราหมณ์เฒ่าว่าไม่ได้เงินก็โมโห จนพราหมณ์เฒ่าต้องบอกที่ซ่อนของเงิน นางรีบบอกชู้ให้ไปชิงเอาเงินก่อน

เสนากบัณฑิต Senaga ถามพราหมณ์เฒ่า

เช้าวันรุ่ง พราหมณ์เฒ่าไม่พบเงินที่ซ่อน จึงไปเล่าให้เสนกฟัง เสนกออกอุบายให้พราหมณ์เฒ่าจัดงานเลี้ยง 7 วันและให้พราหมณ์เฒ่าเชิญเพื่อนมาทั้ง 7 วัน ภรรยาก็ให้เชิญเพื่อนเช่นกัน แล้ววันที่ 6 ให้มาบอกว่าภรรยาเชิญใครมางานเลี้ยงเป็นประจำ พอพราหมณ์เฒ่ามาเล่าและจำหน้าชายคนที่ภรรยาเชิญมาประจำได้ วันที่ 7 เสนกมางานเลี้ยงด้วย และบอกว่าพราหมณ์ชู้เป็นผู้เอาเงินไป ครั้งแรกพราหมณ์ชู้ไม่ยอมรับ จนเสนกต้องบอกว่าตนคือใคร พราหมณ์ชู้กลัวจึงสารภาพ แล้วถูกลงโทษขับไล่ออกจากเมืองไป เพียงปัญญาของเสนกบัณฑิต ก็สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้

เมียพราหมณ์เฒ่าและชายชู้

ตอนนี้รตจิตรขอสรุปเรื่องที่เพื่อน ๆ ควรรู้ ตามที่พระครูปลัด ฯ แสดงธรรมไว้พร้อมกับเรื่อง เสนกชาดก เกี่ยวกับ “ความไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอ” ซึ่งมี 16 ประการ ดังนี้
1. มหาสมุทร ไม่รู้จักอิ่มด้วยน้ำที่ไหลมาตลอดทุกสารทิศ
2. ไฟ ไม่รู้จักอิ่มด้วยเชื้อไฟที่มาเติม
3. พระราชา ไม่รู้จักอิ่มด้วยราชสมบัติ
4. คนพาล ไม่รู้จักอิ่มด้วยบาป
5. หญิง ไม่รู้จักอิ่มด้วยของ 3 อย่างเหล่านี้ คือ เมถุนธรรม, เครื่องประดับ, และการคลอดบุตร
6. พราหมณ์ ไม่รู้จักอิ่มด้วยมนต์
7. ผู้ได้ฌาน ไม่รู้จักอิ่มด้วยการเข้าฌาน
8. พระเสขบุคคล ไม่รู้จักอิ่มด้วยการให้ทาน
9. ผู้มักน้อย ไม่รู้จักอิ่มด้วยธุดงค์คุณ
10. ผู้เริ่มความเพียร ไม่รู้จักอิ่มด้วยความเพียร
11. ผู้แสดงธรรม/เทศน์ ไม่รู้จักอิ่มด้วยการสนทนาธรรม
12. ผู้กล้าหาญ ไม่รู้จักอิ่มด้วยบริษัท
13. ผู้มีศรัทธา ไม่รู้จักอิ่มด้วยการอุปการะพระสงฆ์
14. ทายก ไม่รู้จักอิ่มด้วยการบริจาค
15. บัณฑิต ไม่รู้จักอิ่มด้วยการฟังธรรม
16. บริษัท 4 ไม่รู้จักอิ่มด้วยในการเฝ้าพระพุทธเจ้า

Leave a comment

Filed under Uncategorized

โปรแกรมทัวร์ไหว้พระ สุพรรณบุรี

© เขียนโดย รตจิตร

โปรแกรมทัวร์ไหว้พระ 1 วัน ไปสุพรรณบุรี

วันนี้ “รตจิตร” จะเอาเรื่องดี ๆ มาฝากเพื่อน ๆ sw-eden.net เกี่ยวกับทัวร์ไหว้พระ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี และขอเขียนชื่อตัวเองอยู่ในเครื่องหมายคำพูด “ ” เพราะ word ชอบตรวจอัตโนมัติว่าเป็นคำผิด “รตจิตร” มีโอกาสไปทัวร์ไหว้พระ 1 วัน จังหวัดสุพรรณบุรี วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม 2557 ตรงกับวันพระพอดี โดยมี sponsor ตลอดรายการ คือ The Wisdom of KBANK มีอ.คฑา ชินบัญชร เป็นวิทยากรตลอดทาง และให้บริษัท Travel Creation เป็น Organizer โดยโปรแกรมวันนั้นใช้รถบัสของบริษัท คุณอนันต์ ทราเวลแอนด์เซอร์วิส ตั้งแต่ “รตจิตร” เคยนั่งรถบัสไปกับทัวร์มานับครั้งไม่ถ้วน ขอบอกว่าครั้งนี้รถบัสวิเศษมาก เพราะ นอกจากที่นั่ง V.I.P. จะกว้างผิดปกติแล้ว ยังมีเบาะรองคอที่เบาะนั่งพอดีกับคนไทย และเบาะรองขา ที่สำคัญที่ไม่เหมือนใครคือมีปุ่มกดให้เป็นเก้าอี้นวดแสนสบาย สรุปโดยรวม โปรแกรมจัดได้ดีมาก ถึงมากที่สุด เพราะไม่น้อยไป และไม่เหนื่อยจนเกินไป แม้ลูกค้า The Wisdom บางคนไม่ตรงเวลา ซึ่งเป็นธรรมดาของคนหมู่มาก แต่ “รตจิตร” ถือว่าโดยรวมยังทำเวลาได้ดีมาก ๆ เพราะออกเดินทาง late ไป 40 นาที ก็ถึง late ไป 40 นาทีเช่นกัน คือออกเดินทางเวลา 7.40 น. กลับเวลา 21.40 น. กล่าวคือใช้เวลาไปประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง และเวลากลับก็เช่นกัน

โปรแกรมทัวร์สุพรรณบุรี

นัดพบกันที่ชั้น 12 The Wisdom Lounge โรงแรม โซฟิเทล โซ แบงคอก ถนนสาธร แยกพระราม 4 “รตจิตร” ก็เลยมีโอกาสถ่ายรูปความเป็นอยู่ของ กปปส. ด้วย “รตจิตร” เห็นด้วยอย่างยิ่งที่กำนันสุเทพย้ายพวกที่รักชาติ รักกษัตริย์ มาไว้ที่นี่ อนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงมีบทพระราชนิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องรักชาตินับไม่ถ้วน กปปส. ยังทำให้เกิดอาชีพบริเวณสวนลุมพินี จำนวนเต้นท์มหาศาลจริง ๆ จ้า รถบัสพาพวก “รตจิตร” ไปขึ้นทางด่วน ลงตรงเส้นรัตนาธิเบศร์ เพื่อไปถนนกาญจนาภิเษก ตามโปรแกรมการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 5 แห่ง ดังนี้

1. วัดเล่งเน่ยยี่ 2 หรือวัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์

วัดเล่งเน่ยยี่ 2 นี้ สร้างแบบ ซี่เตียมกิม คือ เสมือนมีก้อนทองอยู่ตรงกลาง เป็นที่ว่าง และสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทางเดินล้อมก้อนทองนี้องค์พระประธาน 3 องค์ ขนาบด้วยพระอรหันต์จำนวนมากเรียงรายทั้งด้านซ้ายและขวา ถ้ารตจิตรหันหน้าเข้าหาพระพุทธรูปพระประธาน จากซ้ายไปขวา คือ

- พระศากยมุนีพุทธเจ้า (องค์กลาง)
- พระอมิตาภาพุทธเจ้า (องค์ซ้าย)
- พระไภษัชยคุรุไวฑูรย์พุทธเจ้า (องค์ขวา)

การทำบุญที่วัดเล่งเน่ยยี่ 2 มีหลายรูปแบบ ได้แก่ การทำบุญสะเดาะเคราะห์ปีชง โดยขอพรจากองค์ไท้ส่วยเอี้ย เพื่อเสริมดวงชะตาให้โชคดีตลอดปี การทำบุญประจำปี การทำบุญถวายเทียนอายุวัฒนะ การทำบุญถวายภัตตาหารเดือนละ 200 บาท สร้างพระมหารัตนเจดีย์ เพื่อสร้างองค์พระรัตนเจดีย์ดู่ถวายเป็นพุทธบูชา บังเกิดมหาบุญบารมีมงคลอุปถัมภ์ครอบครัวให้รุ่งเรืองมั่นคง นอกจากนี้ยังมีการทำบุญซื้อที่ดินถวายวัดตารางละ 100 บาท อาจารย์คฑา ยังเล่าให้ฟังว่าหลังจากที่อาจารย์ทำบุญที่ดินถวายวัด อาจารย์ไปได้ที่ดินที่ปาย ในราคาถูก ติดริมน้ำสวยมาก มา 1 แปลง ว่าแล้วอาจารย์ก็ทำบุญอีก วันนี้รตจิตรคิดว่าทางวัดเล่งเน่ยยี่ 2 ได้เงินทำบุญที่ดินค่อนข้างมากกว่าทุกวัน เพราะใคร ๆ ก็อยากได้ที่ดินที่ปาย เพื่อไปอยู่ใกล้ ๆ อาจารย์คฑา ชินบัญชร เพราะเป็นคนค่อนข้างน่ารักมาก รตจิตรหมายถึงนิสัยของอาจารย์จ้า ไม่ค่อยเหมือนหมอดูคนอื่น ๆ หลังจากพวกเราทำบุญกันแล้ว อาจารย์คฑาก็นำพวกเราสวดวัตรเช้า เพื่อให้เสร็จก่อนเวลา 9.45 น. เพราะวันนั้น คณะพระสงฆ์จีนชุดใหญ่จะมีการสวดช่วงเช้าเช่นกันทุกวันพระ

นอกจากการไหว้ที่วัดเล่งเน่ยยี่ 2 หากมีเวลาลองดูสถาปัตยกรรม ของจีนในไทย เพราะสวยงามมาก ไม่ว่าจะเป็นสิงโต ทั้งด้านหน้า ด้านเสา หรือตามกำแพง ตลอดจนการตกแต่งตามหลังคา หรือแม้แต่มุม และปลายหลังคาแต่ละช่อง ยังประดับประดาด้วยพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ สวยงามและน่ารักมาก

2. ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

การไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เพื่อเสริมหลักชัยให้แก่ชีวิต พวก “รตจิตร” เข้าไปไหว้พระที่ศาล ในหมู่บ้านมังกรทอง ตลอดทางก่อนถึงหมู่บ้านมังกรทอง ตามทางเดินทำเป็นร้านอาหาร หรือร้านจำหน่ายสินค้าต่าง ๆ แบบจีน ร้านสัมเพ็ง หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 วันนั้นที่หน้าโรงนวด ซึ่งเปิดบริการทุกวัน “รตจิตร” ถ่ายรูปมาฝากเพื่อน ๆ เพราะด้านหน้า คงจะเป็นรองเท้าของอดีตนายกบรรหาร ศิลปอาชา เพราะเห็นรถกอล์ฟสีขาวจอดอยู่ด้านหน้าโรงนวด

หลังจากทำพิธีไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตามตัวเลขที่บอกลำดับขั้นตอนการไหว้แล้ว ถึงเวลาที่ “รตจิตร” จะเก็บรูปสวย ๆ มาฝากเพื่อน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพ่อกวนอู เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตว์ ซึ่งปีม้าปีนี้ ใคร ๆ ก็นิยมไปไหวพระองค์ และไหว้เซ็กเท้า ซึ่งเป็นม้าประจำคู่เทพเจ้ากวนอูด้วย มีรูปพระพุทธรูป เทวดา และนักกษัตริย์ ระฆังยักษ์ที่เข้าแถวกันเพื่อมาตี หอสวรรค์ 7 ชั้น ม่านเตงลั้งสีแดง น่ารักดี และสวนหย่อมด้านหน้าหมู่บ้านมังกรทองด้วย

การไปไหว้ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองในครั้งนี้ ก็เหมือนทุก ๆ ครั้งคือ “รตจิตร” จะไม่เข้าไปดูพิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร “รตจิตร” ต้องเสียค่าตั๋ว 299 บาท เด็ก 149 บาท ถ้าเป็นต่างชาติอัตรา 499 บาท แต่เด็ก 299 บาท พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ตามตัวมังกรที่เราเห็นแต่ไกลนี่เอง มีอยู่ 2 ชั้นเอง “รตจิตร” จึงคิดว่าไม่คุ้มที่จะขึ้นไปดู บริเวณในพิพิธภัณฑ์ มีมังกรทองที่ทำด้วยทองจริง ๆ จัดแสดงอยู่

3. วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร จังหวัดสุพรรณบุรี

ไหว้หลวงพ่อโต ซำปอกง เพื่อกิจการค้าขายเจริญรุ่งเรือง เติบโต อายุวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เกือบ 1200 ปี องค์พระมีขนาดใหญ่โตมาก เชื่อกันว่าเดิมหลวงพ่อโต ที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหารแห่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่ปัจจุบันมีการสร้างหลวงพ่อโตให้มีขนาดใหญ่โตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตามคนไทยยังนิยมไปสักการะหลวงพ่อโตที่วัดนี้เพราะภายในองค์พระบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เคยเสด็จไปนมัสการเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2498 ก่อน “รตจิตร” เกิดเสียอีก
หลังจาก “รตจิตร” ไหว้หลวงพ่อโตแล้ว ด้านหน้า ก็ไม่ลืมไปไหว้ศาลพ่อแก่ หรือพระฤาษีภรตมุณีที่ชาวสุพรรณนับถือกันด้วย การไหว้เพื่อขอพร ให้จับเท้าของพ่อแก่ และอธิษฐานขอ โดยทั่วไปเกี่ยวกับสุขภาพ

4. วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี

เป็นวัดหนึ่งที่สวยงามมาก ทั้งโบราณสถานมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ พระปรางค์ โบสถ์ และวิหาร เป็นต้น “รตจิตร” สักการะพระพิมพ์ดินเผาผงสุพรรณ ซึ่งเป็นพระผงสุพรรณ องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ที่วัดมีพระพุทธรูปเนื้อหินทรายจำนวนมากถึง 279 องค์ พวก “รตจิตร” ต้องขึ้นที่ค่อนข้างสูงชันเพื่อไปสักการะพระพุทธรูปยืนปางห้ามสมุทร แต่ปิดตา ใบหน้ายิ้มแย้มมาก

ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ยังมีสถานที่สำคัญอีกซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังเช่นกัน คือหลวงพ่อดำ เป็นพระพุทธรูปที่องค์ใหญ่มากอีกองค์หนึ่ง อายุกว่า 800 ปี ก่อนไปวัดพระนอน ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายของทริปนี้ “รตจิตร” ยังอดไม่ได้ที่จะแชะสิงห์เขียวตัวนี้มาฝากเพื่อน ๆ ไม่ได้ เพราะสิงห์ที่วัดต่าง ๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรี มีหลายแบบมาก และน่ารักกันคนละแบบ “รตจิตร” คิดเองนะว่าสิงห์เขียวตัวนี้ค่อนข้างหนุ่ม จึงยังไม่อ้วน และไม่มีสิงห์เด็กไว้เล่นที่เท้าด้วย อีกทั้งหน้าตาน่ารักด้วย

ยังไม่จบเท่านี้ เพราะที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุยังมีพระนอน ซึ่ง “รตจิตร” คิดว่าสร้างไม่นาน เพราะเหมือนออกแบบด้วยกราฟฟิคมาก ๆ และเป็นพระนอนที่ตะแคงขวาองค์ใหญ่พอควรเลย

5. วัดพระนอน จังหวัดสุพรรณบุรี ไหว้พระนอน เพื่อความมั่งมีเงินทอง อยู่ดีกินดีตลอดปี

ถวายสังฆทาน พระสงฆ์ 9 รูปก่อนที่จะไปสักการะพระนอน โดยมีพอจ. มหาอานนท์ เป็นประธาน ซึ่งทำจากหินขนาดเท่าคนจริง ๆ ในสมัยโบราณคือเกือบ 2 เมตร เป็นพระนอนปางที่เชื่อกันว่าทรงปรินิพพานก่อนที่จะฌาปนกิจ จึงอยู่ในอิริยาบถนอนหงาย

หลังจากสักการะแล้ว อาจารย์คฑา ก็ทำพวกเราหลาย ๆ คน ร้องไห้ เพราะอาจารย์เล่าถึงคุณแม่ของอาจารย์ เล่าไปร้องไห้ไป และจบลงด้วยการร้องเพลง “ค่าน้ำนม” “รตจิตร” เป็นคนหนึ่งที่เพิ่งสูญเสียแม่ผู้เป็นสุดที่รักไปครบ 1 ปี เนื่องจากตัดสินใจผิด นำท่านเข้าไป check up ร่างกายที่โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงมานานแห่งหนึ่งย่านฝั่งธน ทั้ง ๆ ที่ท่านไม่ได้เป็นอะไรมากเลย วันนั้นไม่มีห้อง ทำให้ท่านต้องไปพักที่ห้อง ICU โรงพยาบาลจัดแจงแยงสาย แยงท่อ จนท่านพูดไม่ได้ และวันแรกนั้นเอง มีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลทำแม่ของ“รตจิตร” กระดูกขาแตกหมด เลือดไหลไม่หยุด จนต้องให้เลือดถึง 5 ถุง แต่ไม่มีใครยอมรับผิด แม่ต้องเสียชีวิต เพราะติดเชื้อจากท่อต่าง ๆ ที่ใส่เข้าร่างกาย โดยโรงพยาบาลไม่ใส่ใจ ฯลฯ “รตจิตร” จึงเป็นคนหนึ่งที่ร้องไห้ค่อนข้างมาก

ก่อนออกจากวัด พวกเราได้ไปแวะอุทยานวังมัจฉา เพื่อร่วมกันให้ขนมปังเป็นอาหารปลาสวาย และปลาตะเพียนซึ่งมีปลาชุกชุม (เช่นเคยเพราะ“รตจิตร” มาวัดป่าเลไลยก์แล้วหลายครั้ง) ไม่เหมือนที่เขาดินที่เหลือน้อยมาก เพราะเป็นอาหารของตัวเงินตัวทองเสียไม่รู้กี่ตัว ยิ่งนักการเมืองชั่ว ตัวเงินตัวทองยิ่งมาก (“รตจิตร” ไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกันหรือไม่)

แวะทานอาหารเย็นก่อนกลับถึงบ้าน ที่ กทม.อย่างมีความสุข เวลา 21.40 น. วันนี้รตจิตรก็เขียนจบอีก 1 ทริป แล้วไว้พบกันใหม่นะจ๊ะ

Leave a comment

Filed under Uncategorized

รตจิตร ไปเขาคิชฌกูฏ จันทบุรี

Khoa Khitchakut National Park

คำถาม ที่ถามกันบ่อยเกี่ยวกับ เขาคิชฌกูฏ

รตจิตรเขียนเรื่อง เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี จากประสบการณ์ที่เพิ่งกลับมาจากเขาคิชฌกูฏ เพื่อเป็นวิทยาทาน และธรรมทานให้เพื่อน ๆ ที่ต้องการหาข้อมูล หาคำตอบจากคำถามที่มีมากมายเกี่ยวกับ เขาคิชฌกูฏ เช่น

ทำไมจึงมีผู้คนไปเขาคิชฌกูฏกันเป็นจำนวนมาก ?

- เพราะเป็นสถานที่รวมความมหัศจรรย์ทางธรรม (ธรรมชาติ) มีกลิ่นอายของพุทธศาสนา และมีพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ที่รู้สึกได้ คำเลื่องลือว่า เป็นเขาเพื่ออธิษฐาน โดยผู้ที่ขึ้นเขาสามารถอธิษฐานขอได้ 1 ข้อ และหากไม่บน ก็ไม่ต้องแก้ เพราะเป็นเขาเพื่อการขออธิษฐาน ณ บริเวณรอยพระพุทธบาท รตจิตรไปเขาคิชฌกูฏครั้งแรก ลองสอบถามคนที่ไปซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะพวกเขาขอแล้วสมหวังกันทั้งสิ้น จึงกลับมาขออีกในปีต่อ ๆ ไป แต่เป็นเรื่องดี ๆ และเป็นไปได้ทั้งนั้น

ทำไมถึงเปิดเขาให้ขึ้นไปสักการะเพียง 2 เดือน

- แรก ๆ ที่เปิดเขา ให้ขึ้นเขาแค่ 16 วัน มาระยะหลัง ๆ จนถึงปัจจุบันจะขยายเวลาเป็น 60 วัน มีคำถามอยู่บ่อย ๆ ว่าทำไมต้องปิดเขา คำตอบก็คือเขาคิชฌกูฏ เป็นอุทยานแห่งชาติ มีสัตว์ป่าจำนวนมากอาศัยอยู่ และผู้คนก็ขึ้นเขากันทั้งวันทั้งคืน สงสารสัตว์ป่าที่ต้องออกหากิน เจ้าหน้าที่ดูแลคิวรถกระบะเพื่อขึ้นเขา เล่าว่า มีอยู่ปีหนึ่งที่ปิดเขาแล้ว คนไม่เชื่อ ยังแอบขึ้นเขา สิ่งที่ทำให้คนเหล่านั้นต้องรีบลงมาเพราะเจอทั้งงู และเสือแม่ลูกที่ออกมาหากินเพราะความหิวโหย เป็นเรื่องมหัศจรรย์อีกเรื่องที่สัตว์ป่าจะไม่ออกมารบกวนผู้คนที่มีศรัทธาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในช่วงระยะเวลาที่มีการบวงสรวงขอไว้ แต่พอครบกำหนดจะออกมาทันทีด้วยความหิวโหย


เวลาขึ้นเขาที่ดีที่สุดควรเป็นเวลาใด

ปี 2556 เปิดเขา 60 วัน ช่วง 11 ก.พ. – 10 เม.ย. ในปี 2557 นี้ ช่วงเปิดเขาคือ 1 ก.พ. – 31 มี.ค. 2557 เป็นครั้งแรกที่รตจิตรขึ้นไปเขาคิชฌกูฏ โดยไปทัวร์ขสมก. ในวันอาทิตย์ที่ 9 มี.ค. ราคา 499 บาท แต่ถ้าเก้าอี้เสริม 300 บาท หากไม่จำเป็นอย่านั่งเก้าอี้เสริมนะจ๊ะ เพราะปวดหลังมาก ๆ และไม่ค่อยมั่นคงด้วย นัดรับพวกเราบางส่วนด้านตรงข้ามขนส่งสายใต้ใหม่ เวลา 6.20 น. เพราะรถขสมก. นัดคนอื่นไปขึ้นที่อู่เขต 6 ถนนพุทธมณฑลสาย 2 เวลา 6.00 น. เวลามารับจริง 7.20 น. ถึงวัดกะทิง 13.30 น. จากกรุงเทพถึงวัดกะทิง ใช้เวลา 4 ช.ม.เต็ม ๆ แต่วันนี้มีการแวะที่อื่นก่อน 2 ช.ม. คือ แวะรับประทานข้าวเช้า 1 ช.ม. แวะทำบุญที่วัดเขาซก 1 ช.ม. รวมทั้งสิ้น 2 ช.ม.

หลวงพ่อเขียน หรือ ท่านพ่อเขียน หรือ พระครูธรรมสรคุณ ได้ฝากไว้

ท่าน มรรคทายก ที่วัดกะทิง เป็นคนที่เก่งมาก ๆ และสามารถพูดออกไมโครโฟนได้ตลอด เธอเตือนตลอดให้คนเก็บทรัพย์สินให้ดี เพราะมีแต่เสีย กับ หาย เก็บทั้งกระเป๋า และโทรศัพท์มือถือให้ดี เพราะบางวัน ทางวัดเก็บได้เป็นเข่ง แต่ใช้การไม่ได้แล้ว เพราะแตกกระจายจากรถขึ้นลงเขาทับแตกหมด นอกจากนี้ท่านยังเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับการลบหลู่ หรือไม่เชื่อถือความศักดิ์สิทธิ์ของเขาคิชฌกูฏ ว่า ประมาณ 2 ปีก่อน มีผู้หญิงคนหนึ่งไม่ศรัทธา พอขึ้นบนเขา ก็พูดออกมาว่า “รู้อย่างนี้ สู้เล่นไพ่อยู่ที่บ้านดีกว่า” ปรากฏว่าขากลับลงเขา การขับรถโดยทั้วไป ฉวัดเฉวียงมาก ไม่มีใครเคยได้รับอันตรายหรือเกิดอุบัติเหตุใด ๆ แต่วันนั้น อยู่ ๆ ก็มีกิ่งไม้เกี่ยวเข้าไปในปากของเธอจนฉีกกว้าง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล เสียเงินไปกว่า 50,000 บาท เป็นต้น
หลวงพ่อเขียนได้ฝากคำพูดไว้ว่า ถ้าไม่เชื่อ ถ้าไม่ศรัทธา จะพูดว่ากล่าวอะไร ก็ให้พูดไว้เสียแต่ข้างล่าง ไม่ต้องนำคำพูดไปพูดข้างบนเขา

เวลาที่ดีที่สุดในการขึ้นเขาคิชฌกูฏ

ตามความเห็นส่วนตัวของรตจิตร ถ้าต้องใช้เวลาเดินทาง 3 ช.ม. รอรถตามคิวอีกประมาณ 1.5 – 3 ช.ม. ควรกะให้สามารถขึ้นเขาตอน 6 โมงเช้าได้เพราะสว่างพอ และไม่ร้อน การเดินทางไม่อันตราย ถ่ายภาพได้ แม้ว่าบนเขาคิชฌกูฏจะมีไฟเปิดไว้ตลอดก็ตาม หากขึ้นเขาช่วงเช้ามืดกว่านี้ จะมีหมอกเพราะอากาศชื้นตอนกลางคืน และเริ่มร้อนขึ้นตอนเช้า ทำให้ถ่ายรูปไม่ชัดเลย เนื่องจากทางขึ้นมี 2 ทางคือ

- ทางขึ้นวัดกะทิง ที่วัดสะดวก และมีโรงทาน ไม่ต้องหากินยิ่งยาก รตจิตรขอแต่ให้ช่วยทำบุญที่โรงทานด้วยก็แล้วกัน แต่รถน้อยกว่าทางวัดพลวง วันอาทิตย์ที่ 9 มี.ค. วันที่รตจิตรไปเขานั้น มีรถประมาณ 70 คัน ทำให้อาจต้องรอรถนานถึง 2-3 ช.ม. อย่างไรก็ตามวันนั้นที่รตจิตรไปค่อนข้างโชคดี เพราะไม่มีแดด แต่ก็ไม่มีลม ทำให้สูญเสียเหงื่อมาก รตจิตรจึงอยากบอกเพื่อน ๆ ว่า ถ้าพกน้ำขวดเล็ก ๆ ไว้คอยจิบก็ดีนะ แต่ด้านบนก็มีน้ำและของกินขายมากมาย อาหารที่ยอดนิยมที่มีขายทุกจุดคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จที่ทานกันอย่างแพร่หลาย เพราะแค่เติมน้ำร้อนจริง ๆ

- ทางขึ้นวัดพลวง วันนั้นมีรถด้านนี้ 100 คัน ทำให้การรอรถ 1-2 ชั่วโมง เพื่อนของรตจิตรไปวันเดียวกัน แต่ไปกับรถตู้ ก็ตรงดิ่งขึ้นไปที่วัดพลวงเพื่อให้เพื่อนไปเข้าแถวเอาบัตรคิวขึ้นรถกระบะ เนื่องจากเธอออกรถตอน 5 ทุ่ม เที่ยงคืน จึงถึงเขาตอนตี 2 รอรถขึ้นเขาประมาณ 1 ชั่วโมงเอง แต่ถ่ายรูปไม่ค่อยได้เพราะบรรยากาศมีแต่หมอก

ตอนนี้มาดูเวลาที่รตจิตรไปเขาคิชฌกูฏ กับทัวร์ขสมก. กันดีกว่า

เช่นเคยค่ะ รตจิตรไปคันที่คุณสมศักดิ์ เจริญศรี เป็นคนขับ โดย ประชาสัมพันธ์คือคุณไพฑูรย์ สำราญ ซึ่งวิ่งเป็น PR ทั้ง 3 คัน รวม ๆ ประมาณ 118 คน ทำให้แต่ละคันค่อนข้างแออัด แต่ก็ถือว่าบรรยากาศยังสบาย ๆ ครั้งนี้หลังจากไม่ได้ไปทัวร์ขสมก. เกือบ 3 ปี ทุกคนดูดีขึ้นหมด นอกจากรตจิตรจะประทับใจทั้งคุณสมศักดิ์ และคุณไพฑูรย์ แล้ว ต้องขอยกนิ้วให้คุณน้ำฝน หรือคุณฝน หรือชื่อจริงคือ มนันยา ฉ่ำโพชง พนักงานขสมก. ดี ๆ ก็ต้องชมกันหน่อย เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในทีมงานทริปนี้ เพราะนอกจากจะคล่องมาก ยังเป็นคนที่ช่วยเคลียร์เรื่องรถที่พวกเราต้องอาศัยขึ้นลงเขา เป็นงานเหนื่อย และอาศัยวิทยายุทธด้านมนุษยสัมพันธ์อย่างมาก ไม่ว่ากับพวกลูกทัวร์ขสมก. แล้ว ยังมีพวกคนจัดรถ และคนที่ไปกรุ๊ปอื่น ๆ อีกจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน

ระยะทางไปกลับ มากกว่า 600 ก.ม. PR ของขสมก. ก็เล่นเกมและคุยโน่นนี่นั่น เช่นบอกขั้นตอนการขึ้นเขาคิชฌกูฏ เล่นทายคำถาม และรับรางวัลเป็นวัตถุมงคลของวัดต่าง ๆ ที่ทัวร์ขสมก. เคยไปมา รตจิตรก็ได้มา 2 ชิ้นคือ รูปหล่อหลวงปู่ทวดขนาดหน้าตักประมาณ 2 นิ้ว และผ้ายันต์พระสิวลี สมัยหลวงพ่อเขียน วัดกะทิงยังไม่มรณภาพ เพื่อถือติดตัวในการเดินทาง ปัจจุบันก็มีผ้ายันต์เช่นกัน โดยพระลูกศิษย์ของหลวงพ่อเขียน

ก่อนขึ้นเขาคิชฌกูฏ ขับไปได้ประมาณ 200 กว่าก.ม. คุณสมศักดิ์พาพวกลูกทัวร์ขสมก. ไปแวะชำระจิตใจให้สะอาด ด้วยการถวายผ้าไตรและสังฆทานที่วัดเขาซก ตำบลหนองปรือ จังหวัดชลบุรี ครั้งนี้ก็เหมือนทุกครั้งที่รตจิตรจะต้องเตรียมปัจจัยไปถวายสังฆทานเช่นเคย และที่ขาดไม่ได้คือฝากหนังสือการ์ตูนทักทาย 2-4 ภาษา ที่เจ้าอาวาสเพื่อให้ห้องสมุดของโรงเรียนวัดเขาซก อย่างน้อย 1-2 ชุด ประมาณ 8-10 เล่ม พระครูไพจิตรพัฒนทาส – เจ้าอาวาสวัดเขาซก ได้นิมนต์พระอีก 8 วัดมาร่วมรับสังฆทานจากพวกเราชาวขสมก. รวม 9 วัด ช่วงรอคนให้พร้อม ก่อนการถวาย รตจิตรได้สอบถามเจ้าอาวาสได้ความสั้น ๆ ว่า
ประวัติวัดเขาซก จังหวัดชลบุรี

วัดเขาซก ตั้งอยู่ที่ตำบลเขาซก อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี อายุรวม 30 ปีเศษ แต่ได้ย้ายมาจากฝั่งตรงข้ามได้ราว 10 ปี เพราะวัดตั้งอยู่สุดเขตของจังหวัดก่อนเข้าเขตจังหวัดระยอง จึงเป็น Depot Temple คือเป็นวัดศูนย์กลางการกระจายปัจจัยให้แก่วัดวาอาราม ตลอดจนสำนักสงฆ์ต่าง ๆ ของจังหวัดชลบุรี ซึ่งรวมกันแล้วมีมากกว่า 360 แห่ง พระครูไพจิตรพัฒนทาสได้แสดงธรรมเล็ก ๆ น้อยแก่พวกเรา โดยสรุปได้ว่า บุญคือชื่อของความสุข ต้องสะสมจากการทำดีเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการทำดีทางกาย วาจา และใจ การเจริญพุทธมนต์ในวันนี้ก็ถือว่าเป็นบุญทางวาจาแล้ว
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด

หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด โดยมีพญางูสีขาวพันรอบรองรับฐานของหลวงปู่ทวด และมีรูปปั้นช้างคู่น่ารักมากถวายสักการะอยู่ด้านหน้าของวัด หลังจากเข้าประตูวัดมาได้เล็กน้อยก็เห็นได้อย่างชัดเจน
พระราหูอมจันทร์ ตั้งตระหง่านอยู่ด้านข้างของหลวงปู่ทวด โดยมีพญานาค 7 เศียร อยู่ด้านข้างทั้ง 2 ข้าง

ถึงแล้วจ้า เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี

สิ่งที่ควรนำขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏ ด้วย ได้แก่

1. ของเพื่อสักการะบนเขา

ที่วัดกะทิงและบนเขามีปัจจัยทุกอย่าง แล้วแต่เราจะทำบุญตามศรัทธา เช่น
- ธูป (ไว้ไหว้ตามจุดที่เป็นลานศักดิ์สิทธิ์) โดยเพิ่มความพิเศษสำหรับคนเกิดปีชง ให้ใช้ธูปสี เทียนสีตามวันเกิด
ที่เขาคิชฌกูฏ มีวิธีการปักธูปที่ไม่เหมือนที่อื่น เพราะปักงอ โดยกดด้ามธูปไปจุดหนึ่งที่ก้อนหินให้มั่น แล้วโค้งธูปเพื่อดันไว้ที่หินอีกส่วนหนึ่ง การปักธูปอีกแบบหนึ่งคือแปะไว้กับก้อนหินที่เรียบ
- ดอกดาวเรือง (นอกจากไว้โปรยสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังนิยมโปรยตามทาง มีขายที่ลานพระสิวลี)
- ผ้าหลากสี (ชมพู เขียว เหลือง ฟ้า และแดง)
- ผ้าแดง (ไว้ผูกฝากไว้ที่ลานผ้าแดง ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของเขาคิชฌกูฎ เสมือนได้ฝากไว้ที่กับเทวดา)
- แผ่นทอง (เขียนชื่อ อายุ วันเดือนปีเกิด เพื่อฝากไว้ที่ลานพระสิวลี แต่บางคนก็ไว้ที่รอยพระพุทธบาท) และ
- พลอย 7 สี (ไว้ที่รอยพระพุทธบาท ให้ติดพื้น เพื่อให้ดวงดี ทั้ง 7 วัน)
- ทำบุญทราย (เพราะถือว่าช่วยให้ผู้ทำมีบุญหนัก บุญแน่น)

2. ของใช้ส่วนตัวที่ควรนำติดตัวขึ้นไปด้วย

ที่วัดกะทิงก็มีร้านค้าที่มีทุกอย่างเช่นกัน รตจิตรอยากให้เพื่อน ๆ เอาเฉพาะที่จำเป็น เพราะพยายามให้ตัวเบาดีที่สุด เช่น พัด (มีแล้วช่วยได้มาก เพราะระหว่างทางที่เดินขึ้นเขาไม่มีลมจริง ๆ มีแต่เหงื่อ) ขวดน้ำเล็ก ๆ สำหรับจิบแก้กระหายก็พอ กระดาษทิชชู่ (ระหว่างทางมีห้องน้ำเป็นระยะ ๆ ) ผ้าปิดจมูก ส่วนหมวก หรือร่ม ไม่ค่อยได้ใช้เพราะยิ่งใส่ยิ่งร้อน และตามทางเดินก็มีต้นไม้ มีเขาบังแดดให้คนที่เดินขึ้นเขาอยู่แล้ว

3. หลวงพ่อเขียน ขนฺธสโร (พระครูธรรมสรคุณ)

300 กว่ากิโลจากกรุงเทพ ถึงวัดกะทิง รตจิตรมาที่วัดนี้เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกรตจิตรมาตอนที่หลวงปู่เขียนเพิ่งมรณภาพไปได้ไม่ถึงเดือน และก็ยังไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับวัดกะทิง เกี่ยวกับท่าน และเขาคิชฌกูฏเท่าไรนัก ครั้งนี้เป็นช่วงที่กำลังจะมีการทำบุญสร้าง มณฑปเก็บสรีระสังขาร ของหลวงพ่อเขียน เพื่อนที่ไปเล่าให้รตจิตรฟังว่าก่อนมาที่เขาคิชฌกูฏ ได้ซื้อหนังสือเรื่องเขาคิชฌกูฏ มีอยู่ตอนหนึ่งเล่าว่า หลวงพ่อเขียนเหมือนเทวดา เพราะท่านสามารถกำหนดการเดินทางได้ เช่น มีคนเห็นว่าท่านสามารถเดินทางโดยย่นระยะทางได้ ประเดี๋ยวเดียวก็ถึงยอดเขา เป็นต้น

รตจิตรเข้าไปถวายสักการะพระศพของท่าน ในศาลา มีคนอยู่ 4 กลุ่มคือพวกที่สักการะหลวงพ่อเขียนแล้ว แต่นั่ง ๆ นอน ๆ รอขึ้นเขา ชาวบ้านที่ช่วยกันตระเตรียมเครื่องถวายสักการะ ได้แก่พานกรวย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้เมื่อทำบุญ และพระเครื่องเมื่อเช่า ได้แก่ ผ้ายันต์พระสิวลี พระ และ รูป หรือของแกะสลักเขาคิชฌกูฏ พวกที่จัดของหรือของขลังแจกผู้คนที่ไปวันนั้น และพวกเราลูกทัวร์ ขสมก.

ด้านขวาของศาลาวัดกะทิงเป็นโบสถ์ ข้างขวาเป็นที่พักแรมของคนที่ต้องการขึ้นเขา และขวาถัดออกไปเป็นโรงทาน อาหารมีตลอดในช่วง 60 วันที่เปิดเขา ยังมีที่พักแรมด้านบนอีกแห่งบริเวณที่พวกเราจะไปอธิษฐานขอพรที่รอยพระพุทธบาท

4. การเดินทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ
เขาคิชฌกูฏ ถือเป็นเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ดังนั้นการขึ้นเขาไปขอพร เหมือนกับเราได้ขอจากเทวดาแล้ว เพราะอยู่ที่สูง
ปกติวันธรรมดาคนน้อย เสาร์อาทิตย์คนมากเป็นเรื่องธรรมดา พอไปถึงวัด ต้องเข้าคิวรับคิวขึ้นรถกระบะ ประมาณ 3 ชั่วโมง รถกระบะเป็นรถประเภทขับเคลื่อน 4 ล้อ เพราะเขาสูงชัน ต้องอาศัย Slow gear ส่วนมากจะเป็น Space cap เพื่อให้คนสามารถนั่งด้านหลังคนขับได้ 4 คน และนั่งข้างคนขับได้อีกคน นั่งด้านหลังอีก 2 แถว ๆ ละ 4 คน เพราะต้องเผื่อการเหวี่ยงไว้ด้วย แต่คันของรตจิตร นั่งกัน 9 คน ก็ดีนะ เพราะด้านที่รตจิตรนั่ง 5 คน ทำให้ค่อนข้างแน่น ไม่ค่อยเลื่อนไถลออกจากที่นั่ง การนั่งด้านหลังแม้จะไม่สบายเท่าไรนัก แต่ได้บรรยากาศของ คำว่า “เหวี่ยง” เพราะเธอจะขับเร็วมาก หากหยุดหรือช้าจะทำให้รถทั้งหมดเสียกระบวน เสียกระบวนที่เขาทันที บางคันก็ขับจี้ก้นคันแรกเพื่อทำเวลากันน่าดู ช่วงที่เหวี่ยงมาก ๆ คืออช่วงโค้งที่มองเห็นกัน ส่วนโค้งที่ไม่เห็น จะใช้วิธีขับชิดขวา ซึ่งเป็นที่รู้กันทั้งรถขาขึ้น และขาลง ว่าช่วงไหนต้องขับชิดขวา ช่วงโค้งใดที่ต้องขับชิดซ้ายตามปกติ ทุกคนขับรถกันเก่งมาก วิ่งเปลี่ยนเลนกันอย่างคล่องแคล่ว คนนั่งท้ายต้องจับราวกระบะให้แน่น เพราะเหวี่ยงกันสุดฤทธิ์ ทางวัดกะทิงจึงจัดคิวรถเองตั้งแต่ปี 2556
รถกระบะที่ขึ้นเขา ราคา 200 บาท มี 2 แบบ ใช้เวลาขึ้นไปถึงลานพระสิวลี 40 นาที แต่ขาลงใช้เวลาเพียง 20 นาที คนขับแต่ละคน ทำงาน 8 ชั่วโมง และขับวันละ 3-4 เที่ยวขึ้นลง มีจุดลงรถ 2 แบบคือ

1. จุดลงรถด้านวัดพลวง
มีรถให้บริการ 100 คัน รถจอดรับส่ง 4 จุด ขึ้นลงเที่ยวละ 2 จุด คือจากวัดกะทิงถึงวัดพลวง และจากวัดพลวงไปลานพระสิวลี ณ วัดพลวงจะมีซุ้มประตูบอกว่า บารมีหลวงปู่นัง คุ้มครอง และเป็นตลาดใหญ่เหมือนกัน
2. จุดลงรถด้านวัดกะทิง รถจอดรับส่ง 2 จุด มีรถให้บริการ 70 คัน จากวัดกะทิงถึงลานพระสิวลี
วันอาทิตย์ที่ 9 มี.ค. 2557 ที่รตจิตรไปที่เขา มีคนประมาณมากกว่า 150,000 คน จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ด้านบนตรง ลานพระสิวลี ช่วงที่ไม่ใช้ฤดูการเปิดเขา ชาวบ้านเหล่านี้ก็ยังคงยึดอาชีพทำสวนเป็นส่วนมาก เพราะพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเป็นสวนผลไม้เสียส่วนมาก

นอกจากนี้ยังมีการนั่งเสลี่ยงหลังจากลงรถที่บริเวณลานพระสิวลี ในราคา 800 บาท โดยมีคนแบก 2 คน ไม่เหมือนที่พระธาตุอินทร์แขวน ประเทศพม่า ซึ่งใช้คนแบกถึง 4 คน การแบกขาลงก็ไม่ได้วิ่งลงจนคนโดยสารจุกไปทั่วท้อง และมีการรับจ้างแบกของสำหรับผู้ที่ต้องการขึ้นไปค้างแรมด้านบน บริเวณรอยพระพุทธบาทอีกด้วย


สรุปจุดที่สวย จุดที่พักสักการะ

1. วัดกะทิง และวัดพลวง
2. เขื่อนวัดพลวง มีคนขับรถไปจอดดูวิว และรับลม
3. ลานพระสิวลี ซึ่งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายสิ่งด้วย
4. ลานขายของ
5. ประตูสวรรค์
6. ลานพระเจ้าตากสิน
7. รอยพระพุทธบาท มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ อีก มากมายบริเวณรอบ ๆลาน
8. สูงสุดยอดดอย ลานพระอินทร์ และบาตรพระอานนท์ เป็นจุดที่รตจิตรเอาผ้าแดงที่เขียนชื่อเราไปผูกไว้ ณ บริเวณช่วงนี้จะเห็นคนเริ่มผูกผ้าแดงเต็มไปหมด เพราะไปไม่ถึงลานผ้าแดง แม้ว่าจะต้องเดินทางอีกแค่ 820 ม. เอง
การปักธูป

นอกจากนี้ตรงบริเวณลานพระอินทร์ ยังมีป้ายบอกว่าสถานที่ต่าง ๆ บนเขาคิชฌกูฏ พร้อมระยะทางได้แก่
พระบรมสารีริกธาตุ 8 ม., ลานพระอินทร์ ท้าวสักกะ เทวราชพระอินทร์ และพระพรหม 27 ม., แก้วสารพัดนึก 59 ม., บาตรพระอานนท์ 399 ม., บาตรพระสิวลี 525 ม., เจ้าแม่ตะเคียน ประตูไอสวรรค์ 746 ม., บาตรพระโมคคัลลานะ 772 ม., พระมหาเจดีย์ 778 ม., เสมาธรรมจัก 785 ม., พญานาคา 797 ม., บาตรพระสารีบุตร 814 ม., และลานผ้าแดง 820 ม.,
เวลาโดยสรุปคร่าว ๆ ในการขึ้นเขาคิชฌกูฏ กับทัวร์ ขสมก. รตจิตรได้ขึ้นรถกระบะตรงวัดกะทิงเวลา 14.00 น.

14.00 – 14.40 น
เดินทางถึงลานพระสิวลี มีดอกดาวเรือง และชุดไหว้ขายเป็นจำนวนมาก ดอกดาวเรืองถุงเล็ก 50 บาท ถุงใหญ่ 100 – 130 บาท บางคนต้องซื้อไม่เท้าเพื่อช่วยในการเดินขึ้นเขาด้วย ตลอดทางมีระฆังให้พวกเราเคาะ ไม่ให้ตีแรง ไม่ให้ผลักระฆัง ส่วนมาผู้คนจึงใช้เหรียญบาทเคาะ บางจุดนอกจากไม่ให้ตีแล้ว ยังให้ลูกเบา ๆ และเขียนไว้ว่า “เจ๊บจ๊ะ” นอกจากนี้ยังมีเชือกให้คอยจับกัน ซึ่งเด็ก มักจะไปนั่งเล่นเป็นชิงช้า

เชือก+เด็ก

15.00 – 16.30 น.
ขึ้นเขาถึงจุดสูงสุดยอดดอย หรืออีก 820 ถึงลานผ้าแดง ที่บริเวณนี้ คนมักเหนื่อย เมื่อยล้า จึงมีการเขียนป้ายไว้มากมาย เช่น “ผมเห็นคนเดินช้า แต่ผมไม่เคยเดินถอยหลัง” รตจิตรเป็น 1 ในคนเหล่านี้ที่เดินไม่ไหวแล้ว เพราะต้องเผื่อเรื่องเหนื่อยขาลงเขาด้วย จึงผูกผ้าแดงไว้ตรงบริเวณนี้ และเดินทางกลับมาที่ลานพระสิวลีเพื่อรอรถกลับ คราวนี้แหละที่น้ำและของกินขายดิบ ขายดี เพราะหิวและกระหาย บางคนถึงกับเป็นลม ขนมปังไอศกรีมขายดีที่สุด พ่อค้าบอกว่า วันเสาร์ขายไอศครีมได้ 6 ถัง วันนี้ 7 ถังแล้ว และยังไม่วี่แววว่าคนจะเริ่มหมดแล้ว

18.00 – 18.20 น.
รอรถเกือบชั่วโมงเพื่อลงเขา โชคดีที่รอไม่นาน แต่กว่า ขสมก. ปอ. 79 จะออกจากวัดกะทิง ราว 21.45 น. เพราะเพื่อน ๆ อีกกลุ่มหนึ่งรอรถขาขึ้นนานมาก เพิ่งถึงข้างบนเขาตอนที่พวกรตจิตรลงมาถึงลานพระสิวลีแล้ว ทำให้พอรตจิตรลงจากเขาแล้ว พวกเราต้องรอกลุ่มเพื่อน ๆ กลุ่มนี้อยู่ข้างล่างถึง 3 ช.ม. โรงทานวัดกะทิงยังมีอาหารให้ญาติโยมทาน

21.45 – 02.15 น.
ถึงขนส่งสายใต้ใหม่ รวมเวลาให้ซื้อของฝากประมาณ ครึ่งช.ม. (สละ อร่อยมาก กิโลกรัมละ 80 บาท ขนมเกรียวก็อร่อย รสชาติเหมือนครองแครงกรอบ แต่ไม่แข็ง เผ็ดๆ เล็กน้อย มะปราง และ มะยมชิดก็งามมาก)
เป็นอันว่าสิ้นสุดการเดินทางการไปเขาคิชฌกูฏด้วยความประทับใจ อย่างไรก็ตามหากมีเวลา ไหน ๆ ไปจันทบุรีทั้งที นอกจากจะแวะทำบุญที่วัดเขาซก จังหวัดชลบุรี ที่จันทบุรี เพื่อน ๆ สามารถแวะทำบุญที่วัดเขาสุกริมได้นะจ๊ะ รตจิตรเคยไปหลายครั้งแล้ว หากเพื่อน ๆ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็ search จาก website นี้ได้เลย sw-eden.net

Leave a comment

Filed under Uncategorized

D.I.Y. การพับดอกกุหลาบด้วยแบงค์

วัสดุอุปกรณ์

1. แบงค์จริง หรือแบงค์กาโม่ – 8 ใบ เช่น
– แบงค์ 20, 50, 100, 1000 อย่างละ 2 ใบ

2. ก้านดอกพร้อมกระดาษพันก้านสีเขียว – ปัจจุบันมีขายก้านพันกระดาษสำเร็จ
3. กลีบดอก – 7 ใบ
4. เทปกาว 2 หน้า
5. กาว – ลาเท็กซ์ หรือปืนกาว

วิธีทำก้าน

เตรียมก้านดอก กลีบเลี้ยง 4 ใบไว้ที่ยอด พันด้วยกระดาษพันก้าน ไล่ลงมาประมาณ 2-3 นิ้วตามใจชอบ พันกลีบติดกับก้านอีก 3 ใบ

วิธีทำดอก

1. เตรียมกลีบดอกทีละคู่ โดยเริ่มจากแบงค์ 20 แบงค์ 50 แบงค์ 100 และแบงค์ 1000
2. ให้ม้วนมุมแบงค์ที่จะทำเป็นกลีบดอกทุกใบ ไปทางลายแบงค์ด้านนอก
3. พับแบงค์ครึ่ง 1 ครั้ง เข้าด้านใน ตอนนี้จะได้แบงค์ 4 เหลี่ยมจัตุรัส

4. คลี่ออก เห็นรอยแบ่งครึ่งของแบงค์ ให้พับริมแบงค์ทั้งด้านซ้ายขวาเข้าด้านในหาเส้นแบ่งครึ่ง ตอนนี้จะได้มุม 3 เหลี่ยม

5. พับมุม 3 เหลี่ยมกลับไปอีกด้าน หรือไปทางด้านหน้าแบงค์นั่นเอง ประมาณ 1/2 นิ้ว

6. ทำเช่นนี้ทั้ง 2 ด้าน สำหรับแบงค์ 20 แล้วนำมาวางซ้อนประกบกันให้ชิด เพื่อทำเป็นเกสร ไม่ให้เห็นช่องว่างตรงกลาง
7. ตอนนี้จะได้กลีบเสร็จไป 1 คู่ ให้นำเทปกาว 2 หน้าแปะติดไว้ที่ก้นดอก เพื่อติดกับกลีบดอกกุหลาบคู่ต่อไปในขั้นตอนเข้าดอกหรือติดบนแบงค์ 50 แบงค์ 50 อยู่บนแบงค์ 100 และแบงค์ 100 อยู่บนแบงค์ 1000

8. ทำเช่นนี้อีก 3 ครั้งสำหรับแบงค์ 50, 100, และแบงค์ 1000
9. ตอนนี้จะได้ดอกกุหลาบ และก้านที่เตรียมไว้ นำมาติดกันด้วยปืนกาว หรือกาวลาเท็ก หรือ เทป 2 หน้า (ไม่ค่อยทน)

เป็นไงจ๊ะ D.I. Y. พับกุหลาบด้วยแบงค์ไม่ยากเลย 1 ดอกใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที แต่มีขั้นตอนที่สำหรับบางคนอาจเป็นรู้สึกยากคือช่วงการเข้าดอกเพราะต้องการดอกตูม แต่พอเข้าดอกจริงอาจบาน มีเทคนิคคือ

- การพับมุม 3 เหลี่ยม ให้ริมดอกเกยซ้อนกัน แต่
- ต้องระวังการเกยกัน ต้องให้สลับกัน

คราวหน้าจะหา D.I.Y. มาฝากใหม่นะจ๊ะ อ้อ ถ้าหาแบงค์ไม่ได้ จะใช้กระดาษหนังสือนิตยสารสวย ๆ ก็ได้นะ แทบไม่มีต้นทุนด้วยจ้า

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ไหว้สะเดาะเคราะห์แก้ชง ปีม้า 2014

ไหว้สะเดาะเคราะห์แก้ชง ปีม้า 2014 หรือปีมะเมีย 2557
เขียนโดย รตจิตร

ตามประเพณีของคนจีน จะมีการไหว้ตรุษจีน การไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิ้งเอี๊ยตอนกลางคืนตามเวลาที่ดีในแต่ละปี และการไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งนอกจากจะเป็นการไหว้เพื่อเป็นสิริมงคล แล้ว ยังเป็นการรวมญาติอย่างน้อยก็ปีละ 2 ครั้งที่ควรมาเจอะเจอกัน ของไหว้ตรุษจีนเพื่อให้ไหว้แล้ว เฮง เฮง เฮง ได้แก่

- ซาแซ 3 อย่าง หรือ โหง่วแซ 5 อย่าง ไม่ว่าจะเป็น ไก่ เป็ด หมู (รวมเครื่องในด้วย เช่นตับ+กึ๋น) ปลา ปลาหมึก ล้วนมีความหมายรวม ๆ ว่า อุดมสมบูรณ์ ตับ เพื่อให้ก้าวหน้าในงาน เป็นต้น
- ซาลาเปา หมายถึง ห่อโชค ห่อลาภ
- ลูกชิ้นกุ้งทอด ขนมถ้วยฟู ฝอยทอง ทองหยอด เป็นต้น มีความหมายว่าให้มีเงินทองเต็มบ้าน
- ถั่วหลายชนิด ขนมเปี๊ยะ ขนมเข่ง ขนมเทียน และผลไม้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ควรมีการถือศีล 5 และทำความดีอย่างต่อเนื่อง และอย่าลืมไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นการไหว้เพื่อสะเดาะเคราะห์แก้ชงเช่นเคย ซึ่งเป็นการไหว้ที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ไม่ใช่เฉพาะคนจีน คนไทยเชื้อสายจีน แต่ยังมีชาวไทยและชาวต่างชาติที่นิยมไหว้สะเดาะเคราะห์แก้ชง ปีนี้ปีม้า 2014 หรือปีมะเมีย 2557 มี 4 ปีที่ชงได้แก่

1. ปีม้าเอง
2. ปีชวด (ศัตรูของปีม้า)
3. ปีเถาะ (เพื่อนของปีม้า)
4. ปีระกา (ศัตรูของปีเถาะ)
ในที่นี้จะแนะนำสถานที่บริเวณ China Town ของไทย คือ เยาวราช อย่างน้อยสัก 3 แห่ง ก็พอดี ๆ ไม่เหนื่อยจนเกินไป ได้แก่ วัดเล่งเน่ยยี่ ศาลเจ้าไต่ฮงกง และศาลเจ้าพ่อกวนอู

1. วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่
เทพเจ้าไท้ซ่วยเอี๊ย
การไหว้เทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ย เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา ถือเป็นการเสริมดวง แก้ปีชง 2557

วัดเล่งเน่ยยี่ มีภาษาจีนว่า 龍蓮寺 หรือ 龙莲寺 หรือ Lóng lián sì (ตัวพินอิน) เพื่อไหว้เทพเจ้าไท้ซ่วยเอี๊ย ณ วัดเล่งเน่ยยี่ โดยปีก่อน รตจิตรได้เขียนถึงวัดเล่งเน่ยยี่ที่บางบัวทองไปแล้ว ปีนี้จึงมาไหว้สะเดาะเคราะห์แก้ชง ที่เยาวราช รตจิตรขอลอกการทำพิธีสะเดาะเคราะห์จากบอร์ดแดง ที่เขียนไว้ที่วัด

วิธีการสะเดาะเคราะห์แก้ปีชง วัดเล่งเน่ยยี่

- เขียนชื่อ – นามสกุล อายุ วัน เดือน ปี เกิด เวลาตกฟาก ลงบนใบสะเดาะเคราะห์สีแดง (ถ้าไม่รู้ตรงไหน เช่น เวลา ให้เขียนคำว่า “ดี” แทน)
- นำธูป 3 ดอก และชุดสะเดาะเคราะห์ไปไหว้เทพเจ้าแห่งดวงชะตา (ไท้ส่วยเอี๊ย) ด้านในฝั่งขวามือของวัดเล่งเน่ยยี่ เยาวราช
- จุดธูปไหว้อธิษฐานขอบารมีองค์ไท้ส่วยเอี๊ย ช่วยคุ่มครองชะตา ให้แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดทั้งปี
- นำชุดสะเดาะเคราะห์ปัดตัว 13 ครั้ง (ในกรณีที่มาทำการสะเดาะเคราะห์แทนผู้อื่น ไม่จำเป็นตัองปัดตัว)
- สุดท้ายให้นำชุดไหว้วางไว้ในตะกร้าหน้าองค์ไท้ส่วยเอี๊ยเพื่อฝากให้พระจีนที่วัดสวดมรนต์ ให้คุ้มครองผู้มาสะเดาะเคราะห์ตลอดทั้งปี เป็นอันจบพีธี

ไปที่วัดเล่งไน่ยี่ไม่ว่าจะที่เยาวราช หรือที่บางบัวทองก็ตาม จะเป็นป้ายบอกปีชงและวิธีการไหว้เสร็จสรรพ เพื่อไหว้เทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ย เจ้าแม่กวนอิม โดยอาจทำบุญเพื่อสะเดาะเคราะห์ และเพื่อเสริมบุญเป็นสิริมงคล รวม 2 ชุดดังนี้

1. ทำบุญ 100 บาท แรก
เพื่อแก้ชงโดยไหว้เทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ย สรุปสั้น ๆ คือนำชุดไหว้ที่ได้จากการทำบุญมาเขียนชื่อ วันเวลาเกิด (ถ้ายังจำได้) บนกระดาษแดงที่ได้มาเพื่อนำมาโบกปัดตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงขาด้านล่างรวม 12 ครั้ง และฝากทั้งชุดให้พระที่วัด เพื่อฝากให้ท่านสวดมนต์ให้เราพ้นเคราะห์
2. ทำบุญ 100 บาท เพื่อเป็นสิริมงคล ให้พระสงฆ์ที่วัดสวดมนต์ให้

2. ศาลเจ้าไต่ฮงกง

เทพเจ้า หลวงปู่ไต่ฮงกงโจวซือ (เทพเจ้าผู้อนุเคราะห์สัตว์โลก) ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ รตจิตรและลูกไปสักการะทุก ๆ ปี พร้อมทั้งทำบุญต่าง ๆ เช่น ทำบุญโรงศพ ซื้อผ้าดิบห่อศพ ทำบุญข้าวสาร และทำบุญให้มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง เป็นต้น
การเดินทางง่าย ๆ คือ

- เดินออกจากประตูด้านข้างของวัดเล่งเน่ยยี่
- เดินไปทางขวาเดินตรงไป เจอ 4 แยกก็ยังตรงไป
- จะเห็นด้านข้างด้านหลังของศาลหลวงปู่ไต่ฮงกงอยู่ขวามือ ให้เข้าไปโดยถอดรองเท้าและหิ้วเข้าไปด้วย จะได้ไม่ต้องย้อนมาด้านนี้ เพื่อจะได้ไปไหว้ศาลเจ้าพ่อกวนอูต่อที่ตลาดเก่า

สถานที่เพื่อไหว้หลวงปู่ไต่ฮงกง มี 2 ด้านคือ
1. ศาลจริง คือด้านที่อยู่ทางฝั่งเดียวกับวัดเล่งเน่ยยี่ หรือที่รตจิตรพาเพื่อน ๆ มาถึงก่อนโดยเข้าด้านหลัง และ
2. ข้ามถนนไปศาลไต่ฮงกงที่ขยายทำเพิ่มขึ้นภายหลัง คือด้านตรงข้ามของศาลเดิม

วิธีการไหว้ไต่ฮงกง

จุดธูปไหว้คนละ 8 ดอก เทียนแดง 1 คู่
จุดที่ 1 ไหว้ทีกง (เทพยดาฟ้าดิน) ปัก 5 ดอก
จุดที่ 2 ไหว้หลวงปู่ไต่ฮง ปัก 3ดอก
ของไหว้ทั้งหมดทำบุญหยอดตู้
บางคนอาจนำกระดาษ ค้อซี ไหว้เพิ่ม พร้อมน้ำมัน แต่ด้านหน้าก็มีตั้งขายจำนวนมาก

3. ศาลเจ้าพ่อกวนอู ตลาดเก่า เยาวราช

ปีนี้พิเศษกว่าทุกปี คือเป็นปีม้า รตจิตร จึงอยากแนะนำเพื่อน ๆ ไหว้เพิ่มที่ศาลเจ้าพ่อกวนอู เนื่องจากเป็นปีม้าจึงมีคนไปไหว้ที่ศาลเจ้าพ่อกวนอูจำนวนมาก โดยจากศาลไต่ฮงกง ให้เดินไปทางเยาวราช เพื่อไปตลาดเก่าไหว้ ศาลเจ้าพ่อกวนอู หรือสอบถามคนแถว ๆ นั้น ก็ได้ รตจิตรคิดว่าน่าจะรู้จักกันทุกคน แม้แต่คงงานพม่า และกระเหรี่ยง

นอกจากจะไหว้สักการะเจ้าพ่อกวนอูแล้ว เพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว ยังได้ไหว้ ม้าเช็กเธาว์ ซึ่งเป็นพาหนะของเทพเจ้ากวนอู เป็นม้าที่มีความจงรักภักดีกับเจ้านาย และยังเป็นม้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเรื่องสามก๊ก เป็นม้าชั้นดี วิ่งได้เร็วมากถึงวันละ 1,000 ลี้ (ตามตำรับตำรานะจ๊ะ) หมอดูหลายสำนัก และหนังสือพิมพ์หลาย ๆ ฉบับ กล่าวแนะนำให้มาไหว้ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เพื่อในปีมะเมียหรือปีม้า จะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องหน้าที่การงาน ทั้งทางด้านการค้าขาย และการเดินทางตลอดปี

ไปไหว้สะเดาะเคราะห์เสร็จแล้ว ก็ถึงโอกาส Shopping ที่สำเพ็ง ซื้อข้าวของเพื่อมาทำ D.I.Y. เช่นกระเป๋าสาน จัดดอกไม้แห้ง และกุหลาบแบงค์กาโม่ เป็นต้น

Leave a comment

Filed under Uncategorized

พาน้องหมาไปเที่ยว @ หลุบพญารีสอร์ท กาญจนบุรี

เขียนโดย รตจิตร น้องหมาชื่อ Jordison

ช่วงเวลาที่พาน้องหมาไปเที่ยว ธ.ค.ก่อนสิ้นปี 2556

ระยะทางอาจคลาดเคลื่อนเพราะใช้ความจำเอาจ้า เมื่อใกล้ถึง รีสอร์ท ให้ใช้วิธีดูป้ายตามทางนะ
เส้นทาง จากกรุงเทพ ฯ ไปทางราชบุรี-นครปฐม วิ่งตามถนนหมายเลข 323 ผ่านแยกลาดหญ้า ไปไม่ไกล ประมาณ 7 ก.ม. ก็จะเห็นเขาชนไก่อยู่ขวามือแต่ไกล อีกประมาณไม่ถึง 5 ก.ม. เป็นเส้นทางเข้าก่อนถึงโรงแรม เดอะพาวีเลี่ยน ริมแคว รีสอร์ท หรือเส้นทางไป สนามกอล์ฟนิจิโกะ จะเห็นป้ายด้านซ้ายว่า “หลุบพญา รีสอร์ท Lube Phaya Resort” ขับตรงเข้าไปประมาณ 2-3 ก.ม. พอเห็นโรงเรียนวัดวังดังอยู่ซ้ายมือ แปลว่าใกล้ถึงแล้วนะ ให้เลี้ยวซ้ายไปประมาณ 0.5 ก.ม. จะเห็นป้ายอีกครั้งให้เลี้ยวเข้าถนนเล็ก ๆ เส้นนั้น แล้วขับไปตามทาง พอถึงทางลาดลง เป็นอันว่าถึงสถานที่เป้าหมายแล้ว

รตจิตรเข้าพักห้องแรกติดแม่น้ำแควใหญ่ ซึ่งมีประมาณ 8-9 ห้อง บรรยากาศร่มรื่น มาก เย็นสบายจริง ๆ โดยเฉพาะตอนเช้า ๆ จะเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นพอดี มีหมอกรำไรไปตามผิวน้ำ ทำให้เป็นแสงสีทองส่องลงบนตัวหมอกกลายเป็นหมอกสีทอง สวยงามมาก ช่วงเช้าน้ำค่อนข้างลง จนเห็นเนินสันดอนตรงกลางแควใหญ่ มีนกหลากหลายชนิดบินหากินที่สันดอนตอนเช้า สวยมากจ้า เจ้าหน้าที่บอกว่าลงเดินได้เลย ครั้งแรกอุตส่าห์เอาชูชีพ น้องหมา Jordison ไปด้วย แต่อากาศเย็นจับใจ เลยไม่เอาดีกว่า ช่วงเช้า ๆ พูดออกมามีไอควันออกจากปากเลย ทำให้วันที่มาพักที่หลุบพญา รีสอร์ท ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ หรือแม้แต่พัดลม เย็นสบายตามธรรมชาติอยู่แล้วจ้า

สัตว์เลี้ยงที่หลุบพญา รีสอร์ท

ถึงที่หมายก็ต้องพาน้องหมา Jordison ออกมาออกกำลังกายขับถ่ายสักหน่อย แต่เจอหมาของเจ้าของออกมาส่งเสียงต้อนรับ รตจิตรเลยต้องขอให้พนักงานเอาไปเก็บ เพราะ size ต่างกันลิบลับ กลัวว่าน้องหมา Jordison จะจัดการเพราะเธอไม่ชอบอะไรหนวกหูนัก Jordison เดินสำรวจรีสอร์ทจนทั่ว ไม่ว่าจะเป็นสนามเล็ก สนามใหญ่ ที่พักรูปแบบต่าง ๆ ที่จัด party และ ที่ทานอาหารเช้าใต้ห้องประชุมใหญ่ หรือแม้แต่ทางลาดเพื่อลงไปที่แพขนาดใหญ่ซึ่งจุคนได้มากกว่า 50 คน ตลอดจนมุมสวย ๆ อีกหลายมุมที่ Jordison พาไปถ่ายรูป คือเธอต้องไปสำรวจก่อนที่จะเข้าที่พักเสมอ ทำให้รตจิตรไม่ได้เป็นฝ่ายจูงเธอ Jordison เป็นคนจูงตลอด

หลุบพญารีสอร์ทเลี้ยงนกยูงเพศผู้-เมียไว้ 2 ตัว ยังไม่โตมาก แต่สวยทั้งคู่ พอทั้งคู่เจอ Jordison ก็บินสูงหนีขึ้นไปบนหลังคา post ท่าให้รตจิตรได้ถ่ายรูปสวย ๆ มาฝากเพื่อน ๆ อีกแบบหนึ่ง

ห้องพัก
นกยูงบินหนี Jordison ขึ้นไปบนหลังคาที่พักที่เป็นบ้าน น่าพักอีกแบบหนึ่ง จากหลาย ๆ แบบ ได้แก่ บ้านเป็นหลังทั้งหลังใหญ่ กลาง และหลังเล็ก ๆ หรือแม้แต่ห้องประชุมใหญ่ ๆ ที่เด็กนักเรียนสามารถมาใช้เข้าค่ายได้อย่างสบายสัก 100 – 200 คนได้อย่างสบาย บางโรงเรียนก็ถือโอกาสตอนที่เขื่อนศรีนครินทร์ยังไม่ปล่อยน้ำลงไปเล่นชักกะเย่อกันในน้ำ สนุกดี แต่หนาว !

ยังมีบ้านลักษณะเป็นกระท่อม และเป็น River Side Hut ห้องริมน้ำที่รตจิตรไปพัก รูปทรง 6 เหลี่ยม น่ารักดี ขนาดห้องสามารถพักได้ถึง 4-5 คนแบบสบาย ๆ ห้องน้ำก็น่ารักดูเป็นธรรมชาติ เพราะตั้งใจออกแบบให้เหมือนสร้างด้วยหินก้อนใหญ่ ๆ ทาสีทอง มีชั้นวางของเจาะเข้าไปในหินได้อย่างลงตัวเหมาะเจาะ ห้องรูปทรง 6 เหลี่ยมนี้ เป็นกระจกใสให้ดูวิวได้ถึง 180 องศา แต่ละห้องถูกจัดวางในตำแหน่งที่ดีมาก มองไม่เห็นกัน เพราะเน้นให้เห็นธรรมชาติ เห็นวิว เห็นห้องริมน้ำสะท้อนกับแม่น้ำแควใหญ่ ได้ Reflection capture ที่สวยงามมาก

วันนี้รตจิตรเตรียมผ้าปูที่นอนส่วนตัว และปลอกหมอนไปด้วย เพื่อให้ Jordison นอนด้วยกัน โดยไม่ทำให้ที่นอนของหลุบพญารีสอร์ทเลอะหรือมีขน Jordison ติดนั่นเอง นอกจากนี้อากาศเย็นมาก ทำให้พวกรตจิตรได้ไออุ่นจาก Jordison ไปในตัว เลยหลับกันอย่างมีความสุขทุกคน

ห้องอาหาร

จากมุมห้องอาหารก็เป็น View point อีกจุดที่ถ่ายรูปออกมาแล้วสวยไม่แพ้ที่พวกเราพักกัน ห้องอาหารสามารถรองรับคนได้เป็นร้อยเช่นกันเพราะภายในทำแบบยกระดับ ถึง 3 ชั้น และยังมีลานด้านนอก ด้านข้างอีก งานนี้ต้องยกนิ้วให้สถาปนิกที่ออกแบบเก่ง ลักษณะผสมผสานระหว่างยุโรป คาบอย และแบบกันเอง ความสะอาดเรียกว่าไม่ต้องบ่นก็แล้วกัน

นอกจากนี้ยังมีเรือถีบ และเสื้อชูชีพเพียบ เพื่อบริการแขกที่มาพัก มี Free Wi Fi แต่รตจิตรไม่มีเวลาลองเล่นดูว่า Internet เร็วหรือเปล่า เอาเป็นว่างวดหน้าถ้ามีเวลาจะกลับไปที่หลุบพญารีสอร์ทใหม่ก็แล้วกัน เพราะขนาดสระว่ายน้ำที่พนักงานบอกว่าก็มี รตจิตรยังไม่ได้ลองไปว่ายดูเลยค่ะ เพราะอากาศเย็นไป วันนี้พอหอมปากหอมคอแค่นี้ก่อนนะจ๊ะสำหรับ trip สั้น ๆ กับ หลุบพญารีสอร์ท กาญจนบุรี เพียง 3 ช.ม. ก็ได้พบกับที่ที่น่าพักที่บอกได้เลยว่า “ใช่เลยค่ะ ต้องกลับไปใหม่”

แล้วไว้พบกันใหม่ สำหรับทัวร์ระยะสั้น ๆ นะจ๊ะ

รตจิตร

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ฟาร์มแกะ Scenery Vintage Farm

ฟาร์มแกะ Scenery Vintage Farm

ฟาร์มแกะ Scenery Vintage Farm

ตามโปรแกรม รตจิตรต้องไป Swiss Farm แต่พอไปจริงกลายเป็นฟาร์มเก่าที่รตจิตรเคยไปแล้ว คือ ซีนเนอรี่ วินเทจ ฟาร์ม ซึ่งดูแล้วสู้ช่วง 2 ปีก่อนไม่ได้ อย่างไรก็ตาม รตจิตรถือว่าประเทศไทยทำฟาร์มแกะได้ขนาดนี้เรียกว่าสุดยอดแล้ว นอกจากแกะ ยังให้บริการให้เด็ก ๆ ขี่ม้าแคระ มีจุดถ่ายรูปและดอกไม้แปลก ๆ แต่สวยดีหลายจุด ค่าเข้าไปให้อาหารแกะ 50 บาท แต่เด็กที่ต่ำกว่า 130 ซ.ม. ฟรีจ้า ของว่างก็ยังแพงเหมือนเดิม แต่ของฝากที่อะไร อะไร ก็เป็นแกะทั้งนั้น ถือว่าราคาสมเหตุสมผลจ้า โดยเฉพาะพวกที่จัด promotion อยู่

ฟาร์มแกะ Scenery Vintage Farm ความทรงจำแบบ แกะ ๆ แต่ไม่ใช่แบบ เกา ๆ

1 Comment

Filed under Uncategorized