ทักทาย กับ ลิ้นดำ (Tuskty & Black Tongue)

Tuskty is the caricature name of King Takayutpi of Hanthawaddy Pegu. The Black Tongue Tabin refers to the King Tabinshwehti of Taungoo who had an actual black tongue. Both were the real King in the history, and also the characters in the fiction of The Sw Eden (สว อิเฎล – A Thai artist), currently called Black Tongue. Firstly, The Sw Eden did not wrote The Black Tongue Tabin at this bad, but Tuskty needed to be hero, so The Sw Eden changed the role of The Black Tongue Tabin to be scoundrel.

ทักทาย กับ ลิ้นดำ
ทักทาย ณ ที่นี้ เป็นชื่อเลียนจากกษัตริย์มอญ ทากะยุตปิ และลิ้นดำหมายถึง ตบิน หรือชื่อจริงคือ ตะเบงชะเวตี้ พระเจ้าหงสาวดีลิ้นดำ ในขณะดำเนินเรื่องเป็นสมัยก่อนที่พระเจ้าตะเบงชะเวตี้จะยึดหงสาวดีได้สำเร็จ เดิมทีเรื่องนี้ถูกเขียนในด้านให้ตะเบงชะเวตี้เป็นตัวเด่นหรืออยู่ฝ่ายคุณธรรม แต่เมื่อนำมาทำเป็นหนังสือเด็ก จึงต้องปรับเปลี่ยนให้ทักทายเป็นฝ่ายดีแทน เพื่อให้ต่อเนื่องกับเรื่องอื่น ๆ ที่เคยวาดและเขียนไว้ก่อนหน้านี้ 5 เรื่อง ตะเบงชะเวตี้จึงกลายเป็นคนอิจฉาอยากได้ของของคนอื่นแทน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของข้างใครก็ตาม สว อิเฎล ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเด็ก ๆ ที่ได้อ่าน จะได้เรียนรู้คุณธรรม และภาษา เพราะเล่มนี้เป็นเล่มแรกที่มีถึง 4 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ จีน และ พม่า ทั้งนี้ต้องขอบคุณเพื่อน ๆ พี่ ๆ ที่สนับสนุน และ L.P.N. Development ที่สนับสนุนการพิมพ์หนังสือทักทายเป็นเล่มที่ 3 นับตั้งแต่ ทักทายกับแมวโทน และทักทายกับ 2 อัศวิน และขอขอบคุณทุก ๆ คนที่ให้กำลังใจ ขอบคุณทุก ๆ Like ใน facebook.com/BlackTongue และทุก ๆ View ของแต่ละเว็บไซต์ของ Project ลิ้นดำ ….. ขอบคุณ

Flipbook Version
sw-eden.deviantart.com/art/Tuskty-and-Black-Tongue-377936308

Like us on Facebook
facebook.com/BlackTongue/

Download Great Quality Drawing
flickr.com/photos/sw_eden/sets/72157634128645472/

0.o.0.o.0.o.0.o.0.o.0.o.0.o.0.o.0.o.0.o.0.o.0.o.0












Leave a comment

Filed under Uncategorized

ทักทายกับ 2 อัศวิน (Tuskty & 2 Knights)

ทักทายกับ 2 อัศวิน
(Tuskty & 2 Knights)

พระราชาทักทาย เป็นการให้ชื่อเลียนพระราชามอญ ทากายุตปิ (Takayutpi) และอัศวิน 2 คน ผู้จงรักภัคดี ในเรื่อง สอบินยา (Saw Binnya) พระราชาเมืองเมาะตะมะ นำดาบหักมาให้พระราชาทักทายโดยฝาก ตุนตุน (Tun Tun) ไว้ และเรื่องราวก็ได้เริ่มขึ้น จนกระทั่งอัศวินทั้งสองผิดใจกัน

อัศวิน 2 คนนี้มาจากไหน?
ใครที่อ่านพงศาวดารพม่าแล้วพอจำได้ ก็จะทราบว่า ทากายุตปิ หรือกษัตริย์เมืองหงสาวดี มีทหารเอกผู้คุ้มครองเมืองอยู่ 2 คน ทำให้รอดจากกองทัพของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้มาถึง 3 ครั้ง และครั้งที่ 4 เมืองหงสาวดีก็ถูกกองทัพของพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ตีได้สำเร็จ เนื่องมาจากทหารเอกทั้งสองถูกฆ่า โดยจดหมายลวง แบบเดียวกับเรื่องโจโฉแตกทัพเรือ ที่พระเจ้าตะเบงชะเวตี้เขียนคือ “ถ้าคราวนี้กระทำการสำเร็จ จะให้คนหนึ่งครองเมืองหงสาวดีและอีกคนครองเมืองเมาะตะมะ” เมื่อทากายุตปิพบจดหมายนี้ก็เชื่อทันทีว่าทหารเอกของตนคบคิดกับตะเบงชะเวตี้ จึงประหารทหารทั้งสองนั้น

เรื่อง ทักทายกับ 2 อัศวิน (Tuskty & 2 Knights) เป็นผลงานหนังสือเด็ก ของ สว อิเฎล (The Sw Eden) ศิลปินชาวไทยที่หลงไหลเรื่องราวของตะเบงชะเวตี้มาหลายปีแล้ว โดยทั่วไปหนังสือทักทายจะมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ ทั่วไปจะมีทักทายเพียงคนเดียวที่เป็นคน แต่เมื่อได้รับทุนสนับสนุนจาก L.P.N. Development เรื่องแรกที่ส่งไปคือ ทักทายกับแมวโทน ซึ่งได้รับ comment มาว่า คราวหน้าอยากให้เป็นเรื่องระหว่างคนกับคน ทำให้ สว อิเฎล จึงหยิบส่วนหนึ่งของงานเขียนนวนิยายเรื่องยาวมาปรับให้เหมาะสำหรับเด็ก มีข้อคิดด้านความสามัคคีและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อันนำมาซึ่งความสุขในชุมชนและประเทศชาติ

Like us at facebook.com/BlackTongue
Enjoy flipbook version on http://sw-eden.deviantart.com/art/Tuskty-and-2-Knights-377915586
Download great quality at http://www.flickr.com/photos/sw_eden/sets/72157634127336460/

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =
x o x o x o x o x o x o x o x o x o x o x o x o
= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

ทักทายกับ 2 อัศวิน
(Tuskty & 2 Knights)

“King Tuskty” is the caricature name of Takayutpi by the Thai artist, The Sw Eden (สว อิเฎล). He had 2 royalists, Tun Tun and Aung Aung, the knights. In this story, Saw Binnya, the King from Martaban brought the broken sword to give to King Tuskty. Tun Tun took the sword from Saw Binnya and the story was begun.

Who are these 2 knights?
If you have read the burmese annal, you would know that the King Takayutpi of Hanthawaddy Pegu had 2 knights. Tabinshwehti, the king of Taungoo attacked Hanthawaddy for 3 times and he could not beat it because of these 2 knights. Tabinshwehti disired to wrote the letter pretending that these 2 knights were with his side, similar to the letter of Zhou Yu in Romance of the Three Kingdoms which he could make Cao Cao believe that Cao Cao’s soldiers were rebel. After then the King Takayutpi executed his 2 knights, and the forth battle, Tabinshwehti could beat Hanthawaddy Pegu.

Tuskty & 2 Knights is the children book created by The Sw Eden (สว อิเฎล). The Sw Eden have loved Tabinshwehti and his brave story for more than 10 years. Regulary, The Sw Eden always wrote Tuskty book about Tuskty and animals, but after the book of Tuskty and Solitary Cat which was supported by L.P.N. Development, L.P.N. Development asked The Sw Eden to make the next stories to be about human and human. Then, The Sw Eden used the plot of Black Tongue epic, The Sw Eden’s own fiction and made it short and adapted it to be the story for children which had the moral about the unity in the community and in the country.

= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =
x o x o x o x o x o x o x o x o x o x o x o x o
= = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = = =

Read Flip book version at http://sw-eden.deviantart.com/art/Tuskty-and-2-Knights-377915586
Words are in above link.




















Leave a comment

Filed under Uncategorized

ไหว้พระ 3 วัด จังหวัดสมุทรสาคร

ทัวร์
1. วัดเจษฎาราม ต. มหาชัย จังหวัด สมุทรสาคร
2. วัดตึกมหาชยาราม ต. มหาชัย จังหวัด สมุทรสาคร
3. วัดโกรกกราก ต. โกรกกราก จังหวัด สมุทรสาคร

ตามทางที่ไปสมุทรสาคร รตจิตรเห็นป้ายถนน และโคมไฟตามถนน สวยน่ารักดี เลยเก็บมาฝากเพื่อน ๆ พอเป็นน้ำจิ้ม เช่นป้ายถนน นรราชอุทิศ ลักษณะเป็นไทย ๆ และมีลูกหงส์ตัวเล็ก ๆ อยู่บนป้าย พอขับรถไปเพียงประมาณ 25 ก.ม. จากจุดนัดพบ มีวัดพันท้ายนรสิงห์ สวยดี และประมาณ 35 ก.ม. จะมีวัดเจษฎาราม และวัดสหกรณ์ ผ่านโรงเรียนเทศบาลบ้านมหาชัย ประมาณ 37 ก.ม. เห็นป้ายวัดโกรกกราก เข้าไปเลยค่ะเป็นถนนที่จอแจ เห็นเสาโคมไฟดูโบราณแบบ classic ดี อยู่หน้าร้านแม่จีวรที่สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 ขับผ่านร.พ. สมุทรสาครให้ชิดซ้าย เพื่อเลี้ยวตรง 4 แยก ไปต.โกรกกราก อย่างไรก็ตามถ้าเลี้ยวไม่ทัน ก็ขับตรงไปเลี้ยวซ้ายถนนย่อยถัด ๆ ไปก็ได้ เลี้ยวไปได้ 2 ก.ม. เจอ 3 แยก จะมีป้ายให้เลี้ยวขวาไปวัดโกรกกราก เป็นทางที่ต้องผ่านทางรถไฟ ก่อนพบ 4 แยกอีกครั้ง ตอนนี้ให้เลี้ยวขวา จะพบสะพานใหญ่ ๆ ข้ามคลองมหาชัย ให้เลี้ยวซ้ายทันทีตรงตีนสะพาน ก็ถึงวัดเจษฎาราม ต. มหาชัย จังหวัด สมุทรสาคร

1. วัดเจษฎาราม ต.มหาชัย สมุทรสาคร
วัดเจษฎาราม เป็นวัดติดแม่น้ำตลอดความยาวของตัววัด วัดนี้พวกรตจิตรตามหาพระยากมาก และมีกฎว่าห้ามขึ้นบนกุฏิวัดเพื่อไปถวายสังฆทาน พวกเราเดินหาพระกันจนเหนื่อย แดดก็ร้อน พระสงฆ์ต้องมารับที่ห้องถวายสังฆทานเท่านั้น วัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงคือ หลวงปู่เชย (พระครูบริรักษ์) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสรูปก่อน วัดในบริเวณนี้นิยมสร้างรูปหล่อของเจ้าอาวาสรูปเก่า ๆ ไว้เพื่อเป็นที่กราบสักการะของชาวบ้าน รูปหล่อของเจ้าอาวาสบางองค์ ถือว่าศักดิ์สิทธิ์มากด้วย

ตอนออกจากวัดเจษฎาราม ต. มหาชัย จังหวัด สมุทรสาคร จะเห็นโอ่งสีแดง ๆ ใบใหญ่ ๆ 2 ข้างทาง สวยและดูยิ่งใหญ่ดี

เมื่อขับรถออกมาให้กลับมาทางเดิม ตรงตีนสะพานข้ามคลองมหาชัย แล้วไป U-Turn ไปฝั่งตรงข้าม ก็จะเป็น ต. โกรกกราก ซึ่งพอเข้าไปได้หน่อยเดียว ก็จะเห็นวัดใหญ่ ๆ ด้านหน้าวัดแรกคือ วัดตึก ไม่ใช่วัดตึกหรือวัดชัยชนะสาคร แถวเยาวราชในกรุงเทพ ฯ นะจ๊ะ ชื่อเต็มของวัดนี้คือ วัดตึกมหาชยาราม แต่ถ้าไม่แวะวัดตึก ให้เลี้ยวซ้ายก็จะพบวัดโกรกกราก และลึกเข้าไปอีก จะพบวัดสหกรณ์ ซึ่งพวกรตจิตรไม่ได้แวะ เพราะหิวแล้วจ้า จะบ่าย 3 โมงแล้ว ต้องรีบหาอะไรรองท้องก่อน

2. วัดตึกมหาชยาราม ต. มหาชัย จังหวัด สมุทรสาคร

เพียง 47 ก.ม. จากจุดนัดพบตรง 4 แยกฉิมพลี ก็ถึงวัดเจษฎาราม ต. มหาชัย จังหวัด สมุทรสาคร 37.7 ก.ม. จากจุดเริ่มต้น 4 แยกฉิมพลี วัดเจษฎารามเป็นวัดที่ค่อนข้างใหญ่ สวยงาม และดูเป็นระเบียบ ชาวบ้านก็น่ารักดี ลานจอดรถกว้างมาก พอจอดรถปั๊บ เห็นศาลากลางที่ดูร่มเย็น มีแต่คนและหมาวัด นั่งกันเต็ม

เอาละสิ พอลูกของรตจิตรจอดรถ ลูกเอา Jordison ลงไป หมาวัดก็แสดงความสามัคคี เข้ามาเต็มไปหมด และเห่าตลอดเวลา รตจิตรต้องใช้วิธีนั่งลงทำท่าเก็บก้อนหิน หมาก็วิ่งหนีหางหดไปกันหมด ทุกตัวจริง ๆ สรุปว่าการมาวัดแรกในวันนี้ มีเสียงต้อนรับ Jordison มากที่สุด และทำให้ชาวบ้านเห็นพวกเราหมด เพราะวันนั้น ในวัดค่อนข้างเงียบ ไม่มีทัวร์ไหว้พระ 9 วัดลงเลย

โบสถ์แรกที่พระสงฆ์อยู่กัน มีพระพุทธรูปปางคล้ายพระป่าเลไล ชื่อว่าพระประทานพรประทับอยู่ด้านหน้าของหลวงพ่อศิลาแลง ที่ ๆ พระสงฆ์ใช้ประกอบพิธีทางพุทธศาสนาต่าง ๆ พระพุทธรูปในวัดตึกนี้เกือบทั้งหมดสร้างในสมัยพระเจ้าเสือ

ถัดไปด้านในของวัดเป็นที่ของพระพุทธรูปหลวงพ่อแดง ใกล้ ๆ กันเป็นรูปหล่อของเจ้าอาวาสรูปเก่า ๆ ที่ละสังขารไปแล้ว ได้แก่ พระธรรมศิริชัย หลวงปู่นิล และหลวงพ่อหยง

ถัดไปด้านขวาจะเป็นวิหารใหญ่ที่มีหลวงพ่อแหลมเป็นองค์ประทาน สิ่งก่อสร้างที่เป็น 1 ในสิ่งที่น่าสนใจคือ หอนาฬิกา เพราะสร้างได้น่ารักมาก เสาไฟฟ้าในวัดก็สวยได้ใจ

วัดตึกมหาชยาราม ถือว่าเป็นวัดที่สวย สมบูรณ์แบบมาก ถ้าใครไม่ได้แวะ ก็เสียดายมาก ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ วิหาร ศาลา เสา ที่สำคัญอย่างยิ่งมีพระพุทธรูปหลายปางจริง ๆ และนอกจากจะเก่าแก่ ยังศักดิ์สิทธิ์มาก ๆ ด้วย

หรือแม้แต่ขอบวงกบประตูโบสถ์วิหาร ศาลาก็งามไม่มีที่ติรตจิตรชอบบานประตูแต่ละบานมาก เช่นบานที่รตจิตรถ่ายมาฝากเพื่อน ๆ ก่อนกลับเป็น การแกะสลักไม้เป็นเหตุการณ์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา แกะได้อย่างงดงาม แลประณีตมาก ๆ ด้วย

3. วัดโกรกกราก ต. โกรกกราก จังหวัด สมุทรสาคร

วัดโกรกกราก เป็นวัดที่ค่อนข้างดังในจังหวัดสมุทรสาคร แผ่นป้ายโฆษณาก็เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นขยะลอยฟ้า หรือแม้แต่โฆษณาหลังรถตุ๊กตุ๊ก และผู้คนก็แวะเวียนมากันทุกสารทิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมากับทัวร์ไหว้พระ 9 วัด เกือบ 100% ต้องแวะที่วัดโกรกกราก

เป็นวัดที่ติดริมน้ำเช่นกัน โดยแต่ละวันจะมีชาวพม่า ชาวกระเหรี่ยงเป็นลูกเรือจำนวนมาก ขนกุ้งและปลาที่จับได้ในทะเลเข้ามาหลายเข่งใหญ่

ชาวบ้านในจังหวัดสมุทรสาคร มีอาชีพทำเกลือกันมาก พอมาวัดโกรกรากแห่งนี้ เห็นได้ชัดเพราะกระถางธูปใส่เกลือ แทนทรายหรือผงธูป หมา Jordison เข้าไปเลียหน้าตาเฉย

พวกเราทำสังฆทานกันด้านนอก พอเข้าไปไหว้พระในโบสถ์ที่มีหลวงพ่อปู่โกรกกรากประทับอยู่ พระด้านในเล่าให้ฟังถึงที่มาของการใส่แว่นว่า

สมัยก่อนหลายสิบปีมาแล้ว ชาวบ้านในจังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดใกล้เคียงป่วยเป็นโรคตาแดงระบาด ต่างมาบนขอหลวงพ่อปู่โกรกกราก เพื่อให้หายเจ็บไข้ ซึ่งได้ผลหายจากโรคได้ทั้งสิ้น ชาวบ้านจึงนำแผ่นทองคำเปลวมาปิดที่ตาของหลวงพ่อกันเป็นจำนวนมาก อยู่มาวันหนึ่งเจ้าอาวาสรูปก่อน ๆ เล่าว่า หลวงพ่อปู่มาเข้าฝันท่าน บอกว่ามองไม่เห็น เพราะแผ่นทองคำเปลวที่มาติดทับดวงตาของท่านหนามาก ปิดตาของท่านหมด ตั้งแต่นั้นมาเจ้าอาวาสจึงถวายแว่นดำแก่ท่าน

และเหตุผลอีกประการหนึ่งคือ มีบางคนบอกว่าการที่หลวงพ่อปู่ใส่แว่นดำ จะทำให้ลดความน่ากลัวลง พระสงฆ์รูปนี้จึงเปิดแว่นให้รตจิตรดูว่า ถ้าไม่มีแว่น ตาของหลวงพ่อปู่เหมือน จ้องเราอยู่ เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

บางวัน มีชาวบ้านมาแก้บน เปลี่ยนแว่นของหลวงพ่อปู่โกรกกรากวันละ หลาย ๆ อัน แต่ยังไงก็ต้องมีการเปลี่ยนทุกวัน หรือมีการมาแก้บนทุกวันนั่นเอง บางคนก็เพิ่มด้วยการจุดประทัด วันที่รตจิตรไปถ่ายรูปริมน้ำ ก็มีหลักฐานเห็นร่องรอยการจุดประทัดมากมาย

วันที่รตจิตรไปทำสังฆทานที่วัดโกรกกรากนี้ ซึ่งเป็นวัดสุดท้ายในโปรแกรม ก่อนที่ลูกจะพาหมา Jordison ไปลุยโคลนกันให้สนุก วันนั้นเป็นวันดี มีการบวชนาก และมีดนตรีโดยศิลปิน เท่ง เราจึงอยู่ที่วัดไม่ได้นาน เพราะคนมากจริง ๆ อีกทั้งเสียงเครื่องดนตรีต่าง ๆ ค่อนข้างดังจนปวดหัว

วัดรายทาง ที่สามารถแวะทำบุญได้
ความจริงถ้ารตจิตรมีเวลามากกว่าวันนี้ คือสามารถออกจากบ้านได้แต่เช้า คงได้แวะหลายวัดใน 1 วัน เหมือนกับทัวร์ไหว้พระ 9 วัดทำนองนั้น เริ่มจากจุดนัดพบคือ 4 แยกฉิมพลี หรือแยกวงแหวน รายชื่อวัดต่าง ๆ ที่เห็นบนถนนพระราม 2 ขาไป-กลับ จากกรุงเทพ ฯ ไปสมุทรสาครได้แก่

ขาไป จากกรุงเทพ ฯ ไป สมุทรสงคราม
เอาละทั้ง 3 วัด เป็นวัดที่ลูกขับไปแวะทำบุญก่อนพาน้องหมา Jordison ไปลุยโคลน ตอนนี้มาดูรายชื่อวัดอื่น ๆ ที่สามารถแวะทำบุญกันระหว่างทางได้ ตามลำดับจากกรุงเทพ ฯ ไปดอนหอยหลอด สมุทรสงคราม (ถ้ารตจิตรจำไม่ผิดนะ) เช่น ประมาณ ก.ม.ต้น ๆ ของ ถ.พระราม 2 จะมีวัดบางน้ำวน วัดเพชรสมุทรวรวิหาร หลวงพ่อบ้านแหลมวัด, พันท้ายนรสิงห์, วัดใหญ่จอมปราสาท, วัดบางกระเจ้า, วัดศรีวนาราม, วัดบางน้ำวน, วัดเกตุมดีศรีวราราม และ วัดบัณฑูรสิงห์ (รตจิตรเคยเขียนแล้วเช่นกันตอนไปหาดเจ้าสำราญ 7 stops), วัดบางพลี, วัดหนองนกกระเรียน, ศาลพันท้ายนรสิงห์ (อยู่ตรงข้าม Siam Ferro Industry Co., Ltd.), วัดปัจจันตาราม, วัดแก้วมงคล ตรงชายทะเลกาหลง

พอเลยวัดต่าง ๆ ข้างต้นที่รตจิตรเขียนมาเหล่านี้ ก็จะพบสะพานใหญ่ข้ามปากแม่น้ำ อะไรทำนองนี้ พอข้ามสะพานแล้วจะพบวัดให้แวะได้อีกมากมาย ได้แก่ วัดนาขวางตรงตีนสะพานใหญ่พอดี เป็นวัดที่สวย ถ้าต้องการแวะจริง ๆ ต้องขับอยู่เลนซ้าย และให้ชะลอความเร็วเพื่อเลี้ยงเข้าไปด้านซ้ายมือ, วัดนาโคก, วัดห้วยแก้วมงคล, วัดราษฎร์ธรรมาราม, วัดบางจะเกร็ง, วัดศรัทธาธรรม (อยู่ทางที่จะเข้าดอนหอยหลอด เพื่อนมัสการพระพุทธชินราช), วัดหลวงพ่อแก้ว (หรือวัดบางแก้ว) , วัดคลองโคน จากนั้นก็ถึงสถานที่เป้าหมายในครั้งนี้ ที่จะพาหมาไปลุยโคลน

ขากลับ จากสมุทรสาคร เข้ากรุงเทพ ฯ
วัดตลาดปัง, วัดสว่างอารมณ์, วัดยกกะบัตร, วัดกาหลง, วัดสุทธิธาราม, วัดใหญ่จอมปราสาท, วัดนาโคก, ท่าฉลอม ถึงด่านช่าง, วัดธรรมธาราม, วัดบางแก้ว มีตลาดกลางกบางแก้ว, วัดราษฎร์ศรีธรรม แถว ๆ ทะเลไทย, ถ้าเลี้ยวเข้าไปตรงคลองบางผ่าไหม้ และไปทางซ้ายจะพบวัดบางหญ้าแพรก, ถ้าตรงไปทางจะกลับกรุงเทพก็พบวัดเกาะ, วัดศรีนาราม, วัดปากท่อ, วัดบางตะคอย, วัดกาหลง (มีที่ชมค้างคาว) , วัดเพชรสุนธรวรวิหาร (หลวงพ่อบ้านแหลม), วัดแทนวันดีสุขาราม (ตรงข้ามบุญถาวร พระราม 2 พอดี) , วัดโคกขาม และวัดราษฎร์รังสรรค์ เป็นต้น

ยังมีวัดอีกมากมายที่รตจิตรมองไม่เห็น จดไม่ทัน แต่เป็นวัดดัง ๆ ทั้งสิ้น และรตจิตรก็เคยเขียนไว้แล้วในเรื่องทัวร์ เที่ยว 9 วัดกับ ขสมก. เช่นวัดบางกุ้ง, วัดอัมพวันเจติยาราม และวัดเจริญสุขารามวรวิหาร เป็นต้น เพราะต้องเข้าถนนรองได้แก่
– วัดอัมพวันเจติยาราม ที่ตั้งของตลาดน้ำอัมพวา
– วัดบางกะพ้อม สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย นมัสการหลวงพ่อคง พระอาจารย์หลวงพ่อเนื่อง และชมวิหารรอยพระพุทธบาทจำลอง
– วัดจุฬามณี หรือเดิมคือวัดแม่ย่าทิพย์ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ศพของหลวงพ่อเนื่องไม่เน่าเปื่อย
– วัดเจริญสุขารามวรวิหาร หลวงพ่อโต หลังคาทำเป็นรูปโค้ง คล้ายกับประทุนเรือ
– วัดอินทาราม หลวงพ่อแดง แต่มีหลวงพ่อโต ที่มีอายุประมาณ 300 ปีในโบสถ์หลังเก่า สามารถลอดใต้โบสถ์หินอ่อนได้
– วัดปรกสุธรรมาราม มีปิดตารุ่นรวยไม่เลิก
– วัดบางแคน้อย ชมไม้แกะสลักรูปพระเจ้าสิบชาติที่ด้านในโบสถ์ เป็นไม้สักทอง
– วัดบางกุ้ง มีโบสถ์โบราณที่สวยงามคือ โบสถ์ปรกโพธิ์ แต่ความจริงปรกด้วยต้นอื่นด้วยคือ ต้นไทร ต้นไกร และต้นกร่าง เดิมวัดบางกุ้งเคยเป็นที่ตั้งค่ายของสมเด็จพระเจ้าตากสิน วัดบางกุ้ง หลวงพ่อโบสถ์น้อย มีโบสถ์ปรกโพธิ์
– วัดบางไผ่เตี้ย ให้ท่านได้สวดคาถาลอดใต้พระอุโบสถ 3 รอบ เพื่อสะเดาะเคราะห์กัน
– วัดบางแคใหญ่ สมัยกรุงศรีอยุธยา มีพระอุโบสถอายุกว่า 150 ปี

อ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่
พาน้องหมา ไปดอนหอยหลอด ลุยโคลน
ลุยโคลน ดอนหอยหลอด สมุทรสงคราม

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ลุยโคลน ดอนหอยหลอด สมุทรสงคราม

เสร็จจากการทำบุญ 3 วัดแล้ว ลูกของรตจิตรขับรถไปดอนหอยหลอด มีร้านอาหาหลาย ๆ ร้านที่มีคนเชียร์ หรือกวักให้เข้าวัด พวกเราเลือกร้านที่ไม่มีคนเรียก คือร้านเคียงทะเล แต่พอเลี้ยวเข้าไปปุ๊บ ได้รับการต้อนรับอย่างดี พนักงานน่ารักมาก ร้านอาหารน่ารักดี ที่สำคัญมีป่าชายเลนผืนเล็ก ๆ และมีหน้าโคลนเป็นชายหาดส่วนตัว สวยกะทัดรัด น่ารักดี การจะพาหมาไปลุยโคลน ไม่ใช่ว่าจะไปเวลาไหนก็ได้ เพราะลูกของรตจิตรได้ดูเวลาน้ำขึ้น น้ำลงไว้ก่อนแล้ว และก็ถูกเป๊ะคือ เมื่อตอนที่พวกเราไปถึงร้านอาหารเคียงทะเล น้ำจะแห้ง Jordison ลุยโคลนได้สบาย

Jordison เดินลำบากจริง ๆ จนบางครั้งขายกไม่ขึ้น แต่กลับลงไปนั่งเฉย ส่วนลูกของรตจิตรบอกว่า นอกจากจะยกขาไม่ขึ้นแล้ว บางจุดยังเหยียบถูกเปลือกหอยนางลม ทำให้เจ็บ และไม่มั่นใจว่าเป็นเศษแก้วหรือไม่ นอกจากนี้บางจุดยังเป็นแผ่นยวบ ๆ ลงไปอีก

ทั้งลูกและ Jordison เดินได้ 15-20 นาที ก็ขึ้นมาพัก เพราะกลัวน้ำจะขึ้น พออาบน้ำแล้วนั่งทานอะไรได้บ้าง ก็ลงไปลุยโคลนต่อ เพราะยังเห็นเหลือเวลาก่อนที่น้ำจะขึ้น ลุยโคลนครั้งที่ 2 นี้ เนื่องจากเป็นทางลาดระดับเดียวกัน พอน้ำเริ่มขึ้น ไม่กี่นาที น้ำก็ขึ้นจนพื้นมิดหมด เป็นภาพธรรมชาติที่สวยมาก เป็นการลุยโคลนที่มีความสุข ไม่รู้เลือน

จบแล้วค่ะ เพื่อน ๆ ที่มีน้องหมาคงมี Ideas เกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวที่เราจะได้สนุกกับสุดที่รัก และครอบครัวของพวกเราร่วมกัน เพิ่มความแปลกใหม่ ไม่จำเจให้น้องหมา เผอิญหมาของรตจิตร Jordison เป็นหมาประเภทให้ทำอะไร ทำหมด โดยเฉพาะเรื่องเที่ยว ถึงไหน ถึงกัน และเผอิญน้ำขึ้นแล้ว ขึ้นรวดเร็วมาก เนื่องจากที่ดอนหอยหลอดเป็นที่ราบเรียบ พอน้ำมาก็ท่วมเต็มพื้นที่ในเวลาไม่นาน ไม่กี่นาทีเลย

ขอแนะว่าเพื่อน ๆ ควรเช็คเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงให้ดีก่อน จะได้ไม่ผิดหวัง ส่วนคนในพื้นที่ ไม่ต้องไปหวังอะไรมาก เพราะเขาไม่ค่อยสนใจ เขาคิดว่าคนมาแค่พักผ่อนและทานอาหาร แต่พอดีรตจิตรและลูกต้องการใช้ช่วงเวลาที่น้ำยังไม่ขึ้นให้เป็นประโยชน์ที่สุด ไหน ๆ พา Jordison ไปเที่ยวทั้งที น้องหมาตัวนี้เป็นหมาที่ชอบเที่ยวจริง ๆ อย่างเช่นตอนที่ต้องอพยพหนีน้ำไปหาที่พักอยู่ที่หาดเจ้าสำราญ พวกรตจิตรเครียดและลำบากมาก แต่ Jordison กลับรู้สึกว่ามาเที่ยวเป็นเดือน ๆ

วันนี้ก็พอหอมหอมคอกันแค่นี้นะจ๊ะ รตจิตรขอจบเรื่อง พาน้องหมา ไปดอนหอยหลอด ลุยโคลน และไหว้พระ 3 วัด สมุทรสาคร ด้วยรอยเท้าน่ารัก ๆ ของ Jordison จ้า (Feet-Tracks)

อ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่
พาน้องหมา ไปดอนหอยหลอด ลุยโคลน
ทัวร์ ไหว้พระ 3 วัด จังหวัดสมุทรสาคร

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร

Leave a comment

Filed under Uncategorized

พาน้องหมา ไปดอนหอยหลอด ลุยโคลน

ทัวร์วันเดียว หรือทัวร์ครึ่งวัน

เป้าหมายของการเดินทางในเวลา ครึ่งวัน
1. ทำสังฆทานวัดรายทาง อย่างน้อย 3 วัด
2. พาน้องหมา ไปลุยโคลน
3. กินอาหารทะเลอร่อย ๆ ในบรรยากาศธรรมชาติ หรือพักผ่อนทะเลใกล้กรุงเทพ ฯ จังหวัด สมุทรสาคร และจังหวัดสมุทรสงคราม โดยไม่ต้องค้างแรม คือออกจากบ้านเที่ยง ไม่ต้องรีบร้อน และกลับถึงบ้านเย็น รวมเวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ดังนี้

จุดนัดพบคือ 4 แยกฉิมพลี หรือแยกวงแหวน หรือจุดตัดระหว่างถนนกาญจนาภิเษก กับถนนบรมราชชนนี ไปทางแยกบางกระดี่แค่ 16 ก.ม.เพื่อออกทางถ.พระราม 2 ไปเส้นมหาชัย คราวนี้รตจิตรไม่ได้ไปชมหิ่งห้อย ไม่ได้แวะตลาดน้ำทั้ง 4 แห่งคือ ตลาดเก่าบางนกแขวก ตลาดน้ำดำเนินสะดวก ตลาดน้ำบางน้อยและตลาดน้ำท่าคา ซึ่งอยู่ตรงข้ามตลาดน้ำอัมพวา ซึ่งรตจิตรเคยเขียนไว้แล้วในหัวข้อ ไหว้พระ 9 วัด จังหวัดสมุทรสาคร แต่รตจิตรเสียดายที่ไม่ได้แวะไปไหว้กรมหลวงชุมพรฯ ที่ดอนหอยหลอด สมุทรสงคราม เพราะวันนี้เราพาน้องหมา Jordison ไปด้วย ตัวใหญ่เกินไปด้วยขนาด ยาวรวมหาง 58 นิ้ว (43+15) หนัก 37 ก.ก. อาจไม่สะดวกในการไปวัดหรือสักการะกรมหลวงชุมพรฯ

12.00 – 13.00 น. เดินทางออกจากบ้าน ใช้เวลา 1 ชั่วโมงถึงวัดแรก
13.00 – 14.30 น. ทำบุญ ทำสังฆทาน 3 วัด คือ วัดเจษฎาราม และ วัดตึกมหาชยาราม ต.มหาชัย สมุทรสาคร วัดสุดท้ายคือ วัดโกรกกราก ต.โกรกกราก สมุทรสาคร
14.30 – 15.00 น. จากวัดที่ทำบุญ ถึงร้านอาหาร “ร้านเคียงทะเล” ดอนหอยหลอด สมุทรสาคร
15.00 – 16.00 น. นั่งทานอาหาร ในขณะที่ลูกสาวพา Jordison หมาที่บ้าน ลุยโคลน 2 รอบ เกือบ 1 ชั่วโมง
16.00 – 17.30 น. ขับกลับ รถติด แวะซื้อปลาทูตัวโต ๆ 4 – 5 เข่ง 100 บาท แบบ 18 – 20 เข่ง 100 บาทก็มี

วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน 2556 ล้อหมุนเที่ยงตรง โดยใช้ถนนเส้นกาญจนาภิเษกไปตามถนนเอกชัย-พระราม 2 งานนี้ลูกเป็นสารถีตลอดทางไป-กลับ 175 ก.ม. รวมถึงเป็นคนถวายสังฆทานเกือบทุกวัด ตลอดจนการพาน้องหมาลุยโคลน และยังอาบน้ำน้องหมาด้วย ทำให้ไม่ค่อยได้กินเท่าไร ขากลับจึงเป็นหน้าที่ของรตจิตรที่คอยป้อนหอยแมลงภู่อบหม้อดินตัวโต๋โต ให้ลูกคลายหิวไปได้ และก็ป้อนขนมและของทะเลให้หมา

ปกติพวกเรามักจะพา Jordison หมาที่บ้าน ไปว่ายน้ำตามสระน้ำ แต่ไม่ค่อยดี เพราะมักจะติดเห็บและโรคผิวหนังกลับมา จึงชอบเที่ยวทะเล โดยเฉพาะไปว่ายน้ำที่หาดเจ้าสำราญ เพราะค่อนข้างคุ้น เนื่องจากเคยพา Jordison ไปเล่นน้ำทะเลที่นี่ตั้งแต่เล็ก และอยู่เป็นเดือนช่วงน้ำท่วมกรุงเทพ ฯ เพราะเกิดจากนโยบายการบริหารน้ำของรัฐบาลที่ผิดพลาด วันนี้เราเปลี่ยนบ้างเพื่อให้หมารู้สึกแปลกใหม่ จึงพาไปลุยโคลน ที่ดอนหอยหลอดแทน แต่จะเดินทางไปไหนทั้งที ขอทำบุญตามวัดด้วย รตจิตรจึงเตรียมชุดสังฆทานไปถึง 7 วัด แต่ทำได้จริงแค่ 3 วัดเพราะกลัวจะกลับบ้านมืดค่ำ ตอนนี้มาเข้าเรื่องกันเลย เผื่อใครจะเอา ideas ไปใช้บ้างก็ได้ ได้ทั้งบุญ ทานอาหารอร่อย บรรยากาศดี ๆ ได้อยู่ใกล้ธรรมชาติ และที่สำคัญน้องหมา Jordison ได้ออกกำลังกาย ได้สนุกกับการลุยโคลน จะสนุกจริงหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่เจ้าของสนุกและมีความสุขกับความน่ารักของมันก็แล้วกัน

อ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่
ทัวร์ ไหว้พระ 3 วัด จังหวัดสมุทรสาคร
ลุยโคลน ดอนหอยหลอด สมุทรสงคราม

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร

Leave a comment

Filed under Uncategorized

บันทึกรักถึง “แม่”

บทนำ บันทึกรักถึง “แม่”

เพราะลูกคนนี้ ไม่มีโอกาสพูดต่อหน้าแม่อีกแล้วว่า “รักแม่ รักแม่มาก รักแม่มากจริง ๆ รักแม่มากที่สุดในโลก” ทำให้บันทึกฉบับนี้จึงเกิดขึ้น รตจิตร อยากให้บันทึกรักถึง “แม่” ฉบับนี้เป็นอุทาหรณ์ให้สำหรับลูกหลาย ๆ คนที่รักแม่ ที่ยังมีแม่อยู่กับเรา และหากวันใดที่วันนั้นมาถึง วันที่ทุกคนไม่อยากพบเจอ วันที่ต้องสูญเสียแม่ไปจากโลกนี้ ไม่มีทางที่แม่จะกลับมา ไม่มีวันที่จะมีความสุข หรือมีความเป็นไปได้เหมือนทุก ๆ วันที่แม่ยังมีชีวิตอยู่กับเรา และสำหรับลูกที่ต้องการให้แม่จากไปอย่างสงบสุข ก็ควรอ่านบันทึกฉบับนี้ รตจิตรคิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์เพื่อตัวคุณเอง เพื่อครอบครัว หรือเพื่อ “แม่” สุดที่รักของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าไม่จำเป็นอย่าเอาท่านไปเข้าโรงพยาบาล แม้จะเป็นโรงพยาบาลที่แม่เป็นลูกค้ามาตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีก็ตาม

ครอบครัวของรตจิตร ใช้บริการที่โรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก เป็นโรงพยาบาลเก่าแก่ย่านฝั่งธนบุรี อาจจะเรียกได้ว่าเกือบทั้งตระกูล ตระกูลของรตจิตรเป็นตระกูลใหญ่ คือมีจำนวนคนในตระกูลมากจริง ๆ เป็นร้อย ๆ คน ไม่ได้หมายความว่า เป็นตระกูลที่มีตำแหน่งใหญ่โต พ่อและแม่มาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลแห่งนี้ทั้งคู่ เพื่อน ๆ สามารถอ่านบันทึกรักถึง “พ่อ” ได้เช่นกัน หลังจากที่ รตจิตร เขียนบทความเกี่ยวกับแม่ฉบับนี้เสร็จแล้ว ทุกวันนี้หากมีปาฏิหาริย์ เกิดกับรตจิตร หากสามารถให้เวลาย้อนกลับไปได้ รตจิตรอยากให้วันนี้ เป็นวันอังคารที่ 29 มกราคม 2013 ก่อนที่พวกเราในครอบครัวจะตัดสินใจเอาแม่เข้าโรงพยาบาลแห่งนี้ ทั้ง ๆ ที่รตจิตรเคยฝันว่าถ้าแม่จะตาย ก็จะตายหลังวันที่ 1 เมษายน คือหลังวันครบรอบวันเกิดของแม่ และถ้าไม่ตายในปี 2556 ก็ปีหน้า 2557 แต่นอนตายที่บ้าน ไม่ใช่ไปนอนทุกข์ทรมานแสนสาหัสจริง ๆ และมาตายเพราะให้โรงพยาบาลเป็นต้นเหตุแห่งการตายของแม่ในครั้งนี้

ที่สำคัญที่สุด แม่ได้เคยสั่งกับลูก ๆ ทุกคนว่า แม่จะไม่เข้าโรงพยาบาลแห่งนี้อีกแล้ว เพราะร่างกายของแม่คง “ทนไม่ได้ แม่รับไม่ไหวแล้ว อย่าเอาแม่เข้าโรงพยาบาลนะ” แต่วันนั้นทำไมทุกคนในบ้านถึงลืมคำพูดที่แม่ขอไว้ ….. ทำให้แม่ต้องมาเสียชีวิตลง อย่างไม่ควรจะเป็น เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2013 เพราะแม่ยังแข็งแรง คำว่าแข็งแรงในที่นี้ รตจิตรหมายถึงในสภาพของแม่ ตามสภาพร่างกายของแม่ ณ ปัจจุบัน ไม่ใช่แข็งแรงตามอาการของคนทั่วไป หรือในด้านดุลยพินิจของหมอ

ตลอดช่วงเวลาที่แม่เดินไม่ได้เกือบ 10 ปี น้องชายยอมไม่ทำงาน ในขณะที่ลูกคนอื่น ๆ ทำงานบริษัท น้องชายเป็นตัวหลักของครอบครัวจริง ๆ เพราะคอยดูแลแม่เสมอเพราะแม่เดินไม่ได้เกือบ 10 ปี หลังจากที่ผ่าตัดเข่าขวาที่โรงพยาบาลแห่งนี้เช่นกัน แต่ก็เดินไม่ได้ แม่ต้องอยู่บนเตียงตลอด จะเอาอะไรก็เรียกพวกลูก ๆ โดยเฉพาะน้องชายเพราะคอยทำธุระส่วนตัวต่าง ๆ ให้แม่ พวกลูกสาวทำไม่ค่อยได้ ถ้าจะทำก็ต้องใช้คน 2-3 คนช่วยกัน ทั้งจับพลิกตัว ยกตัว คอยขยับท่าเวลานั่ง เวลานอน เวลาทายา เวลาจะกิน จะนอน ยิ่งคนเดินไม่ได้นานเพียงใด โอกาสที่จะเป็นแผลกดทับยิ่งสูง และมักจะมีแก๊สในท้องเป็นเรื่องธรรมดา น้องชายจึงรับภาระหนักมาตลอด เป็นคนทายาให้แม่ หรือแม้แต่จัดยาโรคหัวใจ และอื่น ๆ ให้แม่

แม่ของรตจิตรน่ารักมาก เพราะแม่ชอบสวดมนต์ไหว้เจ้าแม่กวนอิม แม่สวดได้ตั้งหลายบท เนื่องจากแม่เดินไม่ได้ โอกาสที่จะทำบาปจึงน้อยมาก และยังทานแต่ผักที่พวกเราต้มให้ทานทุกมื้อ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจึงตัดไปได้ แม่หวังว่าเมื่อตายไป จะได้ไปอยู่กับเจ้าแม่กวนอิม รตจิตรยอมรับว่า ความจำแม่ดีมาก ขนาดลูกของรตจิตรทำธงชาติประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกแบ่งตามทวีปทั้งหมดให้แม่ท่อง เวลาแม่ว่าง ๆ อยู่บนเตียง แม่สามารถท่องได้หมดทุกประเทศจริง ๆ ชนิดที่สลับธงชาติไปมา แม่ก็บอกได้หมดอย่างถูกต้อง แม้แต่ประเทศยาก ๆ ที่คนไทยไม่คุ้นเคยในทวีปอัฟริกา นอกจากนี้แม่ยังคอยเตือนทุกคนว่าวันนี้ต้องทำอะไร เพราะพวกเราลูก ๆ มักจะไปเล่าให้แม่ฟัง เช่นพอรตจิตรพูดไว้ว่าอาทิตย์หน้าต้องไปประชุมที่สาขาบางใหญ่ พี่สาวของรตจิตรก็เล่าว่าวันอังคารหน้าต้องไปประชุมที่พระรามเก้า พอใกล้ถึงวันนั้น แม่จำได้หมด คอยเตือนพวกเรา

นอกจากนี้แม่ยังคอยบอกรตจิตรว่าพรุ่งนี้วันพระ เพราะรตจิตรและลูกชอบทำกับข้าวใส่บาตรมาก เพื่อทนุบำรุงศาสนาพุทธให้อยู่ไปตลอดตราบนานเท่านาน แต่ไม่ค่อยชอบใส่บาตรในวันพระ เพราะวันพระต้องไปใส่บาตรที่วัดใดวัดหนึ่ง ไม่มีพระตามวัดต่าง ๆ เดินตามท้องถนนให้พวกเราใส่บาตร ที่สำคัญที่สุดชาวบ้านจะถวายของคาว ของหวานกันมากจริง ๆ ซึ่งรตจิตรคิดว่ามากกว่าจำนวนพระสงฆ์ หรือเณร รวมถึงเด็กวัดเสียด้วย แม่คอยบอกเสมอ หรือแม้แต่ตอนที่รตจิตรบอกว่า จะใส่บาตรวันมะรืนนะเพราะพรุ่งนี้วันพระ แม่ก็คอยเตือนเสมอ คอยเป็นเลขา ฯ ที่ดีของลูก ๆ ทุกคน

ยิ่งไปกว่านั้น พวกเราเอาโทรศัพท์ไว้ข้างเตียงแม่ หลายต่อหลายครั้ง แม่ของรตจิตรจึงเป็นคนคอยรับโทรศัพท์ บางวันรตจิตรไปปฏิบัติธรรมที่วัด พอหัวหน้าของรตจิตรโทรมา แม่สามารถจดจำได้หมด ไม่ต้องจด เพราะช่วงหลัง ๆ แม่เริ่มมองไม่ค่อยเห็นแล้ว แต่ทุกวันนี้ไม่มีเสียงแม่คอยเตือน ไม่มีเสียงแม่สวดมนต์ ไม่มีเสียงบีบแตรของแม่เพื่อคอยเรียกพวกลูก ๆ ให้ทำอะไรให้ ไม่มีเสียงแม่บ่นให้ลูก ๆ ฟังว่า เมื่อไรจะเดินได้ ไม่มีเสียงบ่นว่าใครมาเผาหญ้าอีกแล้ว ไม่มีเสียงแม่ที่คอยเรียกให้ลูกมาป้อนยา ให้ลูกป้อนข้าว ป้อนผัก หรือเสียงเรียกขอแม่กินน้ำ ฯลฯ บ้านเงียบเหงาไปถนัดตา เงียบ ๆ เหลือเกิน ของใช้เก่า ๆ ของแม่ พวกลูก ๆ ยังเก็บไว้ แต่ภาพเก่า ๆ ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว แม่จ๋า ลูกคิดถึงแม่มาก รตจิตรชอบพูดกับตัวเองว่า “ลูกขอโทษ”

ย้อนไปเย็นวันอังคารที่ 29 มกราคม 2013 พอรตจิตรเสร็จงานในห้องครัวก็ขึ้นไปห้องของตัวเองที่ชั้น 2 ถ้าย้อนเวลากลับไปคืนวันอังคารที่ 29 มกราคม 2013 ได้ รตจิตรจะไม่ยอมเอาแม่เข้าโรงพยาบาลแห่งนี้ แม้ว่าจะมีหลายเสียงที่บอกรตจิตรว่า มันไม่ใช่ความผิดของ รตจิตร แต่เพราะ “หมอ หมอต่างหาก” ที่ช่วยกัน ที่เป็นคนทำให้แม่ของรตจิตรต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัส และในที่สุด แม่ก็ต้องจากโลกนี้ไปเพราะทนกับการกระทำต่าง ๆ ที่โรงพยาบาลจัดให้ไม่ไหว

อ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมที่
วันที่ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
วันที่แม่เข้าห้อง ICU ของโรงพยาบาล
ใครทำกระดูกขาของแม่แตก
จดหมายด่วนที่สุดถึงประธานโรงพยาบาล
การกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของหมอ
หลังจากแม่จากไป

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร
~~~~

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วันที่ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต

เนื่องจากแม่ เดินไม่ได้มาเกือบ 10 ปี อยู่แต่บนเตียง และแทบจะไม่ทานโปรตีนเลย ทำให้ผิวของแม่บางมาก แม่ทานแต่ข้าว และผักจริง ๆ ไม่กี่ชนิดด้วย ทำให้แม่ไม่ค่อยมีแรง นอกจากนี้แม่ยังเป็นโรคหัวใจ แต่ก็ไม่เป็นไรมาก เพราะแม่เป็นแบบนี้มาหลายปีแล้ว ถ้ามองการหายใจของแม่ จะเห็นว่าหายใจติด ๆ บ้าง แต่ทั้งหมดก็เป็นอาการปรกติของแม่ และก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ พวกลูก ๆ ไม่มีทางได้แม่กลับคืนมานั้น ไม่ถึง 2 อาทิตย์ รตจิตรนั่งอยู่ที่ท้ายเตียงเหมือนทุก ๆ วันที่รตจิตรชอบทำ แล้วก็ทา Johnson lotion ที่เท้าแม่ เพราะเท้าของแม่ค่อนข้างแห้ง แม่สั่งรตจิตรว่า อย่าเอาแม่เข้าโรงพยาบาลนะ ซึ่งคืนที่แม่พูด ลูก ๆ ทุกคนก็ได้ยินกันหมด แต่แล้ว……

คืนวันอังคารที่ 29 มกราคม 2013 อยู่ ๆ พี่สาวของรตจิตรก็บอกว่า รู้สึกแม่หายใจติดขัด หายใจไม่ค่อยดี เอาส่งโรงพยาบาลดีกว่ามั้ย รตจิตร ดูแม่แล้ว ก็ไม่เห็นเป็นไร เลยบอกว่า ไม่อยากส่งเข้าโรงพยาบาล เพราะอาเจ๊ก-สามีของหัวหน้ารตจิตร ก็เพิ่งเสียไปวันที่ 11/11/2011 ทั้ง ๆ ที่ก็ดูแข็งแรง แต่มีคนมาทักเช่นนี้เหมือนกัน ก็เลยนำอาเจ๊กส่งโรงพยาบาล ที่เดียวกับที่แม่ของรตจิตรกำลังจะไป พักอยู่เกือบเดือน แม้ว่าภายหลังอาเจ๊กได้ย้ายโรงพยาบาลไปอีกแห่งหนึ่ง ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนเสียชีวิต แต่ก็ติดเชื้อมาจากห้อง ICU ของโรงพยาบาลที่แม่ของรตจิตรต้องจบชีวิตลงเช่นกัน รตจิตรจึงปฏิเสธ ไม่ให้ส่งแม่เข้าโรงพยาบาลแห่งนี้ เพราะกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เหมือนกรณีของอาเจ๊กที่ตาย

พี่สาวของรตจิตรพูดย้ำอีกว่า แล้วถ้าแม่ตายละ รตจิตรจะทำอย่างไร ส่งไปอยู่ใกล้หมอดีกว่า จนตอนหลังน้องชายของรตจิตรซึ่งครั้งแรกก็ไม่เห็นด้วย เลยยอม และให้รตจิตรโทรเรียกรถตู้ของโรงพยาบาลมารับ ค่ารับ-ส่งของรถพยาบาลอยู่ที่ 1,600 บาท เพราะบ้านของเราเป็นสมาชิกโรงพยาบาลแห่งนี้ ในขณะที่น้องชายของรตจิตรกำลังตระเตรียมสัมภาระเพื่อไปนอนเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล น้องชายก็สังเกตแม่ไปเรื่อย ๆ รตจิตรเองก็พูดกับลูกว่าไม่อยากให้แม่เข้าโรงพยาบาลเลย และห้องธรรมดา ห้องคู่ หรือห้องรวมที่โรงพยาบาลก็เต็มหมด มีแต่ห้อง ICU ในเวลานั้นก่อนที่รถโรงพยาบาลจะมา น้องชายก็ทักอีกว่า คิดไปคิดมา คิดว่าไม่ส่งแม่ไปโรงพยาบาลดีกว่า แม่ก็หายใจอยู่แบบนี้มาตั้งนานแล้ว ซึ่งรตจิตรก็เห็นด้วย จึงเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์จะโทร cancel รถพยาบาล แต่พี่สาวก็ห้ามไว้ว่า “ไหน ๆ ก็โทรไปแล้ว เดี๋ยวก็เสียเงินค่ารถโรงพยาบาลฟรีหรอก” ผ่านไปอีกสักครู่ น้องชายก็ทักขึ้นมาอีกว่าไม่อยากให้แม่ไปโรงพยาบาล ช่วงเวลาที่พวกลูก ๆ ตัดสินใจทำอะไรลงไปนั้น แม่นอนหลับอยู่ ไม่มีใครบอกแม่สักคำว่าจะส่งแม่ไปโรงพยาบาล ไม่มีใครถามแม่เลยว่าอยากไปโรงพยาบาลหรือไม่ ไม่มีใครให้แม่เตรียมตัวเตรียมใจก่อน แม่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า กำลังจะถูกส่งไปห้อง ICU และจะไม่ได้เห็นโลกนี้อีกต่อไป ICU ของโรงพยาบาลที่แม่เคยสั่งไว้ว่าจะไม่เข้าไปอีก และตอนนั้นลูก ๆ ทุกคนกลับลืมคำพูดของแม่ที่เคยบอกลูก ๆ ว่าอย่าส่งแม่ไปโรงพยาบาลนะ ! นอกจากนี้วันนั้นเป็นช่วงที่กำลังจะตรุษจีน ทำไมพวกเราจึงส่งแม่ไปโรงพยาบาล รตจิตรไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมคืนนั้น ถึงไม่คิดถึงเรื่องพวกนี้ด้วย

รตจิตรยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อหมุนไปยกเลิกรถโรงพยาบาล แต่พี่สาวก็ห้ามไว้อีกว่า ป่านนี้รถโรงพยาบาลคงใกล้ถึงแล้ว ยังไง ๆ ก็ต้องจ่ายค่ารถให้โรงพยาบาล ไม่น่าเชื่อเลย ไม่น่าเชื่อว่า จากการที่พี่สาวกลัวว่าพวกเราจะเสียเงินแค่ 1,600 บาท กลับต้องทำให้เราต้องสูญเสียครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต เป็นการสูญเสียที่ไม่สามารถหาอะไรมาชดเชย เป็นการสูญเสียที่ไม่สามารถหาใหม่ได้ ไม่สามารถหาสิ่งใด ๆ ในโลกนี้ทดแทนได้อีกเลยทั้งชีวิต ไม่สามารถทำให้ “แม่” คนที่เรารักที่สุดในโลกหายจากความทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวดรวดร้าว ความเปล่าเปลี่ยว ความเหงาที่ต้องอยู่คนเดียวในห้อง ICU ความอึดอัดที่ไม่สามารถพูดอะไรได้อีก และยังอาจมีความลำบากอื่น ๆ อีกมากที่พวกลูก ๆ ไม่สามารถรู้ได้ ไม่ได้รวมถึงการเสียเงิน ซึ่งแทนที่จะเสียเงินแค่ค่ารถโรงพยาบาล 1,600 บาท กลายเป็นต้องจ่ายค่ารักษาให้โรงพยาบาลแบบสูญเปล่าจริง ๆ เกือบ 6 แสนบาทในที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ใครทำให้แม่ตาย
– แม่ของรตจิตรที่เดินไม่ได้มานาน มาเข้าห้อง ICU แค่คืนที่ 2 ที่อยู่ในห้องนี้ แม่ต้องสูญเสียกระดูกขาทั้ง 2 ข้าง เพราะทางโรงพยาบาลเป็นคนทำ โดยไม่มีใครยอมรับ แต่ละคนที่โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงย่านฝั่งธน ฯ แห่งนี้ ได้แต่ก้มหน้า และเดินเลี่ยงออกไป ไม่มีใครกล้าตอบ หรือให้ความกระจ่างแก่พวกลูก ๆ ของแม่ว่า ใครเป็นคนทำให้แม่เป็นเช่นนี้ ใครทำกระดูกของแม่แตกหมด วันละข้าง ตั้งแต่คืนวันที่ 2 และคืนที่ 3 จนทำให้เลือดไหลไม่หยุดใต้ผิวหนัง ต้องให้เลือดแม่ถึง 5 ถุงก่อนที่แม่จะสิ้นใจ
– การให้เลือด ในเวลาไม่กี่วัน แต่ให้ติด ๆ กัน โดยบางวันให้เลือด 2 ถุง เป็นสาเหตุให้แม่มีไข้ขึ้นสูง จนต้องให้ยาไอโน่นไอนี่ เต็มไปหมด และ
– การที่รีบเอาเครื่องช่วยหายใจยัดใส่ช่องคอแม่ โดยไม่ได้คิดจะให้แม่ลองพยายามหายใจด้วยตัวเองก่อน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ที่แม่จะถูกส่งเข้าโรงพยาบาล แม่ก็หายใจเองมาตลอด จนทำให้ปอดของแม่ติดเชื้อ เพราะความไม่สะอาดเพียงพอของทั้งหมอ นางพยาบาล เจ้าหน้าที่หลาย ๆ คนในห้อง ICU หรือแม้แต่ข้าวของเครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนการที่พยาบาลนำเอาสิ่งปฏิกูลทั้งหลายมาตั้งหน้าห้องที่แม่อยู่ ยิ่งแย่ไปกว่านั้นคือมีนางพยาบาลบางคน ขนาดอายุก็เลข 4 เข้าไปแล้ว เป็นหวัดรุนแรง เที่ยวเข้าห้องคนไข้คนนั้นที คนนี้ที โดยเอาผ้าปิดปากห้องไว้ข้างหู และพอไอจาม ก็วิ่งพรวดออกมา โดยไม่มีการเอามือป้องปากหรือจมูกไว้เลย พอรตจิตรถามว่าทำไม ไม่ลาป่วยไปละ คำตอบกลับกลายเป็น นางพยาบาลที่ห้อง ICU ค่อนข้างน้อย พอขาดคนก็เลยไม่ค่อยมีใครหยุด และหลาย ๆ คนต้องการหาเงิน จึงทำงานกันวันละ 2 กะ แต่ห้ามเกิน 4 วันต่อสัปดาห์ วันที่เหลือของสัปดาห์ จะทำกันกะเดียว
– พอปอดของแม่ติดเชื้อ หมอทุกคนต่างให้ยาแรง ๆ อย่างเต็มที่ ต่างคนต่างให้ จนร่างกายของแม่รับไม่ไหว ยาฆ่าเชื้อที่ลองให้แม่ มี 3 ตัว เพราะหมอเองก็ไม่รู้ว่าตัวไหนกันแน่ ราคา ขวดละ 3,000 บาท และให้แม่วันละ 1-2 ขวด ได้แก่ MiRonan, Colistin, Tygacil เป็นต้น

- โดยปกติต้องมีหมอที่เป็นเจ้าของคนไข้ หรือที่เป็นหมอหลักตรวจแม่ ซึ่งในวันนั้น เป็นหมอด้านสมอง เพราะเคยรักษาแม่ ตอนที่แม่ชัก หมอสมองคนนี้ ก็เอาหมออีกหลายคนมาตรวจ หมอเกลือแร่ หมอโปรตีน หมอติดเชื้อในปอด ต่างคนต่างก็เจาะเลือดแม่ ทุกวัน บางวันเจาะเช้า เจาะเย็น จนเส้นเลือดของแม่แตกทุกเส้น ไม่ว่าจะที่มือ ที่แขน ที่ขา หรือที่นิ้ว หมอทุกคนให้ยาโน่น ยานี่ เพื่อให้โปรตีน และเกลือแร่ของแม่ได้ตามมาตรฐาน ซึ่งรตจิตรเองก็ไม่มีความรู้เรื่องเหล่านี้ เช่น
albumin ของแม่วัดได้ 3.3 แต่มาตรฐานต้องเป็น 3.4-4.6
เกลือแร่ของแม่วัดได้ 31 แต่หมอต้องการให้เท่าปรกติคือ 33
Calcium 7.2 ต้องให้ได้ 7.7 เป็นต้น
พอให้ไข่ขาวทางสายอาหาร แม่ของรตจิตรก็อาเจียน คนเราปรกติ ลองให้ทานไข่ขาวบดเป็นน้ำซิ เพื่อน ๆ ว่าคลื่นไส้มั้ย แล้วก็มาตีความว่าระบบย่อยอาหารแม่มีปัญหา

รตจิตรไม่เข้าใจเลยว่า จะเอาอะไรมากมายกับคนแก่ที่นอนซมหลังจากมาเข้าโรงพยาบาล เพื่อให้ค่าที่วัดได้จากการเจาะเลือดให้ได้ในระดับมาตรฐานให้ได้ เจาะเลือดนับครั้งไม่ถ้วน สุดท้ายมาบอกว่าแม่ขาดเลือด แม้ว่าการรักษาแม่ในครั้งนี้ จะมีหมอที่มีอายุบางคนที่น่ารักมาก คือหมอโรคหัวใจ และปอด แต่ก็ไม่สามารถทำอะไร หรือเตือนให้หมอคนอื่นเบา ๆ มือลงบ้าง
– และก่อนวันที่แม่จะสิ้นใจเพราะทนไม่ไหวกับการกระทำต่าง ๆ นา ๆ ของหมอเกือบ 10 คน การกระทำของนางพยาบาลบางคน ซึ่งไม่มีใครรู้ก่อนว่าแม่จะสิ้นใจวันไหน รตจิตรทนไม่ได้จึงขอร้องหมออย่าเจาะเลือดแม่อีกเลย ให้แม่พักสัก 2 วันได้มั้ย มือของแม่ ขาของแม่ นิ้วของแม่ บวมไปหมดเพราะเส้นเลือดแตก และแข่งกันให้ยาแรง ๆ หมอรับปาก แต่หมอโกหก ขอเจาะที่คอคืนนั้นเลย
– วันที่หมอรับปากว่าจะ ไม่เจาะเลือดแม่สัก 2 วัน คืนวันนั้นนั่นเอง หมอคนนี้กลับใช้วิธีเจาะด้านข้างคอของแม่ ซึ่งรตจิตรมาทราบตอนเช้า หมอให้เหตุผลว่าจะได้ไม่ต้องเจาะบ่อย ๆ ใช้สูบเลือดจากที่คอของแม่เลย ช่วง 3-4 วันก่อนที่แม่จะสิ้นใจ หมอใช้วิธีฉีดยาให้แม่นอนหลับ ทำให้รตจิตรไม่ค่อยรู้ถึงความรู้สึกของแม่ รู้แต่ว่าแม้แม่จะนอนหลับเพราะฤทธิ์ยา แต่สีหน้าของแม่ไม่ค่อยดี และขมวดคิ้วตลอด เพียง 1 วันที่หมอเจาะคอแม่ แม่ก็สิ้นใจ

บทนำ บันทึกรักถึง “แม่”
วันที่แม่เข้าห้อง ICU ของโรงพยาบาล
ใครทำกระดูกขาของแม่แตก
จดหมายด่วนที่สุดถึงประธานโรงพยาบาล
การกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของหมอ
หลังจากแม่จากไป

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร
~~~~

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วันที่แม่เข้าห้อง ICU ของโรงพยาบาล

เมื่อรถโรงพยาบาลมาถึง ผู้ชาย 4 คนในชุดสีขาว พร้อมทั้งนางพยาบาล 1 คน เข้ามาจัดแจงเอาผ้าปูเตียงของแม่ห่อแม่ขึ้นบนเตียงของโรงพยาบาล ทำให้แม่ตื่น แม่ตกใจมาก เพราะแม่ไม่รู้เรื่องเลย คนมากมาย เป็นใคร มาจากไหน แม่พูดประโยคหนึ่งก่อนที่รตจิตรจะไม่ได้ยินแม่พูดอีกเลย “นี่ จะเอาชั้นไปไหน?” พวกลูก ๆ จึงเพิ่งบอกแม่ว่า เอาแม่ไปโรงพยาบาลนะ

แม่ถึงห้อง ICU ประมาณ 5 ทุ่ม แล้วทางโรงพยาบาลก็จัดการให้แม่พูดไม่ได้อีก จนกระทั่งแม่ตายจากโลกนี้ไป หมอเวรให้เอาท่อช่วยหายใจสอดเข้าไปในลำคอ หมอเวรคืนนั้นบอกว่า เพราะแก๊สในท้องแม่เยอะมาก จะหายใจลำบาก เครื่องช่วยหายใจจะช่วยให้หายใจดีขึ้น และคืนนั้น หมอก็เริ่มตรวจร่างกายแม่สารพัด ให้แม่ฉี่ทางสาย และเริ่มเจาะเลือดแม่คืนแรกเลย ตามกฎของห้อง ICU ห้ามเฝ้าคนไข้ น้องชายจึงต้องกลับบ้าน ปล่อยให้แม่อยู่คนเดียวกับคนที่ไม่รู้จัก คนที่ทำงานไปวัน ๆ หนึ่งตามหน้าที่ แม่ไม่ได้พักเลย เพื่อน ๆ คงรู้อยู่แก่ใจว่า ที่ห้อง ICU โดยทั่วไป นางพยาบาลจะมี 3 กะ แต่ละกะจะเข้ามาเช็คความดัน เช็คการหายใจ เข้ามาดูเครื่องวัดต่าง ๆ เกือบทุกระบบของร่างกาย เข้ามาให้ยาเต็มไปหมดโดยมีเข็มที่เจาะเข้าร่างกายแม่ ให้ทั้งยามหาศาลหลายอย่างจริง ๆ ทั้งให้น้ำเกลือ สลับกับอาหารที่ให้ทางสายยาง อย่าหวังว่าคนไข้ในห้อง ICU จะได้พักผ่อน และอย่าหวังว่าเจ้าหน้าที่พวกนี้จะทำอะไรเบา ๆ เพราะพวกเธอทั้งหลายทำงานแข่งกับเวลาทั้งสิ้น ภายใน 1 ชั่วโมงเธอต้องทำหน้าที่ให้ครบทุกห้อง เพื่อไปบันทึกลงในประวัติคนไข้ แล้วก็เวียนมาทำใหม่ ยิ่งตอนเย็นที่ต้องทำความสะอาดคนไข้แล้ว ยิ่งไม่มีเวลา เธอจะทำงานกันอย่างรวดเร็ว จะหวังให้นุ่มนวล หรือเบา ๆ ค่อนข้างยาก

คืนนั้น ก่อนกลับบ้าน น้องชายของรตจิตรได้เขียนให้พยาบาลรับทราบถึงข้อระวัง ในการดูแลแม่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับขาของแม่ แม้ว่าหลายคนอาจจะแอบหัวเราะหรือซุบซิบหรือไม่ใส่ใจ แต่เพราะพวกเราไม่ต้องการให้สิ่งไม่ดีเกิดกับแม่ เราหวังแต่ว่าโรงพยาบาลจะช่วยแม่ได้ ไม่ใช่เลวร้ายไปกว่าเดิม เราเหลือแม่เพียงคนเดียว พวกเราดูแลแม่ด้วยใจรักอย่างยิ่งมาตลอด โดยเฉพาะน้องชายของรตจิตร ซึ่งต้องผูกพันกับแม่เป็นที่สุดเพราะดูแลอย่างใกล้ชิดเนื่องจากแม่เดินไม่ได้มานานมาก
วันแรกทางโรงพยาบาลบอกว่าแม่มีอาการบวมน้ำเฉย ๆ ไม่มาก แต่บอกต่อว่า กระเพาะของแม่อาจเป็นมะเร็ง เพราะมีเลือดออก จึงต้องทำ ultrasound ท้องครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งพ่อของเพื่อนรตจิตรก็เคยเจอ case นี้ แต่กลายเป็นนางพยาบาลแยงสายอาหารลึกไป เพราะช่วงกระเพาะของคนไข้ แต่ละคนไม่เท่ากัน ภายหลัง หมอกลับมาบอกว่า เป็นกรณีที่รตจิตรสงสัยจริง คือเลือดที่กระเพาะอาจเกิดจากการแยงสายอาหารแรง และอาจลึกไปด้วย

เหตุการณ์เหล่านี้ เพื่อน ๆ คิดว่าพวกเราลูก ๆ จะวางใจโรงพยาบาล หรือจะวางใจหมอ หรือจะวางใจใครได้อีก
รตจิตรและลูกได้แต่ขอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และที่ลืมไม่ได้คือพระราชบิดา ที่โรงพยาบาลศิริราช เราสองคนแม่ลูกจะไปไหว้ขอพระราชบิดาคุ้มครองแม่เสมอ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พวกเรามีพระองค์เป็นที่พึ่ง

บทนำ บันทึกรักถึง “แม่”
วันที่ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
ใครทำกระดูกขาของแม่แตก
จดหมายด่วนที่สุดถึงประธานโรงพยาบาล
การกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของหมอ
หลังจากแม่จากไป

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร
~~~~

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ใครทำกระดูกขาของแม่แตก

เช้าวันพุธที่ 30 มกราคม ผลการตรวจบอกว่า อุจจาระค้าง จน CO2 แน่นท้อง หายใจลำบาก หมอที่เป็นเจ้าของคนไข้ หรือหมอสมอง ก็ตรวจดูอาการทั่วไป พร้อมทั้งหมอคนอื่น ๆ ก็บอกว่า ที่ห่วงคือปอดอาจติดเชื้อ ความจริงเท่าที่รตจิตรรับรู้มานานมากก็คือ ในภาวะสิ่งแวดล้อมปัจจุบันนี้ ปอดของคนเราทุกคนติดเชื้อทั้งนั้นแหละ อยู่ที่จะมากหรือน้อย แม่ถูกสอดเครื่องช่วยหายใจเข้าไปในหลอดลม เมื่อมีสิ่งระคายคอ ก็ย่อมมีเสมหะ นางพยาบาลก็เปิดสายยาง เพื่อดูดเสมหะออก ซึ่งส่วนมากไม่ได้ใส่ถุงมือ แม้พวกคุณจะเช็ดด้วย Alcohol แต่ก็เช็ดคร่าว ๆ บางคนไม่ได้เช็ดเสียด้วย เอาเร็วเข้าว่า เอาสะดวกไว้ก่อน โอกาสติดเชื้อของแม่ยิ่งมีสูง

ยิ่งไปกว่านั้น ห้อง ICU ถูกออกแบบให้ทิ้งสิ่งปฏิกูลในห้องเล็ก ๆ ซึ่งติดกับห้องที่แม่อยู่ โดยมีประตูอีกชั้นหนึ่งเป็นด่านป้องกันไว้อีกที เนื่องจากแม่ของรตจิตรเป็นคนผอม ตัวเล็ก ๆ แม่ไม่ชอบนอนห้องแอร์ พวกเราจึงขอเปิดประตูห้องแทน แต่นางพยาบาลถือเอาแต่ความสะดวกจึงเอาถังปฏิกูลทั้งหมดวางด้านหน้าห้องที่แม่พักอยู่ ทั้ง ๆ ที่ห้อง ICU designed ไว้ดีแล้วคือให้วางถังทิ้งทั้งหมดด้านนอก พอรตจิตรไปพูด นางพยาบาล กลับบอกว่าเพิ่งวางวันนี้ ทั้ง ๆ ที่รตจิตรเห็นวางถังขยะพวกนี้ไว้หน้าห้องแม่ทุกวัน มีคนเตือนว่าอย่าเรียนให้ผู้ใหญ่รู้ เพราะแม่อยู่กับนางพยาบาลพวกนี้ แต่พวกเราเครียดมาก ทำไมทำกับแม่แบบนี้ เหมือนแม่ไม่ใช่มนุษย์ นางพยาบาลพวกนี้โกหกเก่ง เก่งมาก ๆ

พุธที่ 30 รตจิตรไปเยี่ยมแม่โรงพยาบาล หมอประจำตัวแม่หลายคนมาก ทุกคนมาหมด ได้แก่หมอด้านท้อง ด้านหัวใจ หมอด้านปอด ด้านเส้นเลือดตีบ และหมอด้านสมอง แต่จะมีหมอหลักเพียงท่านเดียว ซึ่งเป็นหมอด้านสมองนั่นเอง ที่เป็นคนบอกให้เพิ่มหมอด้านเกลือแร่ หมอด้านกระเพาะ และหมอด้านติดเชื้อในปอด ตลอดจนวันต่อ ๆ มาบอกให้เพิ่มหมอกระดูก ซึ่งจำเป็นมากในภายหลัง ระบบการหายใจยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ แต่ผลการตรวจปอดของแม่ ไม่ค่อยดี แต่นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไร หลังจากเจาะเลือดแม่ไปตรวจอีกครั้ง รตจิตรก็ไม่เข้าใจว่า หมอเวรก็เพิ่งให้เจาะไปหลอดใหญ่เมื่อคืน แล้วนี่ยังไม่ทันข้ามวันก็ให้เจาะเลือดหลอดใหญ่อีกแล้ว
รตจิตรงงมากที่เห็นสภาพของแม่ ต้องถูกผูกเชือกทั้งที่มือ และเท้าติดกับเตียง เพราะหาว่าแม่ดิ้น พอแม่เห็นรตจิตร แม่จับมือรตจิตรและยกตัวขึ้นมาเกือบครึ่งตัว สายตามของแม่มองรตจิตรเหมือนจะบอกว่า เอาแม่ออกไปที แม่อยากกลับบ้าน พอรตจิตรปลอบแม่ แม่สงบลงพร้อมน้ำตา ไหลออกจากที่หางตาซ้าย
รตจิตร อดไม่ได้ที่จะวิ่งออกจากห้องมาร้องไห้ สงสารแม่มาก ขอบตาของแม่เริ่มคล้ำเหมือนอดหลับอดนอน ซึ่งแน่อยู่แล้ว จากสภาพที่รตจิตรเป็นสวยระโยงระยางเต็มไปหมด เครื่องอะไรต่อมิอะไรก็เต็มห้องที่แม่อยู่เต็มไปหมด รตจิตรสงสารแม่มาก กำลังตัดสินใจจะเอาแม่ออกจากโรงพยาบาลวันนั้น อยากดึงสายที่อยู่ในปากแม่ออก แม้แต่สายฉี่ สายให้น้ำเกลือ สายให้อาหาร แม่ขมวดคิ้วตลอดเวลา แม้ว่าหลับไปแล้วเพราะฤทธิ์ยา แม่….พวกเราสงสารแม่เหลือเกิน ไม่ควรเอาแม่มาทรมานอย่างนี้เลย

เช้าวันรุ่งขึ้น วันพฤหัสที่ 31 มกราคม เหมือนเมฆฝนรุมเล้า พายุโหมกระหน่ำ วันนี้เป็นครั้งแรกที่รตจิตรเห็นน้องชายร้องไห้ ร้องไห้มากจริง ๆ ทำไมสภาพแม่ถึงแย่ลงขนาดนี้ เพียงวันเดียว เพียงชั่วค่ำคืนที่ ICU กระดูกเหนือเข่าและใต้เข่าซ้ายของแม่แตกหมด ทำให้เลือดออกมาเป็นจ้ำ ๆ เต็มขาซ้าย มีเลือดซึมออกมาตามผิวหนังของแม่อย่างเห็นได้ชัด เพราะผิวของแม่ค่อนข้างบาง กระดูกขาที่แตกเหมือนว่าแม่ถูกพลิกตัว และขาไปกระแทกถูกที่กั้นเตียง ทำไมนางพยาบาลต้องทำให้แม่เป็นเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจพวกเรามาก แม่ทรมานเหลือเกิน แม่แก่เกินไปที่จะได้รับความทรมานขนาดนี้ แม่พูดไม่ได้เพราะเครื่องช่วยหายใจ พวกเราเดาออกแม่พูดว่าอยากกลับบ้าน อยากกลับบ้านมาก แม่เจ็บมาก หลังจากที่รตจิตรถามว่าแม่เจ็บขามั้ย น้ำตาแม่ไหล…. แม่มอง รตจิตร แล้วยกมือเพื่อให้รตจิตรจับแม่ เหมือนบอกว่าอย่าทิ้งแม่ไว้เช่นนี้ มันทรมานมาก อย่าทิ้งให้แม่อยู่กับพวกนี้ อย่าทิ้งให้แม่อยู่ที่นี่…… แล้วน้ำตาของแม่ก็เริ่มคลอ แม่อดทนมาก อดทนที่สุดเท่าที่สุดเท่าที่รตจิตรจำความได้ เพราะไม่เคยมีครั้งไหนที่แม่ต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสเท่าครั้งนี้

น้องชายถามนางพยาบาลว่ามีเอาที่กั้นลงหรือไม่ พวกเธอตอบว่าเอาลง ทั้ง ๆ ที่พวกเราเห็นกับตาว่า บ่อยครั้งที่นางพยาบาลทำอะไร ไม่ได้เอาที่กั้นลงเลย พวกเธอโกหก

รตจิตรมารู้ตอนเช้าของวันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ว่า คืนวันพฤหัสที่ 31 มกราคม กระดูกเหนือเข่าและใต้เข่าขวาของแม่แตกอีกแล้ว ในลักษณะเดียวกับการแตกที่ขาข้างซ้าย

ทุกคืนที่รตจิตรกลับบ้าน มีน้ำตาเป็นเพื่อนเท่านั้น เห็นแต่ภาพที่แม่แสดงอาการ เพราะพูดอะไร พวกเราก็ไม่ได้ยินเพราะไอสายท่อช่วยหายใจเป็นตัวกั้นการสื่อสารระหว่างแม่กับลูก ๆ อาการของแม่ที่อยากกลับบ้าน ทำไมมาทิ้งแม่ไว้ที่โรงพยาบาลนรกแห่งนี้ รตจิตรอยากให้แม่กลับทุกวัน พวกเรารู้สึกผิดที่ตัดสินใจเอาแม่เข้าไปโดยไม่ถามแม่ก่อน โดยไม่บอกแม่ให้รู้ตัวด้วย

บทนำ บันทึกรักถึง “แม่”
วันที่ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
วันที่แม่เข้าห้อง ICU ของโรงพยาบาล
จดหมายด่วนที่สุดถึงประธานโรงพยาบาล
การกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของหมอ
หลังจากแม่จากไป

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร
~~~~

Leave a comment

Filed under Uncategorized

จดหมายด่วนที่สุดถึงประธานโรงพยาบาล

จดหมายฉบับที่ 1 ลว. 31 มกราคม 2013
เรื่อง ขอร้องเรียนเรื่องกระดูกของแม่รตจิตรร้าวเพราะห้อง ICU เพื่อรายงานถึงประธานของโรงพยาบาลทราบเหตุการณ์นี้
ใคร ใคร ทำขาซ้ายแม่ ใครทำให้แม่กระดูกแตกหมด เหตุการณ์ชั่วร้ายที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลที่มีชื่อแห่งนี้ของฝั่งธน ฯ ทำให้รตจิตรต้องรีบเขียนจดหมายด่วนที่สุด ฉบับแรก ลว. 31 มกราคม 2013 ทำให้ผู้ตรวจการที่ ICU ยอมให้น้องชายของรตจิตรนอนเฝ้าที่ห้องคนเยี่ยม และสามารถเข้ามาดูหรือทำธุระส่วนตัวให้แม่ได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องเข้าออกตามเวลาของห้อง ICU แล้ว ทั้ง ๆ ที่ครั้งแรกรตจิตรก็ขอร้องผู้ตรวจการ ขอร้องพยาบาลไม่รู้กี่ครั้ง เพราะไม่ไว้ใจการพลิกตัวแม่ การดูแลแม่ อยากให้น้องชายเป็นธุระทั้งหมด แต่เมื่อโรงพยาบาลทำให้กระดูกขาของแม่แตกหมด ผู้ตรวจการจึงเพิ่งอนุญาต

ส่วนตัวแล้ว รตจิตรไม่ค่อยชอบผู้ตรวจการคนใหม่คนนี้ที่เพิ่งมารับหน้าที่ต้นปี 2013 ซึ่งผิดกับคนเก่า เพราะเธอเป็นคนพูดจาโดยไม่มีความเห็นใจคนไข้ เป็นคนที่ไม่มีความรู้สึก คิดว่าแม่ของรตจิตรเป็นเพียงสิ่ง ๆ หนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีน้ำจิตน้ำใจว่าเป็นคน แม้ว่าเธอจะพยายามพูดเปรียบกับพ่อของเธอที่เป็น Alzheimer เพื่อให้รู้ว่าเธอเข้าใจความรู้สึกของพวกเราก็ตามที แต่เปล่าเลย เธอเป็นผู้ตรวจการที่ไม่มีความรู้สึก ไม่รู้ว่าความรักของลูก ๆ ที่มีต่อแม่นั้นมากเพียงใด และขณะนั้นพวกเราสงสารแม่ขนาดไหน เธอไม่รู้แม้แต่ว่าแม่ของพวกเราเจ็บปวดแสนสาหัสจากการกระทำของโรงพยาบาล โดยที่แม่ไม่ได้เป็นผู้ก่อเลย เธอไม่รู้เสียด้วยว่าไม่มีอะไรแลกกับกระดูกขาของแม่ที่แตกทั้ง 2 ข้าง เธอพูดแต่ว่า “คุณรตจิตรไม่ต้องห่วง ค่ารักษาเรื่องกระดูกแตก ทางโรงพยาบาลไม่คิดจากคุณ” เธอเน้นเรื่องค่ารักษาตรงนี้ถึง 2-3 ครั้ง แสดงให้เห็นว่า ใจของผู้ตรวจการคนนี้มีแต่เรื่อง “เงิน และ เงิน” และในความเป็นจริง เมื่อแม่ตาย ทางโรงพยาบาลก็ลดให้เฉพาะค่ารักษากระดูกประมาณ หมื่นต้น ๆ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่ตามมาเพราะกระดูกแตก เช่นการให้เลือดถึง 5 ถุง จนแม่ตัวร้อน หน้าแดงไปหมด และการใช้ยาอื่น ๆ ก็ไม่ได้รวมอยู่ในส่วนลดนี้ แต่ช่างมันเถอะ สิ่งที่รตจิตรพูดกับผู้ตรวจการคือ พวกเราไม่เคยคิดเรื่องเงินเลย ตอนนั้นเราคิดเรื่องเดียวคือ เราต้องการแม่ ต้องการให้แม่เหมือนเดิม อย่างน้อยเท่ากับวันที่เอามาเข้าโรงพยาบาลแห่งนี้ ต้องการแม่ของพวกเราในสภาพเดิม ที่แค่เดินไม่ได้ แต่ไม่ใช่กระดูกแตกรายวัน กระดูกแตกหมดทั้ง 2 ข้าง และก่อนจบการสนทนา รตจิตรถามผู้ตรวจการคนนี้ว่า
รตจิตร : สรุปเรื่องของแม่ คุณจะทำอย่างไร? รตจิตรอยากรู้ว่าใคร เป็นคนทำให้แม่เป็นแบบนี้ ใครทำกระดูกขาของแม่แตกทุกวัน มันต้องมีคนรับผิดชอบ ทำไมถึงลอยนวล
ผู้ตรวจการ : เอาอย่างนี้นะ เดี๋ยวทางโรงพยาบาลจะลดค่ารักษาขาให้แม่ของคุณ
ตอนที่ผู้ตรวจการเรียกรตจิตรเข้าไปคุยในห้อง 2 ต่อ 2 ผู้ตรวจการพูดเลยว่ายอมรับในการกระทำ ที่ทำกับแม่ไป แต่วันหลัง ๆ ที่พูดต่อหน้าคนอื่น กับปัดตลอด พูดแต่คำว่า เอาน่า เอาน่า เดี๋ยวช่วยกันดู

จดหมายฉบับที่ 2 ลว. 4 กุมภาพันธ์ 2013
เรื่อง ขอความเป็นธรรมจากเรื่องกระดูกของแม่รตจิตรแตกร้าวที่ห้อง ICU
รตจิตรเขียนส่งประธานของโรงพยาบาลอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่วันแรกที่พวกข้าโรงพยาบาลนั้น น้องชายของรตจิตรได้เขียน memo ให้นางพยาบาลด้วยว่าต้องระวังอะไร แต่ไม่มีใครใส่ใจ บางคนแอบหัวเราะเสียด้วย จนเหตุการณ์เลวร้ายนี้เกิดขึ้นกับแม่เพราะความชะล่าใจ หรือความประมาทในหน้าที่ หรือไม่คิดว่าคนอื่นก็คือ “มนุษย์”

รตจิตรทราบจากผู้ช่วยหัวหน้าพยาบาลว่า เช้าพุธที่ 30 มกราคม หมอที่เป็นหมอหลักมาตรวจแม่ ก็ยังไม่มีอะไรผิดปกติที่ขา แต่เวลาประมาณ 13-14 น. บ่ายวันเดี่ยวกัน หลังจาก Ultrasound และ X-ray มีเลือดออกที่ขาซ้ายของแม่ หมอจึงแนะนำหมอด้านกระดูกแตกร้าวมาตรวจแม่ และเข้าเฝือกขาซ้าย

ก่อนวันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ มีการเจาะเลือดและ X-ray เกือบทุกวัน ทั้ง ๆ ที่กระดูกขาทั้ง 2 ข้างแตกร้าวหมด ไม่มีลูกคนไหนอดทนเห็นแม่เจ็บ เห็นแม่เสียเลือด เห็นแม่ร้องไห้ หรือเห็นแม่มองพวกเราเหมือนว่าทำไมพาแม่เข้ามาทรมานที่นี่ ที่ที่แม่ไว้ใจเป็นลูกค้ามาเกือบ 30 ปี ไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปได้ ทั้ง ๆ ที่ถ้าทำได้ รตจิตรอยากให้แม่กลับไปเหมือนวันที่ก่อนพวกเราจะตัดสินใจกันเองเอาแม่เข้ามาโรงพยาบาลนรกแห่งนี้ ในช่วงที่แม่หลับ

เวลาล่วงเลยไป แต่เรื่องการติดตามว่าใครทำแม่ ใครทำกับแม่เช่นนี้ ไม่มีใครตอบ รตจิตรเองอยากได้ความจริง อยากให้ชดใช้สุขภาพของแม่คืนกลับให้พวกเรา แต่เรื่องก็เงียบ กระดูกแตกร้าวที่ทำให้เสียเลือด Plasma ต่ำ ยิ่งต้องให้เลือดเพิ่ม จนหมอต้องสั่งให้เลือดแม่ถึง 5 ถุง ความเครียดประดังเข้ามา ความเจ็บปวดซ้ำเติมแม่เพราะคนที่โรงพยาบาลเป็นคนทำแม่ ทุกครั้งที่เข้าเฝือก (แบบฝาเดียว) ทุกครั้งที่ต้องเปลี่ยนเฝือก หรือขยับแม่ แม่ต้องเสียน้ำตา พวกลูก ๆ รู้สึกผิดมาก ที่เอาแม่เข้ามาเจ็บ เข้ามาทรมาน เอาแม่เข้ามาให้เครียดในหลาย ๆ เรื่องที่ตามมาจากคนของ โรงพยาบาล ทำแม่กระดูกแตกร้าว การเสียเลือด ความเครียดจนเหนื่อย จนโอกาสที่จะลดเครื่องช่วยหายใจยิ่งถดถอยน้อยลง

การเจาะเลือด และ X-ray แม่ ทำมาตลอด และการให้ยาแรง ๆ ให้ฟอสโฟมัยซิน สเตียรอยด์ ยาแก้เสบอย่างแรงที่ทำให้เห็นภาพหลอน ผวา แม่ไม่ยอมนอน 2 วัน ศุกร์ที่ 8 และวันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ ลูกทุกคนเริ่มโกหกแม่ ทั้ง ๆ ที่ลูกไม่ควรพูดปดกับแม่ แม่ผู้เปรียบเหมือนอริยสงฆ์ของพวกเรา ว่า ให้ทนนะ ใกล้วันที่จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว รตจิตรจะท่องบทสวดเจ้าแม่กวนอิมไปพร้อม ๆ กับเปิดเทปให้แม่ฟัง ยิ่งท่องยิ่งไม่รู้เรื่อง เพราะรตจิตรเอาแต่ร้องไห้ และคอยกลั้นน้ำตา แต่กลั้นไม่ไหว ทุกครั้งที่แม่ได้ฟัง แม่จะสงบและหลับลงได้บ้าง หมอต้องให้ยานอนหลับแม่ จนแม่หลับตลอด 2 วัน

เช้าวันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ รตจิตรรู้ว่าการเจาะเลือดแม่ในวันนั้น ยากมาก เพราะเส้นเลือดของแม่ทุกส่วนที่สามารถเจาะได้ แตกหมดแล้ว รตจิตรขอร้องหมอว่าให้แม่พักก่อนสัก 2 วันได้มั้ย คือพวกเราไม่สนใจเรื่องที่ต้องวัดค่าต่าง ๆ ให้ได้ตามมาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็น โปรตีน เกลือแร่ calcium plasma ฯลฯ แม่เจ็บทรมานมามากแล้ว ซึ่งหมอที่ตรวจเรื่องปอดติดเชื้อก็บอกว่า ได้ คือให้หยุดเจาะเลือด 2 วัน ดังนั้นจะเจาะเลือดตรวจดูอีกครั้งวันที่ 13 กุมภาพันธ์ แต่หมอก็โกหก โกหกกันหมดทุกคน

บทนำ บันทึกรักถึง “แม่”
วันที่ตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต
วันที่แม่เข้าห้อง ICU ของโรงพยาบาล
ใครทำกระดูกขาของแม่แตก
การกระทำที่ไร้มนุษยธรรมของหมอ
หลังจากแม่จากไป

สงวนลิขสิทธิ์โดย © รตจิตร
~~~~

Leave a comment

Filed under Uncategorized