วัดญาณเวศกวัน ศีล 4 The Buddhist 4 precepts


สรุปโดย ©รตจิตร
Concluded by Ratajit | October 16, 2015

**งานเขียนนี้ของรตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน และหากรตจิตร เขียนสรุปผิดพลาดในความหมายโดยไม่ได้มีเจตนา ก็ขอโทษ ณ โอกาสนี้

ศีล_สมาธิ_ปัญญา

ผู้บรรยายธรรม : พระครูธรรมธร ครรชิต คุณวโร
วันและสถานที่ : วันที่ 19 พฤษภาคม 2555 ณ ใต้โบสถ์ วัดญาณเวศกวัน นครปฐม

หลังจากที่เขียน ศีล 5 และ ศีล 8 จบ รตจิตรหวังไว้ว่า น่าจะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่มีโอกาสอ่าน อย่างน้อยก็เพื่อเตือนสติ ให้เราชาวพุทธ เป็นผู้มีศีลอยู่ในตัว เพื่อเตือนใจให้ทำความดี เพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน คราวนี้ ลองมาดูเรื่องศีล 4 กัน บางคนอาจไม่เคยได้ยินเสียด้วย และบางคนก็คิดว่า จำนวนศีลน้อย น่าจะปฏิบัติได้ง่าย แต่แท้จริงแล้ว การรักษาศีล 4 นี้ยากมาก อาจทำกันไม่ได้ แม้ผู้ที่รักษาศีล 5 อยู่เป็นนิตย์ก็ตาม ก็อาจจะไม่สามารถปฏิบัติศีล 4 ได้ครบถ้วน ศีล 4 นี้ ค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมทุกเรื่อง ความเห็นส่วนตัวของรตจิตรเองนะ ยากที่ใครจะถือศีล 4 ได้ในทางโลกปัจจุบัน
ศีล 4 แบ่งเป็น (1) เจตนาศีล (2) เจตสิกศีล (3) สังวรศีล และ (4) อวีติกมศีล

เนื้อหาศีล 4 ที่ พอจ. ครรชิต สอนธรรมะวันนั้น ค่อนข้างละเอียด และมีเนื้อหาค่อนข้างมาก แต่เพื่อให้รวบรัด รตจิตรจึงเขียนสรุปอย่างย่อ โดยดึงประเด็นเฉพาะที่เพื่อน ๆ น่าจะอ่านแล้วเข้าใจง่าย แต่ยังคงประโยชน์ไว้ เพื่อให้เพื่อน ๆ ในฐานะฆราวาสชาวพุทธนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

1. เจตนาศีล
หมายถึง เจตนาที่งดงาม ของผู้ที่กำลังละเว้นบาปทั้งปวง หรือกำลังเจริญกุศลกรรมบถ 7 ประการอยู่ ได้แก่ เมตตากรุณา สัมมาอาชีวะ เป็นต้น ฟังความหมายแล้ว เพื่อน ๆ คงรู้สึกขึ้นมานิด ๆ ว่ายาก เพราะแค่เราคิดอกุศล เราไม่ได้พูดออกมา ไม่ได้แสดงออกมา ก็เป็นศีลไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว คิดทีไร จิตใจก็เศร้าหมองได้
เพื่อน ๆ มาดู ศีล 5 ทุกข้อพร้อม ๆ กัน ถ้ารตจิตรตั้งเจตนาให้ดีงาม มีเมตตากรุณา ก็ทำให้ไม่คิดฆ่าใคร ไม่อยากทำร้ายใคร หรือทำร้ายได้ยากลำบาก
หรือถ้ารตจิตร ตั้งจิตเสมอว่า จะให้คนอื่น อยากจะให้เสมอ ก็ทำให้ยากที่จะคิดขโมยของคนอื่น
ถ้ารตจิตรไม่คิดเรื่องเพศสัมพันธ์ หรือถ้าเรามองใคร คิดกับใครเป็นญาติมิตรที่สนิท ๆ ก็ยากที่จะคิดเรื่องกามกับเขา
และหาก รตจิตร มีเจตนาจะก่อให้เกิดประโยชน์กับใครแล้ว ก็ยากที่เราจะพูดไม่ดีกับคนนั้น หรือพูดเท็จ พูดส่อเสียดเขา เป็นต้น

2. เจตสิกศีล
พอจ. ครรชิต ให้ความหมายว่า หมายถึง ภาวะปรุงแต่งจิตที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งได้แก่เจตสิก 2 แบบคือ
– เวรติกเจตสิก คือสภาพปรุงแต่งจิตที่ไม่คิดทำร้ายผู้อื่น ไม่คิดล่วงละเมิด หรือไม่คิดที่จะพูดไม่ดีกับผู้อื่น
– สัมมาอาชีวะเจตสิก ถ้ารตจิตรตั้งมั่นในความดีงาม และมีแต่คิดเกื้อกูลผู้อื่น ไม่เพียงแต่รตจิตรจะไม่เบียดเบียนผู้นั้น แต่ยังจะช่วย สนับสนุน ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้นั้นเสียด้วย

3. สังวรศีล
พอจ. ได้ให้ความหมายคำว่า “สังวร” หมายถึง “ระมัดระวัง” ซึ่งก็หมายถึง พฤติกรรม หรือศีลในการระมัดระวัง สังวรศีล ได้แก่ (1) ปาติโมกขสังวรศีล (2) สติสังวรศีล (3) สังวรศีล และ (4) อวีติกมศีล

3.1) ปาติโมกขสังวรศีล
คือความสำรวมในการอยู่ร่วมกัน ในข้อตกลงที่อยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบ ข้อกฎหมาย หรือแม้แต่ระดับประเทศชาติคือ รัฐธรรมนูญ มีความตั้งใจที่จะถือศีล 5 ซึ่งก็เป็นข้อตกลงร่วมกันของชาวพุทธ เจตนาที่จะละอบายมุข ทั้ง 6 อย่าง
อบายมุข 6 หมายถึง ประตูแห่งความเสื่อม 6 ประการ ได้แก่

(1). สุรา และสิ่งเสพติดทั้งสิ้น
(2). เที่ยวกลางคืน
(3). ดูการละเล่น หรือ อยู่กับสิ่งบันเทิงทั้งหลาย
(4). การพนัน นอกจากจะทำให้คนแพ้ผูกใจเจ็บ อาฆาตพยาบาท ยังทำให้คนที่ชนะก่อเวรก่อกรรม
(5). ความเกียจคร้าน
(6). คบคนชั่ว ซึ่งจะนำพาไปในทางชั่ว เสื่อมเสียได้

3.2) สติสังวรศีล
ความสำรวมระมัดระวังในการมีสติ ระลึกอยู่เสมอว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้น ดีหรือไม่ดี เลือกที่จะรับรู้ รับเฉพาะที่เป็นประโยชน์ และรับมาเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ด้วย บางครั้งเรียกว่าอินทรีย์สังวร คือการสำรวมระมัดระวังในทางอินทรีย์ทั้ง 5 ในการรับรู้ คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
สติสังวรศีล นี้สำคัญมากในการเจริยสติ การเจริญกรรมฐาน ต้องมีสติสังวร เพื่อใช้ในการกำหนด ในการระลึกตามภาวะความเป็นจริง

3.3) ขันติสังวรศีล
การสำรวมอดทนในสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบ ได้แก่
– อาการร้อนมาก หนาวมาก
– อดทนต่อการตรากตรำ ต้องใช้ความเพียรพยามยาม
– หรือแม้แต่อดทนต่อสิ่งที่มากระทบต่อจิตใจ

3.4) วิริยสังวรศีล
เป็นความสำรวมในการเพียรพยายาม ให้จิตตั้งมั่น และป้องกันสิ่งไม่ดีเข้าหา หรือรักษาสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้น เช่น
– ความสำรวมในการเพียรพยายาม
– ความสำรวมในการเอาจิตเข้าสู้ ไม่ท้อถอย
– ความสำรวมในการปลุกจิตให้มุ่งมั่น ไม่เกียจคร้าน เช่นไม่ง่วง สามารถสยบโมหะได้
– ความสำรวมในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายเข้ามาหา
– ความสำรวมในการรักษาสิ่งดี ๆ ที่เกิดอยู่ไว้

3.5) ญาณสังวร
พอจ. ครรชิต เกริ่นว่าเป็นชื่อของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นั่นเอง เป็นการสำรวมในการพิจารณาภาวะต่าง ๆ เป็นขั้นของการพัฒนาปัญญา คือ
– ควรทำอะไร อย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์เกื้อกูล
– คิดพิจารณาก่อนการใช้ปัจจัยสิ่งของต่าง ๆ จึงอาจเรียกอีกชื่อว่า ปัจจัยสานิกศีล
– ระดับการคิดที่สูงขึ้นคือ คิดพิจารณาธรรมต่าง ๆ ในภาวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะนั่งสมาธิ หรือจนถึงขั้นวิปัสสนา

ใส่บาตร

4. อวีติกะมะศีล
การสำรวมในสิ่งที่เราจะรักษา เช่น ถ้าเราตั้งสมาทานไว้ว่าจะรักษาศีล 5 พอตั้งใจจะทำตามที่สมาทานไว้ และทำได้นั่นเอง
รตจิตรคิดว่า ก่อนจะเขียนเรื่อง ศีล 4 จบ เพื่อน ๆ ลองมาทบทวน ศีลขั้นพื้นฐาน หรือศีล 5 กันหน่อยนะ เดี๋ยวลืมกันหมด

(1) ปาณาติปาตา ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
(2) อทินนาทานา ห้ามลักทรัพย์
(3) กาเมสุ มิจฉาจารา ห้ามประพฤติผิดในกาม
(4) มุสาวาทา ห้ามพูดปด หรือพูดไปแล้วเขาเสียหาย/เสียประโยชน์ หรือพูดจาสอดเสียด หรือพูดคำหยาบ
(5) สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา ห้ามดื่มสุราและเมรัย และสิ่งเสพต่าง ๆ เพราะ
– คำว่าสุรา หมายถึงเหล้า
– คำว่าเมรัย หมายถึง ของหมัก
– คำว่ามัชช หมายถึง ของเสพติด

Advertisements

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Leave a Reply ถาม หรือ แสดงความคิดเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s