ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)

บทความเรื่อง ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)

จากที่ทราบกันในบทความ สัญญะของภาษา (Semiotics of Language) ว่าภาษาของมนุษย์เป็นสัญลักษณ์ (Symbol) ภาษา ณ ที่นี้คือทั้ง วจนภาษา (Verbal) และ อวจนภาษา (Nonverbal) โดยที่ อวจนภาษา (Nonverbal) บางส่วนที่คนไม่ได้สร้างขึ้นเอง อาจจะไม่ใช้สัญลักษณ์ (Symbol)

theory ทฤษฏี โมเดล นิเทศศาสตร์

อวจนภาษาแบ่งเป็น 6 อย่างคือ
(๑) อวจนภาษาประกอบวจนภาษา หรืออวจนภาษาประกอบการพูด จากที่เราทราบว่าทุกครั้งที่เราพูด จะมี 3 สิ่งประกอบกันคือ สีหน้า โทนเสียง และประโยคที่พูด; อวจนภาษาประกอบวจนภาษา คือ สีหน้า และโทนเสียง รวมถึงความเร็วในการพูด
(๒) การใช้มือประกอบ เช่น สว อิเฎล อธิบายให้ตะเบงชะเวตี้ฟังว่า ทางไปกรุงสยามต้องผ่านสถานที่อะไรบ้าง ถ้าผ่านป่าที่มีต้นไม้สูงใหญ่ สว อิเฎลจะยกมือสูงเพื่ออธิบายหน้าตาของต้นไม้นั้น
(๓) อวจนภาษาสากล คืออวจนภาษาที่ทุกคนรู้ว่าคืออะไร เช่น ขมวดคิ้ว แปลว่าสงสัย, กวักมือเขา แปลว่า มานี่, ชี้นิ้วไปไกล ๆ คือ ทางโน้น
(๔) อวจนภาษาที่เกิดขึ้นพร้อมกับการพูด ซึ่งผู้พูดสามารถส่งสารที่มีความหมายแตกต่างกันได้ในเวลาเดียวกัน เช่น ตะเบงชะเวตี้สัญญา สว อิเฎลว่าจะมอบช้างตัวหนึ่งให้ ในขณะที่มือไขว้หลังเอานิ้วไขว้กัน และทหารของเขาก็เห็นว่าเขาทำเช่นนั้น แปลว่าเขากำลังโกหก เป็นต้น
(๕) อวจนภาษาที่ทำโดยอัตโนมัต เช่น หมาจะกัดตะเบงชะเวตี้ เขาก็วิ่งหนีทันที, สว อิเฎลเดินเข้าลิฟต์ สิ่งแรกที่ทำคือกลับหลังหัน เผื่อเตรียมออก
(๖) อวจนภาษาแห่งความกังวล เช่น สว อิเฎล นั่งทำข้อสอบและกัดเล็บในขณะเดียวกัน, วิวลี่กำลังถูกสัมภาษณ์เพื่อสมัครเข้าทำงาน เขากระดิกเท้าตลอดเวลา, ตะเบงชะเวตี้พูดไปเกาหัวไปในขณะที่กำลังเอาใจเจ้าหญิงชาวมอญ เป็นต้น

theory ทฤษฏี โมเดล นิเทศศาสตร์

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)

บทความเรื่อง ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)

เมื่อ สว อิเฎล คุยกับพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ สว อิเฎล พยายามลอกเลียนแบบพฤติกรรมการสนทนาของตะเบงชะเวตี้ เพราะตะเบงชะเวตี้ดูน่านับถือ การเลียนแบบนี้เรียกว่า “Convergence” ต่อมา ตะเบงชะเวตี้เห็นว่า สว อิเฎลพูดภาษามอญไม่ชัด ตะเบงชะเวตี้จึงพูดภาษามอญให้ชัดขึ้น เพื่อให้ตนเองมีอิทธิพลทำให้ สว อิเฎล ได้สติและพูดชัด การกระทำของตะเบงชะเวตี้คือ การทำตรงข้ามกับสิ่งที่คู่สนทนากำลังทำอย่างสิ้นเชิง การทำตรงข้ามนี้เรียกว่า “Divergence”

การลอกเลียนแบบพฤติกรรมคู่สนทนา (Convergence) และ การทำตรงข้ามกับพฤติกรรมคู่สนทนา (Divergence) สามารถทำพร้อมกันทั้ง 2 ฝ่าย หรือ ทำเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น ตะเบงชะเวตี้เอาดาบพาดบ่าตอนพูดกับ สว อิเฎล และ สว อิเฎลทำตามตะเบงชะเวตี้ ในขณะเดียวกันตะเบงชะเวตี้เห็นว่า สว อิเฎลมองไปทางรูปปั้นหงส์มอญ ตะเบงชะเวตี้จึงมองตาม การกระทำนี้แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างเลียนแบบพฤติกรรมซึ่งกันและกัน เรียกพฤติกรรมนี้ว่า “Mutual” และถ้ามีเพียงฝ่ายใดฝ่ายเลียนแบบ ส่วนอีกฝ่ายพยายามทำตรงข้าม อย่างย่อหน้าแรก จะเรียกว่า “Nonmutual”

โดยธรรมชาติ คนเราจะลอกเลียนพฤติกรรมการสนทนาของผู้ที่มีคุณวุฒิเหนือกว่า และจะไม่ลอกเลียนพฤติกรรมของผู้อ่อนวัยกว่า การลอกเลียน (Convergence) หรือทำตรงข้าม (Divergence) สามารถทำให้คู่สนทนาเกลียดเราได้ เช่น ผู้ใหญ่ทำตัวปัญญาอ่อนเพื่อจะเล่นกับเด็กทารก ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เด็กทารกบางคนไม่ชอบ เพราะถือว่าเป็นการดูถูก และพ่อแม่ของเด็กก็ไม่ชอบ เพราะการสอนเด็กที่ดี ควรสอนให้เขารู้จักโลกความจริง มิใช่การทำท่าทางปัญญาอ่อนของผู้ใหญ่ ที่ทำให้เด็กทารกมีพัฒนาการทางสมองช้า, อีกตัวอย่างคือ เจ้าหน้าที่ราชการเห็นว่าชายชรามีการศึกษาต่ำ ดูโง่เขลา เชื่องช้า และพูดด้วยเสียงเบา ดังนั้นเจ้าหน้าที่ราชการจำใช้วิธีตะคอกใส่ชายชรานั้น ทำเช่นนี้คือ Divergence และเป็นบาปยิ่ง

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

1 Comment

Filed under Uncategorized

สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)

บทความเรื่อง สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)

สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)

ใจความสำคัญของกลุ่มทฤษฎีทางภาษา (Linguistic Theory) คือ ส่วนใหญ่คำที่มีความหมายเดียวกับของแต่ละภาษาออกเสียงไม่เหมือนกัน แสดงให้เห็นว่า คำที่มนุษย์บัญญัติขึ้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับวัตถุนั้น ๆ เช่น คำว่า ขอบคุณ ในภาษาอังกฤษคือ “Thank You” ภาาาพม่าคือ “เจ๊ะสุ” เป็นต้น การบัญญิตคำของมนุษย์ ทำให้ภาษาเป็นสัญลักษณ์ (Symbol) ไม่เหมือนกับการสื่อสารระหว่างสัตว์ในบางสถานการณ์ เช่น หมาแยกเขี้ยวจะกัด หมาอีกตัวทำท่ากลัว และวิ่งหนี การกระทำของหมาไม่ต้องถูกแปล แต่เป็นการสื่อสารโดยตรง หมาทุกตัวที่มาเห็นเหตุการณ์ เข้าใจในรูปแบบเดียวกันหมด

ภาษาแต่ละภาษามีรูปแบบของมัน มีการให้ความหมายมานานก่อนที่ สว อิเฎล จะเกิดมาบนโลกมนุษย์ มีรูปแบบไวยกรณ์ (grammar) ที่แน่ชัด สิ่งเหล่านี้ ผู้ใช้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และผู้ใช้เรียนรู้มันเพื่อเอามาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยการเอามาใช้นั้นจะใช้ในลักษณะใดก็ได้ เพื่อสื่อสารตามที่ตนต้องการ อาจใช้ผิดหลักไวยกรณ์ก็ได้ การเรียบเรียงประโยค การออกเสียง การลำดับเหตุการณ์ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน

กล่าวคือ ภาษา (Language) จะเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ในขณะที่การนำมาใช้นั้นยืดหยุ่น แต่ละคนเปลี่ยนรูปแบบการใช้ แต่ภาษาต้นฉบับก็ยังคงอยู่

สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม

บทความเรื่อง ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม

. . .การบังคับให้คนอื่นเชื่อ เป็นเรื่องบาป ไม่ควรทำ
การดูถูกคนอื่นว่าโง่ เพื่อให้เขาเชื่อเรา ไม่ควรทำ
การใส่ความว่าความคิดคนอื่นผิด ไม่ควรทำ
การเชิญชวนให้คนอื่นมองโลกอย่างเรามอง ทำได้
แต่ทำด้วยความสุภาพ . . .

สว อิเฎล ได้อ่านวิธีการคิดนี้ ทำให้คิดถึงหลักคำสอนพระพุทธศาสนา แม้เราจะตักเตือนเขา ถ้าทำให้เขาไม่สบายใจก็ไม่ควรทำ สว อิเฎล จึงได้ร้อยเรียงเรื่อง ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) เป็นคำพูดข้างต้น

ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม

จากคำพูดข้างต้นนั้น Sonja K. Foss และ Cindy L. Foss ได้แนะนำวิธีชักชวนเชื้อเชิญ อย่างสันติ และน่าจะได้ผล คือ

(๑) สร้างบรรยากาศในการชักชวน เช่น ตะเบงชะเวตี้ชวน สว อิเฎลออกรบ จึงพา สว อิเฎลเดินดูทหารซ้อมรบอย่างตั้งอกตั้งใจ ทำให้ สว อิเฎลเกิดความฮึกเหิม
(๒) สร้างความสบายใจ หรือ อุ่นใจ ให้กับผู้ที่ถูกชวน เช่น ตะเบงชะเวตี้บอกว่า ถ้า สว อิเฎล มารบให้ ลูกเมียของ สว อิเฎล จะได้รับการดูแลอย่างดี, หรือ ถ้า สว อิเฎล เซนต์สัญญาเป็นทหารแล้ว ข้อมูลของ สว อิเฎล จะไม่ถูกนำไปเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต หรือภาพถ่ายของ สว อิเฎล จะไม่ถูกส่งไปยังเมืองยะไข่
(๓) ฟังเขาก่อน ที่จะให้เขาฟังเรา เช่น ตะเบงชะเวตี้ สอบถามความเห็นจาก สว อิเฎล หลังจากที่ สว อิเฎล ได้เดินชมการซ้อมรบของทหาร เมื่อสว อิเฎลให้ความเห็นเสร็จแล้ว ตะเบงชะเวตี้จึงเริ่มชวน โดยการชวน ใช้คำพูดของ สว อิเฎล เป็นพื้นฐาน สมมติว่า สว อิเฎล บอกว่า “น่าจะให้ทหารใช้ธนูมากกว่าที่จะซ้อมรบประชิดตัว” และตะเบงชะเวตี้ก็กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น ก็ขอเชิญอิเฎลมาเป็นพลธนู และฝึกสอนทหารของข้า”
(๔) แบ่งปันความคิดเห็นกัน สมมติว่า สว อิเฎล ปฏิเสธการเข้าร่วมเป็นทหารในกองกำลังของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ตะเบงชะเวตี้จะถามว่าเพราะอะไร ถ้าเขาทราบสาเหตุ เขาก็จะเริ่มโน้มน้าวจากสาเหตุนั้น

ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)

บทความเรื่อง ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)

เมื่อเกิดการสนทนาในคนกลุ่มหหนึ่ง ๆ ที่อยู่ร่วมกันในเวลาช่วงหนึ่ง ๆ จะทำให้เกิดการแบ่งปันความหมายร่วมกัน เช่น สว อิเฎลพูดกับเพื่อนในห้องเรียนว่า เจ้าลิ้นดำ เพื่อจะเข้าใจทันทีว่า สว อิเฎล หมายถึง ตะเบงชะเวตี้ เพราะ สว อิเฎล พูดถึงเขาคนนี้บ่อย โดยถ้าคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อนของสว อิเฎล มาฟัง อาจจะเข้าใจว่า เจ้าลิ้นดำ คือ หนังสือการ์ตูนไทยเรื่องเจ้าชายลิ้นดำ หรือ อาจจะเป็นสุนัขที่สามารถกัดงูตาย เป็นต้น

theory ทฤษฎี โมเดล

ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory) สามารถนำไปใช้ร่วมกับ กระบวนทัศน์พรรณนา ของฟิสเชอร์ (Fisher’s Narrative Paradigm) ซึ่งคือการเล่าเรื่องอย่างต่อเนื่อง มีเหตุมีผล ทำให้คนคล้อยตาม

การใช้ ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory) ร่วมกับ กระบวนทัศน์พรรณนา ของฟิสเชอร์ (Fisher’s Narrative Paradigm) จะได้ผลดีมาก เพราะคนในกลุ่มเดียวกัน มีการให้ความหมายกับคำพูด การกระทำ หรือ สิ่งของร่วมกัน เมื่อเล่าเรื่องที่มีวัฒนธรรมเหล่านี้ร่วมกันจะสามารถเข้าใจได้ดี เช่น สว อิเฎล เล่าเรื่องตะเบงชะเวตี้ขี่ช้างนำทัพยุทธหัตถีกับพระเจ้ากรุงสยาม ให้คนไทยฟัง คนไทยจะเข้าใจว่า สว อิเฎล หมายถึงอะไร แต่ถ้า สว อิเฎล เล่าเรื่องนี้ ให้ชาวเอสกิโมฟัง เขาจะไม่เชื่อว่าคนสามารถขี่ช้างได้ เพราะในวัฒนธรรมของเขา เขาอาจจะเห็นว่าช้างเป็นสัตว์ประหลาด มิใช่พาหนะ เป็นต้น

การให้ความหมายอาจเกิดขึ้นระหว่างคนสองคน เช่น คำว่า “แขวนที่เดิม” ของ สว อิเฎล กับเพื่อนบ้าน, หรืออาจเกิดในคนกลุ่มใหญ่ เช่น คำว่า “สวนอ้อย” แปลว่าซอยสวนอ้อยหน้ามหาวิทยาลัย, หรือแฟนเพลงทั่วโลกของ Avenged Sevenfold ที่จะรู้จักคำว่า “Stallion Duck” หรือเป็นป่า เป็นต้น

theory ทฤษฎี โมเดล

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)

บทความเรื่อง ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)

เป็นทฤษฎีในหมวดของความสัมพันธ์แบบระบบเครือข่ายของการสื่อสาร (Cybernetic Tradition) ซึ่งทฤษฎีนี้จะศึกษาแนวทางการทำงานร่วมกันระหว่าง การให้ความหมายกับสารที่เราได้รับ (meaning) และผลของความหมายนั้น ที่จะแสดงออกโดยการกระทำ (action) โดยปกติแล้ว ทฤษฎีนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของ กลุ่มทฤษฎีสังคมและวัฒนธรรม (sociocultural tradition) แต่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงของเครือข่ายความสัมพันธ์เหมือนใน ทฤษฎีในกลุ่ม ไซเบอร์เนติกส์ (Cybernetic Tradition)

ทฤษฎี

การให้ความหมาย และการกระทำ (Meaning and Action) เป็นส่วนหนึ่งใน ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning) การให้ความหมายและการกระทำ (Meaning and Action) นี้ จะส่งผลซึ่งกันและกัน โดยเป็นไปไม่ได้ที่การส่งผลซึ่งกันและกันจะเกิดจากตัวแปรคู่เดียว เพราะการกระทำหนึ่ง ๆ จะดำเนินไปได้เมื่อมีการกระทำอื่น ๆ ร่วมอยู่ด้วยเสมอ และการให้ความหมายหนึ่ง ๆ จะประกอบด้วยประสบการณ์และความเป็นตัวตนที่แตกต่างกันของผู้รับสารแต่ละคน

นอกจากผลกระทบจากการกระทำอื่น ๆ ที่รวมอยู่กับการกระทำหลัก และผลกระทบจากประสบการณ์ของผู้รับสารแล้ว ยังมีตัวแปรอื่น ๆ ที่อยู่ร่วมระหว่างผลกระทบทั้งสองอย่าง เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำและผู้รับสารซึ่งจะให้ความหมายต่อการกระทำนั้น ๆ

การให้ความหมายของการกระทำ จะส่งผลต่อระบบการคิดต่อหลาย ๆ ส่วน หลาย ๆ ระดับ เช่น ถ้าสว อิเฎลให้เกรดนักศึกษาคนหนึ่ง เป็น F (ตก) นักศึกษาจะเสียใจกับตัวของเขาเอง, เกลียดผู้ที่กระทำกับเขา ซึ่งก็คืออาจารย์, ด่าทอมหาวิทยาลัย ซึ่งก็คือองค์กรภาพรวม, อิจฉาเพื่อน ๆ ซึ่งคือผู้ที่อยู่ในสถานะใกล้เคียงกัน เป็นต้น

ทฤษฎี

การให้ความหมายแก่การกระทำ แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ

(๑) การให้ความหมายอย่างพุทธิจริต (Constitutive Rules) พุทธิจริตคือหนึ่งในหลักธรรม จริต ๖ ซึ่งผู้ที่มีลักษณะจริต เป็น พุทธิจริตนี้ จะมองโลกตามความเป็นจริง เข้าใจความเป็นไปของโลก ดังนั้นการให้ความหมายแก่สิ่งที่เขาถูกกระทำ จะเป็นไปด้วยอุเบกขา คือ มองตนเองเช่นเดียวกับมองคนอื่น ดังนั้น ถ้า สว อิเฎล มีจริตแบบพุทธิจริต เมื่อหัวหน้าของ สว อิเฎล เรียกสว อิเฎล ไปตักเตือน สว อิเฎล จะไม่เกิดความโกรธ และจะไม่บ่น โดยเข้าใจว่า หัวหน้าต้องการให้ สว อิเฎล พัฒนาตนเอง และการพัฒนาตนเองของ สว อิเฎลนั้น จะให้ผลดีแก่องค์กรร่วมถึงประเทศชาติ

(๒) การให้ความหมายอย่างปุถุชน (Regulation or Rules of Action) คนทั่วไปสามารถให้ความหมายต่อการกระทำของคนอื่นได้หลายรูปแบบ และมีวิธีแก้ปัญหาที่เกิดจากความหมายนั้น ๆ ดังนี้

– 1 – หากเคยเกิดความกังวลในรูปแบบที่เคยเกิดมาในอดีต สว อิเฎล จะนึกเอาว่าตอนนั้นเคยทำอะไรแล้วปัญหาจึงจะหมดไป พอนึกได้แล้ว สว อิเฎล ก็ทำซ้ำแบบเดิม เพื่อแก้ปัญหาปัจจุบันตามประสบการณ์
– 2 – แก้ไขปัญหาปัจจุบัน โดยมิให้เกิดในอนาคต
– 3 – ปล่อยไป ทำตัวเหมือนตนมิใช่เจ้าชะตาของตน ถ้าเขายุให้โกรธ ก็โกรธ
– 4 – สร้างเหตุใหม่ เพื่อให้เหตุเก่าดับ การสร้างเหตุใหม่นี้ มีความยืดหยุ่นและเป็นไปได้หลายรูปแบบ แต่จะเป็นการแก้หลังจากที่เคยให้ความหมายของการกระทำของหัวหน้าไปแล้ว (จะไม่แก้ที่การให้ความหมาย เพราะถ้าแก้ที่การให้ความหมาย จะไปเข้าหมวด ข้อ ๑. )

บทเรียนนี้ สอนให้ สว อิเฎล ทราบว่า เมื่อทีสิ่งที่มากระทบ และเราให้ความหมายกับมัน การให้ความหมายที่แตกต่าง จะนำมาซึ่งการคิดและการกระทำของเราที่แตกต่าง

ทฤษฎี

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Guide to the Site

What’s New :
SW-Eden.Net ถือว่าเป็นเว็บบล็อกที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ในการให้ความรู้เป็นวิทยาทาน เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวไทย ขอบคุณสำหรับทุก ๆ กำลังใจ ที่จะเป็นแรงผลักดันให้พวกเรา ชาวนักเขียน ไม่ย่อท้อ และไม่คิดที่จะหยุดสร้างงานเขียนเป็นของขวัญคืนแด่เพื่ิอน ๆ ทุกคน

Thank all you guys for the visiting. We are proud that we can provide you a useful knowledge, and we do know that we are much more than a diary blog. We will keep working on here. Have a wonderful reading time!!


* View site map at POST LIST

Play Interactive Animation “Save Nanda Bayin”
ช่วยนันทบุเรงในป่า

First Animation ever made for Black Tongue



* ท่องเที่ยวใน Sw Eden’s Flickr (Photos only)
Thailand Tour/Travel/Trip If you have any question about visiting Thailand, Please ask me by comment or e-mail.
Grand Temple and Grand Palace Rabeang Resort Beach Kanjanaburi กาญจนบุรี Silpakorn University Nakorn Pratom Tammajaree Tour

Sw Eden Artwork
Tuskty and Pink Cobra Illustrator drawing Flash Drawing Visual Art Thai Elephant Handmade Writing Light

New York City
Conservatory Garden, Central Park, Manhattan, NYC Yale Central Park Bronx Zoo Brooklyn Bridge 6 Ave Skyscraper

Bands/ Artists
Sw Eden's buddy icon<br /> Avenged Sevenfold A7X Zi:Kill The Academy Is... Mayday Parade Panic! at the disco Chris Fehn Slipknot

3 Comments

Filed under Uncategorized

ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

ทำให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

การทำให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) เป็นกลยุทธหนึ่งที่แสดงวิธีการทำให้ผู้อื่นสนองตอบความต้องการของเรา โดยเราจะเป็นผู้ให้รางวัล หรือผู้ลงโทษ กลยุทธนี้เป็นส่วนหนึ่งของ โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models) ก็คือโมเดล ยังไม่ใช่ทฤษฎี เพราะโมเดลต้องได้รับการพิสูจน์โดยงานวิจัย (research) จำนวนหลายครั้งก่อนที่จะถูกเรียกว่าทฤษฎี เช่น สว อิเฎล ศึกษาบทความเกี่ยวกับการใช้งานวิจัยเชิงทดลองกับการใช้ Animation เป็นสื่อการเรียนการสอน ผลลัพธ์ของงานวิจัยสามารถเป็นโมเดลได้ เพื่อที่ สว อิเฎล หรือนักวิจัยคนอื่น ๆ จะได้ทำโมเดลนั้นมาศึกษาต่อ พิสูจน์ต่อ และเมื่อค่อนข้างมั่นใจว่าโมเดลนั้นใช้งานได้จริง หรือค่อนข้างเสถียร ก็จะสามารถกลายเป็นทฤษฎีได้

Compliance Gaining โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

กลับมาพูดถึง การทำให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) ถ้า สว อิเฎล สามารถทราบว่าวิธีใดที่จะทำให้คนอื่นทำตามที่ สว อิเฎล ต้องการได้ แสดงว่า สว อิเฎล มีอำนาจสั่งการ โดยไม่จำเป็นต้องเกิดมาเป็นพระราชา

โดยทั่วไปแล้ว กลยุทธนี้จะเป็นการให้ของที่คนอื่นอยากได้ หรือขู่ว่าจะลงโทษ เพื่อให้เขาทำงานให้เรา การให้ treatment มีหลายรูปแบบ และสามารถแบ่งออกเป็น 16 กลยุทธ ซึ่งจะเขียนต่อไป การที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้กับผู้อื่น สิ่งหลัก ๆ ที่เราต้องมี คือ

(๑) รู้ความต้องการของกลุ่มคนที่เราต้องการให้เขาทำงานให้เรา เช่น อยากให้เด็กนักเรียนทำการบ้าน สว อิเฎล อาจสัญญาด้วยขนม, อยากให้ลูกน้องตั้งใจทำงาน อาจสัญญาด้วยการเพิ่มเงินเดือน เป็นต้น
(๒) อำนาจที่จะหาสิ่งของเหล่านั้นให้แก่คนที่จะทำงานให้เรา เช่น หัวหน้าสามารถขู่ว่าจะลงโทษลูกน้องได้, เราอาจต้องหาสิ่งของให้คนที่อยู่ในระดับเดียวกับเรา เช่น ให้ของที่ระลึกเมื่อทำแบบสอบถามเสร็จ เป็นต้น

Compliance Gaining โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

16 กลยุทธ มีดังต่อไปนี้
(๑) สว อิเฎล สัญญาว่าจะให้รางวัลกับเขา (อ้างเชิงบวก)
(๒) สว อิเฎล อธิบายว่าถ้าเขาทำงานดังกล่าวแล้ว จะมีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นกับผู้ทำเอง เหมือนกับว่า สว อิเฎล เคยทำมาก่อนแล้ว และได้รับสิ่งที่ดี เช่น บอกกับลูกศิษย์ว่า อาจารย์ฟังเพลงภาษาอังกฤษ จนกระทั่งสามารถพูดภาษาอังกฤษได้, ดังนั้น ลูกศิษย์จึงไปฟังเพลงดังกล่าวตาม (อ้างเชิงบวก)
(๓) สว อิเฎล จะเป็นมิตรด้วย ถ้าเขาทำในสิ่งที่ สว อิเฎลต้องการ (อ้างเชิงบวก)
(๔) สว อิเฎล ให้รางวัลก่อนที่จะขอให้เขาทำงานให้ (อ้างเชิงบวก)
(๕) สว อิเฎล อธิบายว่าถ้าเขาทำในสิ่งดังกล่าวแล้ว เขาจะรู้สึกดี หรือสบายใจ เช่น อาจารย์บอกนักศึกษาว่า เลื่อนสอบให้เร็วขึ้น นั้นดี เพราะจะได้สบายใจเร็ว ๆ (อ้างเชิงบวก)
(๖) สว อิเฎล บอกเล่าว่า จะมีแต่คนมีคุณภาพ คนมีชื่อเสียงทำงานร่วมกับเขา (อ้างเชิงบวก)
(๗) สว อิเฎล ให้กำลังใจว่า คนอื่นจะชอบเขามาก ๆ ถ้าเขาทำสิ่งนั้น ๆ (อ้างเชิงบวก)
(๘) สว อิเฤล ทวงบุญคุณ ว่าเมื่อก่อน สว อิเฎล เคยช่วยเขา ดังนั้นตอนนี้เขาควรช่วย สว อิเฎล บ้าง (ไม่ใช่เชิงบวก และเชิงลบ)
(๙) สว อิเฎล บอกเขาว่า สิ่งที่จะให้เขาทำ เป็นวัฒนธรรมของที่ทำงาน, หรือ เป็นจริยธรรมที่ควรกระทำ (ไม่ใช่เชิงบวก และเชิงลบ)
(๑๐) สว อิเฎลบอกเขาว่า ถ้าเขาทำแล้ว ส่วนรวมจะได้รับประโยชน์ เช่น สุเทพเทือกชักชวนให้คนมาชุมนุม (ไม่ใช่เชิงบวก และเชิงลบ)
(๑๑) สว อิเฎล ขู่ลูกน้องว่าจะทำโทษ ถ้าไม่ทำสิ่งที่ สว อิเฎล สั่ง เช่น ขู่ลดเงินเดือน, ขู่หักคะแนน, ขู่เอาความสะดวกสะบายที่เขาเคยมีไป (อ้างเชิงลบ)
(๑๒) สว อิเฎล บอกเขาว่า ถ้าไม่ทำ จะมีผลร้ายต่อตัวเขาเอง โดย สว อิเฎลไม่ใช่ผู้ที่จะลงโทษเขา (อ้างเชิงลบ)
(๑๓) สว อิเฎล ทำโทษเขาไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะทำในสิ่งที่ สว อิเฎลต้องการ เช่น ยึดรถบริษัทจากพนักงาน จนกว่าพนักงานจะจ่ายค่าประกันด้วยตนเอง (อ้างเชิงลบ)
(๑๔) สว อิเฎล บอกเขาว่า เขาจะรู้สึกแย่มาก ถ้าไม่ทำในสิ่งนั้น ๆ (อ้างเชิงลบ)
(๑๕) สว อิเฎล บอกเล่าว่า เขาจะได้ทำงานกับคนไร้ความรับผิดชอบ คนเห็นแก่ตัว ถ้าเขาไม่ยอมทำงานที่สว อิเฎล ต้องการ (อ้างเชิงลบ)
(๑๖) สว อิเฎล ขู่ว่า ถ้าเขาไม่ทำงานดังกล่าว จะมีแต่คนเกลียดเขา (อ้างเชิงลบ)

Compliance Gaining โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

และจาก 16 กลยุทธนี้ สามารถสรุปออกมาเป็น 5 หัวข้อใหญ่ ๆ คือ

(๑) สว อิเฎลให้ของแก่เขาก่อน หรือสัญญาว่าจะให้ของแก่เขา
(๒) สว อิเฎลลงโทษเขาก่อน หรือขู่ว่าจะลงโทษเขา
(๓) สว อิเฎลบอกเขาว่า ถ้าเขาทำแล้ว จะได้ผลดีกับตัวเขาเอง (โดย สว อิเฎล ไม่ต้องให้ของแก่เขา)
(๔) สว อิเฎลอธิบายว่าสิ่งที่จะให้ทำ เป็นเรื่องที่ควรทำ ถ้าไม่ทำแปลว่าคุณไม่มีจริยธรรม
(๕) สว อิเฎล พูดถึงในอดีต ว่า สว อิเฎลเคยมีบุญคุณกับเขา และเขาควรตอบแทนโดยการทำสิ่งที่ สว อิเฎล ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ตามหลักพระพุทธศาสนา การใช้กลยุทธ การทำให้ผู้อื่นทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) ไม่ใช้กัลยาณมิตร เพราะเป็นการอ้างถึงอดีต และอนาคต แต่สว อิเฎล มักจะพบเสมอในที่ทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอ้างเชิงลบ

Compliance Gaining โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

1 Comment

Filed under Uncategorized

รตจิตร ไปเขาคิชฌกูฏ จันทบุรี

Khoa Khitchakut National Park

คำถาม ที่ถามกันบ่อยเกี่ยวกับ เขาคิชฌกูฏ

รตจิตรเขียนเรื่อง เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี จากประสบการณ์ที่เพิ่งกลับมาจากเขาคิชฌกูฏ เพื่อเป็นวิทยาทาน และธรรมทานให้เพื่อน ๆ ที่ต้องการหาข้อมูล หาคำตอบจากคำถามที่มีมากมายเกี่ยวกับ เขาคิชฌกูฏ เช่น

ทำไมจึงมีผู้คนไปเขาคิชฌกูฏกันเป็นจำนวนมาก ?

– เพราะเป็นสถานที่รวมความมหัศจรรย์ทางธรรม (ธรรมชาติ) มีกลิ่นอายของพุทธศาสนา และมีพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ที่รู้สึกได้ คำเลื่องลือว่า เป็นเขาเพื่ออธิษฐาน โดยผู้ที่ขึ้นเขาสามารถอธิษฐานขอได้ 1 ข้อ และหากไม่บน ก็ไม่ต้องแก้ เพราะเป็นเขาเพื่อการขออธิษฐาน ณ บริเวณรอยพระพุทธบาท รตจิตรไปเขาคิชฌกูฏครั้งแรก ลองสอบถามคนที่ไปซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะพวกเขาขอแล้วสมหวังกันทั้งสิ้น จึงกลับมาขออีกในปีต่อ ๆ ไป แต่เป็นเรื่องดี ๆ และเป็นไปได้ทั้งนั้น

ทำไมถึงเปิดเขาให้ขึ้นไปสักการะเพียง 2 เดือน

– แรก ๆ ที่เปิดเขา ให้ขึ้นเขาแค่ 16 วัน มาระยะหลัง ๆ จนถึงปัจจุบันจะขยายเวลาเป็น 60 วัน มีคำถามอยู่บ่อย ๆ ว่าทำไมต้องปิดเขา คำตอบก็คือเขาคิชฌกูฏ เป็นอุทยานแห่งชาติ มีสัตว์ป่าจำนวนมากอาศัยอยู่ และผู้คนก็ขึ้นเขากันทั้งวันทั้งคืน สงสารสัตว์ป่าที่ต้องออกหากิน เจ้าหน้าที่ดูแลคิวรถกระบะเพื่อขึ้นเขา เล่าว่า มีอยู่ปีหนึ่งที่ปิดเขาแล้ว คนไม่เชื่อ ยังแอบขึ้นเขา สิ่งที่ทำให้คนเหล่านั้นต้องรีบลงมาเพราะเจอทั้งงู และเสือแม่ลูกที่ออกมาหากินเพราะความหิวโหย เป็นเรื่องมหัศจรรย์อีกเรื่องที่สัตว์ป่าจะไม่ออกมารบกวนผู้คนที่มีศรัทธาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในช่วงระยะเวลาที่มีการบวงสรวงขอไว้ แต่พอครบกำหนดจะออกมาทันทีด้วยความหิวโหย


เวลาขึ้นเขาที่ดีที่สุดควรเป็นเวลาใด

ปี 2556 เปิดเขา 60 วัน ช่วง 11 ก.พ. – 10 เม.ย. ในปี 2557 นี้ ช่วงเปิดเขาคือ 1 ก.พ. – 31 มี.ค. 2557 เป็นครั้งแรกที่รตจิตรขึ้นไปเขาคิชฌกูฏ โดยไปทัวร์ขสมก. ในวันอาทิตย์ที่ 9 มี.ค. ราคา 499 บาท แต่ถ้าเก้าอี้เสริม 300 บาท หากไม่จำเป็นอย่านั่งเก้าอี้เสริมนะจ๊ะ เพราะปวดหลังมาก ๆ และไม่ค่อยมั่นคงด้วย นัดรับพวกเราบางส่วนด้านตรงข้ามขนส่งสายใต้ใหม่ เวลา 6.20 น. เพราะรถขสมก. นัดคนอื่นไปขึ้นที่อู่เขต 6 ถนนพุทธมณฑลสาย 2 เวลา 6.00 น. เวลามารับจริง 7.20 น. ถึงวัดกะทิง 13.30 น. จากกรุงเทพถึงวัดกะทิง ใช้เวลา 4 ช.ม.เต็ม ๆ แต่วันนี้มีการแวะที่อื่นก่อน 2 ช.ม. คือ แวะรับประทานข้าวเช้า 1 ช.ม. แวะทำบุญที่วัดเขาซก 1 ช.ม. รวมทั้งสิ้น 2 ช.ม.

หลวงพ่อเขียน หรือ ท่านพ่อเขียน หรือ พระครูธรรมสรคุณ ได้ฝากไว้

ท่าน มรรคทายก ที่วัดกะทิง เป็นคนที่เก่งมาก ๆ และสามารถพูดออกไมโครโฟนได้ตลอด เธอเตือนตลอดให้คนเก็บทรัพย์สินให้ดี เพราะมีแต่เสีย กับ หาย เก็บทั้งกระเป๋า และโทรศัพท์มือถือให้ดี เพราะบางวัน ทางวัดเก็บได้เป็นเข่ง แต่ใช้การไม่ได้แล้ว เพราะแตกกระจายจากรถขึ้นลงเขาทับแตกหมด นอกจากนี้ท่านยังเล่าให้ฟัง เกี่ยวกับการลบหลู่ หรือไม่เชื่อถือความศักดิ์สิทธิ์ของเขาคิชฌกูฏ ว่า ประมาณ 2 ปีก่อน มีผู้หญิงคนหนึ่งไม่ศรัทธา พอขึ้นบนเขา ก็พูดออกมาว่า “รู้อย่างนี้ สู้เล่นไพ่อยู่ที่บ้านดีกว่า” ปรากฏว่าขากลับลงเขา การขับรถโดยทั้วไป ฉวัดเฉวียงมาก ไม่มีใครเคยได้รับอันตรายหรือเกิดอุบัติเหตุใด ๆ แต่วันนั้น อยู่ ๆ ก็มีกิ่งไม้เกี่ยวเข้าไปในปากของเธอจนฉีกกว้าง ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาล เสียเงินไปกว่า 50,000 บาท เป็นต้น
หลวงพ่อเขียนได้ฝากคำพูดไว้ว่า ถ้าไม่เชื่อ ถ้าไม่ศรัทธา จะพูดว่ากล่าวอะไร ก็ให้พูดไว้เสียแต่ข้างล่าง ไม่ต้องนำคำพูดไปพูดข้างบนเขา

เวลาที่ดีที่สุดในการขึ้นเขาคิชฌกูฏ

ตามความเห็นส่วนตัวของรตจิตร ถ้าต้องใช้เวลาเดินทาง 3 ช.ม. รอรถตามคิวอีกประมาณ 1.5 – 3 ช.ม. ควรกะให้สามารถขึ้นเขาตอน 6 โมงเช้าได้เพราะสว่างพอ และไม่ร้อน การเดินทางไม่อันตราย ถ่ายภาพได้ แม้ว่าบนเขาคิชฌกูฏจะมีไฟเปิดไว้ตลอดก็ตาม หากขึ้นเขาช่วงเช้ามืดกว่านี้ จะมีหมอกเพราะอากาศชื้นตอนกลางคืน และเริ่มร้อนขึ้นตอนเช้า ทำให้ถ่ายรูปไม่ชัดเลย เนื่องจากทางขึ้นมี 2 ทางคือ

– ทางขึ้นวัดกะทิง ที่วัดสะดวก และมีโรงทาน ไม่ต้องหากินยิ่งยาก รตจิตรขอแต่ให้ช่วยทำบุญที่โรงทานด้วยก็แล้วกัน แต่รถน้อยกว่าทางวัดพลวง วันอาทิตย์ที่ 9 มี.ค. วันที่รตจิตรไปเขานั้น มีรถประมาณ 70 คัน ทำให้อาจต้องรอรถนานถึง 2-3 ช.ม. อย่างไรก็ตามวันนั้นที่รตจิตรไปค่อนข้างโชคดี เพราะไม่มีแดด แต่ก็ไม่มีลม ทำให้สูญเสียเหงื่อมาก รตจิตรจึงอยากบอกเพื่อน ๆ ว่า ถ้าพกน้ำขวดเล็ก ๆ ไว้คอยจิบก็ดีนะ แต่ด้านบนก็มีน้ำและของกินขายมากมาย อาหารที่ยอดนิยมที่มีขายทุกจุดคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จที่ทานกันอย่างแพร่หลาย เพราะแค่เติมน้ำร้อนจริง ๆ

– ทางขึ้นวัดพลวง วันนั้นมีรถด้านนี้ 100 คัน ทำให้การรอรถ 1-2 ชั่วโมง เพื่อนของรตจิตรไปวันเดียวกัน แต่ไปกับรถตู้ ก็ตรงดิ่งขึ้นไปที่วัดพลวงเพื่อให้เพื่อนไปเข้าแถวเอาบัตรคิวขึ้นรถกระบะ เนื่องจากเธอออกรถตอน 5 ทุ่ม เที่ยงคืน จึงถึงเขาตอนตี 2 รอรถขึ้นเขาประมาณ 1 ชั่วโมงเอง แต่ถ่ายรูปไม่ค่อยได้เพราะบรรยากาศมีแต่หมอก

ตอนนี้มาดูเวลาที่รตจิตรไปเขาคิชฌกูฏ กับทัวร์ขสมก. กันดีกว่า

เช่นเคยค่ะ รตจิตรไปคันที่คุณสมศักดิ์ เจริญศรี เป็นคนขับ โดย ประชาสัมพันธ์คือคุณไพฑูรย์ สำราญ ซึ่งวิ่งเป็น PR ทั้ง 3 คัน รวม ๆ ประมาณ 118 คน ทำให้แต่ละคันค่อนข้างแออัด แต่ก็ถือว่าบรรยากาศยังสบาย ๆ ครั้งนี้หลังจากไม่ได้ไปทัวร์ขสมก. เกือบ 3 ปี ทุกคนดูดีขึ้นหมด นอกจากรตจิตรจะประทับใจทั้งคุณสมศักดิ์ และคุณไพฑูรย์ แล้ว ต้องขอยกนิ้วให้คุณน้ำฝน หรือคุณฝน หรือชื่อจริงคือ มนันยา ฉ่ำโพชง พนักงานขสมก. ดี ๆ ก็ต้องชมกันหน่อย เธอเป็นผู้หญิงคนเดียวในทีมงานทริปนี้ เพราะนอกจากจะคล่องมาก ยังเป็นคนที่ช่วยเคลียร์เรื่องรถที่พวกเราต้องอาศัยขึ้นลงเขา เป็นงานเหนื่อย และอาศัยวิทยายุทธด้านมนุษยสัมพันธ์อย่างมาก ไม่ว่ากับพวกลูกทัวร์ขสมก. แล้ว ยังมีพวกคนจัดรถ และคนที่ไปกรุ๊ปอื่น ๆ อีกจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน

ระยะทางไปกลับ มากกว่า 600 ก.ม. PR ของขสมก. ก็เล่นเกมและคุยโน่นนี่นั่น เช่นบอกขั้นตอนการขึ้นเขาคิชฌกูฏ เล่นทายคำถาม และรับรางวัลเป็นวัตถุมงคลของวัดต่าง ๆ ที่ทัวร์ขสมก. เคยไปมา รตจิตรก็ได้มา 2 ชิ้นคือ รูปหล่อหลวงปู่ทวดขนาดหน้าตักประมาณ 2 นิ้ว และผ้ายันต์พระสิวลี สมัยหลวงพ่อเขียน วัดกะทิงยังไม่มรณภาพ เพื่อถือติดตัวในการเดินทาง ปัจจุบันก็มีผ้ายันต์เช่นกัน โดยพระลูกศิษย์ของหลวงพ่อเขียน

ก่อนขึ้นเขาคิชฌกูฏ ขับไปได้ประมาณ 200 กว่าก.ม. คุณสมศักดิ์พาพวกลูกทัวร์ขสมก. ไปแวะชำระจิตใจให้สะอาด ด้วยการถวายผ้าไตรและสังฆทานที่วัดเขาซก ตำบลหนองปรือ จังหวัดชลบุรี ครั้งนี้ก็เหมือนทุกครั้งที่รตจิตรจะต้องเตรียมปัจจัยไปถวายสังฆทานเช่นเคย และที่ขาดไม่ได้คือฝากหนังสือการ์ตูนทักทาย 2-4 ภาษา ที่เจ้าอาวาสเพื่อให้ห้องสมุดของโรงเรียนวัดเขาซก อย่างน้อย 1-2 ชุด ประมาณ 8-10 เล่ม พระครูไพจิตรพัฒนทาส – เจ้าอาวาสวัดเขาซก ได้นิมนต์พระอีก 8 วัดมาร่วมรับสังฆทานจากพวกเราชาวขสมก. รวม 9 วัด ช่วงรอคนให้พร้อม ก่อนการถวาย รตจิตรได้สอบถามเจ้าอาวาสได้ความสั้น ๆ ว่า
ประวัติวัดเขาซก จังหวัดชลบุรี

วัดเขาซก ตั้งอยู่ที่ตำบลเขาซก อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี อายุรวม 30 ปีเศษ แต่ได้ย้ายมาจากฝั่งตรงข้ามได้ราว 10 ปี เพราะวัดตั้งอยู่สุดเขตของจังหวัดก่อนเข้าเขตจังหวัดระยอง จึงเป็น Depot Temple คือเป็นวัดศูนย์กลางการกระจายปัจจัยให้แก่วัดวาอาราม ตลอดจนสำนักสงฆ์ต่าง ๆ ของจังหวัดชลบุรี ซึ่งรวมกันแล้วมีมากกว่า 360 แห่ง พระครูไพจิตรพัฒนทาสได้แสดงธรรมเล็ก ๆ น้อยแก่พวกเรา โดยสรุปได้ว่า บุญคือชื่อของความสุข ต้องสะสมจากการทำดีเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการทำดีทางกาย วาจา และใจ การเจริญพุทธมนต์ในวันนี้ก็ถือว่าเป็นบุญทางวาจาแล้ว
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัด

หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด โดยมีพญางูสีขาวพันรอบรองรับฐานของหลวงปู่ทวด และมีรูปปั้นช้างคู่น่ารักมากถวายสักการะอยู่ด้านหน้าของวัด หลังจากเข้าประตูวัดมาได้เล็กน้อยก็เห็นได้อย่างชัดเจน
พระราหูอมจันทร์ ตั้งตระหง่านอยู่ด้านข้างของหลวงปู่ทวด โดยมีพญานาค 7 เศียร อยู่ด้านข้างทั้ง 2 ข้าง

ถึงแล้วจ้า เขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี

สิ่งที่ควรนำขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏ ด้วย ได้แก่

1. ของเพื่อสักการะบนเขา

ที่วัดกะทิงและบนเขามีปัจจัยทุกอย่าง แล้วแต่เราจะทำบุญตามศรัทธา เช่น
– ธูป (ไว้ไหว้ตามจุดที่เป็นลานศักดิ์สิทธิ์) โดยเพิ่มความพิเศษสำหรับคนเกิดปีชง ให้ใช้ธูปสี เทียนสีตามวันเกิด
ที่เขาคิชฌกูฏ มีวิธีการปักธูปที่ไม่เหมือนที่อื่น เพราะปักงอ โดยกดด้ามธูปไปจุดหนึ่งที่ก้อนหินให้มั่น แล้วโค้งธูปเพื่อดันไว้ที่หินอีกส่วนหนึ่ง การปักธูปอีกแบบหนึ่งคือแปะไว้กับก้อนหินที่เรียบ
– ดอกดาวเรือง (นอกจากไว้โปรยสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังนิยมโปรยตามทาง มีขายที่ลานพระสิวลี)
– ผ้าหลากสี (ชมพู เขียว เหลือง ฟ้า และแดง)
– ผ้าแดง (ไว้ผูกฝากไว้ที่ลานผ้าแดง ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดของเขาคิชฌกูฎ เสมือนได้ฝากไว้ที่กับเทวดา)
– แผ่นทอง (เขียนชื่อ อายุ วันเดือนปีเกิด เพื่อฝากไว้ที่ลานพระสิวลี แต่บางคนก็ไว้ที่รอยพระพุทธบาท) และ
– พลอย 7 สี (ไว้ที่รอยพระพุทธบาท ให้ติดพื้น เพื่อให้ดวงดี ทั้ง 7 วัน)
– ทำบุญทราย (เพราะถือว่าช่วยให้ผู้ทำมีบุญหนัก บุญแน่น)

2. ของใช้ส่วนตัวที่ควรนำติดตัวขึ้นไปด้วย

ที่วัดกะทิงก็มีร้านค้าที่มีทุกอย่างเช่นกัน รตจิตรอยากให้เพื่อน ๆ เอาเฉพาะที่จำเป็น เพราะพยายามให้ตัวเบาดีที่สุด เช่น พัด (มีแล้วช่วยได้มาก เพราะระหว่างทางที่เดินขึ้นเขาไม่มีลมจริง ๆ มีแต่เหงื่อ) ขวดน้ำเล็ก ๆ สำหรับจิบแก้กระหายก็พอ กระดาษทิชชู่ (ระหว่างทางมีห้องน้ำเป็นระยะ ๆ ) ผ้าปิดจมูก ส่วนหมวก หรือร่ม ไม่ค่อยได้ใช้เพราะยิ่งใส่ยิ่งร้อน และตามทางเดินก็มีต้นไม้ มีเขาบังแดดให้คนที่เดินขึ้นเขาอยู่แล้ว

3. หลวงพ่อเขียน ขนฺธสโร (พระครูธรรมสรคุณ)

300 กว่ากิโลจากกรุงเทพ ถึงวัดกะทิง รตจิตรมาที่วัดนี้เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกรตจิตรมาตอนที่หลวงปู่เขียนเพิ่งมรณภาพไปได้ไม่ถึงเดือน และก็ยังไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับวัดกะทิง เกี่ยวกับท่าน และเขาคิชฌกูฏเท่าไรนัก ครั้งนี้เป็นช่วงที่กำลังจะมีการทำบุญสร้าง มณฑปเก็บสรีระสังขาร ของหลวงพ่อเขียน เพื่อนที่ไปเล่าให้รตจิตรฟังว่าก่อนมาที่เขาคิชฌกูฏ ได้ซื้อหนังสือเรื่องเขาคิชฌกูฏ มีอยู่ตอนหนึ่งเล่าว่า หลวงพ่อเขียนเหมือนเทวดา เพราะท่านสามารถกำหนดการเดินทางได้ เช่น มีคนเห็นว่าท่านสามารถเดินทางโดยย่นระยะทางได้ ประเดี๋ยวเดียวก็ถึงยอดเขา เป็นต้น

รตจิตรเข้าไปถวายสักการะพระศพของท่าน ในศาลา มีคนอยู่ 4 กลุ่มคือพวกที่สักการะหลวงพ่อเขียนแล้ว แต่นั่ง ๆ นอน ๆ รอขึ้นเขา ชาวบ้านที่ช่วยกันตระเตรียมเครื่องถวายสักการะ ได้แก่พานกรวย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ให้เมื่อทำบุญ และพระเครื่องเมื่อเช่า ได้แก่ ผ้ายันต์พระสิวลี พระ และ รูป หรือของแกะสลักเขาคิชฌกูฏ พวกที่จัดของหรือของขลังแจกผู้คนที่ไปวันนั้น และพวกเราลูกทัวร์ ขสมก.

ด้านขวาของศาลาวัดกะทิงเป็นโบสถ์ ข้างขวาเป็นที่พักแรมของคนที่ต้องการขึ้นเขา และขวาถัดออกไปเป็นโรงทาน อาหารมีตลอดในช่วง 60 วันที่เปิดเขา ยังมีที่พักแรมด้านบนอีกแห่งบริเวณที่พวกเราจะไปอธิษฐานขอพรที่รอยพระพุทธบาท

4. การเดินทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ
เขาคิชฌกูฏ ถือเป็นเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย ดังนั้นการขึ้นเขาไปขอพร เหมือนกับเราได้ขอจากเทวดาแล้ว เพราะอยู่ที่สูง
ปกติวันธรรมดาคนน้อย เสาร์อาทิตย์คนมากเป็นเรื่องธรรมดา พอไปถึงวัด ต้องเข้าคิวรับคิวขึ้นรถกระบะ ประมาณ 3 ชั่วโมง รถกระบะเป็นรถประเภทขับเคลื่อน 4 ล้อ เพราะเขาสูงชัน ต้องอาศัย Slow gear ส่วนมากจะเป็น Space cap เพื่อให้คนสามารถนั่งด้านหลังคนขับได้ 4 คน และนั่งข้างคนขับได้อีกคน นั่งด้านหลังอีก 2 แถว ๆ ละ 4 คน เพราะต้องเผื่อการเหวี่ยงไว้ด้วย แต่คันของรตจิตร นั่งกัน 9 คน ก็ดีนะ เพราะด้านที่รตจิตรนั่ง 5 คน ทำให้ค่อนข้างแน่น ไม่ค่อยเลื่อนไถลออกจากที่นั่ง การนั่งด้านหลังแม้จะไม่สบายเท่าไรนัก แต่ได้บรรยากาศของ คำว่า “เหวี่ยง” เพราะเธอจะขับเร็วมาก หากหยุดหรือช้าจะทำให้รถทั้งหมดเสียกระบวน เสียกระบวนที่เขาทันที บางคันก็ขับจี้ก้นคันแรกเพื่อทำเวลากันน่าดู ช่วงที่เหวี่ยงมาก ๆ คืออช่วงโค้งที่มองเห็นกัน ส่วนโค้งที่ไม่เห็น จะใช้วิธีขับชิดขวา ซึ่งเป็นที่รู้กันทั้งรถขาขึ้น และขาลง ว่าช่วงไหนต้องขับชิดขวา ช่วงโค้งใดที่ต้องขับชิดซ้ายตามปกติ ทุกคนขับรถกันเก่งมาก วิ่งเปลี่ยนเลนกันอย่างคล่องแคล่ว คนนั่งท้ายต้องจับราวกระบะให้แน่น เพราะเหวี่ยงกันสุดฤทธิ์ ทางวัดกะทิงจึงจัดคิวรถเองตั้งแต่ปี 2556
รถกระบะที่ขึ้นเขา ราคา 200 บาท มี 2 แบบ ใช้เวลาขึ้นไปถึงลานพระสิวลี 40 นาที แต่ขาลงใช้เวลาเพียง 20 นาที คนขับแต่ละคน ทำงาน 8 ชั่วโมง และขับวันละ 3-4 เที่ยวขึ้นลง มีจุดลงรถ 2 แบบคือ

1. จุดลงรถด้านวัดพลวง
มีรถให้บริการ 100 คัน รถจอดรับส่ง 4 จุด ขึ้นลงเที่ยวละ 2 จุด คือจากวัดกะทิงถึงวัดพลวง และจากวัดพลวงไปลานพระสิวลี ณ วัดพลวงจะมีซุ้มประตูบอกว่า บารมีหลวงปู่นัง คุ้มครอง และเป็นตลาดใหญ่เหมือนกัน
2. จุดลงรถด้านวัดกะทิง รถจอดรับส่ง 2 จุด มีรถให้บริการ 70 คัน จากวัดกะทิงถึงลานพระสิวลี
วันอาทิตย์ที่ 9 มี.ค. 2557 ที่รตจิตรไปที่เขา มีคนประมาณมากกว่า 150,000 คน จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ด้านบนตรง ลานพระสิวลี ช่วงที่ไม่ใช้ฤดูการเปิดเขา ชาวบ้านเหล่านี้ก็ยังคงยึดอาชีพทำสวนเป็นส่วนมาก เพราะพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเป็นสวนผลไม้เสียส่วนมาก

นอกจากนี้ยังมีการนั่งเสลี่ยงหลังจากลงรถที่บริเวณลานพระสิวลี ในราคา 800 บาท โดยมีคนแบก 2 คน ไม่เหมือนที่พระธาตุอินทร์แขวน ประเทศพม่า ซึ่งใช้คนแบกถึง 4 คน การแบกขาลงก็ไม่ได้วิ่งลงจนคนโดยสารจุกไปทั่วท้อง และมีการรับจ้างแบกของสำหรับผู้ที่ต้องการขึ้นไปค้างแรมด้านบน บริเวณรอยพระพุทธบาทอีกด้วย


สรุปจุดที่สวย จุดที่พักสักการะ

1. วัดกะทิง และวัดพลวง
2. เขื่อนวัดพลวง มีคนขับรถไปจอดดูวิว และรับลม
3. ลานพระสิวลี ซึ่งมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หลายสิ่งด้วย
4. ลานขายของ
5. ประตูสวรรค์
6. ลานพระเจ้าตากสิน
7. รอยพระพุทธบาท มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ อีก มากมายบริเวณรอบ ๆลาน
8. สูงสุดยอดดอย ลานพระอินทร์ และบาตรพระอานนท์ เป็นจุดที่รตจิตรเอาผ้าแดงที่เขียนชื่อเราไปผูกไว้ ณ บริเวณช่วงนี้จะเห็นคนเริ่มผูกผ้าแดงเต็มไปหมด เพราะไปไม่ถึงลานผ้าแดง แม้ว่าจะต้องเดินทางอีกแค่ 820 ม. เอง
การปักธูป

นอกจากนี้ตรงบริเวณลานพระอินทร์ ยังมีป้ายบอกว่าสถานที่ต่าง ๆ บนเขาคิชฌกูฏ พร้อมระยะทางได้แก่
พระบรมสารีริกธาตุ 8 ม., ลานพระอินทร์ ท้าวสักกะ เทวราชพระอินทร์ และพระพรหม 27 ม., แก้วสารพัดนึก 59 ม., บาตรพระอานนท์ 399 ม., บาตรพระสิวลี 525 ม., เจ้าแม่ตะเคียน ประตูไอสวรรค์ 746 ม., บาตรพระโมคคัลลานะ 772 ม., พระมหาเจดีย์ 778 ม., เสมาธรรมจัก 785 ม., พญานาคา 797 ม., บาตรพระสารีบุตร 814 ม., และลานผ้าแดง 820 ม.,
เวลาโดยสรุปคร่าว ๆ ในการขึ้นเขาคิชฌกูฏ กับทัวร์ ขสมก. รตจิตรได้ขึ้นรถกระบะตรงวัดกะทิงเวลา 14.00 น.

14.00 – 14.40 น
เดินทางถึงลานพระสิวลี มีดอกดาวเรือง และชุดไหว้ขายเป็นจำนวนมาก ดอกดาวเรืองถุงเล็ก 50 บาท ถุงใหญ่ 100 – 130 บาท บางคนต้องซื้อไม่เท้าเพื่อช่วยในการเดินขึ้นเขาด้วย ตลอดทางมีระฆังให้พวกเราเคาะ ไม่ให้ตีแรง ไม่ให้ผลักระฆัง ส่วนมาผู้คนจึงใช้เหรียญบาทเคาะ บางจุดนอกจากไม่ให้ตีแล้ว ยังให้ลูกเบา ๆ และเขียนไว้ว่า “เจ๊บจ๊ะ” นอกจากนี้ยังมีเชือกให้คอยจับกัน ซึ่งเด็ก มักจะไปนั่งเล่นเป็นชิงช้า

เชือก+เด็ก

15.00 – 16.30 น.
ขึ้นเขาถึงจุดสูงสุดยอดดอย หรืออีก 820 ถึงลานผ้าแดง ที่บริเวณนี้ คนมักเหนื่อย เมื่อยล้า จึงมีการเขียนป้ายไว้มากมาย เช่น “ผมเห็นคนเดินช้า แต่ผมไม่เคยเดินถอยหลัง” รตจิตรเป็น 1 ในคนเหล่านี้ที่เดินไม่ไหวแล้ว เพราะต้องเผื่อเรื่องเหนื่อยขาลงเขาด้วย จึงผูกผ้าแดงไว้ตรงบริเวณนี้ และเดินทางกลับมาที่ลานพระสิวลีเพื่อรอรถกลับ คราวนี้แหละที่น้ำและของกินขายดิบ ขายดี เพราะหิวและกระหาย บางคนถึงกับเป็นลม ขนมปังไอศกรีมขายดีที่สุด พ่อค้าบอกว่า วันเสาร์ขายไอศครีมได้ 6 ถัง วันนี้ 7 ถังแล้ว และยังไม่วี่แววว่าคนจะเริ่มหมดแล้ว

18.00 – 18.20 น.
รอรถเกือบชั่วโมงเพื่อลงเขา โชคดีที่รอไม่นาน แต่กว่า ขสมก. ปอ. 79 จะออกจากวัดกะทิง ราว 21.45 น. เพราะเพื่อน ๆ อีกกลุ่มหนึ่งรอรถขาขึ้นนานมาก เพิ่งถึงข้างบนเขาตอนที่พวกรตจิตรลงมาถึงลานพระสิวลีแล้ว ทำให้พอรตจิตรลงจากเขาแล้ว พวกเราต้องรอกลุ่มเพื่อน ๆ กลุ่มนี้อยู่ข้างล่างถึง 3 ช.ม. โรงทานวัดกะทิงยังมีอาหารให้ญาติโยมทาน

21.45 – 02.15 น.
ถึงขนส่งสายใต้ใหม่ รวมเวลาให้ซื้อของฝากประมาณ ครึ่งช.ม. (สละ อร่อยมาก กิโลกรัมละ 80 บาท ขนมเกรียวก็อร่อย รสชาติเหมือนครองแครงกรอบ แต่ไม่แข็ง เผ็ดๆ เล็กน้อย มะปราง และ มะยมชิดก็งามมาก)
เป็นอันว่าสิ้นสุดการเดินทางการไปเขาคิชฌกูฏด้วยความประทับใจ อย่างไรก็ตามหากมีเวลา ไหน ๆ ไปจันทบุรีทั้งที นอกจากจะแวะทำบุญที่วัดเขาซก จังหวัดชลบุรี ที่จันทบุรี เพื่อน ๆ สามารถแวะทำบุญที่วัดเขาสุกริมได้นะจ๊ะ รตจิตรเคยไปหลายครั้งแล้ว หากเพื่อน ๆ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็ search จาก website นี้ได้เลย sw-eden.net

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ

Elaboration Likelihood Theory ถูกกำหนดขึ้นโดย Richard Petty และ John Cacioppo เพื่ออธิบายการถูกชักจูงด้วยสาร, Elaboration Likelihood บ่งบอกถึงระดับการพิจารณาสารหนึ่ง ๆ ว่าถี่ถ้วนรอบคอบ น่าเชื่อถือหรือยัง โดยมี 2 ทางคือ

1. Central Route บ่งบอกถึงการคิดอย่างรอบคอบ เมื่อคิดแล้ว เชื่อแล้ว จะจดจำได้เป็นระยะเวลานาน ถ้าเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ เลย เราจะคิดอย่าง Central Route ไม่ได้
2. Peripheral Route บ่งบอกถึงการเชื่อโดยยังไม่ทันคิด เช่น การเชื่อหลักฐานภาพถ่ายในเว็บไซต์ การเชื่อเช่นนี้ จะเชื่อในระยะเวลาอันสั้น สามารถลืมได้เอง หรือ สามารถถูกเปลี่ยนแนวคิดได้ง่าย หากวันหนึ่งได้คิดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในรูปแบบ Central Route

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

นอกจากการแบ่งวิธีการเชื่อเป็น 2 ทางแล้วนั้น คำว่า Motivation (แรงจูงใจ) ซึ่งปกติหมายความว่า สิ่งกระตุ้นหรือแรงจูงใจ ได้ถูกจำกัดความด้วย 3 ส่วนคือ

1. ความเกี่ยวข้องของผู้รับสารกับตัวสาร เช่น ถ้า สว อิเฎล เป็นชาวไทยที่อยู่ในอเมริกา และอยู่มาวันหนึ่งโทรทัศน์ออกข่าวว่า วสันต์ อัสนี จะเดินทางมายังประเทศอเมริกา, สว อิเฎลจะรู้สึกตื่นตัว และสนใจสารนั้นมากกว่าคนไทยที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ
2. คนอื่น ๆ พูดถึงสารนั้นบ่อย เช่น สว อิเฎล ฟังรายการพงษ์พันธ์ ซึ่งพูดถึงสรรพคุณยาสมุนไพรเขากวางอ่อนบ่อย และเมื่อออกไปเดินตลาดแถวบ้าน ก็ยังมีชาวบ้านมากมายพูดถึงสมุนไพรนี้ ทำให้สว อิเฎลเกิดความสนใจ จนกระทั่งอาจจะเชื่อในสารนั้น
3. นิสัยของผู้รับสาร เช่น สว อิเฎล เป็นนักวิจารณ์ เป็นนักเขียนบล็อก (blog journalist) เมื่อได้ยินข้อถกเถียง ก็มักนำมาเขียนให้ผู้อ่านได้อ่านเสมอ เป็นต้น

เมื่อทราบแล้วว่า Motivation เกิดจาก 3 สิ่งข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ถ้า Motivation (แรงจูงใจ) สูง จะเป็นไปได้สูงที่คนเราจะคิดอย่าง Central Route และถ้า Motivation ต่ำ คนก็มักจะคิดอย่าง Peripheral Route

นอกจากนี้ การคิดอย่าง Central Route ยังเกิดขึ้นได้ง่าย เมื่อความคิดเห็นก่อนหน้าที่จะได้รับสาร มีความตรงกับผลของการประมวลสารนั้น เช่น สว อิเฎล เคยมีความรู้ดีเรื่องดาราศาสตร์ และรู้ว่าหลุมดำอยู่กลางกาแล็กซี่ ต่อมาเมื่อหนังสือ National Geographic มานำเสนอเรื่อง หลุมดำ และแสดงภาพหลุมดำอยู่กลางกาแล็กซี่ ทำให้เกิดการกระตุ้นความจำดั้งเดิม และทำให้ สว อิเฎล เชื่ออย่างฝังใจมากขึ้น

สว อิเฎล ทฤษฎี การสื่อสาร

คำถาม J: Cable TV บางช่องนำเสนอแต่ข่าวของฝ่าย กปปส. ในขณะที่บางช่อง นำเสนอแต่ข่าวด้าน นปช. ให้นักศึกษาอธิบายผลกระทบของการที่ประชาชนแต่ละฝ่ายเลือกรับสารข้างเดียว ให้สอดคล้องกับ Elaboration Likelihood Theory

บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร และโมเดล
ทฤษฎีการพิจารณาก่อนเชื่อ Elaboration Likelihood Theory และทฤษฎีแรงจูงใจ
โมเดลแสดงแบบแผนระบบการคิด Heuristic-Systematic Model
ทฤษฎีการให้เหตุผล Attribution Theory
ทฤษฎีปัญหาและทฤษฎีการบูรณาการ Problematic-Integration Theory
ความไม่แน่ใจ หลังจากเกิดวิกฤต Crisis
นิยายธรรมนิเทศศาสตร์ เรื่อง “ไอ้ปื๊ด” โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
การเข้าใจแนวคิดผิด ในการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Misconceptions of Crisis Communication)

1 Comment

Filed under Uncategorized