D.I.Y. Do It Yourself – Homemade Lotus Candle

D.I.Y.เทียนดอกบัว

วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 13-14 กันยายน 2557 รตจิตรไปร่วมปฏิบัติธรรมกับสมาชิก H&H ในโครงการ I Love ธรรมะ ณ มูลนิธิเสริมน้ำใจให้สังคม ฉะเชิงเทรา ซึ่งสนับสนุนโดย I.C.C. International PCL. รตจิตรขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยที่ให้อะไรดี ๆ ตอบแทนกลับให้แก่สังคมนะคะ
ช่วงเบรกมีการสอนทำเทียนดอกบัวโดยครูรุจน์ รตจิตรเลยอยากเอาวิธีทำมาฝากเพื่อน ๆ อย่างย่อ ๆ

ครูรุจน์ทำเทียนดอกบัว

วัสดุที่ใช้ในการทำเทียนดอกบัว

พาราฟิน, Wax: ไว้ผสมทำเทียน
หม้อหุงข้าวไฟฟ้า หรือหม้อตุ๋น 2 ชั้น: เพื่ออุ่นให้กลีบบัวอ่อนตัวก่อนพิมพ์ลาย
ถาดอลูมิเนียมพื้นเรียบ: เพื่อไว้เทเทียน เพื่อทำกลีบดอกบัว จาก block กลีบดอกไม้
เตาไฟฟ้า: เพื่อไว้ต้มพาราฟิน ใช้ในการติดกลีบดอกบัวแต่ละกลีบ
ไส้เทียน 6 ซม.: เพื่อไว้เสียบตรงกลางเกสร
แม่พิมพ์: เพื่อพิมพ์กลีบให้กลีบดอกบัวเกิดลาย โดยแบ่งเป็น
ชั้นที่ 1 กลีบดอกบัว สีชมพู 6 กลีบ รอบ ๆ เกสรสีเหลือง แม่พิมพ์ กลีบจะเล็กกว่าทุกชั้น
ชั้นที่ 2, 3 กลีบดอกบัว สีชมพูชั้นละ 5 กลีบ วางกลีบให้สับหว่างกัน
ชั้นที่ 4, 5 กลีบดอกบัว สีชมพูชั้นละ 6 กลีบ แต่ทำที่ถ้วยพร้อมกับกลีบเลี้ยง
ชั้นที่ 6 กลีบเลี้ยงดอกบัว สีเขียว 4 กลีบ
หัวแร้ง: เพื่อเชื่อมกลีบดอกบัวแต่ละกลีบหลังจากแตะกลีบติดกันแล้ว ให้กลีบดอกติดกันเรียบ และติดแน่นขึ้น
ถาดน้ำเย็น: เพื่อถอดกลีบที่ทำติดถ้วยชั้นที่ 4, 5, 6 ออกจากถ้วย
ไดเป่าผม: เพื่อเป่าเทียนดอกบัวให้อ่อนลง สำหรับดัดกลีบให้สวยงามตามต้องการตอนเทียนอ่อน
ถ้วยโยเกิร์ต หรือถ้วยไอศกรีมทรงเตี้ยก็ได้: เพื่อใช้เป็นฐานทำกลีบ 3 ชั้นนอก
พาน: เพื่อใช้เป็นฐานเทียนดอกบัวที่สำเร็จแล้ว
กล่องใส่: เพื่อเก็บเทียนดอกบัว ไว้บูชาพระ หรือโชว์ หรือ เป็นของขวัญให้ผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นต้น

เตรียมกลีบเทียนดอกบัว

วิธีทำ

1. เตรียมเกสร

เกสร สีเหลือง ซึ่งทำเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า และตัดเป็นปลายแหลมฟันปลาให้เป็นเกสร

2. เตรียมกลีบดอกบัว

อุ่นน้ำเทียนให้ร้อน

กลีบดอกบัวสามารถเตรียมให้พร้อมตั้งแต่ต้น โดยต้มพาราฟินผสม wax เทบนถาดเรียบสัก ½ ซ.ม. แล้วเอา block กลีบกดลงไปได้แต่ละกลีบตามต้องการ
ชั้นที่ 1 กลีบดอกบัวรอบ ๆ เกสรบนแม่พิมพ์ที่เล็กกว่ากลีบดอกบัวชั้นอื่น ๆ 6 กลีบ
ชั้นที่ 2-5 กลีบดอกบัวชั้นอื่น ๆ 5 กลีบ X 4 ชั้น = 20 กลีบ
ชั้นที่ 6 กลีบเลี้ยงดอกบัว 4 กลีบ

3. พิมพ์ลายกลีบดอกบัว

แม่พิมพ์ลายกลีบดอกบัว

กลีบดอกบัวที่ได้นำไปแช่ในน้ำอุ่นที่ต้มไว้ เพื่อให้กลีบเทียนที่แข่งอ่อนตัวลง แล้วกดทับบนลายแม่พิมพ์ เพื่อให้กลีบดอกบัวเกิดลาย โดยแบ่งเป็น
ชั้นที่ 1 กลีบดอกบัว สีชมพู 6 กลีบ รอบ ๆ เกสรสีเหลือง แม่พิมพ์ กลีบจะเล็กกว่าทุกชั้น
ชั้นที่ 2, 3 กลีบดอกบัว สีชมพูชั้นละ 5 กลีบ วางกลีบให้สับหว่างกัน
จากรูปเป็นเทียนดอกบัว 2 ชั้นที่แล้วเสร็จ และกำลังจะขึ้นชั้นกลีบที่ 3 แล้วจ้า

D.I.Y.Candle

ชั้นที่ 4 กลีบดอกบัว สีชมพูเข้ม 6 กลีบ แต่ทำที่ถ้วยพร้อมกับกลีบเลี้ยง
ชั้นที่ 5 กลีบดอกบัว สีแดง 6 กลีบ ทำที่ถ้วยเป็นชั้นที่ติดกับกลีบเลี้ยง
ชั้นที่ 6 กลีบเลี้ยงดอกบัว สีเขียว 4 กลีบ

4. การประกอบเทียนดอกบัว 3 ชั้นแรก

หัวแร้งให้กลีบติดกัน

3 ชั้นแรกให้ทำกลีบดอกบัวติดโคนเกสร ซึ่งต่างจากการทำ 3 ชั้นนอก ดังนี้
นำกลีบดอกบัว 6 กลีบมาแตะรอบฐานเกสรสีเหลืองที่เตรียมไว้แล้ว โดยแตะโคนกลีบดอกบัวกับน้ำเทียนร้อน ๆ ที่เตรียมไว้ให้แต่ละชั้นสลับสับหว่างเท่า ๆ กัน รวมทั้งสิ้น 3 ชั้น
แต่ละชั้นให้ใช้หัวแร้งที่เสียบปลั๊กให้ร้อนแล้ว แตะตรงโคนกลีบเทียนละลายติดกับตัวดอก

D.I.Y.LotusCandle
ตอนนี้รตจิตรได้เทียนดอกบัวที่เสร็จไปแล้วประมาณ 50 % คือเกสร และ กลีบดอกบัว 3 ชั้นในตามรูปนะจ๊ะ

5. การประกอบเทียนดอกบัว 3 ชั้นนอก

มาถึงตอนนี้รตจิตรคิดว่าเพื่อน ๆ คงมีแรงที่จะทำต่อไปเพราะอยากให้เสร็จ อยากให้เห็นเทียนดอกบัวที่สมบูรณ์แบบ เพราะแค่ 3 ชั้นยังรู้สึกสวยงามขนาดนี้
คนสอนถามพวกเราว่า พวกเราจะเอาไปใช้จุดเทียนมั้ย ไม่มีใครยอมจุด ต่างอยากเก็บไว้โชว์ แต่ครูที่สอนบอกว่า เมื่อก่อนเขาก็ไม่จุด แต่ตอนนี้จุดหมด ถามพวกเราว่าจะเอาไว้โชว์แต่บ้านมืด ๆ เพราะไฟดับ หรือต้องการให้สว่าง
สำหรับรตจิตร ยังไง ๆ ก็ไว้บูชาพระ เพราะได้เห็นอยู่นาน ได้บูชาพระพุทธรูปด้วย เรามีอย่างอื่นทดแทนงานฝีมือสวยงามขนาดนี้ เช่น เทียนอย่างอื่นมีอีกตั้งหลายเล่ม ไฟฉาย ไฟจากมือถือ เป็นต้น

50%HomemadeCandle

3 ชั้นที่ว่าในขั้นตอนนี้ประกอบด้วย กลีบเลี้ยง 4 กลีบเป็นชั้นนอกสุด และกลีบดอกบัวชั้นนอกอีก 2 ชั้นที่ติดกับกลีบเลี้ยง โดยการเริ่มจากชั้นที่ 4 ไปชั้นที่ 5 แล้วจึงเป็นชั้นกลีบเลี้ยง ซึ่งจะอยู่บนสุด ดังนี้

นำกลีบดอกบัว สีชมพูเข้ม จุ่มโคนกลีบกับน้ำเทียนร้อน และแตะบนก้นถ้วยไอศกรีม ให้กลีบห้อยลงด้านล่าง และให้กลีบแต่ละกลีบซ้อนกันเล็กน้อย จนครบ 5 กลีบ เป็นอันว่าเสร็จชั้นที่ 4
จากนั้นนำกลีบดอกบัวสีแดง ทำเช่นเดียวกัน สับหว่างกับชั้นที่ 4 เป็นอันเสร็จ ชั้นที่ 5 และ
ตามด้วยการนำกลีบเลี้ยงสีเขียว 4 กลีบ มาวางสับหว่างกลีบแรก อีก 3 กลีบพยายามให้สับหว่าง กะระยะให้สวยงาม

เพื่อให้ติดเป็นเนื้อเดียวกัน ให้ใช้หัวแร้งที่ร้อนมาแตะกลีบแต่ละกลีบเบา ๆ เนื้อเทียนจะหลอมละลายติดกันเอง จากนั้นก็เป็นขั้นตอนแกะกลีบชั้นนอกทั้ง 3 ชั้นออกจากถ้วยโดยนำถ้วยไปแกว่งกับน้ำเย็น กลีบดอกบัวชั้นนอกทั้ง 3 ชั้นจะหลุดออกจากถ้วยที่รตจิตรใช้เป็นฐานรองในการทำ ถ้าหลุดยาก ให้ใช้มีดแซะเบา ๆ ก็ช่วยได้จ้า

6. การประกอบดอก 3 ชั้นในและ 3 ชั้นนอก

ตอนนี้รตจิตรก็ได้ D.I.Y. เทียนดอกบัว 3 ชั้นใน และ 3 ชั้นนอกที่แล้วเสร็จ ก็ถึงขั้นตอนประกอบให้อยู่ด้วยกัน ก่อนอื่นควรตัดก้นหรือฐานดอกบัวให้เรียบก่อน โดยนำก้นดอกบัว 3 ชั้นในจุ่มลงในน้ำเทียนที่ร้อน แล้วใช้มีดปาดให้ตรง หรือถ้าของใครตรงสวยงามอยู่แล้วตั้งแต่ต้น ขั้นตอนนี้ก็ไม่จำเป็น

เผอิญ เทียนดอกบัวของรตจิตร ตอนที่ติดกลีบดอกบัวแต่ละกลีบ ค่อนข้างติดตรง ไม่สูงเลยฐานเกสร ไม่ต่ำกว่าฐานเกสรจนเกินไป สวยอยู่แล้ว เลยข้ามขั้นตอนนี้ได้จ้า ไปขั้นตอนต่อไปโดยตักน้ำเทียนที่ร้อนใส่ในถ้วยแจกันที่เตรียมไว้สำหรับเป็นฐานตั้งเทียนดอกบัว

แล้วนำกลีบดอกบัว 3 ชั้นนอกที่แล้วเสร็จ กดจุ่มลงไปบนพานที่มีน้ำเทียนอยู่ จากนั้นจึงนำกลีบดอกบัว 3 ชั้นในกดลงไป ข้อควรระวังในขั้นตอนนี้คือ ต้องไม่ให้เอียง ต้องให้สับหว่างอย่างสวยงาม

7. ขั้นตอนสุดท้ายในการดัดกลีบดอกบัวให้สวยงาม

ขั้นตอนนี้สำคัญไม่น้อย เพราะเทียนดอกบัวจะสวยไม่สวย อยู่ที่การแต่ง การดัดกลีบ ปักกลีบให้สวงามตามมือของเราจริง ๆ โดยการใช้ไดร์เป่าผม เป่าดอกบัวเทียนจนกลีบอ่อน แล้วให้รีบดัดกลีบตามต้องการ รอแห้ง แข็งตัวดี จึงนำไปใส่กล่องพลาสติกใสที่เตรียมไว้
บางคนอาจใช้เทปกาว 2 หน้าติดฐานพานกับกล่อง บางคนอาจนำฐานพานไปแตะน้ำเยนร้อน แล้วมาแตะติดกับกล่องที่จะใส่เทียนดอกบัว แต่กรณีหลังจะติดแน่น ถ้าเป็นพานพลาสติก กับกล่องพลาสติกนะจ๊ะ

Leave a comment

Filed under Uncategorized

สาเหตุที่คนอเมริกา เกลียดคนแคนาดา

แคนาดา canada vancouver airport

เป็นประติมากรรมที่สนามบิน แวนคูเวอร์ เมืองนี้น่าเที่ยวครับ

มาเข้าเรื่องกัน คือถัาใครดูหนัง จะพบว่าคนอเมริกาชอบเหน็บแนมคนแคนาดา
สาเหตุคือ
1. คนส่วนใหญ่ตายเพราะโดยหมีกำจัด
2. นับถือราชินี ของประเทศอื่น คือ ราชินี อลิซาเบธของอังกฤษ
3. พื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศ ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ (แต่จริง ๆ อิเฎล ว่าดี เพราะอนุรักษ์ธรรมชาติ)
4. ไม่เคยมีฤดูร้อน
5. เกลียด Justin Beaver เอ้ย bieber

Leave a comment

Filed under Uncategorized

มอญในเมืองลิเวอร์พูล Mon in Liverpool

liverpool football soccer club

เดิมทีชาวมอญเป็นพ่อค้าแม่ค้า เดินเรือค้าขายกับชาวตะวันตก ทั้งหงสาวดี และเมาะตะมะ เป็นเมืองท่าสำคัญ สินค้าส่งออกมีทั้งเครื่องปั้นดินเผา เครื่องเงิน เครื่องเทศ และตั้งเมืองท่าที่สหราชอาณาจักร ชื่อว่า เมืองลิเวอร์พูล มีสัญลักษณ์เป็นหงส์ แต่เป็นหงส์ที่ผอมกว่าหงส์มอญ เพราะอยู่ไกลเมืองหลวง ซึ่งคือ หงสาวดี

หลังจากเมืองมอญถูกพม่ายึดครองเป็นเวลานาน ทำให้ชาวมอญที่สหราชอาณาจักรเกิดความแค้น จึงได้มายึดพม่าเป็นเมืองขึ้นทั้งประเทศ ตามที่เราทราบกันว่าพม่าเคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ แต่ที่จริงแล้ว พวกเขาเป็นชาวมอญ ที่อยู่ในอังกฤษเป็นเวลานาน

เรื่องนี้แต่งโดย สว อิเฎล และไม่ใช่เรื่องจริง ถ้าจะเอาไปโพสที่อื่น ก็คอมเมนต์บอก และอ้างอิง ชื่อ สว อิเฎล ด้วยนะจ๊ะ

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วิธีเดินทางไป Central Plaza Salaya (เซ็นทรัล พลาซ่า ศาลายา)

เดินทางด้วยรถส่วนบุคคล ในช่วงสัปดาห์แรก หรือเดือนแรก คงจะติดขัดมาก เพื่อนไปมา วนรถ ไม่ได้เข้า ดังนั้น เราต้องพึ่ง Public Transportation หรือ รถเมล์ รถประจำทาง

1. จากเซ็นทรัลปิ่นเกล้า มีรถตู้ สามารถนั่งคันเดียวกับที่ไป ม. ศิลปากร นครปฐม
2. จากเซ็นทรัลปิ่นเกล้า หรือ พาต้า มีรถเมล์ รถพัดลม 124 วิ่งจากสนามหลวงไป ม. มหิดล ศาลายา และต่อรถนครปฐม ราคา 10 บ้านถึงเซ็นทรัลศาลายา
3. จากกองสลาก- เซ็นทรัลปิ่นเกล้า -หรือ พาต้า มีรถเมล์แอร์ 556 ไปถึงวัดไร่ขิง ขับผ่านหน้าห้าง
4. จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูม ราชภัฏสวนสุนันทา ตั้งฮั่วเส็ง สามารถใช้รถสาย 515 นั่งตรงไป ม. มหิดล ศาลายา ละต่อรถนครปฐม ราคา 10 บ้านถึงเซ็นทรัลศาลายา

โชคดีนะจ๊ะ
สว อิเฎล

วิธีเดินทางไป เซ็นทรัล ศาลายา

วิธีเดินทางไป เซ็นทรัล พลาซ่า ศาลายา

วิธีเดินทางไป Central Plaza Salaya

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Do it yourself: Mosaic Art ศิลปะโมเสก

Do it yourself: Mosaic Art

การทำโมเสกอาร์ท

วันเสาร์ที่ 9 ส.ค. 2557 รตจิตรได้ไปเรียนการทำ Mosaic กับ อ. ติ๊ก ( Tik ky ) ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน แต่เนื่องจากเวลาจำกัด การติด Mosaic จึงไม่เป็นแนวที่สวยงามเท่าที่ควร ถ้าเพื่อน ๆ มีเวลาพอ ขอให้ติดเรียงเป็นแนว จะได้ Mosaic ที่สวยงาม ลองดูกันนะจ๊ะ

วัสดุในการทำ Mosaic Art

1. วัสดุ :
– กระดาษแข็ง หรือ Future Board หรือ กระดาน หรือ กล่องไม้ หรือแผ่น Acrylic (too expensive)
– Mosaic หลากสี
– วัสดุอื่น เช่น แหนบ, ดินสอ, เทปกาว 2 หน้า, มีด และ Sobo Glue
======

วาดลายทำ Mosaic Art

2. วิธีทำ :
– ตัดกระดาษแข็งขนาด 5X5 นิ้ว
– วาดลายที่ต้องการด้วยดินสอ
– ใช้เทปกาว 2 หน้าติดแปะบนลายเต็มพื้นที่กระดาษแข็ง
– เริ่มติด Mosaic ตามลาย ตามสี
– ใช้ Sobo Glue ทาอาบบน Mosaic ที่แล้วเสร็จ
============

ติดกาว 2 หน้าทำ Mosaic Art

3. เทคนิค
– การติดกาว 2 หน้าควรติด 2 ชั้นเพราะชั้นแรกป้องกันผิวกระดาษที่อาจไม่เรียบ และเพื่อให้การติด Mosaic แน่นขึ้น
– การติด Mosaic ด้วยแหนบ หรือมือเปล่าก็ได้ แต่ควรติดเรียงกันเพื่อความสวยงาม
– ส่วนที่เป็นมุมแหลม ให้ใช้คีมตัด Mosaic เพื่อให้ได้แผ่น Mosaic เป็นสามเหลี่ยม
– ขั้นตอนสุดท้ายอาจจะทำหรือไม่ก็ได้ คือการใช้ Sobo Glue เพื่อให้ Mosaic ติดทนทานขึ้น และเพื่อให้ Mosaic ดูเงาขึ้น
======

การติดกระเบื้องโมเสก

หมายเหตุ :
– แนวการติด ควรเป็นแนวเรียงกันอย่างมีระเบียบ
– บางครั้งอาจเรียงเป็นเส้นโค้งเข้าหากัน เช่นกลีบดอก บางครั้งอาจเรียงเป็นเส้นโค้ง แต่ควรเรียงให้เป็นระเบียบเพื่อความสวยงามในแนว Mosaic Art

Leave a comment

Filed under Uncategorized

น้องก้อย (รุ่งระวี ขุระสะ) เธอคือสตรีที่ได้ต่อสู้เพื่อสิทธิ์แล้ว

นานมาแล้ว เราเคยกล่าวถึงสงครามครั้นเสียพระศรีสุริโยทัย จำได้หรือไม่ว่า พระมหาธรรมราชา กับพระราเมศวรถูกตะเบงชะเวตี้จับไว้ และแลกกับช้างเผือก ๒ เชือก สิ่งนี้คือสิ่งที่ชาวไทย เรียกว่า การแพ้สงครามของตะเบงชะเวตี้ แต่สำหรับเราแล้ว ชาวสยามไม่ควรจะเสียอะไรไปมากกว่าเสียพระศรีสุริโยทัย และนี่คือความเมตตาของสุภาพบุรุษของเรา เราอยากเห็นสตรีที่ต่อสู้เพื่อนำมาซึ่งสิทธิที่เท่าเทียมชายนั้น ได้สมความปรารถนา เราอยากเห็นสังคมที่ให้เกียรติสตรีดั่งในสงครามครั้งนั้น

ในขณะที่ปัจจุบัน เราเห็นผู้หญิงจำนวนมาก ต่อสู้เพื่อความเท่าเทียม อีกมุมหนึ่งเราก็เห็นความไม่เท่าเทียมที่ยังหลงเหลืออยู่คณานับ วันนี้เราจึงขออนุญาตเพื่อน ๆ พูดถึงกรณี น้องก้อย (รุ่งระวี ขุระสะ) กับ โคชเช

Untitled

เธอเป็นผู้ที่เดินตามเส้นทางแห่งความฝัน เธอคือสตรีที่ถูกผู้ชายที่มีอำนาจเหนือกว่า กดขี่ และทำร้ายเธอ เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ชายเกาหลี ซึ่งในสังคมผู้ชายมีความเป็นใหญ่ แต่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสำหรับสังคมไทย เรารู้สึกแปลกใจมากที่ชาวไทยรุมประนามเด็กผู้หญิงไทย ที่ไม่มีสิทธิ์ต่อกรกับอำนาจ เธอต้องกลายเป็นผู้แพ้ และผู้แพ้ต้องหนีความอัปยศ ผู้ชนะเท่านั้นคือผู้เขียนประวัติศาสตร์ และผู้กำหนดชะตากรรมของผู้แพ้ เธอคนนี้ต้องขอโทษผู้ที่ทำร้ายเธอ เธอขอโทษเขาต่อหน้าสื่อมวลชน เพียงเพื่อความหวังที่จะสานต่อความฝันของเธอ ทั้ง ๆ ที่เราไม่สามารถรู้ข้อเท็จจริงเลยว่าสิ่งที่โคชกล่าวหาเธอนั้น เป็นเรื่องจริงหรือไม่

ณ เวลานี้ ความฝันนั้นอาจไม่มีโอกาสเกิดขึ้นจริง แต่อย่างน้อย ในฐานะสตรีคนหนึ่ง เธอได้พูด และเธอไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ได้แก้ตัวโดยใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นเพื่อให้สิ่งที่ตนกระทำผิดกลายเป็นเรื่องถูก

วันนั้นที่เราได้อ่านหนังสือพิมพ์ ข่าวการลาออกของเธอ แม้ว่ามันดูเป็นการหนี แต่เธอมิได้หนีอย่างไร้จุดหมาย การศึกษาเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง สามารถมีสิทธิ์ที่จะได้รับการยอบรับเท่าเทียมกับผู้ชาย เธอทำสิ่งที่ถูกต้อง และเราหวังว่าเธอจะประสบความสำเร็จ

จาก สว อิเฎล และ Page ตะเบงชะเวตี้ ลิ้นดำ

ขออนุญาตใช้รูป Khin Nanda (คิน นันดะ นามสมมติ ราชินิของท่านตะเบงชะเวตี้ใน Project Black Tongue) ในเรือนจำอังวะ

Khin Nanda (นามสมมติ ราชินิของท่านตะเบงชะเวตี้ใน Project Black Tongue) ในเรือนจำอังวะ

Leave a comment

Filed under Uncategorized

พระปุกกุสาติ (Pushkarasakti) พระอานาคามี ผู้ถูกวัวขวิดตาย

เขียนโดยรตจิตร

รตจิตร ชอบไปฟังธรรมบรรยาย โดย พระอาจารย์ กฤช นิมมฺโล ที่บ้านจิตสบาย พุทธมณฑลสาย 2 และเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2556 ก็เป็นอีกอาทิตย์หนึ่งที่ พอจ.กฤช ได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับ พระปุกกุสาติ มีความสั้น ๆ ดังนี้

พระปุกกุสาติ แห่งตักกศิลานคร แคว้นคันธาระ (Gandhara) เป็นพระราชาเกิดในกรุงตักกสิลา ทรงเป็นพระสหายทางราชสาส์นและบรรณาการ โดยที่ไม่เคยเห็นหน้ากันกับพระเจ้าพิมพิสาร (The king Bimbisara) แห่งกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ แคว้นคันธาระ เป็นเมืองชายแดนประเทศปากีสถาน พอจ. เปรียบเทียบว่า หากแต่เป็นสมัยนี้ ก็เป็นเพื่อนกันได้ง่ายโดย Add friend ใน facebook และก็เห็นหน้ากันได้อย่างง่ายดาย พระปุกกุสาติ ทรงธรรม ปกครองประชาชนอย่างพ่อกับลูก
ครั้งหนึ่ง พระเจ้าปุกกุสาติส่งผ้ากัมพล หรือผ้าขนสัตว์ที่ตีค่ามิได้ กว้าง 8 ศอก (4 ม.) ยาว 16 ศอก (8 ม.) แต่พอพับแล้วเหลือขนาดนิดเดียวเพราะผ้าเนื้อละเอียดมาก ใส่ผอบทั้ง 8 ผืน หุ้มด้วยครั่ง พร้อมราชสานส์ให้พระเจ้าพิมพิสารเปิดในโรงพระราชฐาน ตอนประชุมอมาตย์เท่านั้น

พระเจ้าพิมพิสารจารึกแผ่นทอง

พระเจ้าพิมพิสาร ทรงตอบแทนด้วยการสลักจารึกเรื่องราวของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีปฏิบัติกรรมฐาน (engraved about ‘How to Meditate’ on a gold plate) ลงในแผ่นทองคำด้วยพระองค์เอง เพื่อให้พระเจ้าปุกกุสาติ และรับสั่งให้เสนาอำมาตย์เป็นราชทูต จัดขบวนช้างมงคลแห่แผ่นจารึกทองนี้ไปถวายพระเจ้าปุกกุสาติ พระเจ้าปุกกุสาติทรงขึ้นไปเปิดอ่านบนปราสาทชั้นบน อ่านแต่ละวรรค เกิดปิติ ขนาดต้องลดปิติลงจึงสมารถอ่านวรรคต่อไปได้ เกิดศรัทธา พระองค์เสวยสุขอยู่ในฌานถึงครึ่งเดือน ตัดสินพระทัยออกบวชถือผ้ากาสาวะ หรือผ้าล้างบาป เป็นกุลบุตรปุกกุสาติ ในขณะที่ประชาชนเดินตามตลอด จนพระเจ้าปุกกุสาติต้องเอาไม้ท้าวมาขีดแบ่งว่าแผ่นดินนี้เป็นของใคร ซึ่งประชาชนก็บอกว่าเป็นของพระองค์ พระองค์จึงว่าหากใครตามมามีโทษ ในคัมภีร์เรียกว่า กุลบุตรปุกกุสาติ เพราะออกบวชแล้ว

กุลบุตรปุกกุสาติไปโรงบ้านช่างหม้อ

กุลบุตรปุกกุสาติทรงยึดมั่นถ้อยคำในพระราชสาส์นว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่ราชคฤห์ พระองค์ก็จะเสด็จต่อไปถึงกรุงราชคฤห์ จึงมาทราบภายหลังว่าพระองค์เดินทางผ่านเลยมาจากที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวัน 45 โยชน์ แต่เย็นแล้ว อีกทั้งกุลบุตรปุกกุสาติ เดินเท้ามาร่วม 200 โยชน์จนถึงบ้านช่างหม้อ จึงขอพัก พระพุทธเจ้ารู้ว่ากุลบุตรปุกกุสาติ เดินทางด้วยเท้าเปล่า พระพุทธเจ้าก็จะไปโปรดด้วยเท้าเปล่าเช่นกัน

เมื่อพระพุทธเจ้ามาถึงบ้านช่างหม้อในคืนนั้น ได้พักในห้องเดียวกับกุลบุตรปุกกุสาติ พระพุทธเจ้าปิดแสงรัศมีของพระองค์เพื่อไม่ให้ปุกกุสาติ รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า ทั้งคู่นั่งขัดสมาธิฌาน หลังจากสนทนาก็ทราบว่า กุลบุตรปุกกุสาติ ออกบวชอุทิศแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า แต่กุลบุตรปุกกุสาติไม่รู้จักหน้าค่าตามาก่อน จึงเรียกพระพุทธเจ้าว่า “อาวุโส” พระพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่ปุกกุสาติ และรู้ว่าปุกกุสาติได้ฌานจากการทำอานาปาณสติ พระองค์จึงให้ปุกกุสาติแยกธาตุ ดูจิต ดูเวทนา จนในที่สุดปุกกุสาติก็ทราบว่า “อาวุโส” ท่านนี้ก็คือพระบรมศาสดา ในขณะที่แสงรัศมีของพระพุทธเจ้าก็สว่างขึ้นพอดี กุลบุตรปุกกุสาติมีความยินดีอย่างมาก จึงขอบวช พระองค์จึงตรัสให้ กุลบุตรปุกกุสาติไปหาบาตรและจีวรให้ครบเพื่อการอุปสมบท

ปุกกุสาติถูกแม่วัดขวิดตาย

พระเจ้าพิมพิสาร มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และรับทราบว่าพระพุทธเจ้ามาโปรดกุลบุตรปุกกุสาติพระสหาย ซึ่งตอนนี้ไปหาบาตรและจีวร ทันใดนั้นหลังจากกุลบุตรปุกกุสาติบรรลุอนาคามิผลแล้วก็ถูกแม่โคขวิดตาย เนื่องจากยังไม่อุปสมบท พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงจัดการพิธีศพให้แต่ทรงเป็นพระราชา กุลบุตรปุกกุสาติไปเกิดในพรหมโลก เห็นความเกิด การปรุงแต่งอยู่ เลยเป็นพระอรหันต์ ณ ตอนที่เกิดใหม่ทันที

เรื่องนี้น่าจะสอนให้รู้ว่าถึงพระปุกกุสาติ จะบรรลุเป็นพระอานาคามี แต่ก็ยังต้องชดใช้กรรมจึงถูกโคขวิดตายก่อนบรรลุเป็นพระอรหันต์

Leave a comment

Filed under Uncategorized

NYU 2031 – NYU in NYC – We are looking at you.

Event on Monday May 10, 2010 6:30 PM
Site at the south side of NYU main core at 3rd ave and Mercer street.

**Dear Audience:
You must not copy this article to use in your web page or publish anywhere. Sw-Eden.NET’s staff owns its copyrights.

The speaker said that the number of NYU undergraduate student grew 5% a year. Form now, 2010 till 2031, it would grow 40%-50% which mean at least, they would have more 300 students in campus. And those students would need a dormitory. Currently, the capacity of NYC dormitory at 14th street is 250 students.

NYU would take whole NYU superblock (between Houston and 3rd street) and and make three-building complex as the village of NYU. These three buildings sit on a raising garden which is private area for student’s activities, such as sport and community. This means from the street views, its sidewalk might be like the southern side of Fordam University at 60th street. NYC claimed that this design was to respect the prior surrounding neighborhoods which are more than 5 kinds. They also have an intention to use the original structure from the old buildings and renew them for this project, because they concern much about carbon-dioxide and global warming.

Some onlookers were curious if they could build just one fat building or one thin skyscraper. The reason that that should not make one fat building is the quality of sun, and the reasons that they should not make a skyscraper are the core is expensive for the high building (can cost about 50% of whole building), if it was very tall, it would need a sky lobby which this system need to hire a elevator director, and the students would go to class late. And some of them also worry about impact to the grocery store s from the raising garden.

NYU needs to be a perfect New Urbanism like, Yale university. New Urbanism is very green by it has residential and school in the same area, so their students do not have to waste the environment in transportation. Most of undergraduate students who come to live in the dormitory are freshmen from outside New York City and other countries. They will move out in their second year, but NYU dormitory makes their harbit to find a new resident which is near the school. At the end, these students would became a part of neighborhoods. A woman created a conflict in the meeting which is she did not like if NYU students who moved out from the dormitory and still stick around her area. NYU students are various types, does not like Copper Union. She said that most of NYU students would have more time for parties, playing around, running around, playing skate board and making a noisy, and they do respect the original neighborhoods. As NYU would create a raising garden to respect and flexible to the neighborhoods, it might work for this issue. They prevent the neighborhoods from their students’ activities. On the other hand, they could not control the students who moved out from their dormitory for being a part of neighborhoods.

Finally, I believe that most of NYU students are quality. This project will be a wonderful movement of NYU itself, and of us, the architecture students and new-age architects. We always look forward to see a new thing. We cheer you, sir.

Visit the project online at http://www.nyu.edu/nyu2031/nyuinnyc/
If the link got changed and you cannot click through, please tell us by comment below.

**Dear Audience:
You must not copy this article to use in your web page or publish anywhere. Sw-Eden.NET’s staff owns its copyrights.

Leave a comment

Filed under Uncategorized

เขาสนุกได้อย่างไร ในเว็บไซต์ยุคบุกเบิก ตอน 2

@ อ่านบทความ ช่วงต้นก่อนหน้านี้ คลิกที่นี่

สว อิเฎล ไม่เหมือนกับสิ่งที่งานวิจัยชิ้นนี้ค้นพบอยู่อย่างหนึ่งคือ สว อิเฎลชอลเล่น Code จำพวก CSS กับ Javascript โดย copy และเอามาวาง แต่จริง ๆ เขียน Javascript ไม่เป็น ส่วน CSS นั้นเป็นอยู่บ้าง ช่วงนั้น สว อิเฎล ก็พยายามพัฒนาตนเองโดยส่งตัวเองไปเรียน Flash เพื่อมาทำเว็บไซต์ แต่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ ซึ่งภายหลัง ฝันดังกล่าวมาเป็นจริงคือ ตอนเรียนปริญญาโท ที่ทำให้ สว อิเฎล สามารถเขียน Actionscript 3 ประกอบ Flash Website ได้

เป็ด Duck Activies เป็ดเกย์ จะจิกตูดของอีกตัว

สมัยนั้น สว อิเฎลจะติดต่อกับเพื่อด้วย e-mail และ MSN ตลอดจนเล่น net send ในห้องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน ในระยะที่คุยกันได้ เราและเพื่อน ๆ ยังเล่น MSN กัน เพราะเห่อ Technology ตอนนั้นเป็นเวลาที่ สว อิเฎลซื้อ Flash Drive ตัวแรก ราคาประมาณ 4500 บาท ความจุเพียง 128 MB ในบทความที่ศึกษาบอกว่า วัยรุ่นบางคนขี้เกียจอธิบายว่าตนเองคือใคร ในขณะที่ chat กับเพื่อนที่ตนไม่เคยรู้จักมาก่อน ดังนั้นเขาจึงสร้าง home page และให้ Link กับเพื่อนใหม่ ให้เข้าไปดูว่าเขาคือใคร ทั่ว ๆ ไปแล้ว วัยรุ่นมักจะมีรูปสิ่งที่ตนเองชอบ เช่น วงดนตรี หนังสือ ดารา สิ่งที่ชอบ โดยรูปภาพเหล่านี้ได้มาจากการ copy จากเว็บไซต์อื่น และนำมาแปะในเว็บไซต์ตนเอง ในเวลานั้นเป็นช่วงแรก ๆ ของการใช้เว็บไซต์ ทำให้ไม่มีการควบคุมเรื่องลิขสิทธิ์มากเท่าที่ควร วัยรุ่นเหล่านี้ติดเป็นนิสัยในการคัดลอกงานของคนอื่น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะข้อมูลในสื่อเว็บไซต์เป็นสิ่งที่สามารถถูก Copy ได้ง่ายกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วไป จนกระทั่งปัจจุบันที่ สว อิเฎล เป็นอาจารย์ สว อิเฎล พบว่านักศึกษาก็ติดนิสัย copy ข้อมูลในเว็บไซต์มาใส่ในรายงาน แถมอ้างอิงในบรรณานุกรมว่า Google.com (เครียดเลย)

การแบ่งประเภทเว็บไซต์ ซึ่ง สว อิเฎลเคยให้ นักศึกษาทำกิจกรรมในชั้นเรียน ได้รวมถึงการแบ่งประเภทตามความถี่ในการ Update ข้อมูล ซึ่งในบทความที่นำมาศึกษานี้ ได้มีกราฟแสดง Public/Private เทียบกับ ความนิ่งและความทันทีทันใดในการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ซึ่งในบทความยังพูดถึงความถี่ในการ Update ข้อมูลของ วัยรุ่นภาพรวม

ถ้าใครชอบ Angelina Jolie จะทราบว่าเธอเคยพูดถึงความสวยงามของเวลา คือเธออยากจะมีอายุอยู่ถึงได้เห็นหลานของเธอวิ่งไปวิ่งมา โดยเธอเป็นคุณยาย และมองไปยังบ้านของลูก ๆ ที่ตั้งอยู่ถัดจากบ้านของเธอ, ในสื่อเว็บไซต์ก็สามารถสื่อสารความสวยงามของเวลานี้ได้เช่นกัน คนเราไม่เคยเป็นคนเดิม สว อิเฎลในวันนี้ ไม่ใช่ สว อิเฎล เมื่อสิบปีที่แล้ว ดังนั้นการย้อนไปมองเว็บไซต์เก่า ๆ หรือ โพสเก่า ๆ ใน Facebook หรือ hi5 ทำให้เราสามารถมองเห็นตัวเราในอดีต สมัยที่สว อิเฎลทำเว็บไซต์รุ่นเก่าที่เขียนด้วย HTML ปกติเรา ๆ ท่าน ๆ จะ update เว็บไซต์อย่างน้อยเดือนละครั้ง แค่เดือนละครั้ง เรายังสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของเราเมื่อเดือนที่แล้ว และเราในปัจจุบัน เพราะถ้าเราเหมือนเดิมทุกประการ เราจะไม่มีความรู้สึกอยากที่จะเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเว็บไซต์ นี่แหละที่ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล บอกว่าคนเราเคยชินและชื่นชอบความไม่เที่ยงมากกว่าความเที่ยง

ภาพประกอบเว็บไซต์ยุคเก่า ที่ทำ home page แฟนวง Slipknot

ในบทความวิจัยที่นำมาศึกษานี้ แนะนำว่างานวิจัยในอนาคต ควรศึกษาด้วยวิธี Longitudinal Design เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง Update ข้อมูลใน home page

ดั้งเดิม สว อิเฎลไม่เคยมีรูปจริง ๆ ขงตัวเองบนอินเตอร์เน็ต ไม่มีใครเคยเห็นหน้า สว อิเฎล ซึ่งต่างจากวัยรุ่นในงานวิจัยที่คนที่มาเยี่ยมชมเว็บไซต์มักเป็นเพื่อน ๆ ในชีวิตจริงของพวกเขา, สาเหตุที่สว อิเฎลไม่เคยให้ใครเห็นหน้า ก็เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ไม่ยอมบอกที่อยู่ คือ กลัวว่าจะมีอันตราย เพราะ สว อิเฎลเองก็มีศัตรูเยอะ สมัยนั้น เพราะเราทำตัวเป็น gangster ปากไม่ค่อยดี และงานศิลปะออกแนว Dark ทั้งยังมีการประชดประชันในตัวชิ้นงาน

วัยรุ่นบางคน หรืออย่าง สว อิเฎล ได้กลั่นกรองข้อมูลที่นำขึ้นเว็บไซต์แล้วว่าเป็นข้อมูลที่คนทั่วไปสามารถดูได้ ดังนั้นเราจะไม่ค่อยสนใจว่าใครเป็นคนที่ดูเว็บของเราอยู่ การสร้างเว็บไซต์ส่วนตัวนี้ เหมือนกับการสื่อสาร one-to-many คือคนหนึ่งคนสามารถสื่อสารกับคนหลาย ๆ คนด้วย message เดียวกัน ซึ่งคล้ายกับสื่อ mass media ที่เป็นลักษณะองค์กรข่าว สื่อสารกับผู้ชมทั้งประเทศ และแตกต่างจากการสื่อสารระหว่างบุคคลเพียง 2 คนอย่างแน่นอน, แต่ในปัจจุบันที่เรามี Social Networking Sites อย่าง Facebook ทำให้เราเกิด Group Communications เป็นการสื่อสารในกลุ่ม แถมยังกลุ่มใหญ่เสียด้วย จึงกลายเป็น many-to-many form of interpersonal communication

Fan Art วง Dir en Grey ทำเป็นการแต่งชุด cosplay โดยแฟน ๆ ของวงดนตรีดังกล่าว

Leave a comment

Filed under Uncategorized

เขาสนุกได้อย่างไร ในเว็บไซต์ยุคบุกเบิก ตอน 1

บางส่วนของข้อมูล อ้างอิงจากบทความ The Construction of Identity in the Personal Homepages of Adolescents เขียนโดย Daniel Chandler and Dilwyn Roberts-Young และบทความ Vernacular Web ซึ่งต้องขอบคุณสำหรับความรู้ที่ได้จากคาบเรียน History of Media ที่ University of Sydney อีกมากมายจากประสบการณ์ตรง ของ สว อิเฎล หนึ่งในคนเขียนเว็บไซต์ยุคบุกเบิก สมัย HTML, พร้อมเสียงเพลง MIDI และภาพ gif ประดับหน้าเว็บ

พยาธิปากขอ

เว็บไซต์แรกที่ สว อิเฎลทำสมัยเรียนมัธยมต้น ช่วง Sea Game 2000 ทำเว็บเกี่ยวกับตะเบงชะเวตี้ ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีข้อมูลค้นเจอในอินเตอร์เน็ต สว อิเฎล จึงต้องเข้าห้องสมุดและนำตำรา กับพงศาวดารมาสรุปเพื่อใส่ข้อมูลลงไปในเว็บไซต์ สว อิเฎล ทำเว็บไซต์ลักษณ์นี้จนกระทั่งตอนอยู่มัธยมปลาย เวลานั้นจะแปลข้อมูลเกี่ยวกับวงดนตรีที่ตนเองชอบเป็นภาษาไทย และนำไปใส่ในหน้าเว็บ ประดับประดาตามแนวชาวร็อก จากนั้นก็ Upload ลง Geocities.com ซึ่งปัจจุบันไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว สว อิเฎล ได้แต่ Print Screen เก็บหน้าเว็บไว้เป็นที่ระลึก

หากพูดถึง Geocities.com สำหรับ สว อิเฎล มันเป็นที่แรกที่ สว อิเฎลเรียนรู้เกี่ยวกับเว็บไซต์ และได้นำประโยชน์นั้นมาใช้จนถึงปัจจุบัน, เพื่อนคนหนึ่งสมัยมัธยมต้น ชื่อเมอน่า ไดแอน พาสัน แนะนำให้ สว อิเฎล รู้จักเว็บไซต์นี้ ทำให้ สว อิเฎล เข้าใจว่า Bandwidth คืออะไร, สมัยนั้น ถ้าใครอยากมีเว็บไซต์ อย่างน้อยเขาจำเป็นต้องเขียน HTML เป็น ผิดกับสมัยนี้ที่อะไร ๆ ก็ใช้ง่าย ขนาดคุณปู่คุณย่ายังสามารถใช้ LINE กันได้ง่าย ๆ

เว็บไซต์เป็นสื่อที่ไม่เหมือนสื่อเก่า คือ (๑) เป็นที่นิยมของวัยรุ่น การนี้ สว อิเฎล จำต้องทึ่งในตัวคุณครูที่สอน สว อิเฎล สร้างเว็บไซต์ เพราะอาจารย์ไม่ใช่วัยรุ่น แต่เขาทำให้เราเก่งได้ ณ เวลานั้น, (๒) เมื่อข้อมูลถูกเขียนเสร็จ ผู้เขียนก็สามารถเผยแพร่ได้ทันที, (๓) ผู้ชมมีจำนวนมาก และถ้าเป็นเว็บไซต์สมัยก่อน สว อิเฎล จะไม่สามารถควบคุมได้เลยว่าจะให้คนเห็นหรือไม่ให้ใครเห็น นอกเสียจากจะใส่ Password ให้คนเข้าชมต้องกรอก (แต่ก็ Hack ดูได้ง่าย) ความเป็นส่วนตัวของเว็บไซต์สมัยก่อนไม่เหมือนเว็บไซต์สมัยนี้ ที่ Social Networking Sites อย่าง Facebook สามารถกำหนดได้ว่าจพให้ใครเห็นโพสของเราได้บ้าง หรือขะ Block ใคร

ดังนั้นแล้ว สมัยก่อน สว อิเฎลต้องควบคุมความเป็น Public และ Private ของตัวเองดี ๆ คือ อะไรที่ต้องการให้คนอื่นรู้ จึงเอาไปใส่ในเว็บไซต์ ส่วนเรื่องที่มันเป็นส่วนตัวจริง ๆ ก็อย่าเอาไปใส่ เพราะบางคนไม่ยอมใส่แม้กระทั่งชื่อจริง ด้วยเหตุว่ากลัวจะมีคนมาทำร้ายตน ในงานวิจัยยังพบว่าคนที่อยู่ในเมืองเล็ก ๆ ไม่ค่อยยอมบอกว่าตัวเองมาจากไหน อาจเพราะอายอะไรบางอย่าง

Stitch and Lin Dan Fox วงดนตรี Mushroomhead สมัยเล่น SNS ที่ Myspace.com

สว อิเฎล จำได้ว่าตัวเองเคยสอบวิชาภาษาอังกฤษตกตอนไปอยู่ New York ใหม่ ๆ ตอนนั้นได้เขียนบทความเกี่ยวกับ ความแตกต่างของ House และ Home ซึ่งอาจารย์ Linda บอกว่าเป็นบทความที่ซาบซึ้งมาก แต่ grammar ผิดหมดทุกประการ คำว่า Home นี้ควรจะเป็นอะไนที่ส่วนตัว และถูกใช้กับคำว่า Home Page ซึ่งความจริงแล้วคำว่า Home Page คือหน้าเว็บที่มีความเป็น Public อย่างอหังการ

ช่วงแรก ๆ ที่เกิดสื่อเว็บไซต์ขึ้น และเป็นที่รู้จักและนิยมของวัยรุ่น เว็บไซต์มักถูกเทียบกับสื่อเก่า เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่มันถูกนำมาเป็นกระทู้ว่า มันจะตายหรือไม่ ถ้ามีสื่อใหม่เกิดขึ้น ในกรณีของเว็บไซต์นี้ การสื่อสารในเว็บไซต์ ถูกนำไปเทียบกับการสื่อสารระหว่างบุคคล ซึ่งแน่นอนว่าการสื่อสารระหว่างบุคคลจะสื่อสารได้ชัดเจนกว่า เพราะมีท่าทาง สีหน้า น้ำเสียง ประกอบ ซึ่งในเว็บไซต์ก็สามารถใส่รูป ใส่วิดีโอลงไปได้ แต่ยังขาดการสื่อสารทางอารมณ์ ซึ่งในบทความ “Gender, Identity, and Language Use in Teenage Blogs” กล่าวว่า emoticon ทั้งในรูปแบบรูปภาพและตัวหนังสือ ถูกนำมาใช้เพื่อบ่งบอกอารมณ์ และเติมเต็มในสิ่งที่เว็บไซต์ยังไม่มี

เว็บไซต์ของวัยรุ่นช่วงแรก ๆ มักจะมี Guessbook ซึ่งช่วงนั้น สว อิเฎล จำได้ว่า Thaimisc ได้ให้บริการอยู่ บ้างมี Webboard, บ้างมีที่อยู่ e-mail หรือมี mail form ให้ติดต่อ ตอนนั้น สว อิเฎล จำได้ว่า ถ้ามีใครติดต่อมี เราจะดีใจมาก และพยายามเขียนโต้ตอบกับทุกวัน มีคนนึงที่ สว อิเฎล ยังจำได้ดีคือ คนที่ใช้ชื่อว่า Toshiya Dir en grey แกบอกว่าชอบกินแตงโมเพราะผ่าออกมาเหมือนตรงกลางของธงญี่ปุ่น

@ อ่านบทความ นี้ต่อ คลิกที่นี่

Angelina Jolie fan art วาดเพื่อโชว์ความชอบดารา ในเว็บไซต์

@ อ่านบทความ นี้ต่อ คลิกที่นี่

Leave a comment

Filed under Uncategorized