วันที่ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต

เนื่องจากแม่ เดินไม่ได้มาเกือบ 10 ปี อยู่แต่บนเตียง และแทบจะไม่ทานโปรตีนเลย ทำให้ผิวของแม่บางมาก แม่ทานแต่ข้าว และผักจริง ๆ ไม่กี่ชนิดด้วย ทำให้แม่ไม่ค่อยมีแรง นอกจากนี้แม่ยังเป็นโรคหัวใจ แต่ก็ไม่เป็นไรมาก เพราะแม่เป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว ถ้ามองการหายใจของแม่ จะเห็นว่าหายใจติด ๆ บ้าง แต่ทั้งหมดก็เป็นอาการปรกติของแม่ และก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ พวกลูก ๆ ไม่มีทางได้แม่กลับคืนมานั้น ไม่ถึง 2 อาทิตย์ รตจิตรนั่งอยู่ที่ท้ายเตียงเหมือนทุก ๆ วันที่รตจิตรชอบทำ แล้วก็ทา Johnson lotion ที่เท้าแม่ เพราะเท้าของแม่ค่อนข้างแห้ง แม่สั่งรตจิตรว่า อย่าเอาแม่เข้าโรงพยาบาลนะ ซึ่งคืนที่แม่พูด ลูก ๆ ทุกคนก็ได้ยินกันหมด แต่แล้ว……

คืนวันอังคารที่ 29 มกราคม 2013 อยู่ ๆ พี่สาวของรตจิตรก็บอกว่า รู้สึกแม่หายใจติดขัด หายใจไม่ค่อยดี เอาส่งโรงพยาบาลดีกว่ามั้ย รตจิตร ดูแม่แล้ว ก็ไม่เห็นเป็นไร เลยบอกว่า ไม่อยากส่งเข้าโรงพยาบาล เพราะอาเจ๊ก-สามีของหัวหน้ารตจิตร ก็เพิ่งเสียไปวันที่ 11/11/2011 ทั้ง ๆ ที่ก็ดูแข็งแรง แต่มีคนมาทักเช่นนี้เหมือนกัน ก็เลยนำอาเจ๊กส่งโรงพยาบาล ที่เดียวกับที่แม่ของรตจิตรกำลังจะไป พักอยู่เกือบเดือน แม้ว่าภายหลังอาเจ๊กได้ย้ายโรงพยาบาลไปอีกแห่งหนึ่ง ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนเสียชีวิต แต่ก็ติดเชื้อมาจากห้อง ICU ของโรงพยาบาลที่แม่ของรตจิตรต้องจบชีวิตลงเช่นกัน รตจิตรจึงปฏิเสธ ไม่ให้ส่งแม่เข้าโรงพยาบาลแห่งนี้ เพราะกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เหมือนกรณีของอาเจ๊กที่ตาย

พี่สาวของรตจิตรพูดย้ำอีกว่า แล้วถ้าแม่ตายละ รตจิตรจะทำอย่างไร ส่งไปอยู่ใกล้หมอดีกว่า จนตอนหลังน้องชายของรตจิตรซึ่งครั้งแรกก็ไม่เห็นด้วย เลยยอม และให้รตจิตรโทรเรียกรถตู้ของโรงพยาบาลมารับ ค่ารับ-ส่งของรถพยาบาลอยู่ที่ 1,600 บาท เพราะบ้านของเราเป็นสมาชิกโรงพยาบาลแห่งนี้ ในขณะที่น้องชายของรตจิตรกำลังตระเตรียมสัมภาระเพื่อไปนอนเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล น้องชายก็สังเกตแม่ไปเรื่อย ๆ รตจิตรเองก็พูดกับลูกว่าไม่อยากให้แม่เข้าโรงพยาบาลเลย และห้องธรรมดา ห้องคู่ หรือห้องรวมที่โรงพยาบาลก็เต็มหมด มีแต่ห้อง ICU ในเวลานั้นก่อนที่รถโรงพยาบาลจะมา น้องชายก็ทักอีกว่า คิดไปคิดมา คิดว่าไม่ส่งแม่ไปโรงพยาบาลดีกว่า แม่ก็หายใจอยู่แบบนี้มาตั้งนานแล้ว ซึ่งรตจิตรก็เห็นด้วย จึงเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์จะโทร cancel รถพยาบาล แต่พี่สาวก็ห้ามไว้ว่า “ไหน ๆ ก็โทรไปแล้ว เดี๋ยวก็เสียเงินค่ารถโรงพยาบาลฟรีหรอก” ผ่านไปอีกสักครู่ น้องชายก็ทักขึ้นมาอีกว่าไม่อยากให้แม่ไปโรงพยาบาล ช่วงเวลาที่พวกลูก ๆ ตัดสินใจทำอะไรลงไปนั้น แม่นอนหลับอยู่ ไม่มีใครบอกแม่สักคำว่าจะส่งแม่ไปโรงพยาบาล ไม่มีใครถามแม่เลยว่าอยากไปโรงพยาบาลหรือไม่ ไม่มีใครให้แม่เตรียมตัวเตรียมใจก่อน แม่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า กำลังจะถูกส่งไปห้อง ICU และจะไม่ได้เห็นโลกนี้อีกต่อไป ICU ของโรงพยาบาลที่แม่เคยสั่งไว้ว่าจะไม่เข้าไปอีก และตอนนั้นลูก ๆ ทุกคนกลับลืมคำพูดของแม่ที่เคยบอกลูก ๆ ว่าอย่าส่งแม่ไปโรงพยาบาลนะ ! นอกจากนี้วันนั้นเป็นช่วงที่กำลังจะตรุษจีน ทำไมพวกเราจึงส่งแม่ไปโรงพยาบาล รตจิตรไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมคืนนั้น ถึงไม่คิดถึงเรื่องพวกนี้ด้วย

รตจิตรยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อหมุนไปยกเลิกรถโรงพยาบาล แต่พี่สาวก็ห้ามไว้อีกว่า ป่านนี้รถโรงพยาบาลคงใกล้ถึงแล้ว ยังไง ๆ ก็ต้องจ่ายค่ารถให้โรงพยาบาล ไม่น่าเชื่อเลย ไม่น่าเชื่อว่า จากการที่พี่สาวกลัวว่าพวกเราจะเสียเงินแค่ 1,600 บาท กลับต้องทำให้เราต้องสูญเสียครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เป็นการสูญเสียที่ไม่สามารถหาอะไรมาชดเชย เป็นการสูญเสียที่ไม่สามารถหาใหม่ได้ ไม่สามารถหาสิ่งใด ๆ ในโลกนี้ทดแทนได้อีกเลยทั้งชีวิต ไม่สามารถทำให้ “แม่” คนที่เรารักที่สุดในโลกหายจากความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวดรวดร้าว ความเปล่าเปลี่ยว ความเหงาที่ต้องอยู่คนเดียวในห้อง ICU ความอึดอัดที่ไม่สามารถพูดอะไรได้อีก และยังอาจมีความลำบากอื่น ๆ อีกมากที่พวกลูก ๆ ไม่สามารถรู้ได้ ไม่ได้รวมถึงการเสียเงิน ซึ่งแทนที่จะเสียเงินแค่ค่ารถโรงพยาบาล 1,600 บาท กลายเป็นต้องจ่ายค่ารักษาให้โรงพยาบาลแบบสูญเปล่าจริง ๆ เกือบ 6 แสนบาทในที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ใครทำให้แม่ตาย
- แม่ของรตจิตรที่เดินไม่ได้มานาน มาเข้าห้อง ICU แค่คืนที่ 2 ที่อยู่ในห้องนี้ แม่ต้องสูญเสียกระดูกขาทั้ง 2 ข้าง เพราะทางโรงพยาบาลเป็นคนทำ โดยไม่มีใครยอมรับ แต่ละคนที่โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงย่านฝั่งธน ฯ แห่งนี้ ได้แต่ก้มหน้า และเดินเลี่ยงออกไป ไม่มีใครกล้าตอบ หรือให้ความกระจ่างแก่พวกลูก ๆ ของแม่ว่า ใครเป็นคนทำให้แม่เป็นเช่นนี้ ใครทำกระดูกของแม่แตกหมด วันละข้าง ตั้งแต่คืนวันที่ 2 และคืนที่ 3 จนทำให้เลือดไหลไม่หยุดใต้ผิวหนัง ต้องให้เลือดแม่ถึง 5 ถุงก่อนที่แม่จะสิ้นใจ
- การให้เลือด ในเวลาไม่กี่วัน แต่ให้ติด ๆ กัน โดยบางวันให้เลือด 2 ถุง เป็นสาเหตุให้แม่มีไข้ขึ้นสูง จนต้องให้ยาไอโน่นไอนี่ เต็มไปหมด และ
- การที่รีบเอาเครื่องช่วยหายใจยัดใส่ช่องคอแม่ โดยไม่ได้คิดจะให้แม่ลองพยายามหายใจด้วยตัวเองก่อน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ที่แม่จะถูกส่งเข้าโรงพยาบาล แม่ก็หายใจเองมาตลอด จนทำให้ปอดของแม่ติดเชื้อ เพราะความไม่สะอาดเพียงพอของทั้งหมอ นางพยาบาล เจ้าหน้าที่หลาย ๆ คนในห้อง ICU หรือแม้แต่ข้าวของเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนการที่พยาบาลนำเอาสิ่งปฏิกูลทั้งหลายมาตั้งหน้าห้องที่แม่อยู่ ยิ่งแย่ไปกว่านั้นคือมีนางพยาบาลบางคน ขนาดอายุก็เลข 4 เข้าไปแล้ว เป็นหวัดรุนแรง เที่ยวเข้าห้องคนไข้คนนั้นที คนนี้ที โดยเอาผ้าปิดปากห้องไว้ข้างหู และพอไอจาม ก็วิ่งพรวดออกมา โดยไม่มีการเอามือป้องปากหรือจมูกไว้เลย พอรตจิตรถามว่าทำไม ไม่ลาป่วยไปละ คำตอบกลับกลายเป็น นางพยาบาลที่ห้อง ICU ค่อนข้างน้อย พอขาดคนก็เลยไม่ค่อยมีใครหยุด และหลาย ๆ คนต้องการหาเงิน จึงทำงานกันวันละ 2 กะ แต่ห้ามเกิน 4 วันต่อสัปดาห์ วันที่เหลือของสัปดาห์ จะทำกันกะเดียว
- พอปอดของแม่ติดเชื้อ หมอทุกคนต่างให้ยาแรง ๆ อย่างเต็มที่ ต่างคนต่างให้ จนร่างกายของแม่รับไม่ไหว ยาฆ่าเชื้อที่ลองให้แม่ มี 3 ตัว เพราะหมอเองก็ไม่รู้ว่าตัวไหนกันแน่ ราคา ขวดละ 3,000 บาท และให้แม่วันละ 1-2 ขวด ได้แก่ MiRonan, Colistin, Tygacil เป็นต้น

- โดยปกติต้องมีหมอที่เป็นเจ้าของคนไข้ หรือที่เป็นหมอหลักตรวจแม่ ซึ่งในวันนั้น เป็นหมอด้านสมอง เพราะเคยรักษาแม่ ตอนที่แม่ชัก หมอสมองคนนี้ ก็เอาหมออีกหลายคนมาตรวจ หมอเกลือแร่ หมอโปรตีน หมอติดเชื้อในปอด ต่างคนต่างก็เจาะเลือดแม่ ทุกวัน บางวันเจาะเช้า เจาะเย็น จนเส้นเลือดของแม่แตกทุกเส้น ไม่ว่าจะที่มือ ที่แขน ที่ขา หรือที่นิ้ว หมอทุกคนให้ยาโน่น ยานี่ เพื่อให้โปรตีน และเกลือแร่ของแม่ได้ตามมาตรฐาน ซึ่งรตจิตรเองก็ไม่มีความรู้เรื่องเหล่านี้ เช่น
albumin ของแม่วัดได้ 3.3 แต่มาตรฐานต้องเป็น 3.4-4.6
เกลือแร่ของแม่วัดได้ 31 แต่หมอต้องการให้เท่าปรกติคือ 33
Calcium 7.2 ต้องให้ได้ 7.7 เป็นต้น
พอให้ไข่ขาวทางสายอาหาร แม่ของรตจิตรก็อาเจียน คนเราปรกติ ลองให้ทานไข่ขาวบดเป็นน้ำซิ เพื่อน ๆ ว่าคลื่นไส้มั้ย แล้วก็มาตีความว่าระบบย่อยอาหารแม่มีปัญหา

รตจิตรไม่เข้าใจเลยว่า จะเอาอะไรมากมายกับคนแก่ที่นอนซมหลังจากมาเข้าโรงพยาบาล เพื่อให้ค่าที่วัดได้จากการเจาะเลือดให้ได้ในระดับมาตรฐานให้ได้ เจาะเลือดนับครั้งไม่ถ้วน สุดท้ายมาบอกว่าแม่ขาดเลือด แม้ว่าการรักษาแม่ในครั้งนี้ จะมีหมอที่มีอายุบางคนที่น่ารักมาก คือหมอโรคหัวใจ และปอด แต่ก็ไม่สามารถทำอะไร หรือเตือนให้หมอคนอื่นเบา ๆ มือลงบ้าง
- และก่อนวันที่แม่จะสิ้นใจเพราะทนไม่ไหวกับการกระทำต่าง ๆ นา ๆ ของหมอเกือบ 10 คน การกระทำของนางพยาบาลบางคน ซึ่งไม่มีใครรู้ก่อนว่าแม่จะสิ้นใจวันไหน รตจิตรทนไม่ได้จึงขอร้องหมออย่าเจาะเลือดแม่อีกเลย ให้แม่พักสัก 2 วันได้มั้ย มือของแม่ ขาของแม่ นิ้วของแม่ บวมไปหมดเพราะเส้นเลือดแตก และแข่งกันให้ยาแรง ๆ หมอรับปาก แต่หมอโกหก ขอเจาะที่คอคืนนั้นเลย
- วันที่หมอรับปากว่าจะ ไม่เจาะเลือดแม่สัก 2 วัน คืนวันนั้นนั่นเอง หมอคนนี้กลับใช้วิธีเจาะด้านข้างคอของแม่ ซึ่งรตจิตรมาทราบตอนเช้า หมอให้เหตุผลว่าจะได้ไม่ต้องเจาะบ่อย ๆ ใช้สูบเลือดจากที่คอของแม่เลย ช่วง 3-4 วันก่อนที่แม่จะสิ้นใจ หมอใช้วิธีฉีดยาให้แม่นอนหลับ ทำให้รตจิตรไม่ค่อยรู้ถึงความรู้สึกของแม่ รู้แต่ว่าแม้แม่จะนอนหลับเพราะฤทธิ์ยา แต่สีหน้าของแม่ไม่ค่อยดี และขมวดคิ้วตลอด เพียง 1 วันที่หมอเจาะคอแม่ แม่ก็สิ้นใจ

บทนำ บันทึกรักถึง “แม่”
วันที่แม่เข้าห้อง ICU ของโรงพยาบาล
ใครทำกระดูกขาของแม่แตก
จดหมายด่วนที่สุดถึงประธานโรงพยาบาล
การกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของหมอ
หลังจากแม่จากไป

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร
~~~~

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วันที่แม่เข้าห้อง ICU ของโรงพยาบาล

เมื่อรถโรงพยาบาลมาถึง ผู้ชาย 4 คนในชุดสีขาว พร้อมทั้งนางพยาบาล 1 คน เข้ามาจัดแจงเอาผ้าปูเตียงของแม่ห่อแม่ขึ้นบนเตียงของโรงพยาบาล ทำให้แม่ตื่น แม่ตกใจมาก เพราะแม่ไม่รู้เรื่องเลย คนมากมาย เป็นใคร มาจากไหน แม่พูดประโยคหนึ่งก่อนที่รตจิตรจะไม่ได้ยินแม่พูดอีกเลย “นี่ จะเอาชั้นไปไหน?” พวกลูก ๆ จึงเพิ่งบอกแม่ว่า เอาแม่ไปโรงพยาบาลนะ

แม่ถึงห้อง ICU ประมาณ 5 ทุ่ม แล้วทางโรงพยาบาลก็จัดการให้แม่พูดไม่ได้อีก จนกระทั่งแม่ตายจากโลกนี้ไป หมอเวรให้เอาท่อช่วยหายใจสอดเข้าไปในลำคอ หมอเวรคืนนั้นบอกว่า เพราะแก๊สในท้องแม่เยอะมาก จะหายใจลำบาก เครื่องช่วยหายใจจะช่วยให้หายใจดีขึ้น และคืนนั้น หมอก็เริ่มตรวจร่างกายแม่สารพัด ให้แม่ฉี่ทางสาย และเริ่มเจาะเลือดแม่คืนแรกเลย ตามกฎของห้อง ICU ห้ามเฝ้าคนไข้ น้องชายจึงต้องกลับบ้าน ปล่อยให้แม่อยู่คนเดียวกับคนที่ไม่รู้จัก คนที่ทำงานไปวัน ๆ หนึ่งตามหน้าที่ แม่ไม่ได้พักเลย เพื่อน ๆ คงรู้อยู่แก่ใจว่า ที่ห้อง ICU โดยทั่วไป นางพยาบาลจะมี 3 กะ แต่ละกะจะเข้ามาเช็คความดัน เช็คการหายใจ เข้ามาดูเครื่องวัดต่าง ๆ เกือบทุกระบบของร่างกาย เข้ามาให้ยาเต็มไปหมดโดยมีเข็มที่เจาะเข้าร่างกายแม่ ให้ทั้งยามหาศาลหลายอย่างจริง ๆ ทั้งให้น้ำเกลือ สลับกับอาหารที่ให้ทางสายยาง อย่าหวังว่าคนไข้ในห้อง ICU จะได้พักผ่อน และอย่าหวังว่าเจ้าหน้าที่พวกนี้จะทำอะไรเบา ๆ เพราะพวกเธอทั้งหลายทำงานแข่งกับเวลาทั้งสิ้น ภายใน 1 ชั่วโมงเธอต้องทำหน้าที่ให้ครบทุกห้อง เพื่อไปบันทึกลงในประวัติคนไข้ แล้วก็เวียนมาทำใหม่ ยิ่งตอนเย็นที่ต้องทำความสะอาดคนไข้แล้ว ยิ่งไม่มีเวลา เธอจะทำงานกันอย่างรวดเร็ว จะหวังให้นุ่มนวล หรือเบา ๆ ค่อนข้างยาก

คืนนั้น ก่อนกลับบ้าน น้องชายของรตจิตรได้เขียนให้พยาบาลรับทราบถึงข้อระวัง ในการดูแลแม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับขาของแม่ แม้ว่าหลายคนอาจจะแอบหัวเราะหรือซุบซิบหรือไม่ใส่ใจ แต่เพราะพวกเราไม่ต้องการให้สิ่งไม่ดีเกิดกับแม่ เราหวังแต่ว่าโรงพยาบาลจะช่วยแม่ได้ ไม่ใช่เลวร้ายไปกว่าเดิม เราเหลือแม่เพียงคนเดียว พวกเราดูแลแม่ด้วยใจรักอย่างยิ่งมาตลอด โดยเฉพาะน้องชายของรตจิตร ซึ่งต้องผูกพันกับแม่เป็นที่สุดเพราะดูแลอย่างใกล้ชิดเนื่องจากแม่เดินไม่ได้มานานมาก
วันแรกทางโรงพยาบาลบอกว่าแม่มีอาการบวมน้ำเฉย ๆ ไม่มาก แต่บอกต่อว่า กระเพาะของแม่อาจเป็นมะเร็ง เพราะมีเลือดออก จึงต้องทำ ultrasound ท้องครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งพ่อของเพื่อนรตจิตรก็เคยเจอ case นี้ แต่กลายเป็นนางพยาบาลแยงสายอาหารลึกไป เพราะช่วงกระเพาะของคนไข้ แต่ละคนไม่เท่ากัน ภายหลัง หมอกลับมาบอกว่า เป็นกรณีที่รตจิตรสงสัยจริง คือเลือดที่กระเพาะอาจเกิดจากการแยงสายอาหารแรง และอาจลึกไปด้วย

เหตุการณ์เหล่านี้ เพื่อน ๆ คิดว่าพวกเราลูก ๆ จะวางใจโรงพยาบาล หรือจะวางใจหมอ หรือจะวางใจใครได้อีก
รตจิตรและลูกได้แต่ขอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และที่ลืมไม่ได้คือพระราชบิดา ที่โรงพยาบาลศิริราช เราสองคนแม่ลูกจะไปไหว้ขอพระราชบิดาคุ้มครองแม่เสมอ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พวกเรามีพระองค์เป็นที่พึ่ง

บทนำ บันทึกรักถึง “แม่”
วันที่ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
ใครทำกระดูกขาของแม่แตก
จดหมายด่วนที่สุดถึงประธานโรงพยาบาล
การกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของหมอ
หลังจากแม่จากไป

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร
~~~~

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ใครทำกระดูกขาของแม่แตก

เช้าวันพุธที่ 30 มกราคม ผลการตรวจบอกว่า อุจจาระค้าง จน CO2 แน่นท้อง หายใจลำบาก หมอที่เป็นเจ้าของคนไข้ หรือหมอสมอง ก็ตรวจดูอาการทั่วไป พร้อมทั้งหมอคนอื่น ๆ ก็บอกว่า ที่ห่วงคือปอดอาจติดเชื้อ ความจริงเท่าที่รตจิตรรับรู้มานานมากก็คือ ในภาวะสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนี้ ปอดของคนเราทุกคนติดเชื้อทั้งนั้นแหละ อยู่ที่จะมากหรือน้อย แม่ถูกสอดเครื่องช่วยหายใจเข้าไปในหลอดลม เมื่อมีสิ่งระคายคอ ก็ย่อมมีเสมหะ นางพยาบาลก็เปิดสายยาง เพื่อดูดเสมหะออก ซึ่งส่วนมากไม่ได้ใส่ถุงมือ แม้พวกคุณจะเช็ดด้วย Alcohol แต่ก็เช็ดคร่าว ๆ บางคนไม่ได้เช็ดเสียด้วย เอาเร็วเข้าว่า เอาสะดวกไว้ก่อน โอกาสติดเชื้อของแม่ยิ่งมีสูง

ยิ่งไปกว่านั้น ห้อง ICU ถูกออกแบบให้ทิ้งสิ่งปฏิกูลในห้องเล็ก ๆ ซึ่งติดกับห้องที่แม่อยู่ โดยมีประตูอีกชั้นหนึ่งเป็นด่านป้องกันไว้อีกที เนื่องจากแม่ของรตจิตรเป็นคนผอม ตัวเล็ก ๆ แม่ไม่ชอบนอนห้องแอร์ พวกเราจึงขอเปิดประตูห้องแทน แต่นางพยาบาลถือเอาแต่ความสะดวกจึงเอาถังปฏิกูลทั้งหมดวางด้านหน้าห้องที่แม่พักอยู่ ทั้ง ๆ ที่ห้อง ICU designed ไว้ดีแล้วคือให้วางถังทิ้งทั้งหมดด้านนอก พอรตจิตรไปพูด นางพยาบาล กลับบอกว่าเพิ่งวางวันนี้ ทั้ง ๆ ที่รตจิตรเห็นวางถังขยะพวกนี้ไว้หน้าห้องแม่ทุกวัน มีคนเตือนว่าอย่าเรียนให้ผู้ใหญ่รู้ เพราะแม่อยู่กับนางพยาบาลพวกนี้ แต่พวกเราเครียดมาก ทำไมทำกับแม่แบบนี้ เหมือนแม่ไม่ใช่มนุษย์ นางพยาบาลพวกนี้โกหกเก่ง เก่งมาก ๆ

พุธที่ 30 รตจิตรไปเยี่ยมแม่โรงพยาบาล หมอประจำตัวแม่หลายคนมาก ทุกคนมาหมด ได้แก่หมอด้านท้อง ด้านหัวใจ หมอด้านปอด ด้านเส้นเลือดตีบ และหมอด้านสมอง แต่จะมีหมอหลักเพียงท่านเดียว ซึ่งเป็นหมอด้านสมองนั่นเอง ที่เป็นคนบอกให้เพิ่มหมอด้านเกลือแร่ หมอด้านกระเพาะ และหมอด้านติดเชื้อในปอด ตลอดจนวันต่อ ๆ มาบอกให้เพิ่มหมอกระดูก ซึ่งจำเป็นมากในภายหลัง ระบบการหายใจยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ แต่ผลการตรวจปอดของแม่ ไม่ค่อยดี แต่นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไร หลังจากเจาะเลือดแม่ไปตรวจอีกครั้ง รตจิตรก็ไม่เข้าใจว่า หมอเวรก็เพิ่งให้เจาะไปหลอดใหญ่เมื่อคืน แล้วนี่ยังไม่ทันข้ามวันก็ให้เจาะเลือดหลอดใหญ่อีกแล้ว
รตจิตรงงมากที่เห็นสภาพของแม่ ต้องถูกผูกเชือกทั้งที่มือ และเท้าติดกับเตียง เพราะหาว่าแม่ดิ้น พอแม่เห็นรตจิตร แม่จับมือรตจิตรและยกตัวขึ้นมาเกือบครึ่งตัว สายตามของแม่มองรตจิตรเหมือนจะบอกว่า เอาแม่ออกไปที แม่อยากกลับบ้าน พอรตจิตรปลอบแม่ แม่สงบลงพร้อมน้ำตา ไหลออกจากที่หางตาซ้าย
รตจิตร อดไม่ได้ที่จะวิ่งออกจากห้องมาร้องไห้ สงสารแม่มาก ขอบตาของแม่เริ่มคล้ำเหมือนอดหลับอดนอน ซึ่งแน่อยู่แล้ว จากสภาพที่รตจิตรเป็นสวยระโยงระยางเต็มไปหมด เครื่องอะไรต่อมิอะไรก็เต็มห้องที่แม่อยู่เต็มไปหมด รตจิตรสงสารแม่มาก กำลังตัดสินใจจะเอาแม่ออกจากโรงพยาบาลวันนั้น อยากดึงสายที่อยู่ในปากแม่ออก แม้แต่สายฉี่ สายให้น้ำเกลือ สายให้อาหาร แม่ขมวดคิ้วตลอดเวลา แม้ว่าหลับไปแล้วเพราะฤทธิ์ยา แม่….พวกเราสงสารแม่เหลือเกิน ไม่ควรเอาแม่มาทรมานอย่างนี้เลย

เช้าวันรุ่งขึ้น วันพฤหัสที่ 31 มกราคม เหมือนเมฆฝนรุมเล้า พายุโหมกระหน่ำ วันนี้เป็นครั้งแรกที่รตจิตรเห็นน้องชายร้องไห้ ร้องไห้มากจริง ๆ ทำไมสภาพแม่ถึงแย่ลงขนาดนี้ เพียงวันเดียว เพียงชั่วค่ำคืนที่ ICU กระดูกเหนือเข่าและใต้เข่าซ้ายของแม่แตกหมด ทำให้เลือดออกมาเป็นจ้ำ ๆ เต็มขาซ้าย มีเลือดซึมออกมาตามผิวหนังของแม่อย่างเห็นได้ชัด เพราะผิวของแม่ค่อนข้างบาง กระดูกขาที่แตกเหมือนว่าแม่ถูกพลิกตัว และขาไปกระแทกถูกที่กั้นเตียง ทำไมนางพยาบาลต้องทำให้แม่เป็นเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจพวกเรามาก แม่ทรมานเหลือเกิน แม่แก่เกินไปที่จะได้รับความทรมานขนาดนี้ แม่พูดไม่ได้เพราะเครื่องช่วยหายใจ พวกเราเดาออกแม่พูดว่าอยากกลับบ้าน อยากกลับบ้านมาก แม่เจ็บมาก หลังจากที่รตจิตรถามว่าแม่เจ็บขามั้ย น้ำตาแม่ไหล…. แม่มอง รตจิตร แล้วยกมือเพื่อให้รตจิตรจับแม่ เหมือนบอกว่าอย่าทิ้งแม่ไว้เช่นนี้ มันทรมานมาก อย่าทิ้งให้แม่อยู่กับพวกนี้ อย่าทิ้งให้แม่อยู่ที่นี่…… แล้วน้ำตาของแม่ก็เริ่มคลอ แม่อดทนมาก อดทนที่สุดเท่าที่สุดเท่าที่รตจิตรจำความได้ เพราะไม่เคยมีครั้งไหนที่แม่ต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสเท่าครั้งนี้

น้องชายถามนางพยาบาลว่ามีเอาที่กั้นลงหรือไม่ พวกเธอตอบว่าเอาลง ทั้ง ๆ ที่พวกเราเห็นกับตาว่า บ่อยครั้งที่นางพยาบาลทำอะไร ไม่ได้เอาที่กั้นลงเลย พวกเธอโกหก

รตจิตรมารู้ตอนเช้าของวันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ว่า คืนวันพฤหัสที่ 31 มกราคม กระดูกเหนือเข่าและใต้เข่าขวาของแม่แตกอีกแล้ว ในลักษณะเดียวกับการแตกที่ขาข้างซ้าย

ทุกคืนที่รตจิตรกลับบ้าน มีน้ำตาเป็นเพื่อนเท่านั้น เห็นแต่ภาพที่แม่แสดงอาการ เพราะพูดอะไร พวกเราก็ไม่ได้ยินเพราะไอสายท่อช่วยหายใจเป็นตัวกั้นการสื่อสารระหว่างแม่กับลูก ๆ อาการของแม่ที่อยากกลับบ้าน ทำไมมาทิ้งแม่ไว้ที่โรงพยาบาลนรกแห่งนี้ รตจิตรอยากให้แม่กลับทุกวัน พวกเรารู้สึกผิดที่ตัดสินใจเอาแม่เข้าไปโดยไม่ถามแม่ก่อน โดยไม่บอกแม่ให้รู้ตัวด้วย

บทนำ บันทึกรักถึง “แม่”
วันที่ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
วันที่แม่เข้าห้อง ICU ของโรงพยาบาล
จดหมายด่วนที่สุดถึงประธานโรงพยาบาล
การกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของหมอ
หลังจากแม่จากไป

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร
~~~~

Leave a comment

Filed under Uncategorized

จดหมายด่วนที่สุดถึงประธานโรงพยาบาล

จดหมายฉบับที่ 1 ลว. 31 มกราคม 2013
เรื่อง ขอร้องเรียนเรื่องกระดูกของแม่รตจิตรร้าวเพราะห้อง ICU เพื่อรายงานถึงประธานของโรงพยาบาลทราบเหตุการณ์นี้
ใคร ใคร ทำขาซ้ายแม่ ใครทำให้แม่กระดูกแตกหมด เหตุการณ์ชั่วร้ายที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลที่มีชื่อแห่งนี้ของฝั่งธน ฯ ทำให้รตจิตรต้องรีบเขียนจดหมายด่วนที่สุด ฉบับแรก ลว. 31 มกราคม 2013 ทำให้ผู้ตรวจการที่ ICU ยอมให้น้องชายของรตจิตรนอนเฝ้าที่ห้องคนเยี่ยม และสามารถเข้ามาดูหรือทำธุระส่วนตัวให้แม่ได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องเข้าออกตามเวลาของห้อง ICU แล้ว ทั้ง ๆ ที่ครั้งแรกรตจิตรก็ขอร้องผู้ตรวจการ ขอร้องพยาบาลไม่รู้กี่ครั้ง เพราะไม่ไว้ใจการพลิกตัวแม่ การดูแลแม่ อยากให้น้องชายเป็นธุระทั้งหมด แต่เมื่อโรงพยาบาลทำให้กระดูกขาของแม่แตกหมด ผู้ตรวจการจึงเพิ่งอนุญาต

ส่วนตัวแล้ว รตจิตรไม่ค่อยชอบผู้ตรวจการคนใหม่คนนี้ที่เพิ่งมารับหน้าที่ต้นปี 2013 ซึ่งผิดกับคนเก่า เพราะเธอเป็นคนพูดจาโดยไม่มีความเห็นใจคนไข้ เป็นคนที่ไม่มีความรู้สึก คิดว่าแม่ของรตจิตรเป็นเพียงสิ่ง ๆ หนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีน้ำจิตน้ำใจว่าเป็นคน แม้ว่าเธอจะพยายามพูดเปรียบกับพ่อของเธอที่เป็น Alzheimer เพื่อให้รู้ว่าเธอเข้าใจความรู้สึกของพวกเราก็ตามที แต่เปล่าเลย เธอเป็นผู้ตรวจการที่ไม่มีความรู้สึก ไม่รู้ว่าความรักของลูก ๆ ที่มีต่อแม่นั้นมากเพียงใด และขณะนั้นพวกเราสงสารแม่ขนาดไหน เธอไม่รู้แม้แต่ว่าแม่ของพวกเราเจ็บปวดแสนสาหัสจากการกระทำของโรงพยาบาล โดยที่แม่ไม่ได้เป็นผู้ก่อเลย เธอไม่รู้เสียด้วยว่าไม่มีอะไรแลกกับกระดูกขาของแม่ที่แตกทั้ง 2 ข้าง เธอพูดแต่ว่า “คุณรตจิตรไม่ต้องห่วง ค่ารักษาเรื่องกระดูกแตก ทางโรงพยาบาลไม่คิดจากคุณ” เธอเน้นเรื่องค่ารักษาตรงนี้ถึง 2-3 ครั้ง แสดงให้เห็นว่า ใจของผู้ตรวจการคนนี้มีแต่เรื่อง “เงิน และ เงิน” และในความเป็นจริง เมื่อแม่ตาย ทางโรงพยาบาลก็ลดให้เฉพาะค่ารักษากระดูกประมาณ หมื่นต้น ๆ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่ตามมาเพราะกระดูกแตก เช่นการให้เลือดถึง 5 ถุง จนแม่ตัวร้อน หน้าแดงไปหมด และการใช้ยาอื่น ๆ ก็ไม่ได้รวมอยู่ในส่วนลดนี้ แต่ช่างมันเถอะ สิ่งที่รตจิตรพูดกับผู้ตรวจการคือ พวกเราไม่เคยคิดเรื่องเงินเลย ตอนนั้นเราคิดเรื่องเดียวคือ เราต้องการแม่ ต้องการให้แม่เหมือนเดิม อย่างน้อยเท่ากับวันที่เอามาเข้าโรงพยาบาลแห่งนี้ ต้องการแม่ของพวกเราในสภาพเดิม ที่แค่เดินไม่ได้ แต่ไม่ใช่กระดูกแตกรายวัน กระดูกแตกหมดทั้ง 2 ข้าง และก่อนจบการสนทนา รตจิตรถามผู้ตรวจการคนนี้ว่า
รตจิตร : สรุปเรื่องของแม่ คุณจะทำอย่างไร? รตจิตรอยากรู้ว่าใคร เป็นคนทำให้แม่เป็นแบบนี้ ใครทำกระดูกขาของแม่แตกทุกวัน มันต้องมีคนรับผิดชอบ ทำไมถึงลอยนวล
ผู้ตรวจการ : เอาอย่างนี้นะ เดี๋ยวทางโรงพยาบาลจะลดค่ารักษาขาให้แม่ของคุณ
ตอนที่ผู้ตรวจการเรียกรตจิตรเข้าไปคุยในห้อง 2 ต่อ 2 ผู้ตรวจการพูดเลยว่ายอมรับในการกระทำ ที่ทำกับแม่ไป แต่วันหลัง ๆ ที่พูดต่อหน้าคนอื่น กับปัดตลอด พูดแต่คำว่า เอาน่า เอาน่า เดี๋ยวช่วยกันดู

จดหมายฉบับที่ 2 ลว. 4 กุมภาพันธ์ 2013
เรื่อง ขอความเป็นธรรมจากเรื่องกระดูกของแม่รตจิตรแตกร้าวที่ห้อง ICU
รตจิตรเขียนส่งประธานของโรงพยาบาลอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่วันแรกที่พวกข้าโรงพยาบาลนั้น น้องชายของรตจิตรได้เขียน memo ให้นางพยาบาลด้วยว่าต้องระวังอะไร แต่ไม่มีใครใส่ใจ บางคนแอบหัวเราะเสียด้วย จนเหตุการณ์เลวร้ายนี้เกิดขึ้นกับแม่เพราะความชะล่าใจ หรือความประมาทในหน้าที่ หรือไม่คิดว่าคนอื่นก็คือ “มนุษย์”

รตจิตรทราบจากผู้ช่วยหัวหน้าพยาบาลว่า เช้าพุธที่ 30 มกราคม หมอที่เป็นหมอหลักมาตรวจแม่ ก็ยังไม่มีอะไรผิดปกติที่ขา แต่เวลาประมาณ 13-14 น. บ่ายวันเดี่ยวกัน หลังจาก Ultrasound และ X-ray มีเลือดออกที่ขาซ้ายของแม่ หมอจึงแนะนำหมอด้านกระดูกแตกร้าวมาตรวจแม่ และเข้าเฝือกขาซ้าย

ก่อนวันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ มีการเจาะเลือดและ X-ray เกือบทุกวัน ทั้ง ๆ ที่กระดูกขาทั้ง 2 ข้างแตกร้าวหมด ไม่มีลูกคนไหนอดทนเห็นแม่เจ็บ เห็นแม่เสียเลือด เห็นแม่ร้องไห้ หรือเห็นแม่มองพวกเราเหมือนว่าทำไมพาแม่เข้ามาทรมานที่นี่ ที่ที่แม่ไว้ใจเป็นลูกค้ามาเกือบ 30 ปี ไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปได้ ทั้ง ๆ ที่ถ้าทำได้ รตจิตรอยากให้แม่กลับไปเหมือนวันที่ก่อนพวกเราจะตัดสินใจกันเองเอาแม่เข้ามาโรงพยาบาลนรกแห่งนี้ ในช่วงที่แม่หลับ

เวลาล่วงเลยไป แต่เรื่องการติดตามว่าใครทำแม่ ใครทำกับแม่เช่นนี้ ไม่มีใครตอบ รตจิตรเองอยากได้ความจริง อยากให้ชดใช้สุขภาพของแม่คืนกลับให้พวกเรา แต่เรื่องก็เงียบ กระดูกแตกร้าวที่ทำให้เสียเลือด Plasma ต่ำ ยิ่งต้องให้เลือดเพิ่ม จนหมอต้องสั่งให้เลือดแม่ถึง 5 ถุง ความเครียดประดังเข้ามา ความเจ็บปวดซ้ำเติมแม่เพราะคนที่โรงพยาบาลเป็นคนทำแม่ ทุกครั้งที่เข้าเฝือก (แบบฝาเดียว) ทุกครั้งที่ต้องเปลี่ยนเฝือก หรือขยับแม่ แม่ต้องเสียน้ำตา พวกลูก ๆ รู้สึกผิดมาก ที่เอาแม่เข้ามาเจ็บ เข้ามาทรมาน เอาแม่เข้ามาให้เครียดในหลาย ๆ เรื่องที่ตามมาจากคนของ โรงพยาบาล ทำแม่กระดูกแตกร้าว การเสียเลือด ความเครียดจนเหนื่อย จนโอกาสที่จะลดเครื่องช่วยหายใจยิ่งถดถอยน้อยลง

การเจาะเลือด และ X-ray แม่ ทำมาตลอด และการให้ยาแรง ๆ ให้ฟอสโฟมัยซิน สเตียรอยด์ ยาแก้เสบอย่างแรงที่ทำให้เห็นภาพหลอน ผวา แม่ไม่ยอมนอน 2 วัน ศุกร์ที่ 8 และวันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ ลูกทุกคนเริ่มโกหกแม่ ทั้ง ๆ ที่ลูกไม่ควรพูดปดกับแม่ แม่ผู้เปรียบเหมือนอริยสงฆ์ของพวกเรา ว่า ให้ทนนะ ใกล้วันที่จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว รตจิตรจะท่องบทสวดเจ้าแม่กวนอิมไปพร้อม ๆ กับเปิดเทปให้แม่ฟัง ยิ่งท่องยิ่งไม่รู้เรื่อง เพราะรตจิตรเอาแต่ร้องไห้ และคอยกลั้นน้ำตา แต่กลั้นไม่ไหว ทุกครั้งที่แม่ได้ฟัง แม่จะสงบและหลับลงได้บ้าง หมอต้องให้ยานอนหลับแม่ จนแม่หลับตลอด 2 วัน

เช้าวันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ รตจิตรรู้ว่าการเจาะเลือดแม่ในวันนั้น ยากมาก เพราะเส้นเลือดของแม่ทุกส่วนที่สามารถเจาะได้ แตกหมดแล้ว รตจิตรขอร้องหมอว่าให้แม่พักก่อนสัก 2 วันได้มั้ย คือพวกเราไม่สนใจเรื่องที่ต้องวัดค่าต่าง ๆ ให้ได้ตามมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็น โปรตีน เกลือแร่ calcium plasma ฯลฯ แม่เจ็บทรมานมามากแล้ว ซึ่งหมอที่ตรวจเรื่องปอดติดเชื้อก็บอกว่า ได้ คือให้หยุดเจาะเลือด 2 วัน ดังนั้นจะเจาะเลือดตรวจดูอีกครั้งวันที่ 13 กุมภาพันธ์ แต่หมอก็โกหก โกหกกันหมดทุกคน

บทนำ บันทึกรักถึง “แม่”
วันที่ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
วันที่แม่เข้าห้อง ICU ของโรงพยาบาล
ใครทำกระดูกขาของแม่แตก
การกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของหมอ
หลังจากแม่จากไป

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร
~~~~

Leave a comment

Filed under Uncategorized

การกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของหมอ

รตจิตรไม่รู้ว่าหมอที่โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ จะโกหก รตจิตรไปกระซิบข้างหูแม่ว่า แม่ไม่ต้องเจาะเลือด 2 วันนะ เค้าของหมอแล้ว และหมอก็ OK กับเค้าแล้ว แม่พักนะจ๊ะ เดี๋ยวก็ดีขึ้น ที่ไหนได้เหตุการณ์ยิ่งทำให้แม่สาหัสมากขึ้น เจ็บตัวตอน ทุกข์ทรมานยิ่งขึ้น เพราะคืนวันจันทร์ที่ 12 นั่นเอง หมอสั่งให้เจาะคอ เป็นสายยางอ้วน ๆ เพื่อเอาเลือดแม่ไปตรวจได้ง่าย

รตจิตรมาเห็นสภาพแม่ตอนเช้าวันอังคารที่ 12 ยิ่งแย่ลง ตกใจมากกับสายยางที่เจาะเข้าไปที่คอด้านข้างของแม่ จึงถามนางพยาบาลว่าไม่เจ็บหรือ สายและเข็มใหญ่ขนาดนี้ นางพยาบาลตอบว่า ไม่เจ็บเลย เหมือนโดนยุงกัด รตจิตรจึงถามเธอกลับว่า เธอรู้ได้อย่างไร เธอเคยถูกเจาะแบบนี้แล้วหรือ? ไม่มีใครโง่ขนาดนั้นหรอก ใครที่มีสิ่งแปลกปลอมเสียบไว้ในร่างกายแล้วจะไม่เจ็บ สุดท้ายเหตุผลก็คือความสะดวกแก่นางพยาบาล เพราะช่วงหลัง ๆ พวกเธอเจาะเลือดแม่ยากขึ้น ดึงเข้าดึงออกอยู่อย่างนั้น มือ แขนขาแม่บวมเพราะน้ำเกลือ และยา หมอทำเพื่อให้หมอสะดวกด้วยว่า ถ้าจะเอาเลือดแม่เมื่อไร ก็สูบที่คอได้เลย ไม่ต้องคอยหานางพยาบาลที่เจาะเลือดเก่ง ๆ มาทำ รตจิตรไม่รู้ว่าทั้งหมอและนางพยาบาลที่นี่ทำไมขาดจิตสำนึก ขาดจรรยาบรรณกันขนาดนี้

เนื่องจากแม่นอนอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อให้หมอ และพยาบาลทรมาน เป็นวันที่ 15 แล้ว แผลกดทับด้านหลังจนเนื้อกำพร้าทะลุเข้าไป เห็นเนื้อแดงสด ๆ พวกเรารู้ว่าแม่ต้องเจ็บมาก แม้จะเจ็บไม่เท่ากระดูกที่แตกร้าวทั้ง 2 ข้าง แต่แม่ไม่สามารถพูดให้พวกลูก ๆ รู้ได้ และยังไม่สามารถเขียนอะไรได้ เพราะหมอสั่งให้ผูกมือของแม่ทั้ง 2 ข้างไว้กับเตียง น้องชายขอให้รตจิตรตื่นเช้าไปซื้อยาทาให้แม่ที่ร้านขายยาตรงข้ามศิริราช

วันพุธที่ 13 ตอน 6 โมงเช้า น้องโทรมาปลุก รตจิตรบอกว่าเดี๋ยวจะรีบไปซื้อยาให้แม่ แต่คำตอบคือไม่ต้องแล้วแม่ตายตอนตี 3.30 แม้แต่วันเวลาที่แม่ตาย แม่ยังกลัวว่าลูก ๆ หลาน ๆ จะลำบาก จนยอมอดทนมาถึงวันนี้ได้ ถ้าเพื่อน ๆ ได้รับรู้เหตุการณ์ด้านล่างต่อไปนี้ คงจะรับรู้ได้ทันทีว่า พวกเรายิ่งรักแม่ ยิ่งซาบซึ้งในสิ่งที่แม่สู้อดทนมาตายในวันนี้

- วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ เป็นวันดีมาก
- เลยช่วงเวลาตรุษจีนมาพอสมควรแล้ว ทำให้ญาติมิตรยังมางานศพของแม่ได้
- คนจีนถือว่าหากพ่อแม่ตายก่อนกินมื้อเช้า แปลว่าไม่ยอมเอาอะไรติดตัวไปสวรรค์ แต่ตั้งใจเหลือให้พวกเราหมด ให้พวกเราอยู่สบายทำนองนั้น
- งานศพแม่ ที่วัดศรีเรืองบุญ
สวด 3 วัน วันพุธที่ 13 – ศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์
ทำกงเต๊ก 1 วัน วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์

เคลื่อนศพวันอาทิตย์ที่ 17 พอดี ซึ่งเป็นวันที่ดีมาก ๆ เพราะ
1. เป็นวันหยุด รถไม่ติด การเคลื่อนศพจึงเป็นไปตามฤกษ์เวลาที่ดูไว้ทุกขั้นตอน
2. การไหว้ซุ้ง
ปัจจุบันลูก ๆ มักใช้วิธีออกทุกข์เลย แต่ต้องไหว้ทั้งหมด 7 ซุ้ง หรือง่ายขึ้นไปอีก ใช้วิธีทำสังฆทานแทน ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ กล่าวคือพวกลูก ๆ ควรทำสังฆทานทุกอาทิตย์นั่นเอง อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ รตจิตรและลูกยังคงทำสังฆทานมาตลอด หรือขณะที่เขียน ก็เพิ่งไปทำสังฆทานมาที่จังหวัดสมุทรสาคร เป็นต้น
3. อยู่ในช่วงปลอดคนที่แจตึ้ง
วันที่พวกลูก ๆ เคลื่อนศพแม่ไปฝังที่จังหวัดชลบุรีนั้น เป็นช่วงที่คนยังไม่นิยมไปไหว้เช็งเม้ง การทำพิธีกรรมต่าง ๆ จึงสะดวกมาก

แม้แม่ที่เรารักจากไป ก็ยังไม่ยอมให้พวกเราลำบาก แม่ดีกับลูก ๆ เสมอ แล้วอย่างนี้ใครจะลืมแม่ได้ ใครจะไม่รักแม่ ทุกวันนี้ น้องชายยังวางข้าวของที่แม่ชอบใช้ไว้บนเตียงเช่นเดิม ทุกครั้งที่เรามองไป แม้จะไม่มีแม่อยู่ให้เราเห็นเหมือนเดิม แต่แม่จะอยู่ในดวงใจลูกตลอดกาล
ไปสู่สุคตินะคะ แม่ที่ดีที่สุดของลูก ๆ … รักแม่มาก

บทนำ บันทึกรักถึง “แม่”
วันที่ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
วันที่แม่เข้าห้อง ICU ของโรงพยาบาล
ใครทำกระดูกขาของแม่แตก
จดหมายด่วนที่สุดถึงประธานโรงพยาบาล
หลังจากแม่จากไป

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร
~~~~

Leave a comment

Filed under Uncategorized

หลังจากแม่จากไป

ทุกวันนี้ พอรตจิตรเห็นรูป รูปปั้นของเจ้าแม่กวนอิม หรือแม้แต่บทสวดมนต์เจ้าแม่กวนอิม ความรู้สึกว่าแม่อยู่ใกล้ ๆ แม่อยู่กับเจ้าแม่กวนอิมแล้ว แม้จะคิดถึงแม่มาก แต่ก็พยายามคิดเสมอว่า แม่ไปสบายแล้ว แม่ได้อยู่กับเจ้าแม่กวนอิมที่แม่ปรารถนามาตลอดในช่วง 5 ปีหลัง ๆ ที่แม่อยู่บนเตียง ลาก่อนแม่ที่ดีที่สุด ที่คอยเตือนเราทุกอย่าง ที่คอยบอกให้ลูก ๆ เป็นคนดี ให้สติลูก ๆ ไม่ให้ทะเลาะกัน รตจิตรยังคงร้องไห้ทุกครั้งที่คิดถึงแม่ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองถือได้ว่าเป็นลูกศิษย์ธรรมะใต้โบสถ์ พอจ. ครรชิต คุณวโร ณ วัดญาณเวศกวัน ท่านเคยสอนว่า หากคนที่เรารักต้องจากไป แล้วเรามาร้องไห้ กลับจะทำให้วิญญาณของเขาไม่เป็นสุข แต่พอเหตุการณ์นี้เกิดกับรตจิตรจริง ๆ กลับทำไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้นหากย้อนไปอ่านในหัวข้อที่ พอจ. ให้พวกเราทำในวันแม่ วันที่ 11 ส.ค. 2012 แล้ว น้ำตายิ่งไหลมากกว่าเดิม รตจิตรจึงขอทิ้งท้ายไว้ เผื่อเพื่อน ๆ จะใช้สมาธิลอง list เรื่องราวต่าง ๆ ตามหัวข้อนี้ออกมา แล้วเพื่อนจะรู้ว่าถึงเวลาหรือยัง ที่เพื่อน ๆ จะรักแม่มากขึ้น ควรตอบแทนบุญคุณท่านทันที อย่าผลัดวัน หรือผลัดเวลาแม้แต่นาที วันนี้เพื่อน ๆ ที่โชคดีที่ยังมีพ่อหรือแม่อยู่ด้วย รตจิตรขอเตือนเพื่อน ๆ ด้วยความหวังดี อย่าลืมท่านนะ! ไม่ว่าเพื่อนจะเป็นลูกชาย หรือลูกสาว เหมือนกับตัวอย่างที่ พอจ. เล่าถึง forwarded e-mail ที่นิยมกันฉบับหนึ่งเรื่อง “คุณเคยอกหักหรือไม่?” ว่า ชายคนหนึ่งอกหัก เอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง ไม่ยอมทำอะไรจริง ๆ แม่ของเขาพยายามคุยกับเขาอยู่หน้าประตู และประโยคสุดท้ายของแม่คือ
แม่: แม่จะแนะนำหญิงคนหนึ่งให้ลูก เอามั้ย?
ยังมีผู้หญิงอีกคนที่รักเราสุดหัวใจ เราอาจจำไม่ได้แล้วว่า เราลืมเธอไปนานแค่ไหนแล้ว ลูกจะรักผู้หญิงคนนี้ได้มั้ย?

ตอนนี้ลองมาดูหัวข้อกิจกรรมที่พอจ. ให้ทำกันบ้าง “อะไรที่เราทำผิดกับคุณพ่อคุณแม่บ้าง”
เริ่มกิจกรรม
พ่อของรตจิตร จากโลกนี้ไปนานแล้ว รตจิตรจึงเขียนเฉพาะด้านแม่ โดยใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า “เค้า” รตจิตร ไม่อายที่จะแชร์ให้เพื่อน ๆ อ่าน หากมันช่วยให้เพื่อน ได้คิด ได้กลับไปหาแม่ ไม่ทิ้งให้แม่เหงา ให้เวลาท่าน ฯลฯ ดังนี้

1. ตอนประถม
เค้าเล่นกับเพื่อน ๆ แถวบ้านมากไป ทำให้แม่มีแต่ใช้เวลาทำงานบ้าน
2. ตอนมัธยมต้น
เค้าต้องผ่าไส้ติ่งกะทันหัน แม่มีแต่เฝ้าที่โรงพยาบาลจงจิน หรือแม้แต่พี่สาวของเค้า แม่ก็เฝ้า น้องชายเข้าโรงพยาบาล แม่ก็เฝ้าได้ แต่พอแม่ไม่สบาย ลูก ๆ กับเกี่ยงกันที่จะนอนเฝ้า ทั้ง ๆ ที่แม่ 1 คน เฝ้าลูก ๆ ที่โรงพยาบาลได้ทุกคน แต่ลูก ๆ กลับต้องจัดตารางกันเพื่อเฝ้าแม่เพียง 1 คน
3. ตอนมัธยมปลาย
แม่ดีใจที่เค้า Entrance ติด แทนที่เค้าจะไปฉลองกับแม่ แต่กลับไปฉลองกับเพื่อน ๆ ที่ Ent. ติดพร้อมเค้า
4. ตอนเริ่มปริญญาตรี
แม่พาเค้าไปเลี้ยงที่ร้านอาหารศรแดง เค้าให้แค่เงินเดือนบางส่วนแม่ แต่กลับไม่ค่อยให้เวลา เพราะแต่ละวันกลับมาก็เหนื่อย เข้านอน
5. ตอนจบปริญญาโท
แม่ดีใจที่เค้าจบ แต่เค้ากลับยิ่งไม่ค่อยมีเวลาให้แม่ มีแต่ให้กับงาน
6. ตอนแต่งงาน
เค้าให้เวลาแต่ครอบครัวของเค้ามากกว่าให้เวลาแม่
7. พอลูกของรตจิตรโต
เค้าเคยบอกแม่ว่า เค้าต้องจ่ายโน่น จ่ายนี่ เยอะแยะ แต่เท่าที่จำได้ แม่ไม่เคยพูดให้เค้าฟังเรื่องนี้เลยว่า ต้องจ่ายอะไรบ้าง
8. ตอนแม่เดินไม่ได้
เค้ากลับไม่ให้เวลาแม่เท่าไร ถ้าเปรียบเทียบกับตอนที่เค้าเป็นทารก หรือช่วงที่เป็นเด็กเล็ก ๆ ที่ยังเดินไม่เป็น หรือเดินไม่แข็ง
9. ตอนแม่เล่าเรื่องของแม่
เวลาแม่เล่าถึงความลำบากของแม่ เค้ากลับไม่ใส่ใจมากนัก แต่กลับกัน เค้าเอาแต่รู้สึกแต่ด้านของเค้าที่เลี้ยงลูกมา เพราะแฟนของเค้าเสียชีวิตตั้งแต่ลูกของเค้าอายุได้เพียง 1 เดือน และเงินในบัญชีตอนนั้นก็มีแค่หมื่นบาท หมื่นเดียวจริง ๆ เค้าก็เลยรู้สึกแต่ว่าตัวเองลำบากกว่าจะมาถึงวันนี้

ก่อนจบบันทึกรักถึง “แม่” ฉบับนี้ เค้าขอขอบคุณที่แม่ทำสิ่งเหล่านี้ให้เค้า
1. ให้กำเนิดเค้า และดูแลเลี้ยงดูเค้าเป็นอย่างดี อย่างน้อยก็เป็นคนดีในสังคม เหมือนแม่ พวกเราไม่เคยเบียดเบียนใคร และอีกมากมายที่แม่ให้กับเค้า ที่ไม่สามารถเขียนได้ในบันทึกฉบับนี้
2. คอยตักเตือน และคอยเตือน แม่ว่าตอนนี้เค้าจะอายุมาก จนลูกโตกันแล้ว
3. แม่คอยตักเตือน และคอยเตือน แม้ลูกของเค้า หลานแท้ ๆ ของแม่
4. ขอขอบคุณที่แม่คอยให้เวลาทั้งกับเค้าเอง กับลูกของเค้า ตั้งแต่เล็กจนทุกคนโตทำงานกันหมดแล้ว
5. เค้าขอขอบคุณที่แม่ทำให้เค้ารู้สึกว่า แม่ที่ดีต้องทำอย่างไร
ณ วันนั้น วันที่ 11 ส.ค. 2012 รตจิตรได้สัญญาว้าตอนทำหัวข้อที่ พอจ. ครรชิต คุณวโร ให้เวลาพวกเราทำให้เสร็จใต้โบสถ์ว่า เค้าขอขอบคุณและสัญญาว่าจะให้เวลาแม่มากขึ้นค่ะ จะเอาใจใส่แม่ เพราะทุกวันนี้ ไม่ค่อยมีใคร ไม่ค่อยมีลูกคนไหนให้เวลาแม่ ต่างคนไปหาแม่ที่เตียงเพื่อจะเล่าแต่เรื่องตัวเองว่า วันนี้เจอะเจออะไรมาบ้าง แทบจะไม่ได้ถามเรื่องของแม่เลย เค้าขอบคุณแม่มาก และเค้าขอโทษแม่ ลูกขอโทษ ตอนนั้น พอจ. ก็เปิดเพลงที่เด็กกำพร้าทุก่งมหาเมฆและบ้านเมตตาแต่งและร้องเองว่า “กอดหมอนไม่เคยอุ่นใจ อุ่นใด ๆ ไม่เท่าอุ่นไอรัก จากแม่….” ทำนองนี้ รตจิตรจำไม่ค่อยได้แล้ว
วันนั้น ลูกของรตจิตร บอกกับรตจิตรทั้งน้ำตาว่า ความจริงอยากเอาแม่มาที่วัดญาณเวศกวัน ด้วย แต่เสียดาย แม่เดินไม่ได้ เราเคยช่วยกันอุ้มแม่ขึ้นรถไปไหนด้วยกัน แต่ระยะหลังทำไม่ได้เลย เพราะแม่เป็นโรคหัวใจ จะเหนื่อยและหอบง่าย ซึ่งอาจเป็นอันตราย จนแม่ไม่อยากไปไหน
6. สิ่งที่เค้าอยากบอกแม่ว่า
(1) เค้ารักแม่มากนะ และลูกหลานทุกคนก็รักแม่นะ พวกเค้าไม่ค่อยพูดว่า “รักแม่” แต่พวกเค้ารักมากอยากบอกว่ารัก เนื่องจากธรรมเนียมของครอบครัวจีน ๆ ทำให้ไม่ค่อยพูดคำนี้กัน “เค้ารักแม่นะ รักมากด้วย”
(2) เค้าอยากให้แม่อย่าคิดแต่เรื่องจะตาย วันไหน อีกกี่วันจะตาย เพราะแม่มีแต่นอนอยู่บนเตียง ไม่เห็นอะไร ไม่เห็นโลกภายนอก ไม่ได้ดู TV เพราะแม่บอกว่าปวดหัว ไม่มีใครคุยด้วย ทำให้ช่วงนั้นแม่เลยคิดแต่เรื่องเดียว คือเรื่องจะตายวันไหน
7. สิ่งที่เค้าตั้งใจทำให้แม่มีสุขตั้งแต่นี้ไป
(1) ให้เวลาแม่ทุกวัน แม้ช่วงสั้น ๆ ตอนกลางคืนหลังกลับถึงบ้านก็ยังดี
(2) คุยให้แม่มีความสุข และทำสิ่งที่แม่ต้องการ เช่นตัดเล็บ ทายาที่เท้า เกาขาให้แม่ เป็นต้น
(3) เค้าอยากให้ลูกของเค้า ให้เวลาแม่ เท่ากับ ที่เค้าจะให้เวลาแม่ด้วย
(4) ทำบุญให้แม่ตลอด เพื่อสะสมผลบุญให้แม่ ซึ่งเค้ารู้ดีว่าแม่เหลืออายุน้อยแล้ว
จบกิจกรรม

เพื่อน ๆ อ่านบันทึกของรตจิตรจบแล้ว หมายถึงต้องลองทำกิจกรรมวันแม่นี้ด้วยนะ และจะรู้ว่ามีประโยชน์จริง วันนี้ขอสวัสดี ก่อนที่จะเขียนบันทึกรักถึง “พ่อ” ซึ่งเป็นแบบสั้น ๆ จ้า

บทนำ บันทึกรักถึง “แม่”
วันที่ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
วันที่แม่เข้าห้อง ICU ของโรงพยาบาล
ใครทำกระดูกขาของแม่แตก
จดหมายด่วนที่สุดถึงประธานโรงพยาบาล
การกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของหมอ

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร
~~~~

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Protected: โครงสร้างเนื้อเรื่องโฆษณาทางโทรทัศน์สาธารณะที่ทำให้ผู้ชมจดจำ

This content is password protected. To view it please enter your password below:

Enter your password to view comments.

Filed under Uncategorized

จิตอาสากับโครงการปลูกปะการังชายฝั่ง

จิตอาสากับโครงการปลูกปะการังชายฝั่ง
Volunteer on growing coral with The Body Shop

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร

บทนำจิตอาสาปลูกปะการังชายฝั่ง

เล่น facebook มานาน พอได้ like หน้า The Body Shop รตจิตรก็มีโอกาสได้ร่วมโครงการจิตอาสาที่เป็นประโยชน์อีกแบบ คือการปลูกปะการังชายฝั่ง ในวันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2555 ณ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ชายฝั่ง เพื่อให้คืนความสมบูรณ์แก่ท้องทะเลไทย
วันนั้น รตจิตรรีบโทรไปสำรองที่นั่ง 3-4 ครั้ง ที่เบอร์ 02-652-6804-8 ต่อ 513 แต่ไม่มีใครรับสายเลย และก็ส่ง email ไปที่ customerclub@earthcare.co.th พอคนเราตั้งใจจะทำความดี ยังงั้ยยังไง ก็ต้องมีโอกาส หลังจากโทรไม่สำเร็จ เผอิญบ่ายวันนั้น รตจิตรจองนวดหน้ากับ The Body Shop ที่เซ็น-ปิ่น เจอผู้หญิงคนหนึ่งที่ร้านพอดี รตจิตรทักว่าเธอสวยทีเดียว ที่ไหนได้เธอชื่อ คุณแทน เจ้าหน้าที่ ที่ต่อ 513 ของ The Body Shop นี่เอง รตจิตรบ่นเล็กน้อย เธอก็เลยรับจองตอนนั้นเลย

แม้ว่าจิตอาสาครั้งนี้ จะมีทั้งการปลูกปะการังและเยี่ยมชมศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล แต่รตจิตรก็มุ่งหวังแต่จะได้มีประสบการณ์ในการปลูกการังอย่างจริงจัง ครั้งแรกไม่ได้ตั้งใจไปดูศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลเสียด้วยซ้ำ เพราะรตจิตรเคยไปที่เกาะสิมิรันครั้งหนึ่ง แต่ไม่ได้ไปปลูกจริง เพราะกรุ๊ปทัวร์ของรตจิตรไปล่าช้า จนเจ้าหน้าเลิกหมดแล้ว เหลือเพียงคนเดียวที่เป็นตัวแทนอธิบายให้ฟังสั้น ๆ ใจคิดว่า ครั้งนี้มีโอกาสไปกับ The Body Shop ต้องดีแน่ ๆ และตั้งปณิธานว่าจะกลับมาเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันเหมือนเดิม

จุดนัดพบโครงการจิตอาสาปลูกปะการังชายฝั่งกับ The Body Shop

โปรแกรมศุกร์ที่ 28 กันยายน 2555 นัด 6.30 น. และรถต้องออก 7.00 น. ที่ The Body Shop สำนักงานใหญ่ บน ถ. เพชรีบุรีตัดใหม่ นิสัยของรตจิตร ถ้าไม่มาก่อน ก็มาตรงเวลาเป๊ะ แต่ส่วนใหญ่มาก่อน เพราะเกรงใจ ไม่ต้องการสร้างความลำบากใจให้ใคร โดยเฉพาะคนส่วนรวมจำนวนมาก ๆ ครั้งนี้โดยสารด้วยรถบัสชั้นครึ่ง 2 คัน แต่รถออกตั้ง 7.45 น. เพราะรอลูกทัวร์ และเจ้าหน้าที่ของ The Body Shop บางคน เอง ทีมที่นำจิตอาสาครั้งนี้คือเจ้าหน้าที่ของบริษัท อาสาบ้านดินไทย จำกัด ซึ่งทุกคน น่ารัก เก่ง และจิตใจดีมาก รตจิตร ได้ชมไปแล้วครั้งหนึ่งบนรถ ณ ที่นี้ขอชมด้วยใจ ขอปรบมือให้ตรงนี้ อีกครั้ง แม้เวลาจะผ่านมานานแล้ว แต่ความประทับใจยังไม่จางหาย อีกทั้งทีมงาน The Body Shop ในครั้งนี้เกือบทุกคน น่ารัก ทุ่มเท แม้ว่าบางครั้งจะสื่อสารไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ก็จบลงด้วยดี

The Body Shop แจกเสื้อสีเขียว สีประจำของเขา ซึ่งเป็นสีถูกโฉลกกับรตจิตรเองด้วย และแจกอาหารเช้าบนรถ อร่อยดีจ๊ะ ระหว่างทาง ต้องแวะเข้าห้องน้ำเป็นธรรมดา และห้องน้ำที่สะอาด ๆ ก็หนีไม่พ้นต้อง ห้องน้ำของปั้ม ปตท. รตจิตรเลยถ่ายรูปมาฝากเพื่อน ๆ เพื่อลองเปรียบเทียบกัน ระหว่างห้องน้ำที่ต้องเสีย 20 บาท เพื่อเป็นค่าอุปกรณ์การศึกษา ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเขาชี อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี กับใกล้ ๆ กันเป็นห้องน้ำฟรี

ตอนแรกรตจิตรก็จะเข้าห้องที่เสียเงิน เพราะเพื่อการกุศล ตัวรตจิตรเองเป็นคนชอบทำบุญอยู่แล้ว ทำบ่อย และทำมากด้วย หน้าห้องน้ำเสียเงินนี้ เขียนว่า “ขอขอบคุณที่ให้ชีวิตใหม่พวกหนู” แต่ว่าเหมือนบีบบังคับว่าเราต้องทำบุญ 20 บาท ทั้ง ๆ ที่ ปตท.กำไรแต่ละปี มโหฬาร มหาศาลจริง ๆ กำไรสะสม ไม่รู้ว่าปาเข้าไปเท่าไหร่แล้ว ทำไมถึงไม่เจียดส่วนแบ่งกำไร เพื่อจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ๆ ไม่กี่ราย มาให้เด็กพวกนี้ไม่ได้หรือไง วันนั้นคนส่วนใหญ่ก็เลยยอมกลั้น…เข้าแถวที่ห้องน้ำฟรี

อ้อ แม้รตจิตรจะประทับใจมากเพียงใดก็ตาม เมื่อเทียบกับโครงการจิตอาสาที่อื่น เช่น ตอนที่รตจิตรไปกับ “”ชุมชนน่าอยู่” LPN เพื่อทำฝาย ปลูกป่า และโป่งช้าง ที่แก่งกระจาน ค่อนข้างผิดหวัง เสียชื่อ LPN จริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ LPN เป็นบริษัทดี มีวินัย ชอบช่วยเหลือสังคม แม้แต่โครงการนิยายการ์ตูน 2 ภาษา “ทักทาย” เพื่อแจกให้โรงเรียนยากไร้ โรงเรียนวัด โรงเรียนกทม. โรงเรียนเทศบาล เป็นต้น LPN ก็ให้การสนับสนุน รตจิตร และอาจารย์ พราว สว อิเฎล มาแล้ว 3 โครงการ ที่รตจิตร ว่าการจัดโครงการจิตอาสาไปกับชุมชนน่าอยู่ไม่ดีนั้น ขอยกตัวอย่างสาเหตุ เพราะ

1. การทำฝาย คนมากไป เมื่อเทียบกับสิ่งที่กำลังทำ ทำให้เบียดเสียด และกลายเป็นวุ่นวาย แทนที่จะช่วยกันอย่างเป็น team work แต่กลับแย่งกันถ่ายรูปสร้างภาพ นอกจากนี้ทหารพรานยังต้องเตรียมหินมากองให้เราหยิบยกกันต่อ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาสามารถทำได้ในเวลาแป๊บเดียวจริง ๆ ตอนขนหนมากองให้พวกเราเมื่อวานก่อนพวกเราจะมา
2. การปลูกป่า เนื่องจากเวลาจำกัด และพวกทหารพรานทำกันไว้เรียบร้อย จึงให้พวกเราปลูกต้นกล้าตามไหล่ทาง อากาศก็แล้ง ทหารคนหนึ่งเล่าว่า ส่วนใหญ่ก็ตาย เพราะความจริงต้องเข้าไปปลูกด้านใน ๆ ซึ่งชุ่มชื้นกว่า
3. การทำโป่งช้าง เพื่อเป็นแหล่งอาหารให้สัตว์ป่า ก็เช่นกัน คนเยอะมาก ทหารต้องเตรียมอะไรให้พวกเราจนเกือบ 100% แล้ว แต่เหมือนกับพวกเราไปทำอะไรนิด ๆ หน่อย ๆ เพื่อจะถ่ายรูปมาอวดกันเสียมากกว่า

เอ้า มาเข้าเรื่องการปลูกปะการังกับ The Body Shop กันดีกว่า ที่รตจิตรว่าดี ชมแล้วชมอีกนั้น ดีอย่างไร แต่ก็มีเรื่องหนึ่งที่น่าเสียใจคือ มีสมาชิกบางคนที่คงอยาก Snorkeling เพื่อไปปลูกปะการัง แต่ลืมเอาชุดชั้นในมาด้วย เลยมาเอาของรตจิตรไปโดยไม่บอกกล่าว เพราะเผอิญรตจิตรนั่งที่นั่งตัวแรก ขึ้นบันได้มาก็หยิบฉวยได้ทันที เฮ่อ! ไม่เห็นใจ เจ้าของชุดชั้นใน ที่อุตส่าห์เตรียมไปเรียบร้อย แต่ไม่มีชุดชั้นในเปลี่ยนเพื่อใส่กลับบ้าน

อ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่
บทนำจิตอาสาปลูกปะการังชายฝั่ง
อาจารย์ ประสาร แสงไพบูลย์
ดำน้ำแบบ Snorkeling ปลูกปะการัง
ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลกองทัพเรือ

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร

Leave a comment

Filed under Uncategorized

อาจารย์ ประสาร แสงไพบูลย์ ปลูกปะการัง

อาจารย์ ประสาร แสงไพบูลย์

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร

ล้อเคลื่อน 7.45 น. มาถึงที่ นัดหมาย อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 11 น. รตจิตร ขอเรียก อาจารย์ ประสาร เองว่าเป็นปรมาจารย์ด้านปะการัง ถ้าจำไม่ผิด อาจารย์เริ่มปลูกตั้งแต่วันที่ 14/2/2538 และก็ทำมาอย่างต่อเนื่องด้วย ในรูป อาจารย์ พราว ถ่ายกับ อาจารย์ ประสาร ที่เวียนมาเจอะเจอกันใหม่หลังจากที่เคยมาจิตอาสาเมื่อ 12 ปีที่แล้ว ประมาณปี 2001 หรือ 2002 วันนั้นผู้ช่วยของอ. ประสาร ชื่อครูพจน์ ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในวันที่พวกเราทัวร์ The Body Shop มาร่วมเป็นจิตอาสาปลูกปะการังชายฝั่ง เพราะอาจารย์ ประสาร ต้องต้อนรับแขกถึง 180 คนที่มาจากนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อย่างไรก็ตาม อาจารย์ ประสาร ก็ยังสละเวลามาบรรยาย อธิบาย พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ซักถาม ตลอดจนไปรอส่งพวกเราหลังจากที่ปลูกปะการังกันเสร็จแล้ว อาจารย์ ประสาร เล่าถึงประสบการณ์ในอดีตให้ฟัง ในที่นี้ รตจิตรขอสรุปสั้น ๆ ดังนี้

ปี 2538 งานวิจัยปลูกปะการังของทีมงานอาจารย์ ประสาร ได้รางวัลที่ 1 ในการประกวด Think Earth จากผู้ส่งโครงการเข้าประกวดมากกว่า 70 โครงการ ทั้ง ๆ ที่สมัยก่อนนั้น อาจารย์ ประสารทำงานวิจัยแบบแอบทำ เพราะถือว่าปะการังเป็นสัตว์สงวนชนิดหนึ่ง
เรือลากแคระ เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทำลายปะการัง เพราะการขูด ทั้งกาลปังหา และ ปะการัง แต่เรือลากเดี่ยว ก็ขูดหน้าดินในทะเลไปหมด

ความรู้เกี่ยวกับปะการัง

ปะการังเป็นสัตว์มีหนวด 6 เส้น ตัวปะการังสร้างหินปูน เป็นบ้านของพวกมัน สาหร่ายที่เกาะตามปะการัง จะช่วยในการสังเคราะห์แสง บริเวณปะการังจึงเป็นที่ที่สัตว์ทะเลต่าง ๆ มาอาศัยอยู่ นอกจากนี้แนวปะการังสำคัญมาก เพราะช่วยในเรื่องระบบนิเวศทางทะเลที่สามารถป้องกันการกระแทกของคลื่นยักษ์ในทะเลได้เป็นอย่างดี
ปะการังสามารถอยู่ในทะเลได้ตรงระดับที่อุณหภูมิ 20-30๐C ท้องทะเลทั่วไปลึกประมาณ 15-20 เมตร สำหรับอ่าวไทยถือว่าลึกสุดคือ 76 เมตร ปัจจุบันตามทะเลในประเทศไทยเหลือแนวปะการังที่ยังดีอยู่ประมาณ 50-60% จึงจำเป็นต้องมีการรณรงค์ปลูก และฟื้นฟูปะการัง แม้ว่าถ้าเราเจอมันแตกหักก็ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องเก็บมาเป็นเครื่องประดับ
ภาวะปะการัง ซึ่งปกติสีม่วง กลายเป็นสีชมพู ไม่ใช่ว่าสวยขึ้น แต่มันบ่งบอกว่าแย่ลง และถึงแย่ที่สุดคือกลายเป็นสีขาว หรือเรียกว่าภาวะฟอกขาว หรือแม้แต่ปะการังสีทอง ซึ่งก็เป็นอาการป่วยของปะการังอีกอาการหนึ่ง ที่สะท้อนแสงอาทิตย์จนเห็นเป็นสีทอง ทั้งหมดนี้อาจเกิดจากธรรมชาติที่ร้อนขึ้น หรือแม้แต่จากฝีมือมนุษย์

การฟื้นฟูปะการัง
สมเด็จพระเทพรัตนสุดา สยามกุมารี ได้ทรงร่วมโครงการฟื้นฟูปะการัง โดยมีป้าย Stainless หมายเลข 1 อยู่ในพระแท่นซึ่งเห็นกรง 8 เหลี่ยม แต่วันที่ 11/1/2553 น้ำร้อนกว่า 30๐C และ มิ.ย. ในปีเดียวกันอุณหภูมิน้ำขึ้นสูงถึง 37๐C ทำให้วันที่ 25/5/2553 ปะการังของพระองค์เริ่มฟอกขาว คือใกล้ตาย วันที่ 6/6/2553 จึงต้องอัญเชิญพระแท่น เพื่อปลูกถ่ายเนื้อเยื่อมีชีวิตลงปะการังของพระองค์
อาจารย์ ประสาร ไม่ค่อยชื่นชอบการปลูกปะการังเทียมเท่าใดนัก วันนี้เราจึงปลูกกันจริง โดยนำกิ่งพันธุ์จากแม่พันธุ์ปะการัง มาปลูกบนท่อ PVC ผ่ากลาง เพื่อเป็นช่องเสียบปะการัง และขันนอตให้แน่น แต่ไม่ถึงกับทำให้ปะการังแตก ปะการังที่นำขึ้นมาใส่ท่อ PVC ควรใช้เวลาไม่เกิน 15 นาที เมื่อวางในน้ำทะเลแล้ว จะมีทุ่นวางด้านหน้าเพื่อป้องกันแนวปะการัง
บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่ให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม ในการฟื้นฟูปะการัง และได้เคยจัดกิจกรรมปลูกปะการัง 80,000 กิ่ง เป็นโครงการเพื่อล้นเกล้า ที่ เกาะทะลุ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

อ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่
บทนำจิตอาสาปลูกปะการังชายฝั่ง
ดำน้ำแบบ Snorkeling ปลูกปะการัง
ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลกองทัพเรือ

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร

2 Comments

Filed under Uncategorized

ดำน้ำแบบ Snorkeling ปลูกปะการัง

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร

ก่อนที่พวกเราจะลงมือปลูกปะการังกันจริง ครูพจน์เป็นคนแนะนำเรื่องการใส่ชุด การใส่หน้ากาก Snorkeling และการหายใจ การใช้สัญญาณมือเพื่อสื่อภาษาในน้ำ เป็นต้น เพราะบางคนก็ไม่เคย โดยให้ทุกคนเกาะเชือก และพยายามรักษาระยะให้ห่างกัน 1 ช่วงแขนเพื่อประโยชน์ในการสาวเชือก ไปข้างหน้า ซึ่งลูกชายคนดี และเก่งด้วยของอาจารย์ประสารเป็นคนที่เตรียมอุปกรณ์ให้พวกเราเรียบร้อยแล้วที่โป๊ะด้านหน้าจุดหมายของพวกเราที่จะทำกิจกรรม

ระหว่างทางที่ Snorkeling สวยมากเพื่อน ๆ ปลาสวย ๆ งาม ๆ ธรรมชาติที่น่ารัก ช่วงนี้รตจิตรเลยไม่มีรูปมาฝาก เพราะแค่ Snorkeling ไปก็เหนื่อยแล้ว เนื่องจากวันนั้นลมแรงจริง ๆ เพราะในกำลังตั้งเค้ามาทีเดียว แต่เนื่องจากเราตั้งใจจะทำความดี ฝนก็รอให้พวกเราทำเสร็จ และเดินทางกลับก่อนจึงตก นี่แหละที่ว่า ทำกรรมดี ผลกรรมที่ได้รับก็ดีด้วย

พวกเราอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า รตจิตรใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำทั้งหมดของ The Body Shop เพราะเป็นลูกค้าตัวจริงมานานหลายปี แล้วเสร็จ รตจิตรและอาจารย์พราว สว อิเฎล ไม่ลืมที่จะไปขอบคุณอาจารย์ประสาร และลูกชายคนเก่ง อีกครั้ง ก่อนที่จะเตรียมตัวออกเดินทางไป ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลกองทัพเรือ อ้อลืมบอกไปว่าอาหารกลางวันก่อนจะลง Snorkeling อร่อยมาก หิวกันจริง ๆ ไข่ดาวกลับพริกขี้หนูเลยเป็นของโปรด หมดก่อนเพื่อน

อ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่
บทนำจิตอาสาปลูกปะการังชายฝั่ง
อาจารย์ ประสาร แสงไพบูลย์
ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลกองทัพเรือ

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร

Leave a comment

Filed under Uncategorized