ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

ทำให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

การทำให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) เป็นกลยุทธหนึ่งที่แสดงวิธีการทำให้ผู้อื่นสนองตอบความต้องการของเรา โดยเราจะเป็นผู้ให้รางวัล หรือผู้ลงโทษ กลยุทธนี้เป็นส่วนหนึ่งของ โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models) ก็คือโมเดล ยังไม่ใช่ทฤษฎี เพราะโมเดลต้องได้รับการพิสูจน์โดยงานวิจัย (research) จำนวนหลายครั้งก่อนที่จะถูกเรียกว่าทฤษฎี เช่น สว อิเฎล ศึกษาบทความเกี่ยวกับการใช้งานวิจัยเชิงทดลองกับการใช้ Animation เป็นสื่อการเรียนการสอน ผลลัพธ์ของงานวิจัยสามารถเป็นโมเดลได้ เพื่อที่ สว อิเฎล หรือนักวิจัยคนอื่น ๆ จะได้ทำโมเดลนั้นมาศึกษาต่อ พิสูจน์ต่อ และเมื่อค่อนข้างมั่นใจว่าโมเดลนั้นใช้งานได้จริง หรือค่อนข้างเสถียร ก็จะสามารถกลายเป็นทฤษฎีได้

Compliance Gaining โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

กลับมาพูดถึง การทำให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) ถ้า สว อิเฎล สามารถทราบว่าวิธีใดที่จะทำให้คนอื่นทำตามที่ สว อิเฎล ต้องการได้ แสดงว่า สว อิเฎล มีอำนาจสั่งการ โดยไม่จำเป็นต้องเกิดมาเป็นพระราชา

โดยทั่วไปแล้ว กลยุทธนี้จะเป็นการให้ของที่คนอื่นอยากได้ หรือขู่ว่าจะลงโทษ เพื่อให้เขาทำงานให้เรา การให้ treatment มีหลายรูปแบบ และสามารถแบ่งออกเป็น 16 กลยุทธ ซึ่งจะเขียนต่อไป การที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้กับผู้อื่น สิ่งหลัก ๆ ที่เราต้องมี คือ

(๑) รู้ความต้องการของกลุ่มคนที่เราต้องการให้เขาทำงานให้เรา เช่น อยากให้เด็กนักเรียนทำการบ้าน สว อิเฎล อาจสัญญาด้วยขนม, อยากให้ลูกน้องตั้งใจทำงาน อาจสัญญาด้วยการเพิ่มเงินเดือน เป็นต้น
(๒) อำนาจที่จะหาสิ่งของเหล่านั้นให้แก่คนที่จะทำงานให้เรา เช่น หัวหน้าสามารถขู่ว่าจะลงโทษลูกน้องได้, เราอาจต้องหาสิ่งของให้คนที่อยู่ในระดับเดียวกับเรา เช่น ให้ของที่ระลึกเมื่อทำแบบสอบถามเสร็จ เป็นต้น

Compliance Gaining โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

16 กลยุทธ มีดังต่อไปนี้
(๑) สว อิเฎล สัญญาว่าจะให้รางวัลกับเขา (อ้างเชิงบวก)
(๒) สว อิเฎล อธิบายว่าถ้าเขาทำงานดังกล่าวแล้ว จะมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับผู้ทำเอง เหมือนกับว่า สว อิเฎล เคยทำมาก่อนแล้ว และได้รับสิ่งที่ดี เช่น บอกกับลูกศิษย์ว่า อาจารย์ฟังเพลงภาษาอังกฤษ จนกระทั่งสามารถพูดภาษาอังกฤษได้, ดังนั้น ลูกศิษย์จึงไปฟังเพลงดังกล่าวตาม (อ้างเชิงบวก)
(๓) สว อิเฎล จะเป็นมิตรด้วย ถ้าเขาทำในสิ่งที่ สว อิเฎลต้องการ (อ้างเชิงบวก)
(๔) สว อิเฎล ให้รางวัลก่อนที่จะขอให้เขาทำงานให้ (อ้างเชิงบวก)
(๕) สว อิเฎล อธิบายว่าถ้าเขาทำในสิ่งดังกล่าวแล้ว เขาจะรู้สึกดี หรือสบายใจ เช่น อาจารย์บอกนักศึกษาว่า เลื่อนสอบให้เร็วขึ้น นั้นดี เพราะจะได้สบายใจเร็ว ๆ (อ้างเชิงบวก)
(๖) สว อิเฎล บอกเล่าว่า จะมีแต่คนมีคุณภาพ คนมีชื่อเสียงทำงานร่วมกับเขา (อ้างเชิงบวก)
(๗) สว อิเฎล ให้กำลังใจว่า คนอื่นจะชอบเขามาก ๆ ถ้าเขาทำสิ่งนั้น ๆ (อ้างเชิงบวก)
(๘) สว อิเฤล ทวงบุญคุณ ว่าเมื่อก่อน สว อิเฎล เคยช่วยเขา ดังนั้นตอนนี้เขาควรช่วย สว อิเฎล บ้าง (ไม่ใช่เชิงบวก และเชิงลบ)
(๙) สว อิเฎล บอกเขาว่า สิ่งที่จะให้เขาทำ เป็นวัฒนธรรมของที่ทำงาน, หรือ เป็นจริยธรรมที่ควรกระทำ (ไม่ใช่เชิงบวก และเชิงลบ)
(๑๐) สว อิเฎลบอกเขาว่า ถ้าเขาทำแล้ว ส่วนรวมจะได้รับประโยชน์ เช่น สุเทพเทือกชักชวนให้คนมาชุมนุม (ไม่ใช่เชิงบวก และเชิงลบ)
(๑๑) สว อิเฎล ขู่ลูกน้องว่าจะทำโทษ ถ้าไม่ทำสิ่งที่ สว อิเฎล สั่ง เช่น ขู่ลดเงินเดือน, ขู่หักคะแนน, ขู่เอาความสะดวกสะบายที่เขาเคยมีไป (อ้างเชิงลบ)
(๑๒) สว อิเฎล บอกเขาว่า ถ้าไม่ทำ จะมีผลร้ายต่อตัวเขาเอง โดย สว อิเฎลไม่ใช่ผู้ที่จะลงโทษเขา (อ้างเชิงลบ)
(๑๓) สว อิเฎล ทำโทษเขาไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะทำในสิ่งที่ สว อิเฎลต้องการ เช่น ยึดรถบริษัทจากพนักงาน จนกว่าพนักงานจะจ่ายค่าประกันด้วยตนเอง (อ้างเชิงลบ)
(๑๔) สว อิเฎล บอกเขาว่า เขาจะรู้สึกแย่มาก ถ้าไม่ทำในสิ่งนั้น ๆ (อ้างเชิงลบ)
(๑๕) สว อิเฎล บอกเล่าว่า เขาจะได้ทำงานกับคนไร้ความรับผิดชอบ คนเห็นแก่ตัว ถ้าเขาไม่ยอมทำงานที่สว อิเฎล ต้องการ (อ้างเชิงลบ)
(๑๖) สว อิเฎล ขู่ว่า ถ้าเขาไม่ทำงานดังกล่าว จะมีแต่คนเกลียดเขา (อ้างเชิงลบ)

Compliance Gaining โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

และจาก 16 กลยุทธนี้ สามารถสรุปออกมาเป็น 5 หัวข้อใหญ่ ๆ คือ

(๑) สว อิเฎลให้ของแก่เขาก่อน หรือสัญญาว่าจะให้ของแก่เขา
(๒) สว อิเฎลลงโทษเขาก่อน หรือขู่ว่าจะลงโทษเขา
(๓) สว อิเฎลบอกเขาว่า ถ้าเขาทำแล้ว จะได้ผลดีกับตัวเขาเอง (โดย สว อิเฎล ไม่ต้องให้ของแก่เขา)
(๔) สว อิเฎลอธิบายว่าสิ่งที่จะให้ทำ เป็นเรื่องที่ควรทำ ถ้าไม่ทำแปลว่าคุณไม่มีจริยธรรม
(๕) สว อิเฎล พูดถึงในอดีต ว่า สว อิเฎลเคยมีบุญคุณกับเขา และเขาควรตอบแทนโดยการทำสิ่งที่ สว อิเฎล ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ตามหลักพระพุทธศาสนา การใช้กลยุทธ การทำให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) ไม่ใช้กัลยาณมิตร เพราะเป็นการอ้างถึงอดีต และอนาคต แต่สว อิเฎล มักจะพบเสมอในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอ้างเชิงลบ

Compliance Gaining โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

1 Comment

Filed under Uncategorized

รตจิตร ไปเขาคิชฌกูฏ จันทบุรี

Khoa Khitchakut National Park

คำถาม ที่ถามกันบ่อยเกี่ยวกับ เขาคิชฌกูฏ

รตจิตรเขียนเรื่อง เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี จากประสบการณ์ที่เพิ่งกลับมาจากเขาคิชฌกูฏ เพื่อเป็นวิทยาทาน และธรรมทานให้เพื่อน ๆ ที่ต้องการหาข้อมูล หาคำตอบจากคำถามที่มีมากมายเกี่ยวกับ เขาคิชฌกูฏ เช่น

ทำไมจึงมีผู้คนไปเขาคิชฌกูฏกันเป็นจำนวนมาก ?

– เพราะเป็นสถานที่รวมความมหัศจรรย์ทางธรรม (ธรรมชาติ) มีกลิ่นอายของพุทธศาสนา และมีพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ที่รู้สึกได้ คำเลื่องลือว่า เป็นเขาเพื่ออธิษฐาน โดยผู้ที่ขึ้นเขาสามารถอธิษฐานขอได้ 1 ข้อ และหากไม่บน ก็ไม่ต้องแก้ เพราะเป็นเขาเพื่อการขออธิษฐาน ณ บริเวณรอยพระพุทธบาท รตจิตรไปเขาคิชฌกูฏครั้งแรก ลองสอบถามคนที่ไปซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะพวกเขาขอแล้วสมหวังกันทั้งสิ้น จึงกลับมาขออีกในปีต่อ ๆ ไป แต่เป็นเรื่องดี ๆ และเป็นไปได้ทั้งนั้น

ทำไมถึงเปิดเขาให้ขึ้นไปสักการะเพียง 2 เดือน

– แรก ๆ ที่เปิดเขา ให้ขึ้นเขาแค่ 16 วัน มาระยะหลัง ๆ จนถึงปัจจุบันจะขยายเวลาเป็น 60 วัน มีคำถามอยู่บ่อย ๆ ว่าทำไมต้องปิดเขา คำตอบก็คือเขาคิชฌกูฏ เป็นอุทยานแห่งชาติ มีสัตว์ป่าจำนวนมากอาศัยอยู่ และผู้คนก็ขึ้นเขากันทั้งวันทั้งคืน สงสารสัตว์ป่าที่ต้องออกหากิน เจ้าหน้าที่ดูแลคิวรถกระบะเพื่อขึ้นเขา เล่าว่า มีอยู่ปีหนึ่งที่ปิดเขาแล้ว คนไม่เชื่อ ยังแอบขึ้นเขา สิ่งที่ทำให้คนเหล่านั้นต้องรีบลงมาเพราะเจอทั้งงู และเสือแม่ลูกที่ออกมาหากินเพราะความหิวโหย เป็นเรื่องมหัศจรรย์อีกเรื่องที่สัตว์ป่าจะไม่ออกมารบกวนผู้คนที่มีศรัทธาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในช่วงระยะเวลาที่มีการบวงสรวงขอไว้ แต่พอครบกำหนดจะออกมาทันทีด้วยความหิวโหย


เวลาขึ้นเขาที่ดีที่สุดควรเป็นเวลาใด

ปี 2556 เปิดเขา 60 วัน ช่วง 11 ก.พ. – 10 เม.ย. ในปี 2557 นี้ ช่วงเปิดเขาคือ 1 ก.พ. – 31 มี.ค. 2557 เป็นครั้งแรกที่รตจิตรขึ้นไปเขาคิชฌกูฏ โดยไปทัวร์ขสมก. ในวันอาทิตย์ที่ 9 มี.ค. ราคา 499 บาท แต่ถ้าเก้าอี้เสริม 300 บาท หากไม่จำเป็นอย่านั่งเก้าอี้เสริมนะจ๊ะ เพราะปวดหลังมาก ๆ และไม่ค่อยมั่นคงด้วย นัดรับพวกเราบางส่วนด้านตรงข้ามขนส่งสายใต้ใหม่ เวลา 6.20 น. เพราะรถขสมก. นัดคนอื่นไปขึ้นที่อู่เขต 6 ถนนพุทธมณฑลสาย 2 เวลา 6.00 น. เวลามารับจริง 7.20 น. ถึงวัดกะทิง 13.30 น. จากกรุงเทพถึงวัดกะทิง ใช้เวลา 4 ช.ม.เต็ม ๆ แต่วันนี้มีการแวะที่อื่นก่อน 2 ช.ม. คือ แวะรับประทานข้าวเช้า 1 ช.ม. แวะทำบุญที่วัดเขาซก 1 ช.ม. รวมทั้งสิ้น 2 ช.ม.

หลวงพ่อเขียน หรือ ท่านพ่อเขียน หรือ พระครูธรรมสรคุณ ได้ฝากไว้

ท่าน มรรคทายก ที่วัดกะทิง เป็นคนที่เก่งมาก ๆ และสามารถพูดออกไมโครโฟนได้ตลอด เธอเตือนตลอดให้คนเก็บทรัพย์สินให้ดี เพราะมีแต่เสีย กับ หาย เก็บทั้งกระเป๋า และโทรศัพท์มือถือให้ดี เพราะบางวัน ทางวัดเก็บได้เป็นเข่ง แต่ใช้การไม่ได้แล้ว เพราะแตกกระจายจากรถขึ้นลงเขาทับแตกหมด นอกจากนี้ท่านยังเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับการลบหลู่ หรือไม่เชื่อถือความศักดิ์สิทธิ์ของเขาคิชฌกูฏ ว่า ประมาณ 2 ปีก่อน มีผู้หญิงคนหนึ่งไม่ศรัทธา พอขึ้นบนเขา ก็พูดออกมาว่า “รู้อย่างนี้ สู้เล่นไพ่อยู่ที่บ้านดีกว่า” ปรากฏว่าขากลับลงเขา การขับรถโดยทั้วไป ฉวัดเฉวียงมาก ไม่มีใครเคยได้รับอันตรายหรือเกิดอุบัติเหตุใด ๆ แต่วันนั้น อยู่ ๆ ก็มีกิ่งไม้เกี่ยวเข้าไปในปากของเธอจนฉีกกว้าง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล เสียเงินไปกว่า 50,000 บาท เป็นต้น
หลวงพ่อเขียนได้ฝากคำพูดไว้ว่า ถ้าไม่เชื่อ ถ้าไม่ศรัทธา จะพูดว่ากล่าวอะไร ก็ให้พูดไว้เสียแต่ข้างล่าง ไม่ต้องนำคำพูดไปพูดข้างบนเขา

เวลาที่ดีที่สุดในการขึ้นเขาคิชฌกูฏ

ตามความเห็นส่วนตัวของรตจิตร ถ้าต้องใช้เวลาเดินทาง 3 ช.ม. รอรถตามคิวอีกประมาณ 1.5 – 3 ช.ม. ควรกะให้สามารถขึ้นเขาตอน 6 โมงเช้าได้เพราะสว่างพอ และไม่ร้อน การเดินทางไม่อันตราย ถ่ายภาพได้ แม้ว่าบนเขาคิชฌกูฏจะมีไฟเปิดไว้ตลอดก็ตาม หากขึ้นเขาช่วงเช้ามืดกว่านี้ จะมีหมอกเพราะอากาศชื้นตอนกลางคืน และเริ่มร้อนขึ้นตอนเช้า ทำให้ถ่ายรูปไม่ชัดเลย เนื่องจากทางขึ้นมี 2 ทางคือ

– ทางขึ้นวัดกะทิง ที่วัดสะดวก และมีโรงทาน ไม่ต้องหากินยิ่งยาก รตจิตรขอแต่ให้ช่วยทำบุญที่โรงทานด้วยก็แล้วกัน แต่รถน้อยกว่าทางวัดพลวง วันอาทิตย์ที่ 9 มี.ค. วันที่รตจิตรไปเขานั้น มีรถประมาณ 70 คัน ทำให้อาจต้องรอรถนานถึง 2-3 ช.ม. อย่างไรก็ตามวันนั้นที่รตจิตรไปค่อนข้างโชคดี เพราะไม่มีแดด แต่ก็ไม่มีลม ทำให้สูญเสียเหงื่อมาก รตจิตรจึงอยากบอกเพื่อน ๆ ว่า ถ้าพกน้ำขวดเล็ก ๆ ไว้คอยจิบก็ดีนะ แต่ด้านบนก็มีน้ำและของกินขายมากมาย อาหารที่ยอดนิยมที่มีขายทุกจุดคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จที่ทานกันอย่างแพร่หลาย เพราะแค่เติมน้ำร้อนจริง ๆ

– ทางขึ้นวัดพลวง วันนั้นมีรถด้านนี้ 100 คัน ทำให้การรอรถ 1-2 ชั่วโมง เพื่อนของรตจิตรไปวันเดียวกัน แต่ไปกับรถตู้ ก็ตรงดิ่งขึ้นไปที่วัดพลวงเพื่อให้เพื่อนไปเข้าแถวเอาบัตรคิวขึ้นรถกระบะ เนื่องจากเธอออกรถตอน 5 ทุ่ม เที่ยงคืน จึงถึงเขาตอนตี 2 รอรถขึ้นเขาประมาณ 1 ชั่วโมงเอง แต่ถ่ายรูปไม่ค่อยได้เพราะบรรยากาศมีแต่หมอก

ตอนนี้มาดูเวลาที่รตจิตรไปเขาคิชฌกูฏ กับทัวร์ขสมก. กันดีกว่า

เช่นเคยค่ะ รตจิตรไปคันที่คุณสมศักดิ์ เจริญศรี เป็นคนขับ โดย ประชาสัมพันธ์คือคุณไพฑูรย์ สำราญ ซึ่งวิ่งเป็น PR ทั้ง 3 คัน รวม ๆ ประมาณ 118 คน ทำให้แต่ละคันค่อนข้างแออัด แต่ก็ถือว่าบรรยากาศยังสบาย ๆ ครั้งนี้หลังจากไม่ได้ไปทัวร์ขสมก. เกือบ 3 ปี ทุกคนดูดีขึ้นหมด นอกจากรตจิตรจะประทับใจทั้งคุณสมศักดิ์ และคุณไพฑูรย์ แล้ว ต้องขอยกนิ้วให้คุณน้ำฝน หรือคุณฝน หรือชื่อจริงคือ มนันยา ฉ่ำโพชง พนักงานขสมก. ดี ๆ ก็ต้องชมกันหน่อย เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในทีมงานทริปนี้ เพราะนอกจากจะคล่องมาก ยังเป็นคนที่ช่วยเคลียร์เรื่องรถที่พวกเราต้องอาศัยขึ้นลงเขา เป็นงานเหนื่อย และอาศัยวิทยายุทธด้านมนุษยสัมพันธ์อย่างมาก ไม่ว่ากับพวกลูกทัวร์ขสมก. แล้ว ยังมีพวกคนจัดรถ และคนที่ไปกรุ๊ปอื่น ๆ อีกจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน

ระยะทางไปกลับ มากกว่า 600 ก.ม. PR ของขสมก. ก็เล่นเกมและคุยโน่นนี่นั่น เช่นบอกขั้นตอนการขึ้นเขาคิชฌกูฏ เล่นทายคำถาม และรับรางวัลเป็นวัตถุมงคลของวัดต่าง ๆ ที่ทัวร์ขสมก. เคยไปมา รตจิตรก็ได้มา 2 ชิ้นคือ รูปหล่อหลวงปู่ทวดขนาดหน้าตักประมาณ 2 นิ้ว และผ้ายันต์พระสิวลี สมัยหลวงพ่อเขียน วัดกะทิงยังไม่มรณภาพ เพื่อถือติดตัวในการเดินทาง ปัจจุบันก็มีผ้ายันต์เช่นกัน โดยพระลูกศิษย์ของหลวงพ่อเขียน

ก่อนขึ้นเขาคิชฌกูฏ ขับไปได้ประมาณ 200 กว่าก.ม. คุณสมศักดิ์พาพวกลูกทัวร์ขสมก. ไปแวะชำระจิตใจให้สะอาด ด้วยการถวายผ้าไตรและสังฆทานที่วัดเขาซก ตำบลหนองปรือ จังหวัดชลบุรี ครั้งนี้ก็เหมือนทุกครั้งที่รตจิตรจะต้องเตรียมปัจจัยไปถวายสังฆทานเช่นเคย และที่ขาดไม่ได้คือฝากหนังสือการ์ตูนทักทาย 2-4 ภาษา ที่เจ้าอาวาสเพื่อให้ห้องสมุดของโรงเรียนวัดเขาซก อย่างน้อย 1-2 ชุด ประมาณ 8-10 เล่ม พระครูไพจิตรพัฒนทาส – เจ้าอาวาสวัดเขาซก ได้นิมนต์พระอีก 8 วัดมาร่วมรับสังฆทานจากพวกเราชาวขสมก. รวม 9 วัด ช่วงรอคนให้พร้อม ก่อนการถวาย รตจิตรได้สอบถามเจ้าอาวาสได้ความสั้น ๆ ว่า
ประวัติวัดเขาซก จังหวัดชลบุรี

วัดเขาซก ตั้งอยู่ที่ตำบลเขาซก อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี อายุรวม 30 ปีเศษ แต่ได้ย้ายมาจากฝั่งตรงข้ามได้ราว 10 ปี เพราะวัดตั้งอยู่สุดเขตของจังหวัดก่อนเข้าเขตจังหวัดระยอง จึงเป็น Depot Temple คือเป็นวัดศูนย์กลางการกระจายปัจจัยให้แก่วัดวาอาราม ตลอดจนสำนักสงฆ์ต่าง ๆ ของจังหวัดชลบุรี ซึ่งรวมกันแล้วมีมากกว่า 360 แห่ง พระครูไพจิตรพัฒนทาสได้แสดงธรรมเล็ก ๆ น้อยแก่พวกเรา โดยสรุปได้ว่า บุญคือชื่อของความสุข ต้องสะสมจากการทำดีเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการทำดีทางกาย วาจา และใจ การเจริญพุทธมนต์ในวันนี้ก็ถือว่าเป็นบุญทางวาจาแล้ว
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด

หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด โดยมีพญางูสีขาวพันรอบรองรับฐานของหลวงปู่ทวด และมีรูปปั้นช้างคู่น่ารักมากถวายสักการะอยู่ด้านหน้าของวัด หลังจากเข้าประตูวัดมาได้เล็กน้อยก็เห็นได้อย่างชัดเจน
พระราหูอมจันทร์ ตั้งตระหง่านอยู่ด้านข้างของหลวงปู่ทวด โดยมีพญานาค 7 เศียร อยู่ด้านข้างทั้ง 2 ข้าง

ถึงแล้วจ้า เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี

สิ่งที่ควรนำขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏ ด้วย ได้แก่

1. ของเพื่อสักการะบนเขา

ที่วัดกะทิงและบนเขามีปัจจัยทุกอย่าง แล้วแต่เราจะทำบุญตามศรัทธา เช่น
– ธูป (ไว้ไหว้ตามจุดที่เป็นลานศักดิ์สิทธิ์) โดยเพิ่มความพิเศษสำหรับคนเกิดปีชง ให้ใช้ธูปสี เทียนสีตามวันเกิด
ที่เขาคิชฌกูฏ มีวิธีการปักธูปที่ไม่เหมือนที่อื่น เพราะปักงอ โดยกดด้ามธูปไปจุดหนึ่งที่ก้อนหินให้มั่น แล้วโค้งธูปเพื่อดันไว้ที่หินอีกส่วนหนึ่ง การปักธูปอีกแบบหนึ่งคือแปะไว้กับก้อนหินที่เรียบ
– ดอกดาวเรือง (นอกจากไว้โปรยสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังนิยมโปรยตามทาง มีขายที่ลานพระสิวลี)
– ผ้าหลากสี (ชมพู เขียว เหลือง ฟ้า และแดง)
– ผ้าแดง (ไว้ผูกฝากไว้ที่ลานผ้าแดง ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของเขาคิชฌกูฎ เสมือนได้ฝากไว้ที่กับเทวดา)
– แผ่นทอง (เขียนชื่อ อายุ วันเดือนปีเกิด เพื่อฝากไว้ที่ลานพระสิวลี แต่บางคนก็ไว้ที่รอยพระพุทธบาท) และ
– พลอย 7 สี (ไว้ที่รอยพระพุทธบาท ให้ติดพื้น เพื่อให้ดวงดี ทั้ง 7 วัน)
– ทำบุญทราย (เพราะถือว่าช่วยให้ผู้ทำมีบุญหนัก บุญแน่น)

2. ของใช้ส่วนตัวที่ควรนำติดตัวขึ้นไปด้วย

ที่วัดกะทิงก็มีร้านค้าที่มีทุกอย่างเช่นกัน รตจิตรอยากให้เพื่อน ๆ เอาเฉพาะที่จำเป็น เพราะพยายามให้ตัวเบาดีที่สุด เช่น พัด (มีแล้วช่วยได้มาก เพราะระหว่างทางที่เดินขึ้นเขาไม่มีลมจริง ๆ มีแต่เหงื่อ) ขวดน้ำเล็ก ๆ สำหรับจิบแก้กระหายก็พอ กระดาษทิชชู่ (ระหว่างทางมีห้องน้ำเป็นระยะ ๆ ) ผ้าปิดจมูก ส่วนหมวก หรือร่ม ไม่ค่อยได้ใช้เพราะยิ่งใส่ยิ่งร้อน และตามทางเดินก็มีต้นไม้ มีเขาบังแดดให้คนที่เดินขึ้นเขาอยู่แล้ว

3. หลวงพ่อเขียน ขนฺธสโร (พระครูธรรมสรคุณ)

300 กว่ากิโลจากกรุงเทพ ถึงวัดกะทิง รตจิตรมาที่วัดนี้เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกรตจิตรมาตอนที่หลวงปู่เขียนเพิ่งมรณภาพไปได้ไม่ถึงเดือน และก็ยังไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับวัดกะทิง เกี่ยวกับท่าน และเขาคิชฌกูฏเท่าไรนัก ครั้งนี้เป็นช่วงที่กำลังจะมีการทำบุญสร้าง มณฑปเก็บสรีระสังขาร ของหลวงพ่อเขียน เพื่อนที่ไปเล่าให้รตจิตรฟังว่าก่อนมาที่เขาคิชฌกูฏ ได้ซื้อหนังสือเรื่องเขาคิชฌกูฏ มีอยู่ตอนหนึ่งเล่าว่า หลวงพ่อเขียนเหมือนเทวดา เพราะท่านสามารถกำหนดการเดินทางได้ เช่น มีคนเห็นว่าท่านสามารถเดินทางโดยย่นระยะทางได้ ประเดี๋ยวเดียวก็ถึงยอดเขา เป็นต้น

รตจิตรเข้าไปถวายสักการะพระศพของท่าน ในศาลา มีคนอยู่ 4 กลุ่มคือพวกที่สักการะหลวงพ่อเขียนแล้ว แต่นั่ง ๆ นอน ๆ รอขึ้นเขา ชาวบ้านที่ช่วยกันตระเตรียมเครื่องถวายสักการะ ได้แก่พานกรวย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้เมื่อทำบุญ และพระเครื่องเมื่อเช่า ได้แก่ ผ้ายันต์พระสิวลี พระ และ รูป หรือของแกะสลักเขาคิชฌกูฏ พวกที่จัดของหรือของขลังแจกผู้คนที่ไปวันนั้น และพวกเราลูกทัวร์ ขสมก.

ด้านขวาของศาลาวัดกะทิงเป็นโบสถ์ ข้างขวาเป็นที่พักแรมของคนที่ต้องการขึ้นเขา และขวาถัดออกไปเป็นโรงทาน อาหารมีตลอดในช่วง 60 วันที่เปิดเขา ยังมีที่พักแรมด้านบนอีกแห่งบริเวณที่พวกเราจะไปอธิษฐานขอพรที่รอยพระพุทธบาท

4. การเดินทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ
เขาคิชฌกูฏ ถือเป็นเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ดังนั้นการขึ้นเขาไปขอพร เหมือนกับเราได้ขอจากเทวดาแล้ว เพราะอยู่ที่สูง
ปกติวันธรรมดาคนน้อย เสาร์อาทิตย์คนมากเป็นเรื่องธรรมดา พอไปถึงวัด ต้องเข้าคิวรับคิวขึ้นรถกระบะ ประมาณ 3 ชั่วโมง รถกระบะเป็นรถประเภทขับเคลื่อน 4 ล้อ เพราะเขาสูงชัน ต้องอาศัย Slow gear ส่วนมากจะเป็น Space cap เพื่อให้คนสามารถนั่งด้านหลังคนขับได้ 4 คน และนั่งข้างคนขับได้อีกคน นั่งด้านหลังอีก 2 แถว ๆ ละ 4 คน เพราะต้องเผื่อการเหวี่ยงไว้ด้วย แต่คันของรตจิตร นั่งกัน 9 คน ก็ดีนะ เพราะด้านที่รตจิตรนั่ง 5 คน ทำให้ค่อนข้างแน่น ไม่ค่อยเลื่อนไถลออกจากที่นั่ง การนั่งด้านหลังแม้จะไม่สบายเท่าไรนัก แต่ได้บรรยากาศของ คำว่า “เหวี่ยง” เพราะเธอจะขับเร็วมาก หากหยุดหรือช้าจะทำให้รถทั้งหมดเสียกระบวน เสียกระบวนที่เขาทันที บางคันก็ขับจี้ก้นคันแรกเพื่อทำเวลากันน่าดู ช่วงที่เหวี่ยงมาก ๆ คืออช่วงโค้งที่มองเห็นกัน ส่วนโค้งที่ไม่เห็น จะใช้วิธีขับชิดขวา ซึ่งเป็นที่รู้กันทั้งรถขาขึ้น และขาลง ว่าช่วงไหนต้องขับชิดขวา ช่วงโค้งใดที่ต้องขับชิดซ้ายตามปกติ ทุกคนขับรถกันเก่งมาก วิ่งเปลี่ยนเลนกันอย่างคล่องแคล่ว คนนั่งท้ายต้องจับราวกระบะให้แน่น เพราะเหวี่ยงกันสุดฤทธิ์ ทางวัดกะทิงจึงจัดคิวรถเองตั้งแต่ปี 2556
รถกระบะที่ขึ้นเขา ราคา 200 บาท มี 2 แบบ ใช้เวลาขึ้นไปถึงลานพระสิวลี 40 นาที แต่ขาลงใช้เวลาเพียง 20 นาที คนขับแต่ละคน ทำงาน 8 ชั่วโมง และขับวันละ 3-4 เที่ยวขึ้นลง มีจุดลงรถ 2 แบบคือ

1. จุดลงรถด้านวัดพลวง
มีรถให้บริการ 100 คัน รถจอดรับส่ง 4 จุด ขึ้นลงเที่ยวละ 2 จุด คือจากวัดกะทิงถึงวัดพลวง และจากวัดพลวงไปลานพระสิวลี ณ วัดพลวงจะมีซุ้มประตูบอกว่า บารมีหลวงปู่นัง คุ้มครอง และเป็นตลาดใหญ่เหมือนกัน
2. จุดลงรถด้านวัดกะทิง รถจอดรับส่ง 2 จุด มีรถให้บริการ 70 คัน จากวัดกะทิงถึงลานพระสิวลี
วันอาทิตย์ที่ 9 มี.ค. 2557 ที่รตจิตรไปที่เขา มีคนประมาณมากกว่า 150,000 คน จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ด้านบนตรง ลานพระสิวลี ช่วงที่ไม่ใช้ฤดูการเปิดเขา ชาวบ้านเหล่านี้ก็ยังคงยึดอาชีพทำสวนเป็นส่วนมาก เพราะพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเป็นสวนผลไม้เสียส่วนมาก

นอกจากนี้ยังมีการนั่งเสลี่ยงหลังจากลงรถที่บริเวณลานพระสิวลี ในราคา 800 บาท โดยมีคนแบก 2 คน ไม่เหมือนที่พระธาตุอินทร์แขวน ประเทศพม่า ซึ่งใช้คนแบกถึง 4 คน การแบกขาลงก็ไม่ได้วิ่งลงจนคนโดยสารจุกไปทั่วท้อง และมีการรับจ้างแบกของสำหรับผู้ที่ต้องการขึ้นไปค้างแรมด้านบน บริเวณรอยพระพุทธบาทอีกด้วย


สรุปจุดที่สวย จุดที่พักสักการะ

1. วัดกะทิง และวัดพลวง
2. เขื่อนวัดพลวง มีคนขับรถไปจอดดูวิว และรับลม
3. ลานพระสิวลี ซึ่งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายสิ่งด้วย
4. ลานขายของ
5. ประตูสวรรค์
6. ลานพระเจ้าตากสิน
7. รอยพระพุทธบาท มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ อีก มากมายบริเวณรอบ ๆลาน
8. สูงสุดยอดดอย ลานพระอินทร์ และบาตรพระอานนท์ เป็นจุดที่รตจิตรเอาผ้าแดงที่เขียนชื่อเราไปผูกไว้ ณ บริเวณช่วงนี้จะเห็นคนเริ่มผูกผ้าแดงเต็มไปหมด เพราะไปไม่ถึงลานผ้าแดง แม้ว่าจะต้องเดินทางอีกแค่ 820 ม. เอง
การปักธูป

นอกจากนี้ตรงบริเวณลานพระอินทร์ ยังมีป้ายบอกว่าสถานที่ต่าง ๆ บนเขาคิชฌกูฏ พร้อมระยะทางได้แก่
พระบรมสารีริกธาตุ 8 ม., ลานพระอินทร์ ท้าวสักกะ เทวราชพระอินทร์ และพระพรหม 27 ม., แก้วสารพัดนึก 59 ม., บาตรพระอานนท์ 399 ม., บาตรพระสิวลี 525 ม., เจ้าแม่ตะเคียน ประตูไอสวรรค์ 746 ม., บาตรพระโมคคัลลานะ 772 ม., พระมหาเจดีย์ 778 ม., เสมาธรรมจัก 785 ม., พญานาคา 797 ม., บาตรพระสารีบุตร 814 ม., และลานผ้าแดง 820 ม.,
เวลาโดยสรุปคร่าว ๆ ในการขึ้นเขาคิชฌกูฏ กับทัวร์ ขสมก. รตจิตรได้ขึ้นรถกระบะตรงวัดกะทิงเวลา 14.00 น.

14.00 – 14.40 น
เดินทางถึงลานพระสิวลี มีดอกดาวเรือง และชุดไหว้ขายเป็นจำนวนมาก ดอกดาวเรืองถุงเล็ก 50 บาท ถุงใหญ่ 100 – 130 บาท บางคนต้องซื้อไม่เท้าเพื่อช่วยในการเดินขึ้นเขาด้วย ตลอดทางมีระฆังให้พวกเราเคาะ ไม่ให้ตีแรง ไม่ให้ผลักระฆัง ส่วนมาผู้คนจึงใช้เหรียญบาทเคาะ บางจุดนอกจากไม่ให้ตีแล้ว ยังให้ลูกเบา ๆ และเขียนไว้ว่า “เจ๊บจ๊ะ” นอกจากนี้ยังมีเชือกให้คอยจับกัน ซึ่งเด็ก มักจะไปนั่งเล่นเป็นชิงช้า

เชือก+เด็ก

15.00 – 16.30 น.
ขึ้นเขาถึงจุดสูงสุดยอดดอย หรืออีก 820 ถึงลานผ้าแดง ที่บริเวณนี้ คนมักเหนื่อย เมื่อยล้า จึงมีการเขียนป้ายไว้มากมาย เช่น “ผมเห็นคนเดินช้า แต่ผมไม่เคยเดินถอยหลัง” รตจิตรเป็น 1 ในคนเหล่านี้ที่เดินไม่ไหวแล้ว เพราะต้องเผื่อเรื่องเหนื่อยขาลงเขาด้วย จึงผูกผ้าแดงไว้ตรงบริเวณนี้ และเดินทางกลับมาที่ลานพระสิวลีเพื่อรอรถกลับ คราวนี้แหละที่น้ำและของกินขายดิบ ขายดี เพราะหิวและกระหาย บางคนถึงกับเป็นลม ขนมปังไอศกรีมขายดีที่สุด พ่อค้าบอกว่า วันเสาร์ขายไอศครีมได้ 6 ถัง วันนี้ 7 ถังแล้ว และยังไม่วี่แววว่าคนจะเริ่มหมดแล้ว

18.00 – 18.20 น.
รอรถเกือบชั่วโมงเพื่อลงเขา โชคดีที่รอไม่นาน แต่กว่า ขสมก. ปอ. 79 จะออกจากวัดกะทิง ราว 21.45 น. เพราะเพื่อน ๆ อีกกลุ่มหนึ่งรอรถขาขึ้นนานมาก เพิ่งถึงข้างบนเขาตอนที่พวกรตจิตรลงมาถึงลานพระสิวลีแล้ว ทำให้พอรตจิตรลงจากเขาแล้ว พวกเราต้องรอกลุ่มเพื่อน ๆ กลุ่มนี้อยู่ข้างล่างถึง 3 ช.ม. โรงทานวัดกะทิงยังมีอาหารให้ญาติโยมทาน

21.45 – 02.15 น.
ถึงขนส่งสายใต้ใหม่ รวมเวลาให้ซื้อของฝากประมาณ ครึ่งช.ม. (สละ อร่อยมาก กิโลกรัมละ 80 บาท ขนมเกรียวก็อร่อย รสชาติเหมือนครองแครงกรอบ แต่ไม่แข็ง เผ็ดๆ เล็กน้อย มะปราง และ มะยมชิดก็งามมาก)
เป็นอันว่าสิ้นสุดการเดินทางการไปเขาคิชฌกูฏด้วยความประทับใจ อย่างไรก็ตามหากมีเวลา ไหน ๆ ไปจันทบุรีทั้งที นอกจากจะแวะทำบุญที่วัดเขาซก จังหวัดชลบุรี ที่จันทบุรี เพื่อน ๆ สามารถแวะทำบุญที่วัดเขาสุกริมได้นะจ๊ะ รตจิตรเคยไปหลายครั้งแล้ว หากเพื่อน ๆ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็ search จาก website นี้ได้เลย sw-eden.net

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ

Elaboration Likelihood Theory ถูกกำหนดขึ้นโดย Richard Petty และ John Cacioppo เพื่ออธิบายการถูกชักจูงด้วยสาร, Elaboration Likelihood บ่งบอกถึงระดับการพิจารณาสารหนึ่ง ๆ ว่าถี่ถ้วนรอบคอบ น่าเชื่อถือหรือยัง โดยมี 2 ทางคือ

1. Central Route บ่งบอกถึงการคิดอย่างรอบคอบ เมื่อคิดแล้ว เชื่อแล้ว จะจดจำได้เป็นระยะเวลานาน ถ้าเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ เลย เราจะคิดอย่าง Central Route ไม่ได้
2. Peripheral Route บ่งบอกถึงการเชื่อโดยยังไม่ทันคิด เช่น การเชื่อหลักฐานภาพถ่ายในเว็บไซต์ การเชื่อเช่นนี้ จะเชื่อในระยะเวลาอันสั้น สามารถลืมได้เอง หรือ สามารถถูกเปลี่ยนแนวคิดได้ง่าย หากวันหนึ่งได้คิดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในรูปแบบ Central Route

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

นอกจากการแบ่งวิธีการเชื่อเป็น 2 ทางแล้วนั้น คำว่า Motivation (แรงจูงใจ) ซึ่งปกติหมายความว่า สิ่งกระตุ้นหรือแรงจูงใจ ได้ถูกจำกัดความด้วย 3 ส่วนคือ

1. ความเกี่ยวข้องของผู้รับสารกับตัวสาร เช่น ถ้า สว อิเฎล เป็นชาวไทยที่อยู่ในอเมริกา และอยู่มาวันหนึ่งโทรทัศน์ออกข่าวว่า วสันต์ อัสนี จะเดินทางมายังประเทศอเมริกา, สว อิเฎลจะรู้สึกตื่นตัว และสนใจสารนั้นมากกว่าคนไทยที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ
2. คนอื่น ๆ พูดถึงสารนั้นบ่อย เช่น สว อิเฎล ฟังรายการพงษ์พันธ์ ซึ่งพูดถึงสรรพคุณยาสมุนไพรเขากวางอ่อนบ่อย และเมื่อออกไปเดินตลาดแถวบ้าน ก็ยังมีชาวบ้านมากมายพูดถึงสมุนไพรนี้ ทำให้สว อิเฎลเกิดความสนใจ จนกระทั่งอาจจะเชื่อในสารนั้น
3. นิสัยของผู้รับสาร เช่น สว อิเฎล เป็นนักวิจารณ์ เป็นนักเขียนบล็อก (blog journalist) เมื่อได้ยินข้อถกเถียง ก็มักนำมาเขียนให้ผู้อ่านได้อ่านเสมอ เป็นต้น

เมื่อทราบแล้วว่า Motivation เกิดจาก 3 สิ่งข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ถ้า Motivation (แรงจูงใจ) สูง จะเป็นไปได้สูงที่คนเราจะคิดอย่าง Central Route และถ้า Motivation ต่ำ คนก็มักจะคิดอย่าง Peripheral Route

นอกจากนี้ การคิดอย่าง Central Route ยังเกิดขึ้นได้ง่าย เมื่อความคิดเห็นก่อนหน้าที่จะได้รับสาร มีความตรงกับผลของการประมวลสารนั้น เช่น สว อิเฎล เคยมีความรู้ดีเรื่องดาราศาสตร์ และรู้ว่าหลุมดำอยู่กลางกาแล็กซี่ ต่อมาเมื่อหนังสือ National Geographic มานำเสนอเรื่อง หลุมดำ และแสดงภาพหลุมดำอยู่กลางกาแล็กซี่ ทำให้เกิดการกระตุ้นความจำดั้งเดิม และทำให้ สว อิเฎล เชื่ออย่างฝังใจมากขึ้น

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

คำถาม J: Cable TV บางช่องนำเสนอแต่ข่าวของฝ่าย กปปส. ในขณะที่บางช่อง นำเสนอแต่ข่าวด้าน นปช. ให้นักศึกษาอธิบายผลกระทบของการที่ประชาชนแต่ละฝ่ายเลือกรับสารข้างเดียว ให้สอดคล้องกับ Elaboration Likelihood Theory

บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร และโมเดล
ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ
โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model
ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory
ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory
ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis
นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

1 Comment

Filed under Uncategorized

โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model

Heuristic-Systematic Model แปลตรงตัวว่า โมเดลการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ แต่ความหมายของมันจริง ๆ คือ โมเดลแสดงกระบวนการคิดและการเชื่อแบบเด็กเรียนรู้ระดับพื้นฐาน และ แบบการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบเหมือนผู้ใหญ่

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

Heuristic-Systematic Model นี้แบ่งกระบวนการคิดและการเชื่อเป็น 2 ประเภทคือ

1. Heuristic คือ การคิดอย่างคร่าว ๆ และเชื่อ เช่น ครูของคุณผู้อ่านบอกให้คุณมาค้นคว้าในหัวข้อที่คุณกำลังอ่านอยู่ในตอนนี้ ปรากฎว่ามีเพียง สว อิเฎล คนเดียวเท่านั้นที่เขียน รวมถึงเว็บไซต์ของ สว อิเฎล ลงท้ายด้วย .net แสดงว่าไม่ได้เขียนเพื่อการค้า และเมื่อคุณเห็นเช่นนั้น คุณก็รีบอ่าน และเชื่อสิ่งที่ สว อิเฎล เขียน เพื่อที่จะได้นำไปอธิบายให้ครูของคุณฟัง; การเชื่อเช่นนี้ เป็นการประมวลผลคร่าว ๆ และยังไม่ทันได้คิดว่าข้อมูลที่ สว อิเฎล เขียนนั้นดูมีเหตุมีผลแล้วหรือยัง หรือ คนที่ชื่อ สว อิเฎล มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเขียนเรื่องนี้หรือไม่

2. Systematic คือ การคิดอย่างมีระบบ มีการพิจารณา หาเหตุผลประกอบว่าควรเชื่อหรือไม่ เพราะเหตุใด เช่น เมื่อคุณทราบว่า สว อิเฎล ทำอาชีพเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อยู่ในสาขาวิชาเดียวกับที่คุณกำลังเรียนอยู่ ข้อมูลนี้จะทำให้คุณเกิดความเชื่อถือมากขึ้น นอกจากนี้ เมื่อคุณไปค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมในห้องสมุด พบว่าตำราต่างประเทศเขียนคล้ายคลึงกับที่คุณเคยอ่าน และเมื่ออ่านแล้ว คุณรู้สึกว่ามีความสมเหตุสมผลกันดี การนี้แสดงว่าคุณเชื่ออย่างมีเหตุผล และคิดอย่างมีระบบ

หากวิธีการคิดและเชื่อ ทั้ง Heuristic และ Systematic เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน จะทำให้คุณเกิดความเชื่อมั่นในสิ่งที่ สว อิเฎล เขียนมากขึ้น

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

คำถาม H: จาก Heuristic-Systematic Model นักศึกษายกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง ที่เกิดขึ้นในแฟน ๆ ของภาพยนตร์เรื่องใดก็ได้ และ เพลงของวงดนตรี วงใดก็ได้ (แนะนำให้เลือกภาพยนตร์หรือวงดนตรีที่มีคนติดเป็นจำนวนมาก เช่น Twilight, Avenged Sevenfold, The Beatles, Michael Jackson, Star Wars)

คำถาม I: อ่านบทความเรื่อง The Documentary Analysis of Meta-Analysis Research in Violence of Media และ highlight ประโยคที่กล่าวถึงพฤติกรรมการเชื่อแบบ Heuristic

บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร และโมเดล
ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ
โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model
ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory
ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory
ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis
นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

4 Comments

Filed under Uncategorized

ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory

Attribution Theory แปลตรงตัวตามศัพท์ว่า ทฤษฎีการให้เหตุผล ผู้ก่อตั้งทฤษฎีนี้ คือ นาย Fritz Heider

การตัดสินใจ และการคาดเดาของคนทั่วไป มักได้รับอิทธิพลมาจาก เหตุการณ์ภายนอก, ประสบการณ์, นิสัย, จุดมุ่งหมายของแต่ละคน, ความชอบ, ที่ทำงาน หรือโรงเรียน หรือกลุ่มที่สังกัด, ความจำเป็น และ การสัญญา การตัดสินใจส่วนใหญ่ของคนมักจะตัดสินใจและคาดเดาโดยใช้อุปนิสัยของตน และเหตุการณ์ประกอบกัน

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

ตัวอย่างเช่น สว อิเฎล พบว่านักศึกษาห้องเรียน ๓ มักจะทำงานช้ากว่านักศึกษาห้องเรียน ๔ เสมอ และผลลัพธ์ออกมาคือ งานของห้องเรียน ๔ มีคุณภาพดีกว่าห้องเรียน ๓ ; อยู่มาวันหนึ่ง ห้องเรียน ๔ ทำงานได้ช้ากว่าห้องเรียน ๓ และผลงานออกมาสู้ห้องเรียน ๓ ไม่ได้ การนี้ทำให้ สว อิเฎล เชื่อว่าในคาบเรียนนั้น ห้องเรียน ๔ ไม่ตั้งใจทำงาน ทั้ง ๆ ที่ห้องเรียน ๔ ให้เหตุผลว่า งานนี้ไม่เหมาะกับพวกเขาเลยจริง ๆ และเป็นงานที่พวกเขาไม่ถนัดสุด ๆ แต่ สว อิเฎล ก็ไม่ฟัง

จากตัวอย่าง สว อิเฎล ตัดสินนักศึกษาห้อง ๔ จากอารมณ์ และความคิดของตนเอง ที่ได้มาจากประสบการณ์ที่เคยรับรู้มาจากคาบเรียนก่อน ๆ โดยไม่ทราบความจริงว่า นักเรียนห้อง ๓ อาจคุ้นเคยกับงานชิ้นดังกล่าวมากกว่าห้อง ๔ เพราะเคยเรียนมาก่อนในวิชาอื่น เป็นต้น

Stephen W. Littlejohn และ Karen A. Foss อธิบาย Attribution Theory ในหนังสือ Theories of Human Communication ไว้ว่า คนเรามักจะตำหนิคนอื่นเมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นกับพวกเขา แต่มักจะตำหนิสิ่งแวดล้อม/สถานการณ์ เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นกันตนเอง

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

คำถาม G: ตอนจบของภาพยนตร์บางเรื่อง เช่น The Mist, Saw, Drag Me to Hell ทำให้ผู้ชมหงุดหงิด เพราะอะไร ให้อธิบายเทียบกับ Attribution Theory

บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร และโมเดล
ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ
โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model
ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory
ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory
ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis
นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

1 Comment

Filed under Uncategorized

ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory

Problematic เป็นคำวิเศษขยายนามของ ปัญหา หรือ ปริศนา
Integration แปลว่าการปรับตัวเข้ากัน, การผสมกัน, การรวมกัน

ถ้าการปรับตัวหรือการทำความเข้าใจของ สว อิเฎล มีความสอดคล้องกับเรื่อง ๆ หนึ่ง เขาจะสามารถตัดสินใจได้อย่างง่ายดายว่าเขาต้องทำอะไรต่อไป แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าความเข้าใจของเขาไม่ตรงกับเรื่องที่เขาพบ เขาจะสามารถปรับตัวได้ยาก และการตัดสินใจนั้นจะเป็นปัญหาขึ้น

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

Stephen W. Littlejohn และ Karen A. Foss อธิบายถึงสิ่งที่ Babrow อธิบายไว้ว่า การแบ่งประเภทของการปรับตัวของมนุษย์มีอยู่ 2 แบบ คือ

(๑) Probabilistic Orientation คือ ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนแน่นอนหรือไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่าความเป็นไปได้นั้นมากหรือน้อย เช่น ถ้าจับคางคก คุณจะมีตุ่มใส ๆ ขึ้นตามผิวหนัง คุณอาจมั่นใจว่าตุ่มที่คุณเห็นมีสาเหตุมาจากคางคกแน่ ๆ หรือคุณอาจจะไม่มั่นใจ เพราะก่อนหน้านั้นคุณไปเดินป่ามา และอาจถูกยุงป่ากัด เป็นต้น
(๒) Evaluation of Certain Association แปลตรง ๆ ว่าการให้ค่าของความเกี่ยวเนื่องที่แน่นอน เช่น จับคางคกแล้วเป็นอันตราย ถ้าจับคางคกแล้วทุกคนจะรู้สึกแย่มาก, โรคมะเร็งสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยสมุนไพรหนุมานนั่งแท่น เป็นต้น

ถ้าสว อิเฎลทราบเช่นนี้แล้ว ทุกครั้งที่ สว อิเฎล ไปจับคางคก สว อิเฎลจะเกิดความกังวลว่าต้องมีตุ่มขึ้นแน่ ๆ การนี้ทำให้ สว อิเฎล ให้ค่าความสำคัญในเชิงลบ คือเกิดความกังวลว่าตุ่มใส ๆ จะขึ้นมาในไม่ช้าหลังจากจับคางคก

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่ใจนี้ เกิดมาจากข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ น้อย, หรือ ข้อมูลไม่แน่นอน มีคนกล่าวเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันที่มห้ผลที่แตกต่างมากมาย, เกิดความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่เชื่อและสิ่งที่ต้องการ หรือ เป้าหมายในการสร้างชิ้นงาน ดูจะเป็นไปไม่ได้ เป็นต้น

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

คำถาม E: ข้อมูลที่ได้มาจากสื่อใหม่ ทั้งเว็บไซต์ และแอพลิเคชั่นต่าง ๆ สร้าง “ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่ใจ” ได้หรือไม่ อย่างไร ให้ยกตัวอย่าง

บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร และโมเดล
ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ
โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model
ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory
ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory
ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis
นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

1 Comment

Filed under Uncategorized

ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis

จากหนังสือ Effective Crisis Communication นาย Robert R. Ulmer ได้ให้ความหมาย Uncertainty คือสิ่งที่ไม่ clear และคนต้องคาดเดาเอา ส่วนความหมายตามพจนานุกรมของ Uncertainty นี้คือ ความไม่แน่นอน ความไม่แน่ใจ ความคลุมเคลือ ตัวอย่างของ Uncertainty ที่สว อิเฎลคิดว่าทุกคนเคยประสบมาคือ เมื่อ นักเรียนกำลังจะไปดูผลสอบ ซึ่งนักเรียนจะเกิดความไม่แน่ใจว่าจะได้เกรดดีหรือไม่ อาจเกิดความกังวล และความรู้สึกไม่แน่นอนในชีวิต ในขณะที่เกิดความอยากรู้โดยเร็วที่สุด เป็นต้น

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

ในหนังสือเล่มนี้ นายโรเบิร์ตได้อธิบายถึง Uncertainty ใน Crisis กล่าวคือ Uncertainty นี้จะไม่ใช่เหตุการณ์ธรรมดาในชีวิตประจำวันเหมือนกับที่นักเรียนอยากรู้ผลสอบ แต่ Uncertainty ใน Crisis จะเป็นอะไรที่ซับซ้อนกว่า และไม่ใช่สิ่งที่เกิดในชีวิตประจำวัน นายโรเบิร์ตได้อธิบายบทเรียน 10 อย่างเกี่ยวกับ Uncertainty คือ

1. Crisis จะเกิดไว้ไวมาก และไม่มีใครคาดคิดไว้
แม้ว่าตามหลักการ ก่อนที่จะเกิด Crisis สามารถมี Sign หรือสัญลักษณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นมาเตือนก่อน เช่นความขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้เกิดความขัดแย้งระดับใหญ่ ตามหนังสือ ตัวอย่างที่แสดงคือเหตุการณ์ไฟใหม้ ที่เมื่อผู้บริหารองค์กรได้ฟังแล้ว ก็ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีใครบาดเจ็บหรือเปล่า ทั้งนี้ สว อิเฎลมีเรื่องเล่าที่ฟังมากจาก พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล คือ เรื่องของ ไอ้ปื๊ด

2. องค์กรไม่ควรแก้ปัญหา Crisis ด้วยวิธีทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
เนื่องจาก Crisis ไม่ใช่เรื่องทั่วไปที่เกิดในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการแก้ปัญหาต้องไม่ใช้วิธีการเดียวกันแน่ ๆ เช่น ข่าวในประเทศไทยที่ สว อิเฎล จำได้คือ รถไฟขบวนปฐมฤกษ์ตกราง ควรมีการแก้ไขโดยชี้แจงสาเหตุและดำเนินการซ้อมแซมให้เร็วที่สุด มิใช่การไล่คนขับรถไฟหรือเจ้าหน้าที่คนใดคนหนึ่งออกเพื่อแสดงให้เห็นว่าองค์กรมีความรับผิดชอบ

3. ข่าวเตือนภัยคือสิ่งที่ควรรู้
เมื่อรู้กระแสข่าว หรือคำทำนายสิ่งที่จะเกิดในอนาคต ควรเตรียมรับมือ มิใช่ทำเป็นไม่เชื่อ องค์กรควรหาข้อมูลและแจ้งข้อมูลให้แก้ผู้ถือหุ้นให้เข้าใจตรงกัน เช่น ข่าวที่กลุ่มเสื้อแดงบางกลุ่มแนะนำให้มีการแบ่งแยกดินแดน แม้ว่าจะยังไม่เกิดจริง แต่กองทัพไทยควรเตรียมแก้ไขปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

4. ควรเตรียมพร้อมรับมือกับ Crisis
แม้ว่าเวลาเกิด Crisis ข้อมูลที่องค์กรทราบนั้นน้อยนัก น้อยกว่าที่นักข่าวอยากรู้ แต่องค์กรควรทำให้ผู้ถือหุ้นและพนักงานสามารถให้ข่าวในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะคำถามที่นักข่าวมักจะถามบ่อย เช่น เกิดขึ้นได้อย่างไร, ใครจะรับผิดชอบ, แก้ไขอย่างไร เป็นต้น โดยปกติคนที่อยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ Crisis มากที่สุดคือพนักงาน และผู้ถือหุ้น

5. องค์กรไม่ควรสร้างความสับสนให้แก่สังคมเมื่อเกิด Crisis กับตัวเอง
เช่น เมื่อรัฐบาลกำลังจะออกกฎหมายควบคุมสินค้าบางประเภท และบริษัท A ได้รับผลกระทบ บริษัท A จึงตำหนิว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าดังกล่าว เป็นต้น

6. เตรียมตัวให้เหตุผลกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นใน Crisis โดยเชื่อมโยงกับคำพูดของตนเองก่อนหน้านี้

7. ควรแก้ Crisis ตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่าปล่อยให้บานปลาย
เช่น เมื่อรัฐบาลทราบว่ามีผู้คนจำนวนมากแย้งนโยบายจำนำข้าว รัฐบาลควรจะตรวจสอบและแก้ไขปัญหา หรือหยุดโครงการไว้ชั่วคราวก่อน มิใช่ปล่อยให้บานปลายและค่อยหาทางแก้ไขที่หลัง ซึ่งการนี้ สว อิเฎล เห็นว่ารัฐบาลถูกตำหนิจากสื่อหลายช่องทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลลัพธ์สุดท้ายที่จำต้องขายข้าวในราคาถูก, ข้าวมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน รวมถึงปัญหาเจ้าหนี้ซึ่งเป็นชาวนา

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

8. ถ้าองค์กรเชื่อว่าตนไม่ได้ผิด องค์กรควรให้เหตุผลให้ได้ว่าใครผิด อย่างไร
สมมติว่า สว อิเฎล ใช้บริการสระว่ายน้ำ A และสว อิเฎล ผิวดำขึ้นถนัดตา สว อิเฎล จึงฟ้องสระว่ายน้ำว่าใส่คลอรีนมากไปทำให้ผิวไหม้, ทำให้สระว่ายน้ำ A ต้องพิสูจน์โดยให้นักวิทยาศาสตร์ออกมายืนยันว่า คลอรีนไม่ได้ทำให้ผิวไหม้ และตนได้ใส่คลอรีนในปริมาณที่เหมาะสม แต่ผิวที่สีดำขึ้นนั้น เกิดมาจากร้านค้าที่ตั้งอยู่หน้าสระว่ายน้ำ ได้ทำหมูลมควัน ทำให้เมื่อ สว อิเฎล เดินผ่านในขณะที่ตัวเปียก และเขม่ามาจับทำให้ผิวกลายเป็นสีดำ

9. ควรมีการจำลองสถานการณ์เพื่อรับมือกับ Crisis
เช่น การซ้อมรับมือกับผู้ก่อการร้าย, การทดลองลักลอบนำข้อมูลออกจากองค์กร

10. Crisis ทำให้การมองโลกของคน และการมองขององค์กรเปลี่ยนไป
หลังจากเกิดรัฐประหาร เหตุการณ์น้ำท่วม รวมกับการประชาสัมพันธ์ที่ดีของช่อง 5 ทำให้ประชาชนชาวไทยมองว่า ทหารสามารถช่วยเหลือประเทศชาติได้ และผู้ที่เป็นฝ่ายขับไล่รัฐบาลมีความหวังว่าทหารจะช่วยเหลือพวกเขาได้อีก

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

คำถาม C: เหตุการณ์ Y2K ที่คนทั่วโลกตื่นตัวว่าเมื่อถึงปี 2000 แล้วระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ จะปั่นป่วน จัดอยู่ในข้อใด เพราะเหตุใด

คำถาม D: จากข้อ 7. และ 10. ให้อธิบายเปรียบเทียบกับการล่มสลายของ Myspace ตามบทความ “The Study of Users’ Conflict and Issues in the History of Social Networking Site: Myspace”

บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร และโมเดล
ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ
โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model
ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory
ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory
ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis
นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

2 Comments

Filed under Uncategorized

นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

นิยายเรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เป็นนิยายที่อธิบายความจริงทางนิเทศศาสตร์ ศาสตร์แห่งการสื่อสารได้ดีมาก ๆ ตอนที่ สว อิเฎล เข้าฟังบรรยาย อบรมผู้ประกาศวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง วิทยากรได้จุดประเด็นว่า คนเรามักจะพูดสิ่งที่อำนวยประโยชน์ให้แก่ตนเองเท่านั้น แม้ว่าสารนั้นจะเป็นเรื่องจริง แต่ก็มิได้นำมาพูดทั้งหมด หากแต่เลือกพูดเฉพาะบางส่วนเท่านั้น

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร นันทบุเรง ไดโนเสาร์

ไอ้ปื๊ดเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่เฝ้ารีสอร์ท ณ ขณะนั้น เจ้านายของเขาอยู่ต่างจังหวัด วันนั้นไอ้ปื๊ดโทรหาเจ้านาย โดยมีบทสนทนาดังต่อไปนี้
(สรุปจากการเทศน์ เมื่อ ก่อน 13/10/2556)

ไอ้ปื๊ด: นกแก้วตาย
เจ้านาย: ตัวไหนหล่ะ
ไอ้ปื๊ด: นกแก้วตัวที่ชนะการประกวดพูดตาย
เจ้านาย: มันไปกินอะไรถึงตาย
ไอ้ปื๊ด: มันไปกินเนื้อม้าเน่า
เจ้านาย: อ่าว! ม้าเน่ามาจากไหน
ไอ้ปื๊ด: ม้าพันธุ์แท้ตาย
เจ้านาย: มันตายอย่างไร
ไอ้ปื๊ด: ม้าหัวใจวายเพราะไปลากรถขนน้ำ
เจ้านาย: ทำไมม้าต้องไปลากรถขนน้ำ
ไอ้ปื๊ด: เพราะ รีสอร์ทไฟไหม้
เจ้านาย: มันไหม้ได้อย่างไร
ไอ้ปื๊ด: เทียนล้มใส่ม่าน
เจ้านาย: รีสอร์ทมีไฟฟ้าใช้ ทำไมต้องจุดเทียน
ไอ้ปื๊ด: ทำพิธีศพ
เจ้านาย: ศพใคร
ไอ้ปื๊ด: ศพคุณผู้หญิง
เจ้านาย: เฮ้ย ทำไมเมียของเราถึงตายได้หล่ะ
ไอ้ปื๊ด: พอดีคุณผู้หญิงมากลางดึก ผมคิดว่าโจร ผมเลยเอาไม้กอล์ฟฟาดตาย

ความโกรธสามารถเกิดและดับโดยมีความโกรธของเหตุการณ์ใหม่เข้ามาแทนที่ ณ บทเรียนนี้ สว อิเฎลสามารถอธิบายว่า มีความ Uncertainty หรือความไม่แน่ใจเกิดขึ้น เจ้านายมีความสงสัยขึ้นมาเป็นระยะ ๆ เมื่อสงสัยแล้วก็โกรธ และเมื่อโกรธก็สงสัยต่อ คือ Crisis เกิดขึ้นมาซ้อน Crisis ไปเรื่อย ๆ จนเกิดความซับซ้อน (Complexity)

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

คำถาม B: จากเรื่อง “ไอ้ปื๊ด” นักศึกษาให้นักศึกษายกตัวอย่าง โพส (Post) ใน Facebook ของทั้งฝั่งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ที่มีการรายงานความจริงเพียงบางส่วน และวิเคราะห์เปรียบเทียบกับเรื่อง “ไอ้ปื๊ด”

บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร และโมเดล
ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ
โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model
ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory
ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory
ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis
นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

1 Comment

Filed under Uncategorized

การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

Misconceptions of Crisis Communication แปลเป็นไทยอย่างตรงตัวว่า “การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต”

นาย Robert R. Ulmer และคณะ ได้แจงการเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารขณะที่เกิดความขัดแย้งเป็น 10 ข้อ ในหนังสือของเขา คือ Effective Crisis Communication ซึ่งเมื่อ สว อิเฎล ได้อ่านแล้ว อยากนำมาแบ่งปัน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร บริษัท รายการโทรทัศน์ และสื่อบันเทิงทั่วไปในประเทศไทย

การเขียนในครั้งนี้ สว อิเฎล จะขออธิบายและยกตัวอย่างที่ชาวไทยน่าจะคุ้นเคยกัน เพื่อให้พวกเราได้อ่านและเข้าใจได้ง่ายขึ้น กว่าที่จะใช้ตัวอย่างสถานการณ์ในต่างประเทศตามตำราต้นฉบับ

ก่อนอื่นต้องแนะนำก่อนว่า Crisis หมายความว่าอะไร ความหมายทั่วไปของ Crisis คือวิกฤต หรือความขัดแย้ง เมื่อ ตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไปมีทิศทางทางความคิด หรือการปฏิบัติมุ่งไปคนละทิศทาง โดยความคิดและการปฏิบัติขัดนั้น ๆ ทำให้อีกฝ่ายเสียประโยชน์หรือเกิดความไม่พอใจ

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

การเข้าใจผิดเกี่ยวกับความขัดแย้ง 10 ข้อนี้ได้แก่

1. Crisis สามารถสร้างชื่อเสียง ภาพลักษณ์ให้องค์กรได้
การเกิด Crisis ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปต้องการให้มี และถ้าเกิดขึ้นเมื่อไร เป้าหมายที่องค์กรควรทำคือ นำองค์กรเข้าสู่สภาวะปกติให้ได้ ในทางกลับกัน บางองค์กรเห็นว่าตนสามารถใช้ Crisis ในการสร้างชื่อเสียงได้ และจากที่ สว อิเฎลได้เข้าฟังการอบรมผู้ประกาศวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งวิทยากรได้นำตัวอย่างรายการโทรทัศน์ที่อาจจะใช้ Crisis ในการสร้างชื่อเสียงหรือสร้างกระแสมาใช้ชม เราชาวไทยคงทราบกันดี ถึง รายการที่ผู้หญิงใช้หน้าอกวาดภาพ และ ที่มีเด็กผู้ชายซึ่งมีสภาพจิตไม่ปกติร้องเพลงเปาบุ้นจิ้น

2. Crisis ไม่มีข้อดีอยู่เลย
แม้ว่าจะไม่มีคนปกติคนไหนต้องการให้เกิด Crisis กับองค์กรของตน แต่เมื่อเกิด Crisis ขึ้นแล้ว ก็จงแก้ไขมัน หรือใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส เช่น แสดงความสามารถในการแก้ปัญหาให้ผู้ที่จับตามองไว้วางใจบริษัท ผู้ที่จับตามองนี้สามารถหมายถึง ลูกค้า ผู้ใช้บริการ ตลอดจนผู้ถือหุ้น โดยส่วนตัวของ สว อิเฎลเอง เคยเป็นศิษย์วัดญาณเวศกวัน และได้อ่านหนังสือที่พระพรหมคุณาภรณ์ ได้เขียนไว้ กล่าวคือ อย่ามองว่าการมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับพระสงฆ์ จะเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไป เพราะเมื่อมีข่าวไม่ดีออกมาตามสื่อต่าง ๆ แล้ว ก็จะมีวิธีการดำเนินการแก้ไขตามมา แต่ในทางกลับกัน ถ้าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น แต่ไม่มีสื่อนำไปเผยแพร่ เรื่องไม่ดีก็จะไม่ได้รับการแก้ไข

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

3. ควรหาตัวคนผิดและคนรับผิดชอบ
นิสัยคนทั่วไป เมื่อเกิด Crisis ขึ้นก็จะมองหาว่าใครเป็นคนทำ และเจ้าคนทำควรจะรับผิดชอบ แต่จริง ๆ แล้ว สิ่งที่ควรทำหลังจากเกิด Crisis คือ หาทางแก้ไขโดยเร็วที่สุด โดยเริ่มมองจากความจริงที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาโจรภาคใต้ หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าใครอยู่เบื้องหลัง และมันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ความเป็นจริงคือ มีคนตาย และคนตายคือผู้บริสุทธิ์, อีกหนึ่งตัวอย่างที่ สว อิเฎล คิดต่างจากคนเล่า Social Network: Facebook คือ เหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ที่คนใน Social Network หรือสังคม online มักจะโยนความผิดไปมาให้กับฝ่ายที่ตนไม่ชอบ บ้างว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลชุดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บ้างว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ความเป็นจริงที่ทราบกันโดยไม่ต้องถกเถียงคือ รัฐบาลทราบว่าเวลานั้นต้องปล่อยน้ำ และน้ำจะท่วมแน่ ๆ เมื่อ Crisis เกิดขึ้นแล้วก็ไม่ควรให้เหตุการณ์บานปลายโดยปล่อยให้ท่วมกรุงเทพและเขตอุตสาหกรรม

4. องค์กรพยายามใช้สารที่เอาใจผู้ถือหุ้น
เมื่อเกิด Crisis ขึ้น องค์กรมักใช้สารที่เอาใจผู้ถือหุ้น และลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์ หรือการทำจดหมาย ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ควรใช้ข้อความหรือพูดถึงสิ่งที่ผู้ถือหุ้นและลูกค้าสนใจ หรือต้องการทราบมากกว่า

5. การมีกฎองค์กรที่แน่นอน จะลดการเกิด Crisis
การมีกฎที่แน่นอนอาจจริงในบางกรณี แต่การที่กฎเกณฑ์สามารถยืดหยุ่นได้ จะทำให้เมื่อเกิด Crisis แล้ว สามารถแก้ไข Crisis ได้เร็วยิ่งขึ้น เหตุการณ์นี้ เห็นได้ชัดจากระบบราชการที่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งเมื่อสถานที่ทำการถูกประชาชนยืดไว้ การทำงานและออกเอกสารราชการต่าง ๆ ล้วนแต่ทำได้ช้าลง, ส่วนอีกเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันคือการล่มสถายของกล้อมฟิลม์ยุคเก่าของ Codak

6. การเตรียมรับมือกับ Crisis เป็นการเตรียมการที่ดีที่สุด
แม้ว่าการเตรียมรับมือกับ Crisis เป็นการเตรียมการที่ดีที่สุดก็ตาม แต่สิ่งที่ดีกว่านั้นคือ การป้องกันไม่ให้เกิด Crisis อย่างที่พวกเราเคยชินกับการซ้อมหนีไฟของบริษัท หรือมหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่ดีกว่าการเตรียมพร้อมนั้น คือ การป้องกันไม่ให้เกิด Crisis ในตัวอย่างนี้คือ มหาวิทยาลัยควรเข้มงวดกับการห้ามปรามมิให้นักศึกษาสูบบุหรี่ในอาคารเรียน มิใช่มีเพียงป้าย ว่าปรับเงิน หรือปรับตกทุกวิชา แต่ต้องมีการดำเนินการจริง

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

7. อย่าทำเป็นสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ถือหุ้นและประชาชนมากเกินไป
เมื่อเกิด Crisis องค์กรมักจะกลัวว่าผู้ถือหุ้นจะทิ้งหุ้นของตนเอง และหนีไปลงทุนในบริษัทอื่น ดังนั้นองค์กรจึงจะพูดเพื่อให้ผู้ถือหุ้นเกิดความมั่นใจ ซึ่งบางครั้งการกระทำให้ผู้ถือหุ้น-ลูกค้า-ประชาชนเกิดความมั่นใจมากเกินไป อาจทำให้คนสงสัย หรือถ้าพวกเขาเชื่อมั่นและเกิดอะไรไม่ดีตามมาภายหลัง องค์กรจะยิ่งเสียภาพลักษณ์ ในข้อนี้ สว อิเฎลขอยกตัวอย่างเหตุการณ์น้ำมันรั่วของบริษัท ปตท. ซึ่งหลังจากน้ำมันรั่วไม่ถึงปี นักวิจัยได้พิสูจน์ว่าการทำความสำอาจและสิ่งแวดล้อมปลอดภัยแล้ว ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์น้ำมันรั่วที่อื่น ๆ ของโลก ใช้เวลากว่า 15-20 ปี กว่าอาหารที่ได้จากการประมงค์จะปลอดภัยจากสารพิษ (ข่าวจากหนังสือพิมพ์ Post Today วันที่ 7 มีนาคม 2557)

8. อย่าปิดกั้น หรือไม่ให้ข้อมูลกับสื่อ
เมื่อมีนักข่าวมาสัมภาษณ์เมื่อองค์กรเกิด Crisis อย่าเอาแต่หลบนักข่าว หรือไม่ให้สัมภาษณ์ เพราะการไม่ใช้สัมภาษณ์ หรือที่เรียกว่า “stonewall” กำแพงหินนี้ จะยิ่งทำให้สาธารณะชนคาดเดาเหตุณ์การไปต่าง ๆ นานา และส่วนใหญ่จะเป็นแง่ร้าย ทางที่ดีองค์กรควรออกมาพูดในสิ่งที่ตนเองรู้ และยอมรับว่าตนไม่รู้อะไร และจะขวนขวายหาข้อมูลที่ไม่รู้เพิ่มเติม

9. องค์กรพยายามรักษาภาพลักษณ์
เมื่อ Crisis เกิดขึ้น องค์กรมักจะพยายามรักษาภาพลักษณ์ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงภาพลักษณ์ ณ เวลานั้น ไม่ค่อยมีให้รักษา ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ ควรแสดงความรับผิดชอบ และแก้ไขปัญหา และเรียนรู้ให้มากที่สุดเกี่ยวกับ Crisis นั้น ๆ

10. การเฉไฉให้ดูดี
การโกหกเฉไฉให้องค์กรดูดี จะยิ่งมีผลเสียถ้าสาธารณะชนหรือผู้ถือหุ้นทราบความจริง เช่น การทำความสะอาดชายทะเลหลังจากที่ ปตท. ทำน้ำมันรั่ว แม้ว่าสื่อเคยออกข่าวไปแล้วว่าทะเลบริเวณดังกล่าวได้รับการทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว แต่ข่าวที่ตามมาคือ ยังมีคราบน้ำมันถูกพัดไปยังชายหาดอื่น

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

คำถาม A: จากที่นักศึกษาใช้ Social Networking Sites / Applications / Electronic Devices
(๑) นักศึกษาพบว่าองค์กรใดบ้างใช้เครื่องมือเหล่านี้แก้ปัญหาความขัดแย้ง/วิกฤต ด้วยความเข้าใจผิดเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องวิกฤต
(๒) จากข้อ (๑) ความเข้าใจผิดดังกล่าว ตรงกับข้อใดบ้าง จากความเข้าใจผิด ๑๐ ข้อในข้างต้น

บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร และโมเดล
ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ
โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model
ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory
ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory
ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis
นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

2 Comments

Filed under Uncategorized

D.I.Y. การพับดอกกุหลาบด้วยแบงค์

วัสดุอุปกรณ์

1. แบงค์จริง หรือแบงค์กาโม่ – 8 ใบ เช่น
– แบงค์ 20, 50, 100, 1000 อย่างละ 2 ใบ

2. ก้านดอกพร้อมกระดาษพันก้านสีเขียว – ปัจจุบันมีขายก้านพันกระดาษสำเร็จ
3. กลีบดอก – 7 ใบ
4. เทปกาว 2 หน้า
5. กาว – ลาเท็กซ์ หรือปืนกาว

วิธีทำก้าน

เตรียมก้านดอก กลีบเลี้ยง 4 ใบไว้ที่ยอด พันด้วยกระดาษพันก้าน ไล่ลงมาประมาณ 2-3 นิ้วตามใจชอบ พันกลีบติดกับก้านอีก 3 ใบ

วิธีทำดอก

1. เตรียมกลีบดอกทีละคู่ โดยเริ่มจากแบงค์ 20 แบงค์ 50 แบงค์ 100 และแบงค์ 1000
2. ให้ม้วนมุมแบงค์ที่จะทำเป็นกลีบดอกทุกใบ ไปทางลายแบงค์ด้านนอก
3. พับแบงค์ครึ่ง 1 ครั้ง เข้าด้านใน ตอนนี้จะได้แบงค์ 4 เหลี่ยมจัตุรัส

4. คลี่ออก เห็นรอยแบ่งครึ่งของแบงค์ ให้พับริมแบงค์ทั้งด้านซ้ายขวาเข้าด้านในหาเส้นแบ่งครึ่ง ตอนนี้จะได้มุม 3 เหลี่ยม

5. พับมุม 3 เหลี่ยมกลับไปอีกด้าน หรือไปทางด้านหน้าแบงค์นั่นเอง ประมาณ 1/2 นิ้ว

6. ทำเช่นนี้ทั้ง 2 ด้าน สำหรับแบงค์ 20 แล้วนำมาวางซ้อนประกบกันให้ชิด เพื่อทำเป็นเกสร ไม่ให้เห็นช่องว่างตรงกลาง
7. ตอนนี้จะได้กลีบเสร็จไป 1 คู่ ให้นำเทปกาว 2 หน้าแปะติดไว้ที่ก้นดอก เพื่อติดกับกลีบดอกกุหลาบคู่ต่อไปในขั้นตอนเข้าดอกหรือติดบนแบงค์ 50 แบงค์ 50 อยู่บนแบงค์ 100 และแบงค์ 100 อยู่บนแบงค์ 1000

8. ทำเช่นนี้อีก 3 ครั้งสำหรับแบงค์ 50, 100, และแบงค์ 1000
9. ตอนนี้จะได้ดอกกุหลาบ และก้านที่เตรียมไว้ นำมาติดกันด้วยปืนกาว หรือกาวลาเท็ก หรือ เทป 2 หน้า (ไม่ค่อยทน)

เป็นไงจ๊ะ D.I. Y. พับกุหลาบด้วยแบงค์ไม่ยากเลย 1 ดอกใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที แต่มีขั้นตอนที่สำหรับบางคนอาจเป็นรู้สึกยากคือช่วงการเข้าดอกเพราะต้องการดอกตูม แต่พอเข้าดอกจริงอาจบาน มีเทคนิคคือ

– การพับมุม 3 เหลี่ยม ให้ริมดอกเกยซ้อนกัน แต่
– ต้องระวังการเกยกัน ต้องให้สลับกัน

คราวหน้าจะหา D.I.Y. มาฝากใหม่นะจ๊ะ อ้อ ถ้าหาแบงค์ไม่ได้ จะใช้กระดาษหนังสือนิตยสารสวย ๆ ก็ได้นะ แทบไม่มีต้นทุนด้วยจ้า

Leave a comment

Filed under Uncategorized