ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ

Elaboration Likelihood Theory ถูกกำหนดขึ้นโดย Richard Petty และ John Cacioppo เพื่ออธิบายการถูกชักจูงด้วยสาร, Elaboration Likelihood บ่งบอกถึงระดับการพิจารณาสารหนึ่ง ๆ ว่าถี่ถ้วนรอบคอบ น่าเชื่อถือหรือยัง โดยมี 2 ทางคือ

1. Central Route บ่งบอกถึงการคิดอย่างรอบคอบ เมื่อคิดแล้ว เชื่อแล้ว จะจดจำได้เป็นระยะเวลานาน ถ้าเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ เลย เราจะคิดอย่าง Central Route ไม่ได้
2. Peripheral Route บ่งบอกถึงการเชื่อโดยยังไม่ทันคิด เช่น การเชื่อหลักฐานภาพถ่ายในเว็บไซต์ การเชื่อเช่นนี้ จะเชื่อในระยะเวลาอันสั้น สามารถลืมได้เอง หรือ สามารถถูกเปลี่ยนแนวคิดได้ง่าย หากวันหนึ่งได้คิดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในรูปแบบ Central Route

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

นอกจากการแบ่งวิธีการเชื่อเป็น 2 ทางแล้วนั้น คำว่า Motivation (แรงจูงใจ) ซึ่งปกติหมายความว่า สิ่งกระตุ้นหรือแรงจูงใจ ได้ถูกจำกัดความด้วย 3 ส่วนคือ

1. ความเกี่ยวข้องของผู้รับสารกับตัวสาร เช่น ถ้า สว อิเฎล เป็นชาวไทยที่อยู่ในอเมริกา และอยู่มาวันหนึ่งโทรทัศน์ออกข่าวว่า วสันต์ อัสนี จะเดินทางมายังประเทศอเมริกา, สว อิเฎลจะรู้สึกตื่นตัว และสนใจสารนั้นมากกว่าคนไทยที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ
2. คนอื่น ๆ พูดถึงสารนั้นบ่อย เช่น สว อิเฎล ฟังรายการพงษ์พันธ์ ซึ่งพูดถึงสรรพคุณยาสมุนไพรเขากวางอ่อนบ่อย และเมื่อออกไปเดินตลาดแถวบ้าน ก็ยังมีชาวบ้านมากมายพูดถึงสมุนไพรนี้ ทำให้สว อิเฎลเกิดความสนใจ จนกระทั่งอาจจะเชื่อในสารนั้น
3. นิสัยของผู้รับสาร เช่น สว อิเฎล เป็นนักวิจารณ์ เป็นนักเขียนบล็อก (blog journalist) เมื่อได้ยินข้อถกเถียง ก็มักนำมาเขียนให้ผู้อ่านได้อ่านเสมอ เป็นต้น

เมื่อทราบแล้วว่า Motivation เกิดจาก 3 สิ่งข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ถ้า Motivation (แรงจูงใจ) สูง จะเป็นไปได้สูงที่คนเราจะคิดอย่าง Central Route และถ้า Motivation ต่ำ คนก็มักจะคิดอย่าง Peripheral Route

นอกจากนี้ การคิดอย่าง Central Route ยังเกิดขึ้นได้ง่าย เมื่อความคิดเห็นก่อนหน้าที่จะได้รับสาร มีความตรงกับผลของการประมวลสารนั้น เช่น สว อิเฎล เคยมีความรู้ดีเรื่องดาราศาสตร์ และรู้ว่าหลุมดำอยู่กลางกาแล็กซี่ ต่อมาเมื่อหนังสือ National Geographic มานำเสนอเรื่อง หลุมดำ และแสดงภาพหลุมดำอยู่กลางกาแล็กซี่ ทำให้เกิดการกระตุ้นความจำดั้งเดิม และทำให้ สว อิเฎล เชื่ออย่างฝังใจมากขึ้น

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

คำถาม J: Cable TV บางช่องนำเสนอแต่ข่าวของฝ่าย กปปส. ในขณะที่บางช่อง นำเสนอแต่ข่าวด้าน นปช. ให้นักศึกษาอธิบายผลกระทบของการที่ประชาชนแต่ละฝ่ายเลือกรับสารข้างเดียว ให้สอดคล้องกับ Elaboration Likelihood Theory

บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร และโมเดล
ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ
โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model
ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory
ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory
ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis
นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

1 Comment

Filed under Uncategorized

โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model

Heuristic-Systematic Model แปลตรงตัวว่า โมเดลการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ แต่ความหมายของมันจริง ๆ คือ โมเดลแสดงกระบวนการคิดและการเชื่อแบบเด็กเรียนรู้ระดับพื้นฐาน และ แบบการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบเหมือนผู้ใหญ่

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

Heuristic-Systematic Model นี้แบ่งกระบวนการคิดและการเชื่อเป็น 2 ประเภทคือ

1. Heuristic คือ การคิดอย่างคร่าว ๆ และเชื่อ เช่น ครูของคุณผู้อ่านบอกให้คุณมาค้นคว้าในหัวข้อที่คุณกำลังอ่านอยู่ในตอนนี้ ปรากฎว่ามีเพียง สว อิเฎล คนเดียวเท่านั้นที่เขียน รวมถึงเว็บไซต์ของ สว อิเฎล ลงท้ายด้วย .net แสดงว่าไม่ได้เขียนเพื่อการค้า และเมื่อคุณเห็นเช่นนั้น คุณก็รีบอ่าน และเชื่อสิ่งที่ สว อิเฎล เขียน เพื่อที่จะได้นำไปอธิบายให้ครูของคุณฟัง; การเชื่อเช่นนี้ เป็นการประมวลผลคร่าว ๆ และยังไม่ทันได้คิดว่าข้อมูลที่ สว อิเฎล เขียนนั้นดูมีเหตุมีผลแล้วหรือยัง หรือ คนที่ชื่อ สว อิเฎล มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเขียนเรื่องนี้หรือไม่

2. Systematic คือ การคิดอย่างมีระบบ มีการพิจารณา หาเหตุผลประกอบว่าควรเชื่อหรือไม่ เพราะเหตุใด เช่น เมื่อคุณทราบว่า สว อิเฎล ทำอาชีพเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อยู่ในสาขาวิชาเดียวกับที่คุณกำลังเรียนอยู่ ข้อมูลนี้จะทำให้คุณเกิดความเชื่อถือมากขึ้น นอกจากนี้ เมื่อคุณไปค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมในห้องสมุด พบว่าตำราต่างประเทศเขียนคล้ายคลึงกับที่คุณเคยอ่าน และเมื่ออ่านแล้ว คุณรู้สึกว่ามีความสมเหตุสมผลกันดี การนี้แสดงว่าคุณเชื่ออย่างมีเหตุผล และคิดอย่างมีระบบ

หากวิธีการคิดและเชื่อ ทั้ง Heuristic และ Systematic เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน จะทำให้คุณเกิดความเชื่อมั่นในสิ่งที่ สว อิเฎล เขียนมากขึ้น

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

คำถาม H: จาก Heuristic-Systematic Model นักศึกษายกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง ที่เกิดขึ้นในแฟน ๆ ของภาพยนตร์เรื่องใดก็ได้ และ เพลงของวงดนตรี วงใดก็ได้ (แนะนำให้เลือกภาพยนตร์หรือวงดนตรีที่มีคนติดเป็นจำนวนมาก เช่น Twilight, Avenged Sevenfold, The Beatles, Michael Jackson, Star Wars)

คำถาม I: อ่านบทความเรื่อง The Documentary Analysis of Meta-Analysis Research in Violence of Media และ highlight ประโยคที่กล่าวถึงพฤติกรรมการเชื่อแบบ Heuristic

บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร และโมเดล
ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ
โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model
ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory
ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory
ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis
นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

4 Comments

Filed under Uncategorized

ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory

Attribution Theory แปลตรงตัวตามศัพท์ว่า ทฤษฎีการให้เหตุผล ผู้ก่อตั้งทฤษฎีนี้ คือ นาย Fritz Heider

การตัดสินใจ และการคาดเดาของคนทั่วไป มักได้รับอิทธิพลมาจาก เหตุการณ์ภายนอก, ประสบการณ์, นิสัย, จุดมุ่งหมายของแต่ละคน, ความชอบ, ที่ทำงาน หรือโรงเรียน หรือกลุ่มที่สังกัด, ความจำเป็น และ การสัญญา การตัดสินใจส่วนใหญ่ของคนมักจะตัดสินใจและคาดเดาโดยใช้อุปนิสัยของตน และเหตุการณ์ประกอบกัน

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

ตัวอย่างเช่น สว อิเฎล พบว่านักศึกษาห้องเรียน ๓ มักจะทำงานช้ากว่านักศึกษาห้องเรียน ๔ เสมอ และผลลัพธ์ออกมาคือ งานของห้องเรียน ๔ มีคุณภาพดีกว่าห้องเรียน ๓ ; อยู่มาวันหนึ่ง ห้องเรียน ๔ ทำงานได้ช้ากว่าห้องเรียน ๓ และผลงานออกมาสู้ห้องเรียน ๓ ไม่ได้ การนี้ทำให้ สว อิเฎล เชื่อว่าในคาบเรียนนั้น ห้องเรียน ๔ ไม่ตั้งใจทำงาน ทั้ง ๆ ที่ห้องเรียน ๔ ให้เหตุผลว่า งานนี้ไม่เหมาะกับพวกเขาเลยจริง ๆ และเป็นงานที่พวกเขาไม่ถนัดสุด ๆ แต่ สว อิเฎล ก็ไม่ฟัง

จากตัวอย่าง สว อิเฎล ตัดสินนักศึกษาห้อง ๔ จากอารมณ์ และความคิดของตนเอง ที่ได้มาจากประสบการณ์ที่เคยรับรู้มาจากคาบเรียนก่อน ๆ โดยไม่ทราบความจริงว่า นักเรียนห้อง ๓ อาจคุ้นเคยกับงานชิ้นดังกล่าวมากกว่าห้อง ๔ เพราะเคยเรียนมาก่อนในวิชาอื่น เป็นต้น

Stephen W. Littlejohn และ Karen A. Foss อธิบาย Attribution Theory ในหนังสือ Theories of Human Communication ไว้ว่า คนเรามักจะตำหนิคนอื่นเมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นกับพวกเขา แต่มักจะตำหนิสิ่งแวดล้อม/สถานการณ์ เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นกันตนเอง

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

คำถาม G: ตอนจบของภาพยนตร์บางเรื่อง เช่น The Mist, Saw, Drag Me to Hell ทำให้ผู้ชมหงุดหงิด เพราะอะไร ให้อธิบายเทียบกับ Attribution Theory

บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร และโมเดล
ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ
โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model
ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory
ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory
ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis
นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

1 Comment

Filed under Uncategorized

ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory

Problematic เป็นคำวิเศษขยายนามของ ปัญหา หรือ ปริศนา
Integration แปลว่าการปรับตัวเข้ากัน, การผสมกัน, การรวมกัน

ถ้าการปรับตัวหรือการทำความเข้าใจของ สว อิเฎล มีความสอดคล้องกับเรื่อง ๆ หนึ่ง เขาจะสามารถตัดสินใจได้อย่างง่ายดายว่าเขาต้องทำอะไรต่อไป แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าความเข้าใจของเขาไม่ตรงกับเรื่องที่เขาพบ เขาจะสามารถปรับตัวได้ยาก และการตัดสินใจนั้นจะเป็นปัญหาขึ้น

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

Stephen W. Littlejohn และ Karen A. Foss อธิบายถึงสิ่งที่ Babrow อธิบายไว้ว่า การแบ่งประเภทของการปรับตัวของมนุษย์มีอยู่ 2 แบบ คือ

(๑) Probabilistic Orientation คือ ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนแน่นอนหรือไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับว่าความเป็นไปได้นั้นมากหรือน้อย เช่น ถ้าจับคางคก คุณจะมีตุ่มใส ๆ ขึ้นตามผิวหนัง คุณอาจมั่นใจว่าตุ่มที่คุณเห็นมีสาเหตุมาจากคางคกแน่ ๆ หรือคุณอาจจะไม่มั่นใจ เพราะก่อนหน้านั้นคุณไปเดินป่ามา และอาจถูกยุงป่ากัด เป็นต้น
(๒) Evaluation of Certain Association แปลตรง ๆ ว่าการให้ค่าของความเกี่ยวเนื่องที่แน่นอน เช่น จับคางคกแล้วเป็นอันตราย ถ้าจับคางคกแล้วทุกคนจะรู้สึกแย่มาก, โรคมะเร็งสามารถรักษาให้หายขาดได้โดยสมุนไพรหนุมานนั่งแท่น เป็นต้น

ถ้าสว อิเฎลทราบเช่นนี้แล้ว ทุกครั้งที่ สว อิเฎล ไปจับคางคก สว อิเฎลจะเกิดความกังวลว่าต้องมีตุ่มขึ้นแน่ ๆ การนี้ทำให้ สว อิเฎล ให้ค่าความสำคัญในเชิงลบ คือเกิดความกังวลว่าตุ่มใส ๆ จะขึ้นมาในไม่ช้าหลังจากจับคางคก

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่ใจนี้ เกิดมาจากข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ น้อย, หรือ ข้อมูลไม่แน่นอน มีคนกล่าวเกี่ยวกับเรื่องเดียวกันที่มห้ผลที่แตกต่างมากมาย, เกิดความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่เชื่อและสิ่งที่ต้องการ หรือ เป้าหมายในการสร้างชิ้นงาน ดูจะเป็นไปไม่ได้ เป็นต้น

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

คำถาม E: ข้อมูลที่ได้มาจากสื่อใหม่ ทั้งเว็บไซต์ และแอพลิเคชั่นต่าง ๆ สร้าง “ปัญหาที่เกิดขึ้นจากความไม่แน่ใจ” ได้หรือไม่ อย่างไร ให้ยกตัวอย่าง

บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร และโมเดล
ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ
โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model
ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory
ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory
ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis
นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

1 Comment

Filed under Uncategorized

ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis

จากหนังสือ Effective Crisis Communication นาย Robert R. Ulmer ได้ให้ความหมาย Uncertainty คือสิ่งที่ไม่ clear และคนต้องคาดเดาเอา ส่วนความหมายตามพจนานุกรมของ Uncertainty นี้คือ ความไม่แน่นอน ความไม่แน่ใจ ความคลุมเคลือ ตัวอย่างของ Uncertainty ที่สว อิเฎลคิดว่าทุกคนเคยประสบมาคือ เมื่อ นักเรียนกำลังจะไปดูผลสอบ ซึ่งนักเรียนจะเกิดความไม่แน่ใจว่าจะได้เกรดดีหรือไม่ อาจเกิดความกังวล และความรู้สึกไม่แน่นอนในชีวิต ในขณะที่เกิดความอยากรู้โดยเร็วที่สุด เป็นต้น

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

ในหนังสือเล่มนี้ นายโรเบิร์ตได้อธิบายถึง Uncertainty ใน Crisis กล่าวคือ Uncertainty นี้จะไม่ใช่เหตุการณ์ธรรมดาในชีวิตประจำวันเหมือนกับที่นักเรียนอยากรู้ผลสอบ แต่ Uncertainty ใน Crisis จะเป็นอะไรที่ซับซ้อนกว่า และไม่ใช่สิ่งที่เกิดในชีวิตประจำวัน นายโรเบิร์ตได้อธิบายบทเรียน 10 อย่างเกี่ยวกับ Uncertainty คือ

1. Crisis จะเกิดไว้ไวมาก และไม่มีใครคาดคิดไว้
แม้ว่าตามหลักการ ก่อนที่จะเกิด Crisis สามารถมี Sign หรือสัญลักษณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นมาเตือนก่อน เช่นความขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้เกิดความขัดแย้งระดับใหญ่ ตามหนังสือ ตัวอย่างที่แสดงคือเหตุการณ์ไฟใหม้ ที่เมื่อผู้บริหารองค์กรได้ฟังแล้ว ก็ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีใครบาดเจ็บหรือเปล่า ทั้งนี้ สว อิเฎลมีเรื่องเล่าที่ฟังมากจาก พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล คือ เรื่องของ ไอ้ปื๊ด

2. องค์กรไม่ควรแก้ปัญหา Crisis ด้วยวิธีทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
เนื่องจาก Crisis ไม่ใช่เรื่องทั่วไปที่เกิดในชีวิตประจำวัน ดังนั้นการแก้ปัญหาต้องไม่ใช้วิธีการเดียวกันแน่ ๆ เช่น ข่าวในประเทศไทยที่ สว อิเฎล จำได้คือ รถไฟขบวนปฐมฤกษ์ตกราง ควรมีการแก้ไขโดยชี้แจงสาเหตุและดำเนินการซ้อมแซมให้เร็วที่สุด มิใช่การไล่คนขับรถไฟหรือเจ้าหน้าที่คนใดคนหนึ่งออกเพื่อแสดงให้เห็นว่าองค์กรมีความรับผิดชอบ

3. ข่าวเตือนภัยคือสิ่งที่ควรรู้
เมื่อรู้กระแสข่าว หรือคำทำนายสิ่งที่จะเกิดในอนาคต ควรเตรียมรับมือ มิใช่ทำเป็นไม่เชื่อ องค์กรควรหาข้อมูลและแจ้งข้อมูลให้แก้ผู้ถือหุ้นให้เข้าใจตรงกัน เช่น ข่าวที่กลุ่มเสื้อแดงบางกลุ่มแนะนำให้มีการแบ่งแยกดินแดน แม้ว่าจะยังไม่เกิดจริง แต่กองทัพไทยควรเตรียมแก้ไขปัญหาตั้งแต่เนิ่น ๆ

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

4. ควรเตรียมพร้อมรับมือกับ Crisis
แม้ว่าเวลาเกิด Crisis ข้อมูลที่องค์กรทราบนั้นน้อยนัก น้อยกว่าที่นักข่าวอยากรู้ แต่องค์กรควรทำให้ผู้ถือหุ้นและพนักงานสามารถให้ข่าวในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะคำถามที่นักข่าวมักจะถามบ่อย เช่น เกิดขึ้นได้อย่างไร, ใครจะรับผิดชอบ, แก้ไขอย่างไร เป็นต้น โดยปกติคนที่อยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ Crisis มากที่สุดคือพนักงาน และผู้ถือหุ้น

5. องค์กรไม่ควรสร้างความสับสนให้แก่สังคมเมื่อเกิด Crisis กับตัวเอง
เช่น เมื่อรัฐบาลกำลังจะออกกฎหมายควบคุมสินค้าบางประเภท และบริษัท A ได้รับผลกระทบ บริษัท A จึงตำหนิว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีความรู้เกี่ยวกับสินค้าดังกล่าว เป็นต้น

6. เตรียมตัวให้เหตุผลกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นใน Crisis โดยเชื่อมโยงกับคำพูดของตนเองก่อนหน้านี้

7. ควรแก้ Crisis ตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่าปล่อยให้บานปลาย
เช่น เมื่อรัฐบาลทราบว่ามีผู้คนจำนวนมากแย้งนโยบายจำนำข้าว รัฐบาลควรจะตรวจสอบและแก้ไขปัญหา หรือหยุดโครงการไว้ชั่วคราวก่อน มิใช่ปล่อยให้บานปลายและค่อยหาทางแก้ไขที่หลัง ซึ่งการนี้ สว อิเฎล เห็นว่ารัฐบาลถูกตำหนิจากสื่อหลายช่องทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลลัพธ์สุดท้ายที่จำต้องขายข้าวในราคาถูก, ข้าวมีคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐาน รวมถึงปัญหาเจ้าหนี้ซึ่งเป็นชาวนา

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

8. ถ้าองค์กรเชื่อว่าตนไม่ได้ผิด องค์กรควรให้เหตุผลให้ได้ว่าใครผิด อย่างไร
สมมติว่า สว อิเฎล ใช้บริการสระว่ายน้ำ A และสว อิเฎล ผิวดำขึ้นถนัดตา สว อิเฎล จึงฟ้องสระว่ายน้ำว่าใส่คลอรีนมากไปทำให้ผิวไหม้, ทำให้สระว่ายน้ำ A ต้องพิสูจน์โดยให้นักวิทยาศาสตร์ออกมายืนยันว่า คลอรีนไม่ได้ทำให้ผิวไหม้ และตนได้ใส่คลอรีนในปริมาณที่เหมาะสม แต่ผิวที่สีดำขึ้นนั้น เกิดมาจากร้านค้าที่ตั้งอยู่หน้าสระว่ายน้ำ ได้ทำหมูลมควัน ทำให้เมื่อ สว อิเฎล เดินผ่านในขณะที่ตัวเปียก และเขม่ามาจับทำให้ผิวกลายเป็นสีดำ

9. ควรมีการจำลองสถานการณ์เพื่อรับมือกับ Crisis
เช่น การซ้อมรับมือกับผู้ก่อการร้าย, การทดลองลักลอบนำข้อมูลออกจากองค์กร

10. Crisis ทำให้การมองโลกของคน และการมองขององค์กรเปลี่ยนไป
หลังจากเกิดรัฐประหาร เหตุการณ์น้ำท่วม รวมกับการประชาสัมพันธ์ที่ดีของช่อง 5 ทำให้ประชาชนชาวไทยมองว่า ทหารสามารถช่วยเหลือประเทศชาติได้ และผู้ที่เป็นฝ่ายขับไล่รัฐบาลมีความหวังว่าทหารจะช่วยเหลือพวกเขาได้อีก

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

คำถาม C: เหตุการณ์ Y2K ที่คนทั่วโลกตื่นตัวว่าเมื่อถึงปี 2000 แล้วระบบฐานข้อมูลต่าง ๆ จะปั่นป่วน จัดอยู่ในข้อใด เพราะเหตุใด

คำถาม D: จากข้อ 7. และ 10. ให้อธิบายเปรียบเทียบกับการล่มสลายของ Myspace ตามบทความ “The Study of Users’ Conflict and Issues in the History of Social Networking Site: Myspace”

บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร และโมเดล
ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ
โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model
ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory
ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory
ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis
นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

2 Comments

Filed under Uncategorized

นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล

นิยายเรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล เป็นนิยายที่อธิบายความจริงทางนิเทศศาสตร์ ศาสตร์แห่งการสื่อสารได้ดีมาก ๆ ตอนที่ สว อิเฎล เข้าฟังบรรยาย อบรมผู้ประกาศวิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียง วิทยากรได้จุดประเด็นว่า คนเรามักจะพูดสิ่งที่อำนวยประโยชน์ให้แก่ตนเองเท่านั้น แม้ว่าสารนั้นจะเป็นเรื่องจริง แต่ก็มิได้นำมาพูดทั้งหมด หากแต่เลือกพูดเฉพาะบางส่วนเท่านั้น

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร นันทบุเรง ไดโนเสาร์

ไอ้ปื๊ดเป็นลูกจ้าง ทำหน้าที่เฝ้ารีสอร์ท ณ ขณะนั้น เจ้านายของเขาอยู่ต่างจังหวัด วันนั้นไอ้ปื๊ดโทรหาเจ้านาย โดยมีบทสนทนาดังต่อไปนี้
(สรุปจากการเทศน์ เมื่อ ก่อน 13/10/2556)

ไอ้ปื๊ด: นกแก้วตาย
เจ้านาย: ตัวไหนหล่ะ
ไอ้ปื๊ด: นกแก้วตัวที่ชนะการประกวดพูดตาย
เจ้านาย: มันไปกินอะไรถึงตาย
ไอ้ปื๊ด: มันไปกินเนื้อม้าเน่า
เจ้านาย: อ่าว! ม้าเน่ามาจากไหน
ไอ้ปื๊ด: ม้าพันธุ์แท้ตาย
เจ้านาย: มันตายอย่างไร
ไอ้ปื๊ด: ม้าหัวใจวายเพราะไปลากรถขนน้ำ
เจ้านาย: ทำไมม้าต้องไปลากรถขนน้ำ
ไอ้ปื๊ด: เพราะ รีสอร์ทไฟไหม้
เจ้านาย: มันไหม้ได้อย่างไร
ไอ้ปื๊ด: เทียนล้มใส่ม่าน
เจ้านาย: รีสอร์ทมีไฟฟ้าใช้ ทำไมต้องจุดเทียน
ไอ้ปื๊ด: ทำพิธีศพ
เจ้านาย: ศพใคร
ไอ้ปื๊ด: ศพคุณผู้หญิง
เจ้านาย: เฮ้ย ทำไมเมียของเราถึงตายได้หล่ะ
ไอ้ปื๊ด: พอดีคุณผู้หญิงมากลางดึก ผมคิดว่าโจร ผมเลยเอาไม้กอล์ฟฟาดตาย

ความโกรธสามารถเกิดและดับโดยมีความโกรธของเหตุการณ์ใหม่เข้ามาแทนที่ ณ บทเรียนนี้ สว อิเฎลสามารถอธิบายว่า มีความ Uncertainty หรือความไม่แน่ใจเกิดขึ้น เจ้านายมีความสงสัยขึ้นมาเป็นระยะ ๆ เมื่อสงสัยแล้วก็โกรธ และเมื่อโกรธก็สงสัยต่อ คือ Crisis เกิดขึ้นมาซ้อน Crisis ไปเรื่อย ๆ จนเกิดความซับซ้อน (Complexity)

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

คำถาม B: จากเรื่อง “ไอ้ปื๊ด” นักศึกษาให้นักศึกษายกตัวอย่าง โพส (Post) ใน Facebook ของทั้งฝั่งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ที่มีการรายงานความจริงเพียงบางส่วน และวิเคราะห์เปรียบเทียบกับเรื่อง “ไอ้ปื๊ด”

บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร และโมเดล
ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ
โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model
ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory
ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory
ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis
นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

1 Comment

Filed under Uncategorized

การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

Misconceptions of Crisis Communication แปลเป็นไทยอย่างตรงตัวว่า “การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต”

นาย Robert R. Ulmer และคณะ ได้แจงการเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารขณะที่เกิดความขัดแย้งเป็น 10 ข้อ ในหนังสือของเขา คือ Effective Crisis Communication ซึ่งเมื่อ สว อิเฎล ได้อ่านแล้ว อยากนำมาแบ่งปัน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร บริษัท รายการโทรทัศน์ และสื่อบันเทิงทั่วไปในประเทศไทย

การเขียนในครั้งนี้ สว อิเฎล จะขออธิบายและยกตัวอย่างที่ชาวไทยน่าจะคุ้นเคยกัน เพื่อให้พวกเราได้อ่านและเข้าใจได้ง่ายขึ้น กว่าที่จะใช้ตัวอย่างสถานการณ์ในต่างประเทศตามตำราต้นฉบับ

ก่อนอื่นต้องแนะนำก่อนว่า Crisis หมายความว่าอะไร ความหมายทั่วไปของ Crisis คือวิกฤต หรือความขัดแย้ง เมื่อ ตั้งแต่ 2 ฝ่ายขึ้นไปมีทิศทางทางความคิด หรือการปฏิบัติมุ่งไปคนละทิศทาง โดยความคิดและการปฏิบัติขัดนั้น ๆ ทำให้อีกฝ่ายเสียประโยชน์หรือเกิดความไม่พอใจ

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

การเข้าใจผิดเกี่ยวกับความขัดแย้ง 10 ข้อนี้ได้แก่

1. Crisis สามารถสร้างชื่อเสียง ภาพลักษณ์ให้องค์กรได้
การเกิด Crisis ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปต้องการให้มี และถ้าเกิดขึ้นเมื่อไร เป้าหมายที่องค์กรควรทำคือ นำองค์กรเข้าสู่สภาวะปกติให้ได้ ในทางกลับกัน บางองค์กรเห็นว่าตนสามารถใช้ Crisis ในการสร้างชื่อเสียงได้ และจากที่ สว อิเฎลได้เข้าฟังการอบรมผู้ประกาศวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งวิทยากรได้นำตัวอย่างรายการโทรทัศน์ที่อาจจะใช้ Crisis ในการสร้างชื่อเสียงหรือสร้างกระแสมาใช้ชม เราชาวไทยคงทราบกันดี ถึง รายการที่ผู้หญิงใช้หน้าอกวาดภาพ และ ที่มีเด็กผู้ชายซึ่งมีสภาพจิตไม่ปกติร้องเพลงเปาบุ้นจิ้น

2. Crisis ไม่มีข้อดีอยู่เลย
แม้ว่าจะไม่มีคนปกติคนไหนต้องการให้เกิด Crisis กับองค์กรของตน แต่เมื่อเกิด Crisis ขึ้นแล้ว ก็จงแก้ไขมัน หรือใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาส เช่น แสดงความสามารถในการแก้ปัญหาให้ผู้ที่จับตามองไว้วางใจบริษัท ผู้ที่จับตามองนี้สามารถหมายถึง ลูกค้า ผู้ใช้บริการ ตลอดจนผู้ถือหุ้น โดยส่วนตัวของ สว อิเฎลเอง เคยเป็นศิษย์วัดญาณเวศกวัน และได้อ่านหนังสือที่พระพรหมคุณาภรณ์ ได้เขียนไว้ กล่าวคือ อย่ามองว่าการมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับพระสงฆ์ จะเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไป เพราะเมื่อมีข่าวไม่ดีออกมาตามสื่อต่าง ๆ แล้ว ก็จะมีวิธีการดำเนินการแก้ไขตามมา แต่ในทางกลับกัน ถ้าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น แต่ไม่มีสื่อนำไปเผยแพร่ เรื่องไม่ดีก็จะไม่ได้รับการแก้ไข

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

3. ควรหาตัวคนผิดและคนรับผิดชอบ
นิสัยคนทั่วไป เมื่อเกิด Crisis ขึ้นก็จะมองหาว่าใครเป็นคนทำ และเจ้าคนทำควรจะรับผิดชอบ แต่จริง ๆ แล้ว สิ่งที่ควรทำหลังจากเกิด Crisis คือ หาทางแก้ไขโดยเร็วที่สุด โดยเริ่มมองจากความจริงที่เกิดขึ้น เช่น ปัญหาโจรภาคใต้ หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าใครอยู่เบื้องหลัง และมันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ความเป็นจริงคือ มีคนตาย และคนตายคือผู้บริสุทธิ์, อีกหนึ่งตัวอย่างที่ สว อิเฎล คิดต่างจากคนเล่า Social Network: Facebook คือ เหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ที่คนใน Social Network หรือสังคม online มักจะโยนความผิดไปมาให้กับฝ่ายที่ตนไม่ชอบ บ้างว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลชุดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร บ้างว่าเป็นฝีมือของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ความเป็นจริงที่ทราบกันโดยไม่ต้องถกเถียงคือ รัฐบาลทราบว่าเวลานั้นต้องปล่อยน้ำ และน้ำจะท่วมแน่ ๆ เมื่อ Crisis เกิดขึ้นแล้วก็ไม่ควรให้เหตุการณ์บานปลายโดยปล่อยให้ท่วมกรุงเทพและเขตอุตสาหกรรม

4. องค์กรพยายามใช้สารที่เอาใจผู้ถือหุ้น
เมื่อเกิด Crisis ขึ้น องค์กรมักใช้สารที่เอาใจผู้ถือหุ้น และลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการให้สัมภาษณ์ หรือการทำจดหมาย ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ควรใช้ข้อความหรือพูดถึงสิ่งที่ผู้ถือหุ้นและลูกค้าสนใจ หรือต้องการทราบมากกว่า

5. การมีกฎองค์กรที่แน่นอน จะลดการเกิด Crisis
การมีกฎที่แน่นอนอาจจริงในบางกรณี แต่การที่กฎเกณฑ์สามารถยืดหยุ่นได้ จะทำให้เมื่อเกิด Crisis แล้ว สามารถแก้ไข Crisis ได้เร็วยิ่งขึ้น เหตุการณ์นี้ เห็นได้ชัดจากระบบราชการที่ไม่ยืดหยุ่น ซึ่งเมื่อสถานที่ทำการถูกประชาชนยืดไว้ การทำงานและออกเอกสารราชการต่าง ๆ ล้วนแต่ทำได้ช้าลง, ส่วนอีกเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันคือการล่มสถายของกล้อมฟิลม์ยุคเก่าของ Codak

6. การเตรียมรับมือกับ Crisis เป็นการเตรียมการที่ดีที่สุด
แม้ว่าการเตรียมรับมือกับ Crisis เป็นการเตรียมการที่ดีที่สุดก็ตาม แต่สิ่งที่ดีกว่านั้นคือ การป้องกันไม่ให้เกิด Crisis อย่างที่พวกเราเคยชินกับการซ้อมหนีไฟของบริษัท หรือมหาวิทยาลัย แต่สิ่งที่ดีกว่าการเตรียมพร้อมนั้น คือ การป้องกันไม่ให้เกิด Crisis ในตัวอย่างนี้คือ มหาวิทยาลัยควรเข้มงวดกับการห้ามปรามมิให้นักศึกษาสูบบุหรี่ในอาคารเรียน มิใช่มีเพียงป้าย ว่าปรับเงิน หรือปรับตกทุกวิชา แต่ต้องมีการดำเนินการจริง

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

7. อย่าทำเป็นสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ถือหุ้นและประชาชนมากเกินไป
เมื่อเกิด Crisis องค์กรมักจะกลัวว่าผู้ถือหุ้นจะทิ้งหุ้นของตนเอง และหนีไปลงทุนในบริษัทอื่น ดังนั้นองค์กรจึงจะพูดเพื่อให้ผู้ถือหุ้นเกิดความมั่นใจ ซึ่งบางครั้งการกระทำให้ผู้ถือหุ้น-ลูกค้า-ประชาชนเกิดความมั่นใจมากเกินไป อาจทำให้คนสงสัย หรือถ้าพวกเขาเชื่อมั่นและเกิดอะไรไม่ดีตามมาภายหลัง องค์กรจะยิ่งเสียภาพลักษณ์ ในข้อนี้ สว อิเฎลขอยกตัวอย่างเหตุการณ์น้ำมันรั่วของบริษัท ปตท. ซึ่งหลังจากน้ำมันรั่วไม่ถึงปี นักวิจัยได้พิสูจน์ว่าการทำความสำอาจและสิ่งแวดล้อมปลอดภัยแล้ว ทั้ง ๆ ที่เหตุการณ์น้ำมันรั่วที่อื่น ๆ ของโลก ใช้เวลากว่า 15-20 ปี กว่าอาหารที่ได้จากการประมงค์จะปลอดภัยจากสารพิษ (ข่าวจากหนังสือพิมพ์ Post Today วันที่ 7 มีนาคม 2557)

8. อย่าปิดกั้น หรือไม่ให้ข้อมูลกับสื่อ
เมื่อมีนักข่าวมาสัมภาษณ์เมื่อองค์กรเกิด Crisis อย่าเอาแต่หลบนักข่าว หรือไม่ให้สัมภาษณ์ เพราะการไม่ใช้สัมภาษณ์ หรือที่เรียกว่า “stonewall” กำแพงหินนี้ จะยิ่งทำให้สาธารณะชนคาดเดาเหตุณ์การไปต่าง ๆ นานา และส่วนใหญ่จะเป็นแง่ร้าย ทางที่ดีองค์กรควรออกมาพูดในสิ่งที่ตนเองรู้ และยอมรับว่าตนไม่รู้อะไร และจะขวนขวายหาข้อมูลที่ไม่รู้เพิ่มเติม

9. องค์กรพยายามรักษาภาพลักษณ์
เมื่อ Crisis เกิดขึ้น องค์กรมักจะพยายามรักษาภาพลักษณ์ ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงภาพลักษณ์ ณ เวลานั้น ไม่ค่อยมีให้รักษา ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ ควรแสดงความรับผิดชอบ และแก้ไขปัญหา และเรียนรู้ให้มากที่สุดเกี่ยวกับ Crisis นั้น ๆ

10. การเฉไฉให้ดูดี
การโกหกเฉไฉให้องค์กรดูดี จะยิ่งมีผลเสียถ้าสาธารณะชนหรือผู้ถือหุ้นทราบความจริง เช่น การทำความสะอาดชายทะเลหลังจากที่ ปตท. ทำน้ำมันรั่ว แม้ว่าสื่อเคยออกข่าวไปแล้วว่าทะเลบริเวณดังกล่าวได้รับการทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว แต่ข่าวที่ตามมาคือ ยังมีคราบน้ำมันถูกพัดไปยังชายหาดอื่น

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

คำถาม A: จากที่นักศึกษาใช้ Social Networking Sites / Applications / Electronic Devices
(๑) นักศึกษาพบว่าองค์กรใดบ้างใช้เครื่องมือเหล่านี้แก้ปัญหาความขัดแย้ง/วิกฤต ด้วยความเข้าใจผิดเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องวิกฤต
(๒) จากข้อ (๑) ความเข้าใจผิดดังกล่าว ตรงกับข้อใดบ้าง จากความเข้าใจผิด ๑๐ ข้อในข้างต้น

บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร และโมเดล
ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ
โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model
ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory
ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory
ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis
นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

2 Comments

Filed under Uncategorized

D.I.Y. การพับดอกกุหลาบด้วยแบงค์

วัสดุอุปกรณ์

1. แบงค์จริง หรือแบงค์กาโม่ – 8 ใบ เช่น
– แบงค์ 20, 50, 100, 1000 อย่างละ 2 ใบ

2. ก้านดอกพร้อมกระดาษพันก้านสีเขียว – ปัจจุบันมีขายก้านพันกระดาษสำเร็จ
3. กลีบดอก – 7 ใบ
4. เทปกาว 2 หน้า
5. กาว – ลาเท็กซ์ หรือปืนกาว

วิธีทำก้าน

เตรียมก้านดอก กลีบเลี้ยง 4 ใบไว้ที่ยอด พันด้วยกระดาษพันก้าน ไล่ลงมาประมาณ 2-3 นิ้วตามใจชอบ พันกลีบติดกับก้านอีก 3 ใบ

วิธีทำดอก

1. เตรียมกลีบดอกทีละคู่ โดยเริ่มจากแบงค์ 20 แบงค์ 50 แบงค์ 100 และแบงค์ 1000
2. ให้ม้วนมุมแบงค์ที่จะทำเป็นกลีบดอกทุกใบ ไปทางลายแบงค์ด้านนอก
3. พับแบงค์ครึ่ง 1 ครั้ง เข้าด้านใน ตอนนี้จะได้แบงค์ 4 เหลี่ยมจัตุรัส

4. คลี่ออก เห็นรอยแบ่งครึ่งของแบงค์ ให้พับริมแบงค์ทั้งด้านซ้ายขวาเข้าด้านในหาเส้นแบ่งครึ่ง ตอนนี้จะได้มุม 3 เหลี่ยม

5. พับมุม 3 เหลี่ยมกลับไปอีกด้าน หรือไปทางด้านหน้าแบงค์นั่นเอง ประมาณ 1/2 นิ้ว

6. ทำเช่นนี้ทั้ง 2 ด้าน สำหรับแบงค์ 20 แล้วนำมาวางซ้อนประกบกันให้ชิด เพื่อทำเป็นเกสร ไม่ให้เห็นช่องว่างตรงกลาง
7. ตอนนี้จะได้กลีบเสร็จไป 1 คู่ ให้นำเทปกาว 2 หน้าแปะติดไว้ที่ก้นดอก เพื่อติดกับกลีบดอกกุหลาบคู่ต่อไปในขั้นตอนเข้าดอกหรือติดบนแบงค์ 50 แบงค์ 50 อยู่บนแบงค์ 100 และแบงค์ 100 อยู่บนแบงค์ 1000

8. ทำเช่นนี้อีก 3 ครั้งสำหรับแบงค์ 50, 100, และแบงค์ 1000
9. ตอนนี้จะได้ดอกกุหลาบ และก้านที่เตรียมไว้ นำมาติดกันด้วยปืนกาว หรือกาวลาเท็ก หรือ เทป 2 หน้า (ไม่ค่อยทน)

เป็นไงจ๊ะ D.I. Y. พับกุหลาบด้วยแบงค์ไม่ยากเลย 1 ดอกใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที แต่มีขั้นตอนที่สำหรับบางคนอาจเป็นรู้สึกยากคือช่วงการเข้าดอกเพราะต้องการดอกตูม แต่พอเข้าดอกจริงอาจบาน มีเทคนิคคือ

- การพับมุม 3 เหลี่ยม ให้ริมดอกเกยซ้อนกัน แต่
– ต้องระวังการเกยกัน ต้องให้สลับกัน

คราวหน้าจะหา D.I.Y. มาฝากใหม่นะจ๊ะ อ้อ ถ้าหาแบงค์ไม่ได้ จะใช้กระดาษหนังสือนิตยสารสวย ๆ ก็ได้นะ แทบไม่มีต้นทุนด้วยจ้า

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วิธีการดูจำนวนการค้นหา keyword (คีย์เวิร์ด/คำค้น) ใน Google ต่อเดือน

เขียนเรื่องการดูจำนวนการค้นหาคีย์เวิดหรือคำค้นโดย สว อิเฎล/ อาจารย์พราว

1. เข้าหน้าเว็บไซต์ adwords.google.com
ท่านจะเห็นหน้าจอดั่งรูปด้านล่างนี้

2. ไปที่ Menu bar ด้านบน มองหาคำว่า Tools และคลิกที่ “Keyword Planner”

วิธีการตรวจสอบ keyword จำนวนครั้งการค้นหาที่ Google

.

3. หน้าจอที่ปรากฏจะมี list ของ menu ทางด้านซ้ายมือขึ้นมา 4 แถบ แต่ละแถบเขียนข้อความยาว ๆ
ให้คลิกที่แถบแรก ซึ่งเขียนว่า “search for new keyword and ad group ideas”
เมื่อคลิกแล้ว อิเฎลจะพบว่ามีช่องให้กรอกข้อมูลต่าง ๆ มากมาย

ช่องบนสุด ใต้หัวข้อ “Product or Service”
ให้เติม keyword ของสิ่งที่เราต้องการหาลงไป
ส่วนช่องอื่น ๆ ให้ตั้งค่า หรือกรอกข้อมูลตามที่เราอยากรู้ หรือจะไม่กรอกก็ได้

วิธีการตรวจสอบ keyword จำนวนครั้งการค้นหาที่ Google
ที่จริงแล้ว แถบอื่น ๆ ก็สามารถใช้งานได้คล้ายกัน

.

4. หลังจากกรอกข้อมูลตามภาพด้านบน และกดปุ่ม “Get ideas” เมื่อกรอกเสร็จ จะพบหน้าจอเป็นดังภาพด้านล่าง
ตารางที่ปรากฎจะมีข้อมูลบอก
เช่น
4.1 กราฟจิ๋ว เมื่อเอาเมาส์ไปวางจะเห็นกราฟ/แผนภูมิข้อมูลการค้นหารายเดือน
4.2 Avg. monthly searches แปลว่า จำนวนครั้งการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือน
4.3 Competition แปลว่าการแข่งขันที่จะขึ้นมาอยู่ link แรกของการโฆษณา ถ้ามีคนจ่ายค่าโฆษณาที่ผูกกับ keyword นี้เยอะ จะขึ้นคำว่า high, และถ้าไม่ค่อยมีคนโฆษณาผูกกับ keyword นี้ จะขึ้นคำว่า Low
4.4 Suggested bid จะมีข้อมูลตัวเลขที่มีหน่อวยเป็นเงินขึ้นมาให้ดู จำนวนเงินนี้ คือจำนวนเงินการจ่ายต่อ 1 คลิก (Pay per click) ที่จะสามารถทำให้ โฆษณาของเราขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของ Google

วิธีการตรวจสอบ keyword จำนวนครั้งการค้นหาที่ Google

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ไหว้สะเดาะเคราะห์แก้ชง ปีม้า 2014

ไหว้สะเดาะเคราะห์แก้ชง ปีม้า 2014 หรือปีมะเมีย 2557
เขียนโดย รตจิตร

ตามประเพณีของคนจีน จะมีการไหว้ตรุษจีน การไหว้เทพเจ้าไฉ่ซิ้งเอี๊ยตอนกลางคืนตามเวลาที่ดีในแต่ละปี และการไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งนอกจากจะเป็นการไหว้เพื่อเป็นสิริมงคล แล้ว ยังเป็นการรวมญาติอย่างน้อยก็ปีละ 2 ครั้งที่ควรมาเจอะเจอกัน ของไหว้ตรุษจีนเพื่อให้ไหว้แล้ว เฮง เฮง เฮง ได้แก่

- ซาแซ 3 อย่าง หรือ โหง่วแซ 5 อย่าง ไม่ว่าจะเป็น ไก่ เป็ด หมู (รวมเครื่องในด้วย เช่นตับ+กึ๋น) ปลา ปลาหมึก ล้วนมีความหมายรวม ๆ ว่า อุดมสมบูรณ์ ตับ เพื่อให้ก้าวหน้าในงาน เป็นต้น
– ซาลาเปา หมายถึง ห่อโชค ห่อลาภ
– ลูกชิ้นกุ้งทอด ขนมถ้วยฟู ฝอยทอง ทองหยอด เป็นต้น มีความหมายว่าให้มีเงินทองเต็มบ้าน
– ถั่วหลายชนิด ขนมเปี๊ยะ ขนมเข่ง ขนมเทียน และผลไม้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ควรมีการถือศีล 5 และทำความดีอย่างต่อเนื่อง และอย่าลืมไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นการไหว้เพื่อสะเดาะเคราะห์แก้ชงเช่นเคย ซึ่งเป็นการไหว้ที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ไม่ใช่เฉพาะคนจีน คนไทยเชื้อสายจีน แต่ยังมีชาวไทยและชาวต่างชาติที่นิยมไหว้สะเดาะเคราะห์แก้ชง ปีนี้ปีม้า 2014 หรือปีมะเมีย 2557 มี 4 ปีที่ชงได้แก่

1. ปีม้าเอง
2. ปีชวด (ศัตรูของปีม้า)
3. ปีเถาะ (เพื่อนของปีม้า)
4. ปีระกา (ศัตรูของปีเถาะ)
ในที่นี้จะแนะนำสถานที่บริเวณ China Town ของไทย คือ เยาวราช อย่างน้อยสัก 3 แห่ง ก็พอดี ๆ ไม่เหนื่อยจนเกินไป ได้แก่ วัดเล่งเน่ยยี่ ศาลเจ้าไต่ฮงกง และศาลเจ้าพ่อกวนอู

1. วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่
เทพเจ้าไท้ซ่วยเอี๊ย
การไหว้เทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ย เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา ถือเป็นการเสริมดวง แก้ปีชง 2557

วัดเล่งเน่ยยี่ มีภาษาจีนว่า 龍蓮寺 หรือ 龙莲寺 หรือ Lóng lián sì (ตัวพินอิน) เพื่อไหว้เทพเจ้าไท้ซ่วยเอี๊ย ณ วัดเล่งเน่ยยี่ โดยปีก่อน รตจิตรได้เขียนถึงวัดเล่งเน่ยยี่ที่บางบัวทองไปแล้ว ปีนี้จึงมาไหว้สะเดาะเคราะห์แก้ชง ที่เยาวราช รตจิตรขอลอกการทำพิธีสะเดาะเคราะห์จากบอร์ดแดง ที่เขียนไว้ที่วัด

วิธีการสะเดาะเคราะห์แก้ปีชง วัดเล่งเน่ยยี่

- เขียนชื่อ – นามสกุล อายุ วัน เดือน ปี เกิด เวลาตกฟาก ลงบนใบสะเดาะเคราะห์สีแดง (ถ้าไม่รู้ตรงไหน เช่น เวลา ให้เขียนคำว่า “ดี” แทน)
– นำธูป 3 ดอก และชุดสะเดาะเคราะห์ไปไหว้เทพเจ้าแห่งดวงชะตา (ไท้ส่วยเอี๊ย) ด้านในฝั่งขวามือของวัดเล่งเน่ยยี่ เยาวราช
– จุดธูปไหว้อธิษฐานขอบารมีองค์ไท้ส่วยเอี๊ย ช่วยคุ่มครองชะตา ให้แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดทั้งปี
– นำชุดสะเดาะเคราะห์ปัดตัว 13 ครั้ง (ในกรณีที่มาทำการสะเดาะเคราะห์แทนผู้อื่น ไม่จำเป็นตัองปัดตัว)
– สุดท้ายให้นำชุดไหว้วางไว้ในตะกร้าหน้าองค์ไท้ส่วยเอี๊ยเพื่อฝากให้พระจีนที่วัดสวดมรนต์ ให้คุ้มครองผู้มาสะเดาะเคราะห์ตลอดทั้งปี เป็นอันจบพีธี

ไปที่วัดเล่งไน่ยี่ไม่ว่าจะที่เยาวราช หรือที่บางบัวทองก็ตาม จะเป็นป้ายบอกปีชงและวิธีการไหว้เสร็จสรรพ เพื่อไหว้เทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ย เจ้าแม่กวนอิม โดยอาจทำบุญเพื่อสะเดาะเคราะห์ และเพื่อเสริมบุญเป็นสิริมงคล รวม 2 ชุดดังนี้

1. ทำบุญ 100 บาท แรก
เพื่อแก้ชงโดยไหว้เทพเจ้าไท้ส่วยเอี้ย สรุปสั้น ๆ คือนำชุดไหว้ที่ได้จากการทำบุญมาเขียนชื่อ วันเวลาเกิด (ถ้ายังจำได้) บนกระดาษแดงที่ได้มาเพื่อนำมาโบกปัดตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงขาด้านล่างรวม 12 ครั้ง และฝากทั้งชุดให้พระที่วัด เพื่อฝากให้ท่านสวดมนต์ให้เราพ้นเคราะห์
2. ทำบุญ 100 บาท เพื่อเป็นสิริมงคล ให้พระสงฆ์ที่วัดสวดมนต์ให้

2. ศาลเจ้าไต่ฮงกง

เทพเจ้า หลวงปู่ไต่ฮงกงโจวซือ (เทพเจ้าผู้อนุเคราะห์สัตว์โลก) ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ รตจิตรและลูกไปสักการะทุก ๆ ปี พร้อมทั้งทำบุญต่าง ๆ เช่น ทำบุญโรงศพ ซื้อผ้าดิบห่อศพ ทำบุญข้าวสาร และทำบุญให้มูลนิธิปอเต็กตึ๊ง เป็นต้น
การเดินทางง่าย ๆ คือ

- เดินออกจากประตูด้านข้างของวัดเล่งเน่ยยี่
– เดินไปทางขวาเดินตรงไป เจอ 4 แยกก็ยังตรงไป
– จะเห็นด้านข้างด้านหลังของศาลหลวงปู่ไต่ฮงกงอยู่ขวามือ ให้เข้าไปโดยถอดรองเท้าและหิ้วเข้าไปด้วย จะได้ไม่ต้องย้อนมาด้านนี้ เพื่อจะได้ไปไหว้ศาลเจ้าพ่อกวนอูต่อที่ตลาดเก่า

สถานที่เพื่อไหว้หลวงปู่ไต่ฮงกง มี 2 ด้านคือ
1. ศาลจริง คือด้านที่อยู่ทางฝั่งเดียวกับวัดเล่งเน่ยยี่ หรือที่รตจิตรพาเพื่อน ๆ มาถึงก่อนโดยเข้าด้านหลัง และ
2. ข้ามถนนไปศาลไต่ฮงกงที่ขยายทำเพิ่มขึ้นภายหลัง คือด้านตรงข้ามของศาลเดิม

วิธีการไหว้ไต่ฮงกง

จุดธูปไหว้คนละ 8 ดอก เทียนแดง 1 คู่
จุดที่ 1 ไหว้ทีกง (เทพยดาฟ้าดิน) ปัก 5 ดอก
จุดที่ 2 ไหว้หลวงปู่ไต่ฮง ปัก 3ดอก
ของไหว้ทั้งหมดทำบุญหยอดตู้
บางคนอาจนำกระดาษ ค้อซี ไหว้เพิ่ม พร้อมน้ำมัน แต่ด้านหน้าก็มีตั้งขายจำนวนมาก

3. ศาลเจ้าพ่อกวนอู ตลาดเก่า เยาวราช

ปีนี้พิเศษกว่าทุกปี คือเป็นปีม้า รตจิตร จึงอยากแนะนำเพื่อน ๆ ไหว้เพิ่มที่ศาลเจ้าพ่อกวนอู เนื่องจากเป็นปีม้าจึงมีคนไปไหว้ที่ศาลเจ้าพ่อกวนอูจำนวนมาก โดยจากศาลไต่ฮงกง ให้เดินไปทางเยาวราช เพื่อไปตลาดเก่าไหว้ ศาลเจ้าพ่อกวนอู หรือสอบถามคนแถว ๆ นั้น ก็ได้ รตจิตรคิดว่าน่าจะรู้จักกันทุกคน แม้แต่คงงานพม่า และกระเหรี่ยง

นอกจากจะไหว้สักการะเจ้าพ่อกวนอูแล้ว เพื่อความเป็นสิริมงคลแล้ว ยังได้ไหว้ ม้าเช็กเธาว์ ซึ่งเป็นพาหนะของเทพเจ้ากวนอู เป็นม้าที่มีความจงรักภักดีกับเจ้านาย และยังเป็นม้าที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเรื่องสามก๊ก เป็นม้าชั้นดี วิ่งได้เร็วมากถึงวันละ 1,000 ลี้ (ตามตำรับตำรานะจ๊ะ) หมอดูหลายสำนัก และหนังสือพิมพ์หลาย ๆ ฉบับ กล่าวแนะนำให้มาไหว้ที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เพื่อในปีมะเมียหรือปีม้า จะประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องหน้าที่การงาน ทั้งทางด้านการค้าขาย และการเดินทางตลอดปี

ไปไหว้สะเดาะเคราะห์เสร็จแล้ว ก็ถึงโอกาส Shopping ที่สำเพ็ง ซื้อข้าวของเพื่อมาทำ D.I.Y. เช่นกระเป๋าสาน จัดดอกไม้แห้ง และกุหลาบแบงค์กาโม่ เป็นต้น

Leave a comment

Filed under Uncategorized