ผลกระทบของการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม – VAT


© 2010 Ratajit
บทความมีลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอกไปใช้ในเว็ปไซด์อื่น

20 พ.ย. ที่ผ่านมา…หนังสือพิมพ์หลายฉบับได้พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งว่าสรรพากรอาจให้มีการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจากปัจจุบันอยู่ที่ 7% เป็น 8% และอาจมีการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 18-25% หรือลดอัตราภาษีบุคคลธรรมดาซึ่งอัตราสูงสุดอยู่ที่ 37% มาเป็น xx% เป็นต้น

รตจิตรอ่านแล้วรู้สึกอึดอัดเลยต้องมา post ข้อคิดเห็นวันนี้ เพราะไม่คิดว่าความคิดเรื่องเพิ่ม VAT มาจากใคร จากฝ่ายใด และคิดได้อย่างไรในภาวะหรือสถานการณ์เช่นนี้ ลองมาดูประเด็นตามกันเป็นข้อ ๆ จากผลกระทบของการขึ้น VAT ทั้งนี้มาจากความเห็นส่วนตัวของปุถุชนคนไทยคนหนึ่ง

1. แน่นอน! ผู้ซื้อเป็นผู้แบกภาระ VAT ที่เพิ่มขึ้น

การที่ VAT เพิ่มขึ้น 1% ก็หมายถึงราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 0.94% เช่น

ถ้าราคาสินค้าอยู่ที่ 107 บาท ก็จะกลายเป็น 108 บาท
ถ้าราคาสินค้าอยู่ที่ 10,700 บาท ก็จะกลายเป็น 10,800 บาท

แม้ว่าจะมีการพยายามอธิบายว่าผู้ขายต้องเป็นผู้ยื่นภาษีมูลค่าขาย แต่ในเมื่อผู้ขายเป็นผู้กำหนดราคาขายเอง ผู้ขายก็ต้องคิดราคาขายบวกกับภาระที่ต้องส่งภาษีมูลค่าขายให้แก่กรมสรรพากรเข้าไปเรียบร้อยแล้ว เป็นใคร? ใครก็ทำ!

2. การปรับราคาสินค้าที่ไม่เป็นไปตามความจริง

แม้การปรับ VAT ตามข้อ 1 จะทำให้ต้นทุนสินค้าที่ผู้บริโภค – end user or end consumer ต้องซื้อสูงขึ้นประมาณ 0.94% แต่การปรับราคาสินค้าจริง ๆ คงไม่มีการคิดเป็นเศษสตางค์ ดังนั้นราคาที่พวกเราต้องซื้อก็ต้องมากกว่า VAT ที่ปรับขึ้นจริง….แน่นอน

3. ภาวะข้าวยากหมากแพง

ภาวะภัยธรรมชาติจากน้ำท่วมทั่วประเทศ ได้กระหน่ำซ้ำเติมให้สินค้าราคาพุ่งประฉูดอยู่แล้ว และทำไมจึงต้องมาขึ้น VAT ในช่วงนี้เล่า?

รตจิตรเคยคิดรอราคาน้ำตาลที่จะลดลงหลังจากที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากตลาดขาดในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ความหวังแทบไม่มี นอกจากจะไม่ปรับราคาลงแม้ว่าเป็นช่วงฤดูน้ำตาล มิหนำซ้ำยังจะดันราคาขึ้นอีก ทุกวันนี้หาซื้อน้ำตาลบรรจุถุง 1 กิโลกรัมก็ยากแสนเข็น จะเห็นตาม shelf ของห้างสรรพสินค้าก็เพี่ยง ½ กิโลกรัม ในราคาสูงมาก ๆ รตจิตรยอมรับว่าคนไทยจำเป็นต้องใช้น้ำตาลเป็นส่วนผสมของอาหาร/ขนมและเครื่องดื่มเกือบทุกประเภท ถ้าราคาวัตถุดิบสูงลิ่วเยี่ยงนี้ อาหารหรือขนมของโปรดของรตจิตรจะเป็นยังไง เฮ่อ!

4. การปรับราคาสินค้าไปล่วงหน้า

พอมีข่าวออกมาว่าจะปรับ VAT สินค้าก็มีการปรับราคาไปก่อนแล้ว แม้ว่าคุณสาฑิต รังคสิริ จะออกมาบอกว่าอย่าเพิ่งตกใจ….. และแน่นอนหาก VAT ยังคงไว้ที่ 7% คงยากที่พวกเราจะเห็นราคาลดลงเช่นเดิมได้

5. การช่วยเหลือกลุ่มผิด

ถ้ารัฐบาลคิดว่าจะเพิ่ม VAT แต่มาลดภาษีนิติบุคคล หรือภาษีบุคคลธรรมดา รตจิตรขอถามรัฐว่ากำลังช่วยผู้ประกอบการบางบริษัทที่รวยอยู่แล้ว และหรือช่วยบุคคลที่ร่ำรวยใช่หรือไม่ เช่น

– ถ้ามีการลดอัตราภาษีบุคคลธรรมดาจากอัตราสูงสุด 37% ให้คงเหลือ 30% แทนที่จะขยายฐานภาษีช่วงต้นให้กว้างขึ้นเพื่อช่วยภาระภาษีสำหรับผู้ที่มีรายได้รวมไม่สูงมาก เป็นต้น
– ถ้ามีการลดอัตราภาษีนิติบุคคลจริง รัฐบาลก็ควรทำในลักษณะภาษีบุคคลธรรมดาคือคิดในอัตราก้าวหน้า Progressive Rate จะทำให้บริษัทที่มีผลการดำเนินการไม่ค่อยดี หรือกำไรน้อยไม่ต้องมีภาระภาษีมาก

© 2010 Ratajit
บทความมีลิขสิทธิ์ ห้ามคัดลอกไปใช้ในเว็ปไซด์อื่น

Advertisements

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Leave a Reply ถาม หรือ แสดงความคิดเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s