How to work with SEO Scores

These are the common ways to increase your SEO scores of your websites.

1. Back-and-forth links with relevant sites with the same keywords. This means that, you need to make your website as the center of spiderweb. As we are the beginners with website design, we could use free sources to connect our site with other sites with the same keywords. The free sources are as following:
– Youtube: the video with the keywords in description
– Facebook: The page or photo posts with same keywords
– Twitter
– Suan Sunandha Rajabhat University website
– hi5: if you could have it
– flickr: photo or video with keywords in description
– deviant art: photo, drawing, multimedia with keywords in them
– bloggang
– exteen
– ฯลฯ

How to work with SEO Scores

2. The text that you create the hyperlink on it also need to contain keywords, too.

3. Contain at least 2 keywords in the content, 1 in the title, and one in URL. These keywords need to be popular keywords, which you could find how popular they are at Google Keyword Planner

4. Make Google know your website by using Google Webmaster Tool.

5. If you got images/photos on your website, you need to put alt text and width & height. The alt text also need to contain keywords.
for example: <img src=”sw-eden.net/damn_hot.jpg” width=”500″ height=”375″ alt=”this is such a so-damn-hot chick”>

6. Something Google does not like are “CSS display: none” content, and HTML meta-tag keywords. So if you need to hide a link, just make your text very small, or the same color as your background.

Example of no-use code:
<span class=”hiddenclass”><a href=”sw-eden.net”>ลิงค์ที่ฉันอยากซ่อนมากมาย</a></span>
<style>.hiddenclass {display: none;}</style>

How to work with SEO Scores

Leave a comment

Filed under Uncategorized

การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา

บทความเรื่อง การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา

Quantity Maxim หรือสิ่งที่ควรพูดโดยคำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรม คือ
(๑) ความยาวของประโยคเหมาะสม
(๒) พูดความจริง
(๓) มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่คู่สนทนาคุยอยู่
(๔) ชัดเจน ไม่กำกวม หรือสร้างความเข้าใจผิด

theory ทฤษฏี โมเดล นิเทศศาสตร์

ในชีวิตประจำวัน สว อิเฎล และปุถุชนทั่วไปก็ทำผิด Quantity Maxim อยู่เสมอ ตัวอย่างจะแสดงตามหัวข้อ ดังนี้

(๑) ประโยคยาวไป หรือ สั้นไป
สว อิเฎล พูดสั้นเกินไป เพราะคิดว่าเพื่อนสนิทหรือนักศึกษาจะเข้าใจในสิ่งที่ สว อิเฎล พูด เช่น “ไปแด๊กข้าวกัน” แทนที่จะพูดเต็ม ๆ ว่า “ถึงเวลารับประทานอาหารแล้ว”

(๒) พูดความเท็จ
ตะเบงชะเวตี้สัญญากับประชาชนว่า เสร็จศึกชายฝั่งแล้วจะกลับมา ทั้ง ๆ ที่เป็นศึกหนักและตนไม่รู้อนาคต การโกหกชนิดนี้ เป็นการโกหกเพื่อให้ส่วนรวมสบายใจ ผู้ที่โกหกจะทำได้ง่าย และจับผิดได้ยาก เทียบกับคนที่โกหกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

(๓) ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คู่สนทนาคุยอยู่
ตะเบงชะเวตี้กำลังชวน สว อิเฎล ไปทำงานเป็นพลทหารเลว แต่เมื่อสว อิเฎลเห็นช้างลงเล่นน้ำในสระ สว อิเฎล จึงเปลี่ยนเรื่องสนทนาทันที โดยไม่สนว่า ตะเบงชะเวตี้กำลังพูดถึงเรื่องอะไร

(๔) กำกวม สร้างความเข้าใจผิด
สว อิเฎล บอกว่า “ปวดท้อง” ทำให้คู่สนทนาพยายามจะพา สว อิเฎล ไปหาหมอ แต่ สว อิเฎล มาบอกทีหลังว่า “ปวดท้องอึ”

theory ทฤษฏี โมเดล นิเทศศาสตร์

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)

บทความเรื่อง ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)

จากที่ทราบกันในบทความ สัญญะของภาษา (Semiotics of Language) ว่าภาษาของมนุษย์เป็นสัญลักษณ์ (Symbol) ภาษา ณ ที่นี้คือทั้ง วจนภาษา (Verbal) และ อวจนภาษา (Nonverbal) โดยที่ อวจนภาษา (Nonverbal) บางส่วนที่คนไม่ได้สร้างขึ้นเอง อาจจะไม่ใช้สัญลักษณ์ (Symbol)

theory ทฤษฏี โมเดล นิเทศศาสตร์

อวจนภาษาแบ่งเป็น 6 อย่างคือ
(๑) อวจนภาษาประกอบวจนภาษา หรืออวจนภาษาประกอบการพูด จากที่เราทราบว่าทุกครั้งที่เราพูด จะมี 3 สิ่งประกอบกันคือ สีหน้า โทนเสียง และประโยคที่พูด; อวจนภาษาประกอบวจนภาษา คือ สีหน้า และโทนเสียง รวมถึงความเร็วในการพูด
(๒) การใช้มือประกอบ เช่น สว อิเฎล อธิบายให้ตะเบงชะเวตี้ฟังว่า ทางไปกรุงสยามต้องผ่านสถานที่อะไรบ้าง ถ้าผ่านป่าที่มีต้นไม้สูงใหญ่ สว อิเฎลจะยกมือสูงเพื่ออธิบายหน้าตาของต้นไม้นั้น
(๓) อวจนภาษาสากล คืออวจนภาษาที่ทุกคนรู้ว่าคืออะไร เช่น ขมวดคิ้ว แปลว่าสงสัย, กวักมือเขา แปลว่า มานี่, ชี้นิ้วไปไกล ๆ คือ ทางโน้น
(๔) อวจนภาษาที่เกิดขึ้นพร้อมกับการพูด ซึ่งผู้พูดสามารถส่งสารที่มีความหมายแตกต่างกันได้ในเวลาเดียวกัน เช่น ตะเบงชะเวตี้สัญญา สว อิเฎลว่าจะมอบช้างตัวหนึ่งให้ ในขณะที่มือไขว้หลังเอานิ้วไขว้กัน และทหารของเขาก็เห็นว่าเขาทำเช่นนั้น แปลว่าเขากำลังโกหก เป็นต้น
(๕) อวจนภาษาที่ทำโดยอัตโนมัต เช่น หมาจะกัดตะเบงชะเวตี้ เขาก็วิ่งหนีทันที, สว อิเฎลเดินเข้าลิฟต์ สิ่งแรกที่ทำคือกลับหลังหัน เผื่อเตรียมออก
(๖) อวจนภาษาแห่งความกังวล เช่น สว อิเฎล นั่งทำข้อสอบและกัดเล็บในขณะเดียวกัน, วิวลี่กำลังถูกสัมภาษณ์เพื่อสมัครเข้าทำงาน เขากระดิกเท้าตลอดเวลา, ตะเบงชะเวตี้พูดไปเกาหัวไปในขณะที่กำลังเอาใจเจ้าหญิงชาวมอญ เป็นต้น

theory ทฤษฏี โมเดล นิเทศศาสตร์

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)

บทความเรื่อง ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)

เมื่อ สว อิเฎล คุยกับพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ สว อิเฎล พยายามลอกเลียนแบบพฤติกรรมการสนทนาของตะเบงชะเวตี้ เพราะตะเบงชะเวตี้ดูน่านับถือ การเลียนแบบนี้เรียกว่า “Convergence” ต่อมา ตะเบงชะเวตี้เห็นว่า สว อิเฎลพูดภาษามอญไม่ชัด ตะเบงชะเวตี้จึงพูดภาษามอญให้ชัดขึ้น เพื่อให้ตนเองมีอิทธิพลทำให้ สว อิเฎล ได้สติและพูดชัด การกระทำของตะเบงชะเวตี้คือ การทำตรงข้ามกับสิ่งที่คู่สนทนากำลังทำอย่างสิ้นเชิง การทำตรงข้ามนี้เรียกว่า “Divergence”

การลอกเลียนแบบพฤติกรรมคู่สนทนา (Convergence) และ การทำตรงข้ามกับพฤติกรรมคู่สนทนา (Divergence) สามารถทำพร้อมกันทั้ง 2 ฝ่าย หรือ ทำเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น ตะเบงชะเวตี้เอาดาบพาดบ่าตอนพูดกับ สว อิเฎล และ สว อิเฎลทำตามตะเบงชะเวตี้ ในขณะเดียวกันตะเบงชะเวตี้เห็นว่า สว อิเฎลมองไปทางรูปปั้นหงส์มอญ ตะเบงชะเวตี้จึงมองตาม การกระทำนี้แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างเลียนแบบพฤติกรรมซึ่งกันและกัน เรียกพฤติกรรมนี้ว่า “Mutual” และถ้ามีเพียงฝ่ายใดฝ่ายเลียนแบบ ส่วนอีกฝ่ายพยายามทำตรงข้าม อย่างย่อหน้าแรก จะเรียกว่า “Nonmutual”

โดยธรรมชาติ คนเราจะลอกเลียนพฤติกรรมการสนทนาของผู้ที่มีคุณวุฒิเหนือกว่า และจะไม่ลอกเลียนพฤติกรรมของผู้อ่อนวัยกว่า การลอกเลียน (Convergence) หรือทำตรงข้าม (Divergence) สามารถทำให้คู่สนทนาเกลียดเราได้ เช่น ผู้ใหญ่ทำตัวปัญญาอ่อนเพื่อจะเล่นกับเด็กทารก ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เด็กทารกบางคนไม่ชอบ เพราะถือว่าเป็นการดูถูก และพ่อแม่ของเด็กก็ไม่ชอบ เพราะการสอนเด็กที่ดี ควรสอนให้เขารู้จักโลกความจริง มิใช่การทำท่าทางปัญญาอ่อนของผู้ใหญ่ ที่ทำให้เด็กทารกมีพัฒนาการทางสมองช้า, อีกตัวอย่างคือ เจ้าหน้าที่ราชการเห็นว่าชายชรามีการศึกษาต่ำ ดูโง่เขลา เชื่องช้า และพูดด้วยเสียงเบา ดังนั้นเจ้าหน้าที่ราชการจำใช้วิธีตะคอกใส่ชายชรานั้น ทำเช่นนี้คือ Divergence และเป็นบาปยิ่ง

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

1 Comment

Filed under Uncategorized

สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)

บทความเรื่อง สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)

สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)

ใจความสำคัญของกลุ่มทฤษฎีทางภาษา (Linguistic Theory) คือ ส่วนใหญ่คำที่มีความหมายเดียวกับของแต่ละภาษาออกเสียงไม่เหมือนกัน แสดงให้เห็นว่า คำที่มนุษย์บัญญัติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัตถุนั้น ๆ เช่น คำว่า ขอบคุณ ในภาษาอังกฤษคือ “Thank You” ภาาาพม่าคือ “เจ๊ะสุ” เป็นต้น การบัญญิตคำของมนุษย์ ทำให้ภาษาเป็นสัญลักษณ์ (Symbol) ไม่เหมือนกับการสื่อสารระหว่างสัตว์ในบางสถานการณ์ เช่น หมาแยกเขี้ยวจะกัด หมาอีกตัวทำท่ากลัว และวิ่งหนี การกระทำของหมาไม่ต้องถูกแปล แต่เป็นการสื่อสารโดยตรง หมาทุกตัวที่มาเห็นเหตุการณ์ เข้าใจในรูปแบบเดียวกันหมด

ภาษาแต่ละภาษามีรูปแบบของมัน มีการให้ความหมายมานานก่อนที่ สว อิเฎล จะเกิดมาบนโลกมนุษย์ มีรูปแบบไวยกรณ์ (grammar) ที่แน่ชัด สิ่งเหล่านี้ ผู้ใช้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และผู้ใช้เรียนรู้มันเพื่อเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยการเอามาใช้นั้นจะใช้ในลักษณะใดก็ได้ เพื่อสื่อสารตามที่ตนต้องการ อาจใช้ผิดหลักไวยกรณ์ก็ได้ การเรียบเรียงประโยค การออกเสียง การลำดับเหตุการณ์ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน

กล่าวคือ ภาษา (Language) จะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ในขณะที่การนำมาใช้นั้นยืดหยุ่น แต่ละคนเปลี่ยนรูปแบบการใช้ แต่ภาษาต้นฉบับก็ยังคงอยู่

สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม

บทความเรื่อง ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม

. . .การบังคับให้คนอื่นเชื่อ เป็นเรื่องบาป ไม่ควรทำ
การดูถูกคนอื่นว่าโง่ เพื่อให้เขาเชื่อเรา ไม่ควรทำ
การใส่ความว่าความคิดคนอื่นผิด ไม่ควรทำ
การเชิญชวนให้คนอื่นมองโลกอย่างเรามอง ทำได้
แต่ทำด้วยความสุภาพ . . .

สว อิเฎล ได้อ่านวิธีการคิดนี้ ทำให้คิดถึงหลักคำสอนพระพุทธศาสนา แม้เราจะตักเตือนเขา ถ้าทำให้เขาไม่สบายใจก็ไม่ควรทำ สว อิเฎล จึงได้ร้อยเรียงเรื่อง ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) เป็นคำพูดข้างต้น

ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม

จากคำพูดข้างต้นนั้น Sonja K. Foss และ Cindy L. Foss ได้แนะนำวิธีชักชวนเชื้อเชิญ อย่างสันติ และน่าจะได้ผล คือ

(๑) สร้างบรรยากาศในการชักชวน เช่น ตะเบงชะเวตี้ชวน สว อิเฎลออกรบ จึงพา สว อิเฎลเดินดูทหารซ้อมรบอย่างตั้งอกตั้งใจ ทำให้ สว อิเฎลเกิดความฮึกเหิม
(๒) สร้างความสบายใจ หรือ อุ่นใจ ให้กับผู้ที่ถูกชวน เช่น ตะเบงชะเวตี้บอกว่า ถ้า สว อิเฎล มารบให้ ลูกเมียของ สว อิเฎล จะได้รับการดูแลอย่างดี, หรือ ถ้า สว อิเฎล เซนต์สัญญาเป็นทหารแล้ว ข้อมูลของ สว อิเฎล จะไม่ถูกนำไปเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต หรือภาพถ่ายของ สว อิเฎล จะไม่ถูกส่งไปยังเมืองยะไข่
(๓) ฟังเขาก่อน ที่จะให้เขาฟังเรา เช่น ตะเบงชะเวตี้ สอบถามความเห็นจาก สว อิเฎล หลังจากที่ สว อิเฎล ได้เดินชมการซ้อมรบของทหาร เมื่อสว อิเฎลให้ความเห็นเสร็จแล้ว ตะเบงชะเวตี้จึงเริ่มชวน โดยการชวน ใช้คำพูดของ สว อิเฎล เป็นพื้นฐาน สมมติว่า สว อิเฎล บอกว่า “น่าจะให้ทหารใช้ธนูมากกว่าที่จะซ้อมรบประชิดตัว” และตะเบงชะเวตี้ก็กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น ก็ขอเชิญอิเฎลมาเป็นพลธนู และฝึกสอนทหารของข้า”
(๔) แบ่งปันความคิดเห็นกัน สมมติว่า สว อิเฎล ปฏิเสธการเข้าร่วมเป็นทหารในกองกำลังของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ตะเบงชะเวตี้จะถามว่าเพราะอะไร ถ้าเขาทราบสาเหตุ เขาก็จะเริ่มโน้มน้าวจากสาเหตุนั้น

ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)

บทความเรื่อง ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)

เมื่อเกิดการสนทนาในคนกลุ่มหหนึ่ง ๆ ที่อยู่ร่วมกันในเวลาช่วงหนึ่ง ๆ จะทำให้เกิดการแบ่งปันความหมายร่วมกัน เช่น สว อิเฎลพูดกับเพื่อนในห้องเรียนว่า เจ้าลิ้นดำ เพื่อจะเข้าใจทันทีว่า สว อิเฎล หมายถึง ตะเบงชะเวตี้ เพราะ สว อิเฎล พูดถึงเขาคนนี้บ่อย โดยถ้าคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนของสว อิเฎล มาฟัง อาจจะเข้าใจว่า เจ้าลิ้นดำ คือ หนังสือการ์ตูนไทยเรื่องเจ้าชายลิ้นดำ หรือ อาจจะเป็นสุนัขที่สามารถกัดงูตาย เป็นต้น

theory ทฤษฎี โมเดล

ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory) สามารถนำไปใช้ร่วมกับ กระบวนทัศน์พรรณนา ของฟิสเชอร์ (Fisher’s Narrative Paradigm) ซึ่งคือการเล่าเรื่องอย่างต่อเนื่อง มีเหตุมีผล ทำให้คนคล้อยตาม

การใช้ ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory) ร่วมกับ กระบวนทัศน์พรรณนา ของฟิสเชอร์ (Fisher’s Narrative Paradigm) จะได้ผลดีมาก เพราะคนในกลุ่มเดียวกัน มีการให้ความหมายกับคำพูด การกระทำ หรือ สิ่งของร่วมกัน เมื่อเล่าเรื่องที่มีวัฒนธรรมเหล่านี้ร่วมกันจะสามารถเข้าใจได้ดี เช่น สว อิเฎล เล่าเรื่องตะเบงชะเวตี้ขี่ช้างนำทัพยุทธหัตถีกับพระเจ้ากรุงสยาม ให้คนไทยฟัง คนไทยจะเข้าใจว่า สว อิเฎล หมายถึงอะไร แต่ถ้า สว อิเฎล เล่าเรื่องนี้ ให้ชาวเอสกิโมฟัง เขาจะไม่เชื่อว่าคนสามารถขี่ช้างได้ เพราะในวัฒนธรรมของเขา เขาอาจจะเห็นว่าช้างเป็นสัตว์ประหลาด มิใช่พาหนะ เป็นต้น

การให้ความหมายอาจเกิดขึ้นระหว่างคนสองคน เช่น คำว่า “แขวนที่เดิม” ของ สว อิเฎล กับเพื่อนบ้าน, หรืออาจเกิดในคนกลุ่มใหญ่ เช่น คำว่า “สวนอ้อย” แปลว่าซอยสวนอ้อยหน้ามหาวิทยาลัย, หรือแฟนเพลงทั่วโลกของ Avenged Sevenfold ที่จะรู้จักคำว่า “Stallion Duck” หรือเป็นป่า เป็นต้น

theory ทฤษฎี โมเดล

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)

บทความเรื่อง ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)

เป็นทฤษฎีในหมวดของความสัมพันธ์แบบระบบเครือข่ายของการสื่อสาร (Cybernetic Tradition) ซึ่งทฤษฎีนี้จะศึกษาแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่าง การให้ความหมายกับสารที่เราได้รับ (meaning) และผลของความหมายนั้น ที่จะแสดงออกโดยการกระทำ (action) โดยปกติแล้ว ทฤษฎีนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของ กลุ่มทฤษฎีสังคมและวัฒนธรรม (sociocultural tradition) แต่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงของเครือข่ายความสัมพันธ์เหมือนใน ทฤษฎีในกลุ่ม ไซเบอร์เนติกส์ (Cybernetic Tradition)

ทฤษฎี

การให้ความหมาย และการกระทำ (Meaning and Action) เป็นส่วนหนึ่งใน ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning) การให้ความหมายและการกระทำ (Meaning and Action) นี้ จะส่งผลซึ่งกันและกัน โดยเป็นไปไม่ได้ที่การส่งผลซึ่งกันและกันจะเกิดจากตัวแปรคู่เดียว เพราะการกระทำหนึ่ง ๆ จะดำเนินไปได้เมื่อมีการกระทำอื่น ๆ ร่วมอยู่ด้วยเสมอ และการให้ความหมายหนึ่ง ๆ จะประกอบด้วยประสบการณ์และความเป็นตัวตนที่แตกต่างกันของผู้รับสารแต่ละคน

นอกจากผลกระทบจากการกระทำอื่น ๆ ที่รวมอยู่กับการกระทำหลัก และผลกระทบจากประสบการณ์ของผู้รับสารแล้ว ยังมีตัวแปรอื่น ๆ ที่อยู่ร่วมระหว่างผลกระทบทั้งสองอย่าง เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำและผู้รับสารซึ่งจะให้ความหมายต่อการกระทำนั้น ๆ

การให้ความหมายของการกระทำ จะส่งผลต่อระบบการคิดต่อหลาย ๆ ส่วน หลาย ๆ ระดับ เช่น ถ้าสว อิเฎลให้เกรดนักศึกษาคนหนึ่ง เป็น F (ตก) นักศึกษาจะเสียใจกับตัวของเขาเอง, เกลียดผู้ที่กระทำกับเขา ซึ่งก็คืออาจารย์, ด่าทอมหาวิทยาลัย ซึ่งก็คือองค์กรภาพรวม, อิจฉาเพื่อน ๆ ซึ่งคือผู้ที่อยู่ในสถานะใกล้เคียงกัน เป็นต้น

ทฤษฎี

การให้ความหมายแก่การกระทำ แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ

(๑) การให้ความหมายอย่างพุทธิจริต (Constitutive Rules) พุทธิจริตคือหนึ่งในหลักธรรม จริต ๖ ซึ่งผู้ที่มีลักษณะจริต เป็น พุทธิจริตนี้ จะมองโลกตามความเป็นจริง เข้าใจความเป็นไปของโลก ดังนั้นการให้ความหมายแก่สิ่งที่เขาถูกกระทำ จะเป็นไปด้วยอุเบกขา คือ มองตนเองเช่นเดียวกับมองคนอื่น ดังนั้น ถ้า สว อิเฎล มีจริตแบบพุทธิจริต เมื่อหัวหน้าของ สว อิเฎล เรียกสว อิเฎล ไปตักเตือน สว อิเฎล จะไม่เกิดความโกรธ และจะไม่บ่น โดยเข้าใจว่า หัวหน้าต้องการให้ สว อิเฎล พัฒนาตนเอง และการพัฒนาตนเองของ สว อิเฎลนั้น จะให้ผลดีแก่องค์กรร่วมถึงประเทศชาติ

(๒) การให้ความหมายอย่างปุถุชน (Regulation or Rules of Action) คนทั่วไปสามารถให้ความหมายต่อการกระทำของคนอื่นได้หลายรูปแบบ และมีวิธีแก้ปัญหาที่เกิดจากความหมายนั้น ๆ ดังนี้

– 1 – หากเคยเกิดความกังวลในรูปแบบที่เคยเกิดมาในอดีต สว อิเฎล จะนึกเอาว่าตอนนั้นเคยทำอะไรแล้วปัญหาจึงจะหมดไป พอนึกได้แล้ว สว อิเฎล ก็ทำซ้ำแบบเดิม เพื่อแก้ปัญหาปัจจุบันตามประสบการณ์
– 2 – แก้ไขปัญหาปัจจุบัน โดยมิให้เกิดในอนาคต
– 3 – ปล่อยไป ทำตัวเหมือนตนมิใช่เจ้าชะตาของตน ถ้าเขายุให้โกรธ ก็โกรธ
– 4 – สร้างเหตุใหม่ เพื่อให้เหตุเก่าดับ การสร้างเหตุใหม่นี้ มีความยืดหยุ่นและเป็นไปได้หลายรูปแบบ แต่จะเป็นการแก้หลังจากที่เคยให้ความหมายของการกระทำของหัวหน้าไปแล้ว (จะไม่แก้ที่การให้ความหมาย เพราะถ้าแก้ที่การให้ความหมาย จะไปเข้าหมวด ข้อ ๑. )

บทเรียนนี้ สอนให้ สว อิเฎล ทราบว่า เมื่อทีสิ่งที่มากระทบ และเราให้ความหมายกับมัน การให้ความหมายที่แตกต่าง จะนำมาซึ่งการคิดและการกระทำของเราที่แตกต่าง

ทฤษฎี

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Guide to the Site

What’s New :
SW-Eden.Net ถือว่าเป็นเว็บบล็อกที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ในการให้ความรู้เป็นวิทยาทาน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวไทย ขอบคุณสำหรับทุก ๆ กำลังใจ ที่จะเป็นแรงผลักดันให้พวกเรา ชาวนักเขียน ไม่ย่อท้อ และไม่คิดที่จะหยุดสร้างงานเขียนเป็นของขวัญคืนแด่เพื่ิอน ๆ ทุกคน

Thank all you guys for the visiting. We are proud that we can provide you a useful knowledge, and we do know that we are much more than a diary blog. We will keep working on here. Have a wonderful reading time!!


* View site map at POST LIST

Play Interactive Animation “Save Nanda Bayin”
ช่วยนันทบุเรงในป่า

First Animation ever made for Black Tongue



* ท่องเที่ยวใน Sw Eden’s Flickr (Photos only)
Thailand Tour/Travel/Trip If you have any question about visiting Thailand, Please ask me by comment or e-mail.
Grand Temple and Grand Palace Rabeang Resort Beach Kanjanaburi กาญจนบุรี Silpakorn University Nakorn Pratom Tammajaree Tour

Sw Eden Artwork
Tuskty and Pink Cobra Illustrator drawing Flash Drawing Visual Art Thai Elephant Handmade Writing Light

New York City
Conservatory Garden, Central Park, Manhattan, NYC Yale Central Park Bronx Zoo Brooklyn Bridge 6 Ave Skyscraper

Bands/ Artists
Sw Eden's buddy icon<br /> Avenged Sevenfold A7X Zi:Kill The Academy Is... Mayday Parade Panic! at the disco Chris Fehn Slipknot

3 Comments

Filed under Uncategorized

ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

ทำให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

การทำให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) เป็นกลยุทธหนึ่งที่แสดงวิธีการทำให้ผู้อื่นสนองตอบความต้องการของเรา โดยเราจะเป็นผู้ให้รางวัล หรือผู้ลงโทษ กลยุทธนี้เป็นส่วนหนึ่งของ โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models) ก็คือโมเดล ยังไม่ใช่ทฤษฎี เพราะโมเดลต้องได้รับการพิสูจน์โดยงานวิจัย (research) จำนวนหลายครั้งก่อนที่จะถูกเรียกว่าทฤษฎี เช่น สว อิเฎล ศึกษาบทความเกี่ยวกับการใช้งานวิจัยเชิงทดลองกับการใช้ Animation เป็นสื่อการเรียนการสอน ผลลัพธ์ของงานวิจัยสามารถเป็นโมเดลได้ เพื่อที่ สว อิเฎล หรือนักวิจัยคนอื่น ๆ จะได้ทำโมเดลนั้นมาศึกษาต่อ พิสูจน์ต่อ และเมื่อค่อนข้างมั่นใจว่าโมเดลนั้นใช้งานได้จริง หรือค่อนข้างเสถียร ก็จะสามารถกลายเป็นทฤษฎีได้

Compliance Gaining โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

กลับมาพูดถึง การทำให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) ถ้า สว อิเฎล สามารถทราบว่าวิธีใดที่จะทำให้คนอื่นทำตามที่ สว อิเฎล ต้องการได้ แสดงว่า สว อิเฎล มีอำนาจสั่งการ โดยไม่จำเป็นต้องเกิดมาเป็นพระราชา

โดยทั่วไปแล้ว กลยุทธนี้จะเป็นการให้ของที่คนอื่นอยากได้ หรือขู่ว่าจะลงโทษ เพื่อให้เขาทำงานให้เรา การให้ treatment มีหลายรูปแบบ และสามารถแบ่งออกเป็น 16 กลยุทธ ซึ่งจะเขียนต่อไป การที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้กับผู้อื่น สิ่งหลัก ๆ ที่เราต้องมี คือ

(๑) รู้ความต้องการของกลุ่มคนที่เราต้องการให้เขาทำงานให้เรา เช่น อยากให้เด็กนักเรียนทำการบ้าน สว อิเฎล อาจสัญญาด้วยขนม, อยากให้ลูกน้องตั้งใจทำงาน อาจสัญญาด้วยการเพิ่มเงินเดือน เป็นต้น
(๒) อำนาจที่จะหาสิ่งของเหล่านั้นให้แก่คนที่จะทำงานให้เรา เช่น หัวหน้าสามารถขู่ว่าจะลงโทษลูกน้องได้, เราอาจต้องหาสิ่งของให้คนที่อยู่ในระดับเดียวกับเรา เช่น ให้ของที่ระลึกเมื่อทำแบบสอบถามเสร็จ เป็นต้น

Compliance Gaining โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

16 กลยุทธ มีดังต่อไปนี้
(๑) สว อิเฎล สัญญาว่าจะให้รางวัลกับเขา (อ้างเชิงบวก)
(๒) สว อิเฎล อธิบายว่าถ้าเขาทำงานดังกล่าวแล้ว จะมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับผู้ทำเอง เหมือนกับว่า สว อิเฎล เคยทำมาก่อนแล้ว และได้รับสิ่งที่ดี เช่น บอกกับลูกศิษย์ว่า อาจารย์ฟังเพลงภาษาอังกฤษ จนกระทั่งสามารถพูดภาษาอังกฤษได้, ดังนั้น ลูกศิษย์จึงไปฟังเพลงดังกล่าวตาม (อ้างเชิงบวก)
(๓) สว อิเฎล จะเป็นมิตรด้วย ถ้าเขาทำในสิ่งที่ สว อิเฎลต้องการ (อ้างเชิงบวก)
(๔) สว อิเฎล ให้รางวัลก่อนที่จะขอให้เขาทำงานให้ (อ้างเชิงบวก)
(๕) สว อิเฎล อธิบายว่าถ้าเขาทำในสิ่งดังกล่าวแล้ว เขาจะรู้สึกดี หรือสบายใจ เช่น อาจารย์บอกนักศึกษาว่า เลื่อนสอบให้เร็วขึ้น นั้นดี เพราะจะได้สบายใจเร็ว ๆ (อ้างเชิงบวก)
(๖) สว อิเฎล บอกเล่าว่า จะมีแต่คนมีคุณภาพ คนมีชื่อเสียงทำงานร่วมกับเขา (อ้างเชิงบวก)
(๗) สว อิเฎล ให้กำลังใจว่า คนอื่นจะชอบเขามาก ๆ ถ้าเขาทำสิ่งนั้น ๆ (อ้างเชิงบวก)
(๘) สว อิเฤล ทวงบุญคุณ ว่าเมื่อก่อน สว อิเฎล เคยช่วยเขา ดังนั้นตอนนี้เขาควรช่วย สว อิเฎล บ้าง (ไม่ใช่เชิงบวก และเชิงลบ)
(๙) สว อิเฎล บอกเขาว่า สิ่งที่จะให้เขาทำ เป็นวัฒนธรรมของที่ทำงาน, หรือ เป็นจริยธรรมที่ควรกระทำ (ไม่ใช่เชิงบวก และเชิงลบ)
(๑๐) สว อิเฎลบอกเขาว่า ถ้าเขาทำแล้ว ส่วนรวมจะได้รับประโยชน์ เช่น สุเทพเทือกชักชวนให้คนมาชุมนุม (ไม่ใช่เชิงบวก และเชิงลบ)
(๑๑) สว อิเฎล ขู่ลูกน้องว่าจะทำโทษ ถ้าไม่ทำสิ่งที่ สว อิเฎล สั่ง เช่น ขู่ลดเงินเดือน, ขู่หักคะแนน, ขู่เอาความสะดวกสะบายที่เขาเคยมีไป (อ้างเชิงลบ)
(๑๒) สว อิเฎล บอกเขาว่า ถ้าไม่ทำ จะมีผลร้ายต่อตัวเขาเอง โดย สว อิเฎลไม่ใช่ผู้ที่จะลงโทษเขา (อ้างเชิงลบ)
(๑๓) สว อิเฎล ทำโทษเขาไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะทำในสิ่งที่ สว อิเฎลต้องการ เช่น ยึดรถบริษัทจากพนักงาน จนกว่าพนักงานจะจ่ายค่าประกันด้วยตนเอง (อ้างเชิงลบ)
(๑๔) สว อิเฎล บอกเขาว่า เขาจะรู้สึกแย่มาก ถ้าไม่ทำในสิ่งนั้น ๆ (อ้างเชิงลบ)
(๑๕) สว อิเฎล บอกเล่าว่า เขาจะได้ทำงานกับคนไร้ความรับผิดชอบ คนเห็นแก่ตัว ถ้าเขาไม่ยอมทำงานที่สว อิเฎล ต้องการ (อ้างเชิงลบ)
(๑๖) สว อิเฎล ขู่ว่า ถ้าเขาไม่ทำงานดังกล่าว จะมีแต่คนเกลียดเขา (อ้างเชิงลบ)

Compliance Gaining โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

และจาก 16 กลยุทธนี้ สามารถสรุปออกมาเป็น 5 หัวข้อใหญ่ ๆ คือ

(๑) สว อิเฎลให้ของแก่เขาก่อน หรือสัญญาว่าจะให้ของแก่เขา
(๒) สว อิเฎลลงโทษเขาก่อน หรือขู่ว่าจะลงโทษเขา
(๓) สว อิเฎลบอกเขาว่า ถ้าเขาทำแล้ว จะได้ผลดีกับตัวเขาเอง (โดย สว อิเฎล ไม่ต้องให้ของแก่เขา)
(๔) สว อิเฎลอธิบายว่าสิ่งที่จะให้ทำ เป็นเรื่องที่ควรทำ ถ้าไม่ทำแปลว่าคุณไม่มีจริยธรรม
(๕) สว อิเฎล พูดถึงในอดีต ว่า สว อิเฎลเคยมีบุญคุณกับเขา และเขาควรตอบแทนโดยการทำสิ่งที่ สว อิเฎล ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ตามหลักพระพุทธศาสนา การใช้กลยุทธ การทำให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) ไม่ใช้กัลยาณมิตร เพราะเป็นการอ้างถึงอดีต และอนาคต แต่สว อิเฎล มักจะพบเสมอในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอ้างเชิงลบ

Compliance Gaining โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

1 Comment

Filed under Uncategorized