Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 3

บันทึกคาบที่ 3
“เรื่องราวเข้มข้นขึ้น และความเหนื่อยใจหมดสภาพกำลังย่างเข้ามา”

จากที่ในคาบแรก การขยับเวลาเรียนได้เกิดขึ้น ในคาบเรียนที่ 3 ทุกคนในชั้นเรียนมาสาย พวกเขาเริ่มทราบว่า Kitty Pryde ไม่พูดมากเกี่ยวกับความไร้ซึ่งความรับผิดชอบของพวกเขา พวกเขาไม่ทราบว่ามันจะก่อให้เกิดความเสียหายตามมาในภายหลัง Kitty Pryde กล่าวถึง Mr. Marvel ซึ่งเป็นนักศึกษารุ่นแรก ๆ ที่ Kitty Pryde ได้สอน ก่อนที่จะมาสอนที่ Xavier Institute ซึ่ง Mr. Marvel เคยเรียนกับ Kitty Pryde ประมาณ 4 ภาคเรียน หรือ 6 รายวิชา ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขารู้จักกันดี Mr. Marvel รู้ว่าทุกอย่างที่เขาทำในชั้นเรียนมีการจดบันทึกโดย Kitty Pryde และมันจะปรากฏขึ้นในเกรดของเขาเมื่อจบภาคเรียน หลายๆ คนที่คิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง เพราะอาจารย์บางท่านจะไม่ทำเช่นนี้ เขาจะให้งานเป็น Project ใหญ่ๆ และคิดคะแนนมากๆ จากงานนั้นๆ แต่ Kitty Pryde แตกต่าง เพราะเธอทราบดีกว่าการดองงานเป็นอย่างไร ดังนั้นการให้เก็บคะแนนทีละนิดๆ จะปลอดภัยสำหรับนักศึกษาที่สุด

Megan เดินย่างก้าวเข้ามาในชั้นเรียน พร้อมกับการบ้านที่เธอจะเธอให้ Kitty Pryde ดู งานของ Megan น่าทึ่งมาก มันงดงาม และน่าชื่นชม มันอยู่ในรูปแบบวิดิโอ ที่เธอบันทึกด้วยกล้องวิดิโอชั้นดี เธอถ่ายวิดิโอเกี่ยวกับการแสดงพลังที่ Kitty Pryde สอนเธอในคาบเรียนที่ผ่านมา Kitty Pryde รู้สึกชื่นชมในความก้าวหน้าและการฝึกฝนการใช้พลังของ Megan และในคาบเรียนวันนี้ Kitty Pryde จะสอนการใช้พลังในระดับต่อไป ซึ่งมีพื้นฐานมาจากคาบที่แล้ว

Xavier Institute นิยาย X-Men แฟนฟิคชัน เข้มข้นที่สุดในโลก

เนื่องจากนักศึกษากลายพันธุ์พึ่งเริ่มที่จะฝึกการควบคุมพลังของตนเอง และ Kitty Pryde พึ่งสอนพลังแปลกใหม่ให้กับพวกเขา Kitty Pryde จึงต้องหาอุปกรณ์ช่วย ซึ่งเรียกว่าเครื่อง Amplipower ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ Beast ผลิตขึ้นให้ Professor X ใช้ในสถาบัน Xavier Institute ซึ่งเครื่อง Amplipower นี้สามารถแสดงภาพและเสียงเหมือนจริง ดั่งการขยายพลังของมนุษย์กลายพันธ์ให้มากขึ้นได้ถึงขีดสุด โดยแสดงผลลัพธ์ออกมาในรูปแบบภาพฮาโลแกรม และเสียงระบบ Surrounding หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นการแสดงภาพพลังให้เห็นเท่านั้น มิได้มีการทำลายร้างเกิดขึ้นจริง

Kitty Pryde ให้โทรถามเจ้าหน้าที่ Emma Frost เกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ Emma Frost ได้แนะให้ Kitty Pryde เรียกนักศึกษาให้ช่วยขึ้นไปยกเครื่อง Amplipower จากใต้ถุนขึ้นไปที่ห้องเรียน Kitty Pryde ได้ขอให้ Andrea, Hope Abbott, และ Quentin ไปยกเครื่องนี้ พวกเขานิ่งเงียบอยู่สักพัก แต่เมื่อ Kitty Pryde พูดครั้งที่ 2 พวกเขาก็ลุกและลงไปยกอุปกรณ์จากใต้ถุน

Amplipower นั้นหนักมาก ต้องใช้ผู้หญิง 3 คนยก หรือไม่ก็ผู้ชาย 2 คน ระหว่างที่รอเพื่อนๆ 3 คนลงไปยกอุปกรณ์ Julian เล่าให้ฟังว่า War Bird เป็นผู้หญิงคนเดียวที่สามารถยกมันได้ด้วยมือเปล่า และยกทั้งเครื่องได้ด้วยมือเดียว ต่อมาเมื่อ Andrea, Hope Abbott, และ Quentin ยกเครื่อง Amplipower ขึ้นมาถึงห้องเรียนแล้ว การเรียนการสอนก็เริ่มขึ้น Kitty Pryde ได้ขอให้นักศึกษาทุกคนทดสอบพลังที่ฝึกฝนจากคาบเรียนที่แล้วกับเครื่อง Amplipower เกือบทุกคนที่มาเรียนคาบที่แล้วสามารถทำได้ พวกเขาตื่นเต้นกับพลังอันมหาสารที่เครื่อง Amplipower แสดงให้เขาเห็น Julian ได้เห็นก็ถึงกับเอ่ยปากว่า เขาจะพยายามฝึกฝนให้ถึงที่สุด เพราะเขาอยากนำพลังที่ได้มาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

ณ เวลานั้น Megan พยายามเดินออกจากชั้นเรียน ซึ่ง Victor ได้หันไปดู ทำให้ Kitty Pryde มองตามไปด้วย Megan บอกว่าจะขอกลับก่อนเพราะมีธุระ แต่ Kitty Pryde ยังไม่อนุญาตให้เธอกลับ โดยบอกให้เธอแสดงพลังกับเครื่อง Amplipower ก่อน ซึ่งเธอจะได้คะแนนการทำกิจกรรมในชั้นเรียน หากเธอได้คะแนนในส่วนนี้แล้ว เธอจึงสามารถกลับได้ Megan จำใจต้องทำ และเมื่อนั้นเอง Kitty Pryde ก็พบว่าเธอไม่เคยมีทักษะในการควบคุมพลังของตนเองมาก่อน นั่นแสดงให้เห็นว่า งานที่ Megan นำมาให้ Kitty Pryde ดูในตอนต้นคาบเรียนนั้นไม่เป็นความจริง หากแต่เป็นการตัดต่อวิดิโอ หรือ เธออาจให้มนุษย์กลายพันธุ์คนอื่นช่วยเธอทำการบ้านดังกล่าว Megan ไม่ได้ยอมรับในสิ่งที่ Kitty Pryde กล่าว หากแต่เธอบอกว่า เธอลืมมันไปหมดแล้ว คาบนี้เธอจึงทำไม่ได้

Xavier Institute นิยาย X-Men แฟนฟิคชัน เข้มข้นที่สุดในโลก

หลังเลิกเรียน Kitty Pryde กลับบ้าน เธอรู้สึกเหนื่อยใจกับการกระทำของ Megan และเหนื่อยใจที่ทุกคนมาเรียนสาย เธอมาสอนที่นี่โดยไม่เต็มใจ และมนุษย์กลายพันธุ์เหล่านี้ทำเหมือนกับว่าเธอขอร้องใคร เพื่อจะเข้ามาสอนที่นี่

ในขณะที่ Kitty Pryde เกิดความเหนื่อยใจอยู่นั้น ในช่วงกลางคืน Christine และ Laurie ได้ย่องลงไปที่ใต้ถุงเพื่อไปดูเครื่อง Amplipower เพื่อศึกษาว่าทำไมมันจึงสามารถรู้ได้ว่าพลังขีดสูงสุดของมนุษย์กลายพันธุ์แต่ละคนหน้าตาเป็นอย่างไร และผลประโยชน์ที่พวกเธอได้คือ การทำนายพลังคนอื่นในอนาคต รวมถึงการทำนายข้อสอบของรายวิชาอื่นๆ เกี่ยวกับพลัง

Christine และ Laurie ได้เปิดเครื่องกลดังกล่าว และตรวจดูวงจรต่างๆ พวกเธอต้องการโปรแกรมที่ Dr. Beast ใส่ลงไปในเครื่องนี้ แต่หารู้ไม่ว่า Dr. Beast ได้ตั้งระบบรักษาความปลอดภัยไว้ เมื่อ Christine จับที่แผงวงจร เครื่องกลนี้ได้ล็อคมือของเธอไว้ให้ติดกับตัวเครื่อง เธอตกใจมาก กลัวว่าคืนนี้จะกลับบ้านไม่ได้ และในระหว่างที่ความตกใจเกิดขึ้นนั้น ได้มีกล้องถ่ายภาพยื่นออกมา

“ระบบจะทำการถ่ายภาพของคุณก่อนที่จะปล่อยตัวคุณ” เสียงคอมพิวเตอร์ดังจากเครื่อง Amplipower
“แชะ!” กล้องได้ถ่ายภาพของ Christine ไว้ ซึ่งมี Laurie ยืนอยู่ด้านหลัง

เมื่อเครื่อง Amplipower ปลดล็อกที่มือของเธอ Christine และ Laurie รีบวิ่งหนีออกจากใต้ถุน และกลับบ้าน มุดอยู่ใต้ผ้าห่ม พวกเธอฝันร้ายเกี่ยวกับคาบเรียนหน้า ที่อาจารย์ Kitty Pryde จะนำเครื่องนี้กลับมาให้พวกเธอใช้อีก เนื่องจากเวลานี้ ระบบจำหน้าของพวกเธอได้แล้ว ระบบอาจส่งข้อมูลไปให้ Professor X หรืออาจจะนำพฤติกรรมการขโมยของพวกเธอไปแฉให้ในชั้นเรียนทราบ

เรียงเล่าโดย สว อิเฎล (The Sw eden)

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

Xavier Institute นิยาย X-Men แฟนฟิคชัน เข้มข้นที่สุดในโลก

Xavier Institute นิยาย X-Men แฟนฟิคชัน เข้มข้นที่สุดในโลก

Advertisements

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 2

บันทึกคาบที่ 2
ณ สถาบัน Xavier Institute อาคาร X-Mansion

Kitty Pryde เดินทางมายัง Xavier Institute เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเธอได้เช็คชื่อในเวลา 9.00 น. ซึ่งเป็นเวลาเข้าเรียนใหม่ วันนี้หลายคนมากันพร้อมหน้า เช่น Megan, Quentin, Jessica Vale, Julian, Andrea, Sarah, Hope Abbott และ Sofia แต่ที่ยังมาไม่ถึงมีอยู่ 4 คน ซึ่งในนั้น มี Quill และ Victor ซึ่ง Kitty Pryde ไม่เคยรู้จักมาก่อน ส่วนอีกสอนคนคือ Christine และ Laurie ซึ่งพวกเขาเหล่านี้พลาดคาบเรียนสำคัญ ซึ่ง Kitty Pryde จะสอนการเคลื่อนย้ายวัตถุไปยังสถานที่อื่น หรือมิติเวลาที่แตกต่างออกไปจากปัจจุบัน เพราะ Kitty Pryde เคยมีประสบการณ์เดินทางย้อนเวลาไปเจอ The Flash ในอดีตมาแล้ว

ภาพประกอบการ Google Xavier Institute X-Men Fan fiction

Christine และ Laurie กำลังรถติดอยู่หน้าตลาด ใกล้ทางรถไฟ ซึ่งพวกเธอไม่รู้ว่ามีผู้คิดร้ายดักซุ่มอยู่ในเส้นทางจราจรนั้น Sid นักศึกษาจากสถาบันข้างเคียงได้ย่องเข้ามาใกล้ๆ รถยนต์ที่พวกเธอขับอยู่ Sid ปลอมตัวเป็นเด็กขายพวงมาลัย และเดินมาเคาะกระจกรถของพวกเธอ

“พวงมาลัยราคา 10 บาท” Sid พูด
“อย่ามาแตะรถของชั้น” Christine เปิดกระจกด่า “ไม่เห็นหรือไง ว่ารถฉันมีพวงมาลัยอยู่แล้ว และจำไว้ซะด้วยว่า รถแต่ละคัน จะมีพวงมาลัยแต่อันเดียว”

Sid ได้จังหวะที่ Christine เปิดกระจก พุ่งมือของเขาเข้าไปจับตัว Christine และพยายามลาก Christine ออกจากรถ Laurie รีบเปิดประตูรถอีกด้านและวิ่งเข้ามาเอากระเป๋าฟาดใส่ Sid ซึ่งเขาหันไปและจับกระเป๋านั้นไว้ เมื่อ Christine เห็นว่า Sid ไม่ได้มุ่งความสนใจมาที่ตน Christine จึงเปิดกระตูรถอย่างแรง กระแทกก้นของ Sid ลงไปนอนหงายกับพื้น ส่วน Laurie ได้รีบคว้ากระเป๋าตนเองคืนและกลับเข้ามานั่งในรถโดยทันที

Christine และ Laurie เดินเข้ามาในชั้นเรียนสายกว่าคนอื่นๆ เธอพวกเธอไม่ได้แคร์ใคร เพราะเธอทราบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของการจราจร และ Sid ชายหนุ่มที่พวกเธอไม่รู้จัก Hope Abbott หันไปมองพวกเธอ ซึ่งเสื้อผ้ามีร่องรอยการต่อสู้ Hope Abbott หวังว่าคนที่ทำจะไม่ใช่ Sid เพราะในเวลานี้ Sid น่าจะหาร่างของมนุษย์ไปทำพิธีอยู่

เรียบเรียงเรื่องเล่าโดย สว อิเฎล (The Sw Eden)

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

ภาพประกอบการ Google Xavier Institute X-Men Fan fiction

ภาพประกอบการ Google Xavier Institute X-Men Fan fiction

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 1

บันทึกคาบที่ 1
ณ สถาบัน Xavier Institute อาคาร X-Mansion

จากความขี้เกียจที่สะสมมาเป็นเวลานานตลอดการปิดภาคเรียนฤดูร้อน เหล่านักศึกษากลายพันธุ์ที่โรงเรียน Xavier Institute ต่างหลับไหลจนไม่สามารถตื่นขึ้นมาในตอนเช้าของคาบเรียนวันหยุดสุดสัปดาห์ Hope Abbott ได้ยินเสียงนาฬิกาปลุก เธอเป็นคนเดียวที่มีความจำเป็นต้องตื่นขึ้นในวันนี้ เนื่องจากเธอมีนัดกับเพื่อนๆ จากสถาบันข้างเคียง หรือสถาบันที่แชร์รั้วด้านข้างของมหาวิทยาลัย เธอเดินทางมาถึงห้องเรียนก่อนเวลาเรียนประมาณครึ่งชั่วโมง และนั่งพูดคุยกับ Professor X ก่อนที่ Kitty Pryde จะเดินทางมาถึง Kitty Pryde เป็นครูที่อายุน้อยที่สุดของ Xavier Institute และ ณ เวลานั้นเป็นสมาชิกคนล่าสุดของทีม X-Men

“ฝากรับรอง Kitty Pryde ด้วยนะ” Professor X พูดกับ Hope Abbott ก่อนที่จะเดินจากไป เพราะนั่นเป็นวันแรกที่ Kitty Pryde มาสอนที่นี่

Professor X เดินจากไปอย่างไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น Hope Abbott ลองส่องดูที่ประตู และเห็นว่า Professor X เดินลับตาไปแล้ว เธอจึงเอ่ยปากของ Kitty Pryde ว่าเธอมีนัดกับเพื่อนที่อีกสถาบันหนึ่ง และเธอขออนุญาตแค่มาเช็คชื่อ ส่วนงานในคาบนั้นจะไปตามงานเอาวันหลัง Kitty Pryde ยังไม่รู้วัฒนธรรมประเพณีของ Xavier Institute เพราะเธอคิดว่า เธอควรจะตามใจนักศึกษาถ้าเป็นไปได้ และเธอก็ตามใจ อนุญาตให้ Hope Abbott ไปธุระตามที่กล่าวอ้าง

Kitty Pryde นั่งรอนักศึกษาคนอื่นๆ ประมาณ 1 ชั่วโมง กว่าพวกเขาจะเดินมาถึงห้อง และเมื่อพวกเขาทุกคนมาถึงห้อง Kitty Pryde ก็ถามพวกเขาถึงสาเหตุที่ว่าทุกคนมาสาย 1 ชั่วโมง โดยทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ที่ Xavier Institute แห่งนี้ ตั้งเวลาเรียนเช้าๆ ไว้หลอกๆ เท่านั้น แต่ความเป็นจริง จะเข้าสาย 1 ชั่วโมง และพวกเขาขอให้ Kitty Pryde ยึดเวลาใหม่ คือ 9.00 น. เป็นเวลาเริ่มเรียน และเริ่มเช็คชื่อ

ภาพประกอบการ Google Xavier Institute X-Men Fan fiction

เนื่องจากบันทึกนี้ เป็นบันทึกของ Kitty Pryde เธอจึงขอเสริมว่า จากประสบการณ์ที่เธอเคยรู้จักนักศึกษาหลายหลายสถาบัน นักศึกษาประมาณ ครึ่งห้อง มักจะมาสายกว่าเวลาเริ่มเรียนประมาณ 5-30 นาที แต่สำหรับ Xavier Institute แห่งนี้ ในวันแรกนักศึกษามาสาย 1 ชั่วโมง และพวกเขาขอให้เลื่อนเวลาเข้าเรียน จาก 8.00 เป็น 9.00 นั่นหมายความว่า การขยับให้สายขึ้น 1 ชั่วโมง ควรจะทำให้ทุกคนไม่มาสายอีกต่อไป แต่เธอหารู้ไม่ว่า เมื่อเลื่อนเวลาเข้าเรียนใหม่ นักศึกษาก็จะมาสายจากเวลาใหม่ และสายยิ่งขึ้นไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งเวลาเรียนผ่านไปหลายๆ คาบ พวกเขาจะยิ่งสาย และเหตุผลจะมากขึ้นเรื่อยๆ จนต่างจากที่ Kitty Pryde ได้คาดหวังไว้สูงกับ Xavier Institute เพราะ Kitty Pryde เคยมีเพื่อนจำนวนมากที่เคยเรียนจบจากสถาบันในเครือเดียวกัน ตัวเธอเองก็เช่นกัน ทุกคนมีระเบียบวินัย ซึ่งแตกต่างจากห้องเรียน Xavier Institute ที่น่าประหลาด และมันเป็นประสบการณ์ใหม่ที่เธอจะประสบในภาคเรียนนี้

ภาพประกอบการ Google Xavier Institute X-Men Fan fiction

ส่วน Hope Abbott นั้น เธอได้ขับรถยนต์ไปยังสถาบันข้างเคียง ที่ชื่อว่ามหาวิทยาลัยงูใหญ่ (งูใหญ่ เป็นชื่อสถาบันที่ สว อิเฎล ตั้งขึ้นเอง) Hope Abbott เดินทางไปหานักศึกษาชายคนหนึ่งที่ชื่อ Sid ซึ่งไม่ใช่แฟนหรือสามีของเธอ Sid เป็นมนุษย์ธรรมดา เขาไม่ใช่มนุษย์กลายพันธ์ หากแต่เขาต้องการที่จะมีพลังอำนาจเหนือคนทั่วไป Sid ขอให้ Hope Abbott แสดงพลังของมนุษย์กลายพันธุ์ให้เขาดู และ Sid ซึ่งเป็นนักศึกษาคณะแพทย์นี้ ได้หาเครื่องมือรูปร่างพิศดารจากห้องแล็บของมหาวิทยาลัยงูใหญ่ เพื่อมาตรวจสอบพลังของ Hope Abbott

Hope Abbott ไม่ได้มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เทียบเท่า Sid แต่เรื่องเวทมนต์นั้น เธอมีความรู้อยู่มาก เนื่องจากชอบอ่านหนังสือแปลก ๆ ที่วางขายล่อวัยรุ่นทั่วไปให้ซื้อ เธอจึงพา Sid ไปที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยของเขา ซึ่งโดยปกติแล้ว คนในมหาวิทยาลัยงูใหญ่ จะไม่ชอบอยู่ห้องสมุดกัน ที่นี่ค่อนข้างเงียบ ซึ่งเหมาะมากที่ Sid จะเริ่มเรียนรู้การใช้พลังเวทย์มนต์แบบไทยๆ แทนที่จะไปพยายามหาวิธีทำให้ตนเองกลายเป็นมนุษย์กลายพันธุ์

เรียบเรียงเรื่องเล่าโดย สว อิเฎล (The Sw Eden)

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

ภาพประกอบการ Google Xavier Institute X-Men Fan fiction

ภาพประกอบการ Google Xavier Institute X-Men Fan fiction

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ประโยชน์ของการประชุมวิชาการ ICMSIT ที่ มร. สวนสุนันทา

อาจารย์พราว อรุณรังสีเวช ได้เข้าร่วมนำเสนองานวิจัยใน การประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ icmsit 2017 ( International Conference on Management Science, Innovation, and Technology) ที่คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ซึ่งเป็นต้นสังกัดที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่ จึงมีความประสงค์ที่จะบอกต่อเกี่ยวกับประโยชน์และความประทับใจ

1. ได้รับความรู้จากอาจารย์และนักวิชาการท่านอื่นๆ ที่ทำงานวิจัยในศาสตร์ใกล้เคียงกัน

2. ได้คิดวิเคราะห์ เพื่อนำความรู้ใหม่มาประยุกต์ใช้กับการสอน

3. จากการได้รับฟังข้อเสนอแนะในงานวิจัยของอาจารย์ท่านอื่นๆ ทำให้สามารถมองหาแนวทางการทำวิจัยในอนาคต

4. ได้มีประสบการณ์นำเสนองานวิจัยเป็นภาษาไทย เป็นครั้งที่ 2

5. ได้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับงานวิจัยของตนเอง จากผู้ทรงคุณวุฒิ

6. ได้พูดคุย ถาม ตอบ กับนักวิจัยจากสถาบันอื่น

7. ได้เห็นภาพรวม และหัวข้อวิจัยที่กำลังเป็นที่นิยมในศาสตร์ของตนเอง

8. ได้สนับสนุนงานประชุมวิชาการที่ทางคณะได้จัดขึ้น

9. ได้พัฒนาการเขียนงานวิจัยเป็นภาษาไทย และเป็นครั้งแรกที่ได้ลองทำการวิจัยด้วยวิธีการสังเกตุการณ์

10. ระหว่างกระบวนการ ได้มีการปรึกษาวิทยาการที่คณะวิทยาการจัดการเชิญมา และจากสถาบันวิจัย เป็นการได้รับความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัย และเกิดความรู้สึกดีๆ กับมหาวิทยาลัยมากขึ้น

11. ได้แง่คิด มุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับการทำงานวิจัยในปัจจุบัน ซึ่งนักวิจัยที่มานำเสนองานในวันนั้นมาจากหลากหลายสาขา

12. ได้รับฟังและได้ความรู้ที่ทันสมัยจากการฟังผู้อื่นนำเสนอผลงานวิจัย เพราะทราบกันดีว่า งานเหล่านี้มีความสดใหม่พราะมีการเผยแพร่ทันทีทันใดมากกว่างานวิจัยในวารสารถึงแม้จะเข้มข้นไม่เท่าก็ตาม

13. ได้นำเสนอผลงานวิจัยของตนต่อสาธารณะ และเผยแพร่เพื่อมอบองค์ความรู้ที่ได้ให้แก่สังคม

อยากจะบอกความจริงว่า ที่เขียนไว้ 13 ข้อนี้ อาจารย์พราว อรุณรังสีเวช เขียนขึ้นมาเพื่อทำรายงาน ส่งให้มหาวิทยาลัยหลังจากประชุมวิชาการ ซึ่งอาจารย์ท่านอื่นๆ สามารถนำเป็นข้อคิดและแนวทางการเขียนได้ แต่อยากให้ท่านเรียบเรียงเป็นคำพูดของท่านเองใหม่ เผื่อถ้าองค์กรณ์ของท่านรู้เนาะ

ประโยชน์ของการประชุมวิชาการ ICMSIT ที่ มร. สวนสุนันทา

ประโยชน์ของการประชุมวิชาการ ICMSIT ที่ มร. สวนสุนันทา

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ไปประชุมวิชาการที่ซูริค สวิสเซอร์แลนด์ Zurich, Switzerland

อาจารย์พราว อรุณรังสีเวช ได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปประชุมวิชาการที่เมือง ซูริค ประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ (Zurich, Switzerland) กับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และเกิดความประทับที่ได้ร่วมเดินทางจากคณาจารย์ในมหาวิทยลัยราชภัฏสวนสุนันทา จึงอยากนำประโยชน์ที่ได้รับมาเล่าให้ฟัง ณ ที่นี้

(1) หลังจากที่ได้เผยแพร่บทความวิจัยไปก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง ด้วยเล่มวิจัยงบรายได้ปีงบประมาณ 2559 งานนี้ถือเป็นงานสุดท้าย ที่ทำให้ทุกส่วนของเล่มวิจัยนั้นถูกเผยแพร่อย่างสมบูรณ์ ข้าพเจ้ารู้สึกพอใจ และรู้สึกว่างานสำเร็จสะที

(2) ได้มีประสบการณ์นำเสนองานวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในฐาน Scopus และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าครั้งนีจะได้ตพิมพ์ **หมายเหตุว่า ความจริงแล้วเคยนำเสนองานวิจัยในการประชุมวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในฐาน Scopus มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะตอนนั้นทาง Procedia เลิกรับบทความกระทันหัน เวลานั้นข้าพเจ้ารู้สึกหมดกำลังใจ แต่เมื่อมาเข้าร่วมการประชุมวิชาการในครั้งนี้ ทำให้เกิดความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

(3) ได้รับฟังงานวิจัยจากศาสตร์ต่างๆ มากมาย ทั้งที่คุ้นและไม่คุ้น

(4) ได้เห็นความสามารถของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในสถาบัน และเกิดกำลังใจที่จะอ้างอิงบทความของเพื่อนๆ ในงานวิจัยอื่นๆ ที่จะเขียนขึ้นในอนาคต

งานวิจัยของอาจารย์พราว อรุณรังสีเวชที่นำเสนอในที่ประชุมวิชาการในครั้งนี้ คือ The Effectiveness of Learning Crisis Response Strategies through Movies ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถดูประวัติการทำงานวิจัยของข้าพเจ้าได้ที่นี่

ไปประชุมวิชาการที่ซูริค สวิสเซอร์แลนด์ Zurich, Switzerland

ไปประชุมวิชาการที่ซูริค สวิสเซอร์แลนด์ Zurich, Switzerland

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Movie Review: The Mummy (2017)

The Mummy (2017)
Reviewed by Ratajit (Thailand)

Review The Mummy(2017)

Positive review
มัมมี่ เป็นภาพยนตร์ที่น่าดูมากเรื่องหนึ่ง สามารถเอาอดีตมาผสมผสานกับปัจจุบันได้ลงตัว นักแสดงหลายคนถือว่าเป็นนักแสดงคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น Tom Cruise ที่แสดงเป็น Nick (Morton); Sofia Boutella แสดงเป็น Mummy หรือ Princess Ahmane; Annabelle Wallis แสดงเป็น Jenny (Halsey); Russell Crowe แสดงเป็น Dr. Henry (Jekyll) เป็นต้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ดำเนินเรื่องได้เร็ว ตื่นเต้น ยกเว้นช่วงท้าย

Negativetive review
ตอนท้าย ๆ ของเรื่อง The Mummy (2017) ลดความตื่นเต้นลง อาจเพราะมีสาเหตุมาจากการสู้กันในถ้ำและมีการไล่ติดตามกันโดยการว่ายน้ำทำให้ช้าไปหน่อย ความตื่นเต้นจึงสู้ช่วงกลางเรื่องไม่ได้

Review The Mummy  (2017)

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 8

บันทึกคาบที่ 8
ผู้เขียน: อาจารย์ Shadowcat หรือ Katherine Anne Kitty Pryde
สถานที่: X-Mansion หรือ Xavier’s School for Gifted Youngsters หรือ Xavier Institute

ข้าพเจ้าเดินทางมาถึง X-Mansion ก่อนเวลาสอน 1 ชั่วโมง ตอนนั้น 8 โมงเช้า ที่มหาวิทยาลัยยังไม่ค่อยมีคน ข้าพเจ้าเดินเข้าไปยังอาคารหลักและกราบลงที่อนุสาวรีย์อันสูงศักดิ์และประเสริฐ อนุสาวรีย์นี้เป็นบุคคลที่ทำความดีอย่างยิ่งใหญ่ในอดีต เป็นเสาหลักที่ยึดมั่นของนักศึกษาและประชาชนในเขตเมืองนั้น ข้าพเจ้าเคยเรียนจบมาจากสถาบันในเครือเดียวกับ Xavier Institute ทุกสถาบันในเขตนี้นับถือท่าน ข้าพเจ้าชื่นชมทุกสถาบัน ทั้งสถาบันที่ข้าพเจ้าเรียนจบมา และสถาบันอื่นๆ ในระแวกเดียวกันที่เพื่อนรุ่นเดียวกับข้าพเจ้าเคยเรียน Mutants หรือมนุษย์กลายพันธุ์ทุกคนรู้ว่าสถาบันในเครือนี้คืออันดับ 1 และทุกคนนับถือผู้ที่ถูกสร้างให้ระลึกในอนุสาวรีย์แห่งนี้

ข้าพเจ้าก้มลงกราบ และเล่าเรื่องราวที่ทำให้ข้าพเจ้าผิดหวังให้ท่านฟัง เรื่องราวอันน่าเหนื่อยหน่ายใน Xavier Institute ซึ่งเป็นสถาบันหนึ่งในเครือเดียวกัน ข้าพเจ้าบอกว่า

“ขอโทษที่ทำให้ท่านผิดหวัง ขอโทษที่เป็นอาจารย์ที่ไม่ดี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยใครได้ ไม่สามารถทำให้เขาอยากเรียนอยากรู้หรือตั้งใจทำงานได้ แต่สิ่งหนึ่งคือ สถาบันทั้งหมดในเครือนี้ เป็นสถาบันที่ข้าพเจ้านับถือ เหมือนเคยเป็นบ้านหลังหนึ่งของข้าพเจ้า ก่อนที่จะมาสอนที่ Xavier Institute ข้าพเจ้าวาดฝันว่า Xavier Institute จะเป็นเหมือนกับสถาบันในเครือเดียวกัน แต่มันหาเป็นเช่นนั้นไม่”

เมื่อกล่าวเช่นนี้ทั้งน้ำตา ข้าพเจ้าก็เริ่มเข้าใจว่าตนเองสับสน ข้าพเจ้าทำให้ผู้ที่ข้าพเจ้านับถือผิดหวัง ผิดหวังที่ข้าพเจ้ามันไม่เอาไหน ทำให้คนเป็นคนที่สมบูรณ์ไม่ได้ และนั่นแหละ คือความผิดหวังของข้าพเจ้าเอง ผิดหวังกับสิ่งที่ข้าพเจ้าวาดหวังไว้อย่างสวยงาม ห้องเรียนที่ข้าพเจ้าได้สอนใน Xavier Institute อาจเป็นห้องเรียนที่แปลก ไม่เหมือนใคร ถ้าข้าพเจ้าไม่หวังอะไร ก็จะไม่ผิดหวัง ข้าพเจ้าควรที่จะทำๆ ไป เหมือนอาจารย์พิเศษที่ถูกจ้างมาให้สอนที่นี่เท่านั้นใช่หรือไม่

ภาพประกอบเรื่อง X-Men นิยาย

ก่อนหน้าวันนี้ ข้าพเจ้าแจ้งให้นักศึกษาที่ Xavier Institute ให้ทราบว่า ข้าพเจ้าจะสอนในคาบเช้าเท่านั้น แต่คาบบ่ายข้าพเจ้าติดงานที่มหาวิทยาลัยต้นสังกัด เป็นวันที่นักศึกษาที่ออกไปฝึกงานจะมาส่งเล่มรายงานการฝึกงาน ที่ข้าพเจ้าตั้งกติกาว่าต้องพิมพ์เองทั้งหมด ห้ามลอกจากเว็บไซต์ และข้าพเจ้าได้ตรวจ Turn it in ด้วย

ในคาบเช้าวันนั้น เป็นวันที่นักศึกษาที่ Xavier Institute ห้องที่ข้าพเจ้าสอน จะต้องส่งงานชิ้นที่ 2 ซึ่งเป็นภาพร่างของภาพยนตร์สั้น นักศึกษากลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา และพูดว่า

“อาจารย์ไม่เคยบอกให้พวกเราทำงานนี้เลย พวกเราไม่รู้ว่าต้องส่งวันนี้ ขอให้อาจารย์ช่วยยืดเวลาให้เรา”

แต่ความจริงแล้ว ข้าพเจ้าได้บอกพวกเขาด้วยปากเปล่าแล้ว และยังมีเขียนอยู่ในตารางการสอนหรือ Course Syllabus ด้วยว่างานนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง แต่ข้าพเจ้ารู้ว่า เถียงไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะพวกเขาก็เถียงกลับอย่างแน่นอน ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจที่จะออกคำสังเพื่อเสริมสร้างวินัยให้แก่พวกเขา

“คุณจะไม่พอใจอาจารย์ จะด่าอาจารย์ก็ไม่เป็นไร” ข้าพเจ้าพูดเร็วกว่าปกติเล็กน้อย “แต่ถ้าไม่ส่งภายในเที่ยงคืน อาจารย์จะหักคะแนนความสาย 30% ของคะแนนชิ้นงาน”

งานที่ให้ไป เป็นงานที่ข้าพเจ้าเคยให้นักศึกษาที่สถาบันอื่นทำ พวกเขาสามารถทำเสร็จในคาบเรียน คือ ไม่เกิน 4 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่ไม่ใช่สถาบันที่มีชื่อเสียงของมนุษย์กลายพันธุ์อย่างสถาบันนี้ มนุษย์กลายพันธุ์ที่ข้าพเจ้าเคยสอนมา ฝีมือไม่ค่อยดี สู้มนุษย์กลายพันธุ์ที่ Xavier Institute ไม่ได้ แต่พวกเขาทำงานเสร็จตามเวลา หรือถ้าไม่เสร็จ พวกเขาก็จะส่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่ที่นี่ไม่เป็นเช่นนั้น งานที่ทำได้รวดเร็วชิ้นนี้กลับไม่มีใครส่งมันตรงเวลาเลย

ในคาบบ่าย ข้าพเจ้าเดินทางกลับไปยังสถาบันต้นสังกัดเพื่อรอรับรายงานจากนักศึกษาฝึกงาน ทุกคนมาส่งตรงเวลา และเมื่อนำเข้า Turn it in ไม่พบการคัดลอกข้อมูลจากเว็บไซต์ใดๆ สถาบันต้นสังกัดที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่ ไม่ได้โด่งดัง ไม่ได้มีมนุษย์กลายพันธุ์เก่งๆ อยากมาเรียน แต่นักศึกษาที่ข้าพเจ้าไปรับงานในวันนั้น เขามีสิ่งหนึ่งที่นักศึกษาใน Xavier Institute ไม่มี คือ “ความรับผิดชอบ” และข้าพเจ้าได้รับสิ่งหนึ่งจากพวกเขา ซึ่งไม่เคยได้รับจาก นักศึกษาใน Xavier Institute คือ “ความประทับใจ”

เมื่อถึงเที่ยงคืนวันเดียวกันนั้น ข้าพเจ้าเข้า e-mail เพื่อดูว่ามีนักศึกษาที่ Xavier Institute ส่งงานมาหรือยัง ผลปรากฏว่า ไม่มีใครส่งงานมาเลยแม้แต่คนเดียว ข้าพเจ้าต้องการคำอธิบายที่มีเหตุมีผล ขอให้ตอบคำถามของข้าพเจ้าว่า นี่มันคืออะไร นักศึกษา Xavier Institute สถาบันที่มีชื่อเสียง เทียบไม่ติดกับอีกสถาบันที่ทำรายงานทั้งเล่ม ด้วยการพิมพ์ขึ้นเองและส่งตรงเวลา ในยามนี้ ข้าพเจ้าไม่อยากที่จะคิดอะไรแย่ๆ กับพวกเขาเหล่านั้นที่ทำให้ข้าพเจ้าผิดหวัง แต่ขอคิดอย่างหนึ่งคือ ข้าพเจ้าโชคดีมาก ที่ไม่ต้องเป็นอาจารย์ประจำที่นี่ และไม่ต้องเจอคนเหล่านี้นานไปกว่า 1 ภาคเรียน

ขอหมายเหตุที่ท้ายนี้ งานที่ต้องส่งในวันนี้ มีนักศึกษาคนหนึ่ง ส่งมาประมาณ 3 วันหลังจากนั้น ส่วนคนอื่นๆ ส่งหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ ความทุกข์ใจของอาจารย์คือสิ่งนี้เอง

เรียงเล่าโดย สว อิเฎล

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

ภาพประกอบเรื่อง X-Men นิยาย

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 9

บันทึกคาบที่ 9
ผู้เขียน: อาจารย์ Shadowcat หรือ Katherine Anne Kitty Pryde
สถานที่: X-Mansion หรือ Xavier’s School for Gifted Youngsters หรือ Xavier Institute

ข้าพเจ้าเอง Kitty Pryde หรือ Shadowcat ข้าพเจ้าไม่ได้เดินทางมาที่ Xavier Institute เพียงลำพัง หากแต่สิ่งที่ติดตัวข้าพเจ้ามาจากบ้านคือ “ความหน่ายเหนื่อย” ความหน่ายเหนื่อยเป็นเพื่อนของข้าพเจ้าตั้งแต่คาบที่ 5 ข้าพเจ้าจะเจอกับเขาผู้นี้ทุกครั้งที่เดินทางออกจากบ้าน ความหน่ายเหนื่อยจะอยู่กับข้าพเจ้าจนกระทั่งคาบสุดท้ายที่จะสอนที่ Xavier Institute

ข้าพเจ้าได้นึกถึง Scott Summers ซึ่งเป็นผู้ที่ชักชวนให้ข้าพเจ้ามาสอนที่ Xavier Institute เขาผู้นี้จำได้อย่างเดียวว่า ที่นี่เงินดี ศาสตราจารย์ Xavier จ่ายค่าสอนแพงมากต่อชั่วโมง แต่ข้าพเจ้าค่อนข้างฐานะดีมาแต่กำเนิด ดังนั้นเรื่องเงินจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องคิดมาก การได้เงินมาด้วยความทุกข์ใจและความเหนื่อยหน่ายนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการ แต่ทำไม ข้าพเจ้าจึงมาสอนที่นี่หล่ะ Scott Summers ได้ชวนข้าพเจ้าไปสอน 3 แห่งก่อนหน้านี้ ซึ่งข้าพเจ้าไม่ได้อยากสอน จึงปฏิเสธไปว่าที่ไม่ไปสอนเพราะอยู่ไกลบ้าน ข้าพเจ้าไม่ชอบเดินทางไกลหรือรถติด แต่พอมาถึงที่ Xavier Institute ข้าพเจ้าจะปฏิเสธแบบเดิมก็ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะ Xavier Institute อยู่ใกล้บ้านของข้าพเจ้ามาก กล่าวคือ ข้าพเจ้ามาสอนที่นี่เพราะการรักษาสัจจะ มิใช่เพื่อเงิน เงินที่ได้มาได้นำพาข้าพเจ้ามาพบกับเพื่อใหม่ที่ชื่อว่าความเหนื่อยหน่าย และนี่มันไม่คุ้มกันเลย

คาบที่ 9 ข้าพเจ้าเดินเข้ามาในห้อง พบ Andrea นั่งอยู่ เธอเป็นคนเดียวที่มาถึงห้อง ตอนนั้นเวลา 9 โมงเช้าแล้ว แล้วคนอื่นหล่ะ? พวกเขาอยู่ไหน? ข้าพเจ้าตั้งคำถามในใจ 15 นาทีถัดไป Laurie Collins เดินเข้ามา ข้าพเจ้าบอกทั้งสองว่า ถ้ารออีก 5 นาทีแล้วยังไม่มีใครมา ข้าพเจ้าจะเริ่มสอน Andrea ลุกขึ้นแล้วบอกว่า ขออนุญาตลงไปหาของกิน และนั่นหมายความว่า ข้าพเจ้าไม่ควรที่จะเริ่มสอนถ้า Andrea ยังไม่ขึ้นมา หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง Quentin และ Christine ได้ขึ้นมาถึงห้อง ตอนนั้น สายประมาณเกือบชั่วโมงแล้ว พึ่งมาถึงห้องเรียนกันเพียง 4 คน ข้าพเจ้าผิดหวังมาก ท้อใจ เหนื่อยหน่าย กว่าจะได้เริ่มสอนอย่างจริงจังก็สายไปประมาณชั่วโมงครึ่ง ความรับผิดชอบอยู่ที่ไหน ไม่ใช่เพียงไม่เคารพอาจารย์ แต่นี่คือการไม่เคารพตนเอง การดูหมิ่นศักดิ์ศรีของตนเอง ดูหมิ่นสถาบัน ดูหมิ่น Professor Xavier นักศึกษาเหล่านี้ลืมตระหนักว่าพ่อแม่อุตส่าห์หาเลี้ยง ส่งลูกมาเรียนในสถาบันที่ค่าเทอมแพงมาก และเป็นสถาบันที่โด่งดังที่สุดที่เหล่า Mutants ยอมรับกัน

ภาพฉากประกอบนิยาย ฟิก X-Men

เมื่อนักศึกษามาประมาณ 7 คน ข้าพเจ้าได้เริ่มสอน สอนไปไม่นาน มีนักศึกษา 2 คน พึ่งมาถึง พวกเขาเข้าเรียนสายประมาณ 2 ชั่วโมง ข้าพเจ้าต้องพูดซ้ำ สอนซ้ำ ใช้เสียงกับคอที่เจ็บร้าวของข้าพเจ้าสอน สอน และสอน ส่วนนักศึกษาคนหนึ่ง เข้ามานั่งสักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ไม่ยอมทำตามตอนที่ข้าพเจ้าสอน เขาต้องการให้ข้าพเจ้าสอนเขาเดี่ยว ให้พูดให้เขาฟังคนเดียวแล้วเขาจึงจะทำ ข้าพเจ้าสอนซ้ำให้อีก ข้าพเจ้าถามตนเองว่า นี่คือการดูถูกกันใช่ไหม? คนเหล่านี้ที่ให้ข้าพเจ้าสอนซ้ำ เขาดูถูกข้าพเจ้าใช่ไหม เขาไม่คิดว่าคนคนนี้มีค่า เขาใช้แรงงานข้าพเจ้าเพียงเพราะเขามาสาย 2 ชั่วโมง และเพียงเพราะเขาจงใจไม่ฟังตอนที่ข้าพเจ้าสอนทุกคนพร้อมกัน หรือถามอีกข้อ คือ ข้าพเจ้ามันโง่ ไม่เด็ดขาด ข้าพเจ้าอ่อนแอ และยอมให้คนเหล่านี้เอาเปรียบ ทำไมเขาจึงสร้างความทุกข์ให้เรา โดยที่เขาไม่รู้สึกเดือดร้อนใจอะไรเลย

ในช่วงบ่าย ข้าพเจ้าให้เขาทำงานที่เขาออกแบบเอง (ขอหมายเหตุจุดนี้ว่า ข้าพเจ้าให้เขาทำงานในคาบ และเขากลับใส่ร้ายข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้าไม่เคยให้ทำ) มีนักศึกษาคนนึงพึ่งเดินทางมาถึงในช่วงบ่าย ช่วงเช้าเขาไม่ได้เข้าเรียน เขาขอให้เข้าเจ้าสอนสิ่งที่คนอื่นทำในช่วงเช่นให้เขาฟัง แน่นอน ข้าพเจ้าสอนให้ ข้าพเจ้าทำทุกอย่างขัดกับความรู้สึกของตนเอง ข้าพเจ้ารู้สึกไม่ต้องการถูกเอาเปรียบ แต่ข้าพเจ้าก็สอน มันคือการยอมให้คนอื่นเอาเปรียบ เมื่อสอนเสร็จ มีนักศึกษาอีกคนมา และจะขอให้ข้าพเจ้าสอนซ้ำอีก ข้าพเจ้าบอกให้นักศึกษาคนก่อนหน้านี้ช่วยสอนเขาแทน เพราะเจ็บคอจนไม่ไหวแล้ว เจ็บเหมือนคนเป็นหวัดทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นหวัด แต่เขาก็สอนกันเองได้ครึ่งเดียว ซึ่งข้าพเจ้าก็ต้องมาสอนต่อ

แต่สิ่งหนึ่งที่ชอบในวันนี้คือ การที่คาบหน้าจะเป็นคาบสุดท้ายที่จะต้องมาสอนที่นี่ ข้าพเจ้าเตรียมอำลาความทุกข์และความเหนื่อยหน่าย ข้าพเจ้าคิดว่า ส่งพวกเขาได้เพียงนี้ พวกเขาอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว เขาควรจะรับผิดชอบตนเองให้มากกว่านี้ นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยอื่น ถ้ามาสาย มาไม่ทัน พวกเขาจะศึกษาเอง อ่านเอง ดู Youtube เกี่ยวกับวิธีการทำงาน หรือแย่ที่สุดคือถามเพื่อน ให้เพื่อนสอนให้ แต่ที่ Xavier Institute พวกเขาขอให้ครูสอนซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ นับ 10 รอบ โดยไม่มีความเห็นใจ หรือถ้าพูดแรงกว่านั้นคือ ไม่เกรงใจและไม่สำนึกในความผิดของตน และมักอ้างเสมอว่า ค่าเทอมของ Xavier Institute นั้นแพงมาก แพงกว่าที่อื่น ประสบการณ์นี้ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นถึงอำนาจของเงินที่เขาบูชา

เรียงเล่าโดย สว อิเฎล

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

ภาพฉากประกอบนิยาย ฟิก X-Men

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 10

บันทึกคาบที่ 10
ผู้เขียน: อาจารย์ Shadowcat หรือ Katherine Anne Kitty Pryde
สถานที่: X-Mansion หรือ Xavier’s School for Gifted Youngsters หรือ Xavier Institute
Note: นามสมมติจาก X-Men เขียนคล้ายแฟนฟิคชั่น แต่ผู้เขียนพยายามบอกบางสิ่งที่ไม่ใช่นิยาย

วันนี้ ข้าพเจ้าทำหน้าที่เป็นอาจารย์อีกเช่นเคยคาบนี้เป็นคาบที่ 10 ข้าพเจ้าทำงานนอกเวลาราชการอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนัก แต่อย่างไรก็ตาม คาบนี้เป็นคาบสุดท้ายที่ข้าพเจ้าจะต้องผ่านมันไปให้ได้ ข้าพเจ้ารู้ตนเองดี ว่าตนเองมีความกังวล ความกังวลที่เกิดจากความแปลกใจในวัฒนธรรมที่ไม่เคยประสบมาก่อนจากสถานที่อื่นๆ ที่เคยอยู่มา แต่ความกังวลจะเกิดต่อไป ถ้าเราไม่เผชิญหน้ากับมัน เรารู้ว่าเราพยายามทำให้ดีที่สุด เพราะวิธีสอนนักศึกษา ไม่ได้มีเพียงวิธีการพูด เรามีวิธีอื่นที่จะสอน ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของเรา หรือ การให้เกรด ซึ่งมีงานวิจัยพิสูจน์แล้วว่า เกรดคือ Feedback ที่ทำให้นักศึกษาพัฒนาตนเองได้ดีที่สุด

มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนี้ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของภาคเรียน ความรู้สึกแย่ๆ กำลังจะผ่านไปจนหมดสิ้น ข้าพเจ้านัดนักศึกษามาเรียนตอน 10.00 น. ซึ่งสายกว่าเวลาเรียนปกติ 1 ชั่วโมง เมื่อเข้ามาถึง มีนักศึกษาที่มานั่งอยู่ในห้องจำนวน 6 คน จากจำนวน 12 คน คาบนี้ Quill ต้องนำเสนองานหน้าห้อง แต่เขาก็ยังไม่มา ข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวว่าอะไร ข้าพเจ้าเดินดูผลงานของผู้ที่มาทำงานในห้อง หากว่าอาจเจอการติดขัด จะได้ช่วยแนะนำก่อนที่จะเริ่มการ Review ตอนบ่าย โดยปกติแล้ว จะมีการ Review โดยเชิญคนนอกเข้ามาให้ข้อเสนอแนะกับนักศึกษา ข้าพเจ้าเคยชินกับการ Review ดี เพราะอยู่เรียนในลักษณะนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก ทุกครั้งที่จะมีการ Review จะอดหลับอดนอนวันก่อนหน้านั้น ตั้งใจและตื่นเต้นสุดๆ ข้าพเจ้าได้วาดความหวังไว้ว่าจะพบนักศึกษาที่เป็นอย่างนี้ แต่เมื่อถึงวัน Review ข้าพเจ้าผิดหวังกับงานของหลายคน แต่ไม่ใช่ทุกคนนะ

ผ่านไปประมาณชั่วโมงหนึ่ง นักศึกษาคนอื่นๆ เริ่มมากันครบ บางคนแทบไม่มีงานส่งเลย แต่บางคนทำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าปลอบใจตนเองว่า “ก็ยังดีนะ Kitty สู้ต่อไป เด็กๆ ก็แบบนี้แหละ คนที่เขามาสาย อาจเพราะตอนเช้าคงจะไปทำงานที่บ้านจนเสร็จกระมั้ง” แน่นอนข้าพเจ้าพยายามมองโลกในแง่ดี

เมื่อเวลาเที่ยงผ่านไป หลังจากนักศึกษาแยกย้ายไปรับประทานอาหาร ในคาบเรียนช่วงบ่าย เป็นเวลาที่ข้าพเจ้าแปลกใจมาก แปลกใจยิ่งกว่าครั้งก่อนๆ ที่เคยมาสอน ณ ที่ X-Mansion แห่งนี้ นักศึกษาที่มาในช่วงเช้า จำนวน 4 คน หายไปจากห้องเรียน และเช่นเคย ข้าพเจ้าพยายามคิดว่าพวกเขาคงไปกินข้าวข้างนอกและกลับมาไม่ทัน เขาคงจะเข้าสายมั้ง

เมื่อถึงเวลาบ่ายโมง ซึ่งเป็นเวลาที่จะเริ่มการ Review ข้าพเจ้าโทรหา Jubilee ซึ่งจะมาให้คำแนะนำกับนักศึกษาในคาบนี้ แต่ในอาคาร ไม่ค่อยมีคลื่น ข้าพเจ้ากังวลว่าเขาจะขึ้นมาบนอาคารไม่ถูก เพราะที่บริเวณทางเข้ามาการซ่อมแซมอยู่ แต่สักพัก เขาก็ขึ้นมา ข้าพเจ้าได้เรียกให้นักศึกษาออกไปนำเสนองานของตนเอง ซึ่งเมื่อคนหนึ่งๆ นำเสนอเสร็จ ข้าพเจ้าและ Jubilee จะให้คำแนะนำ ติชม งานของนักศึกษาคนแรกอยู่ในระดับปานกลาง ข้าพเจ้าพยายามถามเพื่อให้ Jubilee ได้ทำความเข้าใจกับงานของเขา Jubilee แนะนำอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งแน่นอน นักศึกษาที่นี่อาจรับไม่ได้ เพราะเขาพูดแรงไป นักศึกษาคนนี้ได้พยายามให้เหตุผลว่าทำไมงานของตนจึงไม่ดี พยายามพูดว่าทำไมตนเองไม่มีเวลาทำ หลังจากการแนะนำงานของนักศึกษาคนแรก คนต่อๆ ไปได้ขึ้นมา ภาพซ้ำๆ สิ่งซ้ำ เกิดขึ้น คือ พวกเขาไม่รับฟังการแนะนำของ Jubilee หากแต่พยายามอ้างสาเหตุที่ทำให้งานออกมาไม่ดี

เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ในการนำเสนองานของนักศึกษา 3 คน นักศึกษาคนหนึ่งบอกข้าพเจ้าว่าเขากลัวโดนติ แต่ข้าพเจ้าบอกเขาว่า การโดนตำหนิเป็นเรื่องธรรมดา หลังจาก 3 คนแรกนั้น Jubilee ให้คำแนะนำลดลง จนกระทั่งไม่พูดอะไรเลย ข้าพเจ้าสังเกตุได้ว่าเขาค่อนข้างเงียบ

ภาพประกอบ X-Men fan fiction

การ Review และเวลาดำเนินตั้งแต่ 13.00 น. ถึง 15.30 น. นักศึกษา 7 คนได้นำเสนองานของตนจนเสร็จ ในขณะที่ นักศึกษาจำนวน 4 คนที่หายไปตั้งแต่ก่อนเที่ยงยังไม่ปรากฎตัว นี่มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป มันเป็นมากกว่านั้น ปกตินักศึกษาที่อื่นๆ จะเข้าห้องเรียนสายไม่เกิน 15 นาที หรือแย่ที่สุดคือ 30 นาที สำหรับคาบเช้าที่นักศึกษามักจะตื่นไม่ทัน แต่นี่คือการสาย 2 ชั่วโมงกับอีก 30 นาที ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้

ข้าพเจ้าทราบดีว่าชั่วโมงสอนจะหมดเวลาตอน 17.00 น. ซึ่งถ้าข้าพเจ้าโง่มากๆ ข้าพเจ้าควรจะชวน Jubilee ซึ่งเป็นวิทยาการพิเศษ นั่งรอนักศึกษาถึงเวลานั้น นั่งไปเรื่อยๆ อีก 1.30 ชั่วโมง แต่ข้าพเจ้าตัดสินใจที่จะไม่ทำ การเข้าเรียนสาย 2 ชั่วโมงครึ่งไม่ใช่สิ่งที่ข้าพเจ้าควรจะรอ ที่ประเทศอเมริกาและออสเตรเลียมีระเบียบสำหรับรับมือ คือ ไม่ว่าอาจารย์หรือนักศึกษาที่มาสายเกิน ครึ่งชั่วโมง จะไม่มีการรอใดๆ ทั้งสิ่น อาจารย์สามารถไม่สอนได้ ถ้าเขารอครึ่งชั่วโมงแล้วนักศึกษาไม่มา และเช่นเดียวกัน นักศึกษาที่มารอแล้วครึ่งชั่วโมง สามารถกลับบ้านได้ถ้าอาจารย์ไม่มา ข้าพเจ้าประมวลแล้ว และตระหนักรู้ว่าควรจะทำเช่นไร

“Jubilee” ข้าพเจ้าเรียกเพื่อน “เราไปหาอะไรกินกันเถอะ ฉันไม่อยากอยู่รอที่นี่จนนักศึกษากลุ่มที่ไม่มีความรับผิดชอบมาถึงห้อง ฉันไม่อยากได้ยินพวกเขาพยายามมาขอร้องให้พวกเราช่วยดูงานของพวกเขา”

Jubilee ตอบตกลง แต่เราสองคนยังไม่ได้ออกไปกินข้าว เราเดินขึ้นไปชั้น 4 หาที่นั่งเงียบๆ เพื่อสรุปงานร่วมกัน Jubilee เป็นคนที่น่าชื่นชมทีเดียว เขาเด็ดขาดกว่าข้าพเจ้า เขาบอกว่า ถ้าเป็นเขา เขาจะแจก F ให้ตกกันทุกคน เพราะปริมาณงานที่ทำน้อยมาก แน่นอน ข้าพเจ้าได้ยินแว่วๆ ตอนที่อยู่ในห้องเรียน Jubilee พูดกับเด็ก 3 คน เรื่องการปล่อยปละละเลยของพวกเขา แต่ตอนนั้นข้าพเจ้าฟังไม่ค่อยถนัด เพราะกำลังคุยกับนักศึกษาที่ชื่อ Victor กับ Quill อยู่

ข้าพเจ้าขอให้ Jubilee ช่วยให้คะแนนงานของนักศึกษา ซึ่งในวันนี้ ที่ผ่านมา นักศึกษาจะนำเสนอ 2 งาน ซึ่ง Jubilee จะให้คะแนนงานละ 5 คะแนน รวมเป็น 10 คะแนน แต่ที่สำคัญคือ มีนักศึกษาอีก 5 คนที่ไม่อยู่ในห้องและไม่ได้นำเสนองาน 4 คนคือคนที่มาในคาบเช้าและหายไปช่วงเที่ยง ส่วนอีกคน ไม่ได้มาตั้งแต่ต้น

“Jubilee” ข้าพเจ้าเรียกเพื่อน ด้วยความลำบากใจนิดๆ “อีก 5 คนที่ไม่ได้มานำเสนองาน เราควรจะทำยังไงกับเขา เราควรจะส่งงานพวกเขาให้เธอดู และให้หักคะแนนความสาย หรือ ควรไม่ให้อะไรเลย”
“ไม่” Jubilee ตอบ เธอมั่นใจและเด็ดขาด “ไม่ต้องให้คะแนนใดๆ ทั้งสิ้น พวกนี้ไม่ใส่ใจเอง”

จากความลำบากใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามั่นใจแล้วว่าสิ่งที่ตัดสินใจไปตั้งแต่ต้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง หลังจากสรุปเกรดด้วยกัน เราไปหาอะไรกินกันข้างนอก และ Jubilee บ่นเรื่องนักศึกษาที่นี่ให้ข้าพเจ้าฟังหลายประการ

“เราสงสารแกนะ Kitty” Jubilee ว่า “เราเจอแบบนี้แค่ 2 วัน ยังรู้สึกแย่ แต่แกเจอมาตลอดเทอม เด็กพวกนี้สอนยากและสอนไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่ต้องการที่จะเรียนรู้ ไม่ต้องการที่จะพัฒนา เขาเถียงเสมอเมื่อถูกตำหนิ เขาอ้างว่าสิ่งที่ไม่ดีในงานของพวกเขามาจากความผิดของคนอื่น”
“เขาบอกว่า วิชาอื่นจะให้เวลาในคาบ เพื่อให้พวกเขาทำงาน” ข้าพเจ้าตอบ “แต่ข้าพเจ้าให้เขาทำ Project ที่บ้าน ส่วนเวลาในคาบ จะให้เขาทำงานจากไฟล์ตั่วอย่างที่ข้าพเจ้าใช้สอน”
“อย่างที่เราพูดไป” Jubilee เสริม “ที่พวกเขาพูดแบบนี้ เพราะพวกเขาจะโทษว่าเป็นความผิดของแก ถ้าพวกเขาต้องการที่จะเรียนจริง เขาจะรับฟังและไม่อ้าง”

เราสองคน เคยเรียนที่เดียวกันมาเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ข้าพเจ้ารู้จัก Jubilee เขาเปลี่ยนไป และน่าชื่นชม เขามองคนออกอย่างกระจ่าง และเด็ดขาด แต่ข้าพเจ้าสิ อ่อนไหว ขี้สงสาร และตอนนี้ กำลังต่อสู้กับตนเอง ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าไม่ค่อยชอบสอนที่ Xavier Institute จริงๆ คือไม่ชอบเลย และอึดอัดมาโดยตลอด แต่ข้าพเจ้าไม่ได้เอาความรู้สึกมาให้คะแนน ในวันนั้น ก่อนที่เราจะเริ่มต้นในเวลา 10.00 น. คนที่ได้คะแนนสูงสุด คือประมาณ 65-70 จากคะแนนเต็ม 75 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก คะแนน 75 คะแนนนี้ มาจากผลงานตลอดภาคการศึกษา ก่อนที่จะถึงคาบที่ 10 หรือวันสุดท้าย ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าทำอะไรอยู่ รู้ว่าคะแนนที่ข้าพเจ้าให้ ไม่ใช่การเกลียดชังแต่เป็นความเมตตา เป็นความเมตตากับผู้ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกอึดอัด กังวล และเบื่อหน่ายเป็นที่สุด เบื่อหน่ายกับวัฒนธรรมแปลกๆ เช่น ที่นักศึกษาบอกว่าให้ทำงานในชั้นเรียน ข้าพเจ้ามีคำถามว่า และที่ข้าพเจ้าให้ทำงานตัวอย่างในชั้นเรียนมาโดยตลอดนั้น มันไม่ใช่การสอนใช่หรือไม่ การสอนที่ดีควรให้นักศึกษาทำการบ้านในห้อง เพียงเพื่อจะได้มีเวลาที่บ้านมากขึ้นเช่นนั้นหรือ แผนการสอนที่ Xavier Institute ได้กำหนดไว้ก็บอกแล้วว่า นักศึกษาควรมีความรับผิดชอบ ทำงานที่บ้านอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ สำหรับวิชานี้ ไม่ได้รวมกับวิชาอื่น Jubilee ก็ถามคำถามนี้กับนักศึกษา เธอถามว่า Hope ทำงานนี้ใช้เวลาเท่าไร แต่นักศึกษาตอบไม่ได้ ถูกต้อง ตามนั้น เพราะนักศึกษาบางคน ไม่มีอะไรคืบหน้าตั้งแต่คาบที่แล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ขอชื่นชม Sarah นะ เธอเป็นนักศึกษาที่ตั้งใจทำงาน เธอใช้เวลาวาดเยอะกว่าคนอื่นๆ และคะแนนใน Project นี้ของเธอจะดีกว่าคนอื่นๆ เรา ในฐานะอาจารย์ ขอเก็บความทรงจำดีๆ ของนักศึกษาที่ตั้งใจทำงานและมีความรับผิดชอบ และขอลืมเรื่องทุกข์ใจ ไม่ไปคิดมัน ไม่พยาบาท เรารู้ เราพยายามใจดี ทำดี พูดดี เราพยายามแล้ว เราไม่ใช่พระเจ้า เราขอทนและขอจบมันเพียงนี้ ตอไป จะไม่มาสอนที่ Xavier Institute อีก ภาพของ Xavier Institute ในใจของข้าพเจ้า ขอให้มีเพียงนักศึกษาเพียง 2-3 คนเท่านั้น ที่ตั้งใจและรับผิดชอบ

เรียงเล่าโดย สว อิเฎล (the Sw Eden)

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

ภาพประกอบ X-Men fan fiction

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 0

บันทึก วันก่อนสอน

ข้าพเจ้าชื่อ Kitty Pryde หรือ Shadowcat พวกคุณคงรู้เกี่ยวกับพลังของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้ามีอีกพลังหนึ่ง คือ การทำภาพนิ่งให้เคลื่อนไหวได้ การทำภาพเคลื่อนไหวนี้เป็นพลังพิเศษที่พิเศษกว่าพลังอื่นๆ เพราะข้าพเจ้าสามารถถ่ายทอดให้กับผู้อื่นได้ด้วยการสอน การที่ข้าพเจ้าถ่ายทอดพลังให้มนุษย์กลายพันธุ์คนอื่น ข้าพเจ้าไม่ได้ทำแบบ Rogue ที่ใช้การสัมผัสตัว แต่ข้าพเจ้าอธิบายหลักการและให้ลงมือปฏิบัติในหลากหลายรูปแบบ มนุษย์กลายพันธุ์ที่สามารถถ่ายทอดพลังผ่านการสอนได้ จะได้เป็นอาจารย์

Scott Summers เป็นเพื่อนร่วมสถาบันกับข้าพเจ้า เขาเป็นอาจารย์ที่มีคนติดต่อให้ไปสอนหลายๆ ที่ เขามีพลังการสร้างวัตถุ 3 มิติขึ้นมาตามจินตนาการณ์ของเขา และสามารถถ่ายทอดให้แก่คนอื่นได้ด้วยการสอน เช่นเดียวกับข้าพเจ้า เขามักชักชวนให้ข้าพเจ้าไปสอนสถาบันอื่นๆ เช่นเดียวกับที่เขาทำ แต่ข้าพเจ้ามักตอบเขาว่า ไม่ไป เพราะสถาบันเหล่านั้นอยู่ไกลบ้านของข้าพเจ้า แต่แล้ววันหนึ่ง อนาคตที่ข้าพเจ้าไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับมันได้เริ่มต้นขึ้น

Scott Summers โทรมาหาข้าพเจ้าและชวนให้ข้าพเจ้าไปสอนที่ Xavier Institute ซึ่งเป็นสถาบันในเครือเดียวกับที่ข้าพเจ้าเคยเรียนจบมา และอยู่ใกล้บ้านข้าพเจ้า ซึ่งแน่นอนที่ข้าพเจ้าไม่สามารถปฏิเสธด้วยเหตุผลเดิมได้ ข้าพเจ้าบอกตกลงไป และขอไปดูสถานที่ก่อน

วันนั้น ฤดูร้อน แดดแผดเผา เหมือนเตาอบ น่าสลบ เหงื่อไหล น่าใจหาย เดินเท้าจากถนนใหญ่ ใกล้ตาย ถึงจนได้ หน้าวิทยาลัย ใจกลางเมือง ข้าพเจ้าเดินทางไปถึง Xavier Institute ก่อนเวลานัดประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะไม่ได้เข้าไปในกลุ่มสถาบันนั้นประมาณ 10 กว่าปีแล้ว ข้าพเจ้าจะเผื่อเวลาไว้ เกรงว่าจะไม่ทัน ข้าพเจ้านั่นรอประมาณ 1 ชั่วโมง Scott Summers ก็เดินทางมากถึง

“ทำไมสถาบันในเครือนี้มันใหญ่จังวะ” Scott Summers บ่น

และเราทั้งคู่ก็ขึ้นไปบนอาคารพร้อมกัน ในการสัมภาษณ์และการแนะนำสถาบันในวันนั้น Professor Xavier บอกว่าหาคนสอนไม่ได้ เพราะอาจารย์ที่เคยสอนได้ติดภารกิจกระทันหัน เมื่อข้าพเจ้าได้ฟัง Professor Xavier เกี่ยวกับลักษณะการสอน การจ่ายเงินเดือน และลักษณะของนักศึกษา ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกไม่อยากสอน

“ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ ไม่ค่อยอยากทำ” ข้าพเจ้าพูด
Professor Xavier ได้ฟังเช่นนั้นจึง บอกว่า “ใครๆ ก็ต้องมีครั้งแรก ลองดูเถอะ”

และการเปิดเทอมก็เริ่มต้นขึ้นหลังจากวันนั้นไปประมาณ 1 เดือน ข้าพเจ้าเตรียมสอนตั้งแต่ก่อนเปิดภาคเรียน จัดเรียงไฟล์งานทั้งหมดที่จะต้องใช้ไว้ใน Folder เรียงเป็นวันๆ ข้าพเจ้าเดาว่านักศึกษาที่นี่ต้องคล้ายกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกับข้าพเจ้าที่เคยเรียนในสถาบันในเครือเดียวกัน เพื่อนๆ รุ่นเดียวกับข้าพเจ้าส่วนใหญ่จะเรียนวิทยาศาสตร์และแพทย์ จะมีอยู่ไม่กี่คนที่เรียนด้าน ศิลปะและสังคมศาสตร์อย่างข้าพเจ้า เพื่อนๆ เป็นคนมีความรับผิดชอบ เป็นคนเก่ง ทำงานเร็ว จบปริญญาเอกก่อนข้าพเจ้าหลายคน คนที่ยังไม่จบคือคนที่เขาเรียนสาขาที่ยากจริงๆ

เรียงเล่าโดย สว อิเฎล (the Sw Eden)

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

Leave a comment

Filed under Uncategorized