พื้นผิว (Texture) ใน หลักการออกแบบประติมากรรม


พื้นผิวของงานจิตรกรรมที่อยู่ในรูปแบบ 2 มิติ มีความหลากหลายน้อยกว่าพื้นผิวในงานประติมากรรม งานสถาปัตยกรรม และงานตกแต่งภายใน กล่าวคือ งานศิลปะที่อยู่ในรูปแบบ 3 มิติ สามารถสร้างความลึกให้กับพื้นผิวได้มากกว่า ตั้งแต่งานจำพวกนูนต่ำ นูนสูง และพื้นผิวที่เจาะทะลุไปอีกด้านหนึ่ง ของระนาบ (Plane)

บทความนี้ถือเป็นลิขสิทธิ์ของอาจารย์พราว อรุณรังสีเวช หรือใช้ชื่อในเว็บไซต์ว่า สว อิเฎล ไม่อนุญาตให้นำไปเผยแพร่ที่อื่น ยกเว้นอ้างอิงเพื่อการศึกษาในรูปแบบสื่อสิ่งพิมพ์เท่านั้น ห้ามนำไปเผยแพร่ในเว็บไซต์อื่นๆ (ยกเว้น sw-eden.net) การอ้างอิงเพื่อการศึกษาใช้รูปแบบดังต่อไปนี้

พราว อรุณรังสีเวช. (2016). หลักการออกแบบประติมากรรม (Elements and Principles of Sculpture Design), เอกสารประกอบการสอนวิชา ศิลปะเพื่องานนิเทศศาสตร์, url: (หลักการออกแบบประติมากรรม)

พื้นผิวในงานประติมากรรม จะมีผลกับ Value หรือน้ำหนักของสีของวัตถุ ในกรณีที่วัตถุมีผิวเรียบ เมื่อส่องไฟไปโดนบริเวรดังกล่าว จะทำให้พื้นผิวของวัตถุบริเวรนั้นสว่าง เพราะสามารถรับแสงได้ทั้งระนาบ แต่ในทางกลับกัน หากอาจารย์พราวปั้นวัตถุมีผิวขรุขระ แสงจะตกกระทบได้เฉพาะส่วนที่อยู่นอกสุด และยิ่งไปกว่านั้น ความขรุขระของผิววัตถุยังสามารถบดบังแสงไม่ให้ส่องโดนพื้นผิวบริเวรใกล้เคียง

ความขรุขระของผิววัตถุยังสามารถบดบังแสงไม่ให้ส่องโดนพื้นผิวบริเวรใกล้เคียง

หากพูดถึงพื้นผิว นักศึกษาอาจคิดถึงผิวของวัตถุ ที่ไม่น่าจะหนาเกินครึ่งฟุต แต่อาจารย์พราว อรุณรังสีเวช ไม่ได้มองพื้นผิวว่าเป็นได้แค่นั้น หากวัตถุมีขนาดใหญ่มาก อย่างอาคารสูง พื้นผิวสามารถหมายถึงพื้นผิวรอบนอกอาคารทั้งหมด (Facade) ที่เมื่อมองมาจากที่ไกล ๆ สามารถเห็นเป็นลาดลาย การออกแบบ Facade ที่ดี จะไม่ใช่แค่การผักชีโรยหน้า เพื่อปิดบังความน่าเบื่อของหน้าต่างธรรมดาๆ แต่การออกแบบ Facade ควรมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอาคาร มีความเชื่อมโยงกับอาคาร ตลอดจนมีประโยชน์ทางด้านการใช้งานของอาคาร เช่น มีวางแผนการหมุนเวียนของอากาศในอาคาร มีการวางแผนว่าแดดสามารถส่องเข้าไปมากน้อยเท่าใด เป็นต้น

เนื่องจากงานประติมากรรม และงานที่อยู่ในรูปแบบ 3 มิติอื่น ๆ มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากกว่างานภาพเขียน 2 มิติ ทั่วไป ทำให้การออกแบบพื้นผิวของสิ่งเหล่านี้มีผลกับสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น หาก สว อิเฎล อยู่ในอาคารที่มีผนังเป็นรูพรุน เมื่อแดดส่องมายังอาคาร จะทำให้เงาด้านในตัวอาคาร เป็นลายจุดๆ เช่นกัน พื้นผิวที่มีความใส เช่น กระจก หรือ โปร่งแสง อย่างกระจกฝ้า อิฐบล็อกแก้ว ก็สามารถทำให้รูปแบบแสงเงาในตัวอาคารมีความแตกต่างกันออกไป

พื้นผิวภายนอกตัวอาคารก็เช่นกัน (Facade) สถาปนิกมักต้องการความกลมกลืน ของอาคารของตน กับอาคารเพื่อบ้าน เช่น ระดับความสูงของอาคารของตน กับอาคารเพื่อนบ้าน การแก้ปัญหาเรื่องความกลมกลืนทางด้านพื้นผิว วิธีหนึ่งคือ การใช้กระจกเป็นพื้นผิวอาคาร เพราะ กระจกสามารถสะท้อน ทำให้พื้นผิวของอาคารข้างเคียง มาปรากฎอยู่บนพื้นผิวของอาคารที่ออกแบบ

ภาพด้านล่างเป็นภาพของอาจารย์พราว อรุณรังสีเวช กับ New Museum ที่นครนิวยอร์ก จะสังเกตุได้ว่า ความสูงของก้อนที่ 3 ของ New Museum ใกล้เคียงกับตึกที่อยู่ข้างๆ และความสูงของก้อนที่ 2 กับก้อนที่ 1 สูงพอดีกับขอบหน้าต่างของอาคารข้างๆ เช่นกัน การออกแบบลักษณะนี้สร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน รักษาภาษา (Language) ทางด้านการออกแบบได้เป็นอย่างดี

New Museum New York City Hell Yeah 235 Bowery, New York, NY 10002, USA China Town

ส่วนล่างสุดภาพนี้ เป็นภาพของอาคาร IAC Building ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง Frank Gehry ผิวด้านนอกของอาคาร สะท้อนกับสิ่งแวดล้อมโดยรอบ เป็นการสร้างความกลมกลืน แม้ว่ารูปร่างรูปทรงของอาคารจะมีความแตกต่างกับเพื่อนบ้านมาก

IAC Building

องค์ประกอบศิลป์ ของงานประติมากรรม
☀ (0) องค์ประกอบศิลป์ ของงานประติมากรรม
☀ (1) สี (Color) และ เงา (Shade and Shadow)
☀ (2) พื้นผิว (Texture)
☀ (3) ความสมดุลย์ (Balance)
☀ (4) สัดส่วน และ สัดส่วนที่ปรับเปลี่ยนได้ (Scale, Proportion and Altered Proportion)
☀ (5) มวล และ พื้นที่ (Mass and Space)

Advertisements

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Leave a Reply ถาม หรือ แสดงความคิดเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s