การยื่นแบบฯ ภงด.90 และ 91 ปี 2560 ผ่านอินเเตอร์เน็ท

Submission of Personal Income Tax of Y2015 via internet
สรุปโดย รตจิตร
Concluded by Ratajit | January 29, 2018

การยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลปี 2560

**งานเขียนนี้ของ รตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่านเพื่อประโยชน์ในการใช้งาน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน

รตจิตร ตั้งใจเขียนบทความนี้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่เพื่อน ๆ ที่กำลังจะยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านทาง อินเตอร์เน็ท ตั้งแต่กรมสรรพากรเริ่มมี website ให้ยื่นภาษีเงินได้ออนไลน์ ผู้มีเงินได้พึงประเมินได้ให้ความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวเลขในปี 2558 มีคนยื่นผ่านอินเตอร์เน็ทมีมากขึ้นประมาณ 77% ตามความเห็นของ รตจิตร สิ่งที่เป็นปัญหาทำให้คนอาจเบื่อการยื่นแบบออนไลน์คือ การที่สรรพากรขอเอกสารซ้ำ ๆ เหมือนกันทุกปี เสมือนไม่ใช้ Comment sense แต่ปี 2561 ซึ่งรตจิตรได้ยื่นแบบ online ภาษีเงินได้พึงประเมิน เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 ผลปรากฏว่า เย่! สรรพากรไม่มีการขอให้ scan เอกสารหลักฐานให้เลย และทำงานได้รวดเร็วมากด้วย วันรุ่งขึ้นคือวันที่ 25 มกราคม 2561 รตจิตร ลองเข้าเมนูตามรายการขอคืนภาษี ปรากฏว่าอยู่ระหว่างทำเช็คคืน แล้ว แต่ ณ วันนี้คือ 29 มกราคม 2561 ก็ยังไม่ได้รับเช็คคืนนะคะ

1. การยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลปี 2560 ผ่านอินเเตอร์เน็ทที่เว็บไซต์ http://www.rd.go.th
2. เริ่มยื่นได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2561
ทั้งนี้ยกเว้นบางปี ที่กรมสรรพากรจะมีการขยายเวลาการยื่นแบบ เช่น ปี 2558 ขยายเวลาถึง 8 เมษายน 2558 ปีนี้กรมสรรพากรก็อาจจะยืดขยายเวลาไปถึง 9 เมษายน 2561 เป็นต้นไป
3. รตจิตรเลือกเมนู ที่หน้าหลักเว็บไซต์ของกรมสรรพากร rdserver.rd.go.th/publish/indeex.php ปีนี้ต่างจากปีก่อน ตรงมีคำว่า
E-FILING
“ยื่นแบบ-ชำระภาษีออนไลน์ ทุกคลิก มั่นใจ”

การยื่นแบบภาษีเงินได้ออนไลน์ปี 2560

ขั้นตอนการยื่นแบบภาษีเงินได้ปี 2560

รตจิตรใช้วิธีคำนวณล่วงหน้าใน Excel file หรือ ใน Program ของกรมสรรพากรที่มีให้ Download
1. เตรียมเอกสารให้ครบถ้วน

ก่อนอื่น รตจิตรอยากแนะนำให้เพื่อน ๆ เตรียมเอกสารต่าง ๆ ให้พร้อมก่อนที่จะยื่นแบบ ฯ ทางอินเตอร์เน็ท เพราะทำให้รตจิตร ยื่นแบบ ฯ ได้รวดเร็วมาก เอกสารต่าง ๆ ได้แก่
– หนังสือรับรองการหักภาษีทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง ดอกเบี้ย เงินปันผล
– ใบเสร็จรับเงิน การจ่ายเงินประกันสังคม
– ใบเสร็จรับเงินอื่น ๆ ได้แก่ เงินบริจาค เบี้ยประกันชีวิต และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้ตาม โครงการ shop ช่วยชาติ จามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 เป็นต้น

2. ทำความเข้าใจ

ทำความเข้าทั้งประเภทเงินได้พึงประเมิน และรายการเงินได้ที่ได้รับยกเว้น หรือค่าลดหย่อน

เงินได้ของ รตจิตร ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น 40 (1), 40 (4), และ 40 (8) เมื่อ รตจิตร ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ก็ต้องเก็บหลักฐานหนังสือการถูกหักภาษีไว้ให้ดี บางรายการต้องเก็บไว้ถึงปีกว่า เช่น ถูกหักภาษีไว้ในเดือน มกราคม 2560 กว่าจะสามารถยื่นแบบได้ ก็เริ่มตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 การยื่นแบบ ฯ ออนไลน์ในปี 2561 ของรตจิตร นี้ เป็นเงินได้ประเภท 40 (4) และ 40 (8) ดังนี้

การยื่นแบบภาษีเงินได้ออนไลน์ปี 2560

รตจิตร ได้ยื่นแบบการเสียภาษีเงินได้บุคคลปี 2560 ทาง Internet เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 เพราะรอหนังสือรับรองการหักภาษีจากธนาคารแห่งหนึ่ง เนื่องจากรตจิตรเคยลงทะเบียนไว้แล้ว จึงเลือกเมนู “ยื่นแบบ ฯ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด. 90/91 ปีภาษี 2560” ได้เลย โดย log in ด้วยหมายเลขบัตรประชาชนของรตจิตร และใส่ password ที่เคยกำหนดไว้นั่นเอง อย่างไรก็ตาม เพื่อน ๆ ที่ยังไม่เคยลงทะเบียนก็สามารถลงทะเบียนได้ง่ายนิดเดียว ด้วยการกรอกรายละเอียดตามบัตรประชาชน

หน้าแรกของเว็บไซต์กรมสรรพากร ปี 2561 ได้มีการปรับปรุงนิดหน่อยให้ดูง่าย และสั้นขึ้น ถ้าไม่มีอะไรก็ไม่ต้องแก้ไข ให้ไปหน้าถัดไปได้เลย ซึ่งถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน ด้านซ้ายเป็นรายการเงินได้ และด้านขวาเป็นค่าลดหย่อนต่าง ๆ

รายการเงินได้พึงประเมิน

1. รายการเงินได้พึงประเมิน

รายการเงินได้ ในหน้านี้ของ website เป็นส่วนที่อยู่ด้านขวาของเพจ โดยมีรายละเอียดหลัก ๆ ที่บุคลลโดยทั่วไปใช้กันค่ะ ได้แก่

(1) รายการเงินได้พึงประเมิน 8 ประเภท คือ 40(1) – 40(8)
รตจิตร อยากบอกเพื่อน ๆ ว่า เฉพาะเงินได้พึงประเมิน 40(1) และ 40(2) ซึ่งยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

(2) รายการเงินได้ของรตจิตร
ทุกปีหลังจากรตจิตร ปลดเกษียณแล้ว ก็มีเงินได้อยู่แค่ 40(4) ได้แก่ ดอกเบี้ยรับจากเงินฝาก และดอกเบี้ยรับจากหุ้นกู้ รวมถึงเงินปันผลจากบริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย นอกจากนี้รตจิตร ยังมีเงินได้ประเภท 40(8) คือเงินส่วนแบ่งกำไรจากหน่วยลงทุน RMF และ LTF เป็นต้น ส่วนนี้ รตจิตร อยากให้เพื่อน ๆ ระวังนิดว่า แม้หลักฐานในหนังสือรับรองจะระบุว่าเป็นเงินปันผลจากเงินลงทุนใน LTF เพื่อน ๆ อย่าได้ไปใส่ใน 40(4) ว่าเป็นเงินปันผล

เงินได้พึงประเมิน 40(1) และ 40(2) ปี 2560

2. รายการหักลดหย่อน

รายการหักลดหย่อน จะเป็นส่วนที่อยู่ด้านขวาของหน้านี้ รตจิตรอยากแยกเป็นรายการที่รตจิตร ยื่นไป กับรายการอื่นที่เพื่อน ๆ ควรรู้

(1) รายการหักลดหย่อนของรตจิตร สำหรับส่วนที่รตจิตรยื่นหักลดหย่อนก็มีไม่มาก ได้แก่
ลดหย่อนตัวเอง
เบี้ยประกันชีวิต
เงินประกันสังคม

(2) รายการหักลดหย่อนอื่น ๆ ที่รตจิตรอยากให้เพื่อน ๆ ระวัง อย่าลืมติ๊ก และกรอกตัวเลขได้แก่

ลดหย่อนค่าอุปการะบิดามารดาตัวเองที่อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยหักลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท
ลดหย่อนตัวเอง 60,000 บาท
ลดหย่อนคู่สมรส 60,000 บาท
ลดหย่อนบุตร บุตรบุญธรรม กี่คนก็ได้รวม 30,000 บาท
เบี้ยประกันชีวิต ไม่เกิน 100,000 บาท เบี้ยประกันสุขภาพตนเอง ไม่เกิน 15,000 บาท รวมอยู่ใน 100,000 บาท) (ความจริง เบี้ยประกันชีวิต หักลดหย่อนได้10,000 บาท ส่วนที่เกิน 10,000 บาท ได้รับยกเว้นไม่เกิน 90,000 บาท)
ลดหย่อนด้วยเงินบริจาคไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนอื่น
เบี้ยประกันสุขภาพ บิดามารดา ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท และ
รายการค่าซื้อสินค้าหรือบริการในประเทศตามโครงการ shop ช่วยชาติ ไม่เกิน 15,000 บาท เป็นต้น

ใบสรุปการยื่นแบบภงด.90/91 ปี 2560

3. อัตราภาษี Progressive rate

เมื่อยื่นแบบเสร็จเรียบร้อย จะมีการคิดอัตราภาษีตามอัตราก้าวหน้า ดังนี้
เงินได้สุทธิไม่เกิน 150,000 บาท อัตราภาษี 0%
เงินได้สุทธิระหว่าง 150,001-300,000 อัตราภาษี 5%
เงินได้สุทธิระหว่าง 300,001-500,000 อัตราภาษี 10%
เงินได้สุทธิระหว่าง 500,001-750,000 อัตราภาษี 15%
เงินได้สุทธิระหว่าง 750,001-1,000,000 อัตราภาษี 20%
เงินได้สุทธิระหว่าง 1,000,001-2,000,000 อัตราภาษี 25%
เงินได้สุทธิระหว่าง 2,000,001-5,000,000 อัตราภาษี 30%
เงินได้สุทธิตั้งแต่ 5,000,001 ขึ้นไป ต่อปี 35%

สอบถามผลการคืนเงินภาษี ปี 2560

4. การสอบถามผลการคืนเงินภาษี

ในการสอบถามข้อมูลการขอคืนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภ.ง.ด.90&91 ทาง Internet ที่ http://www.rd.go.th/publish/tax_inquire.html สามารถสอบถามได้ไม่ว่าจะยื่นผ่านทางอินเตอร์เน็ท หรือผ่านสรรพกรพื้นที่ก็ตาม โดยคีย์ชื่อ-นามสกุล และหมายเลขบัตรประชาชน เท่านั้นเอง หน้าจอจะแสดงผลดังนี้
สอบถามข้อมูลการคืนแล้ว ผู้มีเงินได้ที่ต้องขอคืนภาษีเงินได้ มักจะยิ้มอย่างมีความสุขเมื่อได้รับจดหมายจากสรรพากรระบุว่าเป็น จดหมาย “คืนเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา”

ก่อนจบท้ายหัวข้อการยื่นแบบฯ ปี 2560 ผ่านอินเตอร์เน็ท เพื่อให้ได้เงินคืนเร็ว รตจิตรอยากเชิญชวนให้เพื่อน ๆ ยื่นแบบทาง internet และรีบยื่นตอนนี้เลยจ้า
ผลการคืนเงินภาษี ปี 2560

Advertisements

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ไหว้พระ 9 วัดกับรตจิตร ทัวร์ท่องเที่ยวคลองสาน 1 วัน

Khlong Sarn Tour of 9 Temples and LHong 1919
สรุปโดย รตจิตร
Concluded by Ratajit | January 17, 2018

ไหว้พระ 9 วัด คลองสานกับรตจิตร

**งานเขียนของรตจิตรนี้ ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อน ๆ สายบุญ และห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน

เรื่องที่รตจิตร จะเขียนต่อไปนี้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรม และการทำบุญ รวม 9 วัด ในเขตคลองสาน กรุงเทพ ฯ โดย รตจิตร ใช้เวลา 1 วันเต็ม ๆ เริ่มออกเดินทางตั้งแต่ 8 โมงตรงค่ะ และเน้นการทัวร์ในเขคคลองสาน ฝั่งธนบุรี อย่างไรก็ตาม รตจิตร ได้แวะวัดอื่น ๆ ในเขตบางกอกใหญ่ 2 วัด ซึ่งเป็นทางผ่านขาไป และขากลับ คือ รตจิตร แวะทำบุญไหว้พระ ที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ช่วงขาไป และเป็น รตจิตร ก็ได้ทำบุญที่วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ ช่วงขากลับด้วย ซึ่งหากเพื่อน ๆ มีเวลาก็ควรแวะอีก 3 วัด ได้แก่ วัดกัลยาณมิตร วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร และวัดเครือวัลย์วรวิหาร เป็นต้น ส่วนโปรแกรมของรตจิตร ในวันนี้ เป็นการท่องเที่ยว 1 วัน ทัวร์คลองสาน สรุปได้ดังนี้

ทัวร์ท่องเที่ยวคลองสาน 1 วันกับรตจิตร

1. วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เขตธนบุรี บางกอกใหญ่ (Wat Prayoonwongsawat)
2. วัดพิชยญาติการาม เขตคลองสาน (Wat Phichaya Yattika Ram Wa Ra Wihan)
3. วัดอนงคาราม เขตคลองสาน และศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดอนงคาราม (Wat Anongkharam Worawihan)
4. วิถีชีวิต ชุมชนคนวัดอนงคาราม ซอยสมเด็จเจ้าพระยา 1
5. ศาลเจ้าพ่อเสือ เขตคลองสาน (Chaopho Suea Shrine)
6. ศาลเจ้ากวนอู เขตคลองสาน (Gong Wu Shrine)
7. อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ
พิพิธภัณฑ์ สวน สมเด็จ ย่า เขตคลองสาน (Princess Mother Memorial Park and Museum)
8. วัดทองธรรมชาติวรวิหาร (Wat Tong Thammachat Worawihan)
9. ล้ง 1919 เขตคลองสาน (Lhong 1919)
10. วัดเศวตฉัตรวรวิหาร เขตคลองสาน (Wat Sawetachat)
11. วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ (Wat Hong Rattanaram) และ
ศาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช หรือศาลสมเด็จพระเจ้าตาก (The King Taksin Shrine)
12. วัดกัลยาณมิตร เขตบางกอกใหญ่ (Wat Kalayanamit Woramahawihan)
13. วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ (Wat Moli Lokayaram Ratcha Worawihan)
14. วัดอรุณราชวราราม เขตบางกอกใหญ่ (Wat Arun Ratchawararam)

รตจิตร @วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

1. วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร (Wat Prayurawongsawas Worawihan)
รตจิตร ไปถึงวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ช่วง 8:30 น. เป็นเวลาที่พระสงฆ์กำลังสวดมนต์ทำวัตรเช้าใกล้เสร็จ จึงทำให้ รตจิตร สามารถเดินดูความสวยงาม ของวัดได้สักพัก และทำให้ รตจิตร สามารถใส่บาตรพระได้ง่าย แป๊บเดียว 6 รูป จากนั้นจึงถวายสังฆทานแก่พระผู้ใหญ่ ท่านเล่าว่าที่นี่มีพระสงฆ์รวมเณรด้วยในขณะนั้น ประมาณ 100 รูป ยังไม่ได้รวมพระต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพระปากีสถาน บังคลาเทศ เป็นต้น

รตจิตร @เขามอ วัดประยูร

รตจิตร อยากแนะนำสถานที่น่าชม ณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ได้แก่
– โบสถ์ งดงามมาก มีพระประธานคือพระพุทธธรราวิเชษฐศาสดา รตจิตรชอบศิลปะตามประตูโบสถ์สวยจริง ๆ นะ

– พระบรมธาตุมหาเจดีย์ (Phra Borommathat Maha Chedi) เจดีย์พระประธานได้รางวัลยอดเยี่ยมอันดับ 1 จากยูเนสโก (Award of Excellent) ด้วย

– พิพิธภัณฑ์พระประยูรภัณฑาคาร หรือพรินทร์ปริยัติธรรมศาลา (Museum of Wat Prayurawongsawas Worawihan) รตจิตรถวายสังฆทานเสร็จ พอดีพิพิธภัณฑ์ เปิด รตจิตรคิดว่า ข้าวของในเข้าพิพิธภัณฑ์มีจำนวนมาก แต่พื้นที่พิพิธภัณฑ์เล็กไปหน่อยค่ะ

– เขามอ (Khao Mo) เป็นโบราณสถาน ที่เป็นภูเขาจำลองก่อด้วยศิลา ตั้งอยู่กลางสระน้ำ ที่มีเต่าเยอะมาก ๆ วันที่รตจิตร ไปทำบุญ เจอชายคนนึง น่าจะเป็น คนขับ taxi จับเต่ายักษ์ที่เดินข้ามถนนอยู่ และเอามาปล่อยที่สระเขามอ ที่นี่ น่าจะเป็นสวรรค์ของเต่าอีกที่หนึ่ง มีแม่ค้าขายมะละกอ เพื่อให้ญาติโยมเอาไม้จิ้มให้เต่ากินอยู่บ่อย ๆ ด้วย

รตจิตร @วัดพิชยญาติการาม

2. วัดพิชยญาติการาม (Wat Phichaya Yattika Ram Wa Ra Wihan)
รตจิตร พยายามหาที่จอดรถที่วัดอนงคาราม เพื่อจะถวายสังฆทาน แต่ไม่มีที่จอดรถเลยค่ะ เพราะลักษณะวัดเป็นวัดโบราณ มีศิลปะจีนผสมผสาน มีกุฏิ และศาลา อาคารเป็นหลัง ๆ ไม่ค่อยมีพื้นที่ว่าง ทำให้ รตจิตรต้องขับรถออกจากซอยสมเด็จเจ้าพระยา 1 ไปฝั่งตรงข้ามวัด ซึ่งเป็นศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดอนงคาราม และเสียค่าจอดรถที่วัดพิชยญาติการาม โดยมีสะพานสองสมเด็จ ฯ คั่นระหว่างศูนย์ ฯ และลานจอดรถของวัด ถ้า รตจิตร จำไม่ผิดนะ ค่าจอดรถ ชั่วโมงละ 20 บาท แต่ถ้าจอด 4 ชั่วโมงคิดเหมาเป็น 40 บาท

สองสมเด็จ และรัชกาลที่ 5 @วัดพิชยญาติการาม

รตจิตร ถวายสังฆทาน @วัดพิชยญาติการาม หรือชาวบ้านเรียกสั้น ๆ ว่าวัดพิชัยญาติ จุดที่ถวายสังฆทานมีรูปหล่อของพระมหากษัตริย์ 3 พระองค์คือสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จากนั้น รตจิตร และขึ้นไปที่พระปรางค์ 3 ยอด เพื่อสักการะขอพรพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ ประดิษฐานอยู่ในพระปรางค์ 3 ยอด ดังนี้

– พระปรางค์ยอดกลางคือพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ ได้แก่ 1)พระกกุสันธะพุทธเจ้า 2)พระโกนาคมนะพุทธเจ้า 3)พระกัสสปะพุทธเจ้า และ 4) พระโคตมะพุทธเจ้า
– พระปรางค์ยอดซ้ายคือ พระศรีอริยเมตไตรย
– พระปรางค์อีกยอดด้านขวาคือ รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์

พระพุทธเจ้า 4 พระองค์ วัดพิชยญาติการาม

รตจิตร ลงจากพระปรางค์ 3 ยอดเพื่อเข้าโบสถ์ ไปสักการะพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 คือสมเด็จพระสิทธารถพุทธเจ้า หรือหลวงพ่อสมปรารถนา (หลวงพ่อสมปรารถนา) เนื่องจากวัดนี้มีญาติโยมมาปฏิบัติธรรมกันมาก และเป็นประจำ ทำให้วัดค่อนข้างมีอะไรเยอะ
นอกจากนี้ยังมีห้องประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมหยกขาว ในห้องนี้ รตจิตร และครอบครัวได้บริจาคหนังสือการ์ตูนทักทายหลายภาษา เพื่อฝากให้พระไว้ในห้องสมุดของโรงเรียนวัดด้วย

รตจิตร @วัดอนงคาราม

3. วัดอนงคาราม และศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดอนงคาราม (Wat Anongkharam Worawihan)
รตจิตร อยากบอกเพื่อน ๆ ว่า การเที่ยววัด หรือทำบุญระหว่างวัดอนงคาราม และ วัดพิชยญาติการาม จะทำวัดไหนก่อนก็ได้ สำหรับโปรแกรมไหว้พระ 9 วัดนี้ รตจิตร หาที่จอดรถที่วัดอนงคารามไม่ได้ รตจิตร จึงต้องไปทำบุญที่วัดพิชยญาติการามก่อน เมื่อรตจิตร กลับมาที่วัดอนงคาราม ใช้เวลานานมากกว่าจะหาพระได้สักรูป เพื่อถวายสังฆทาน
วัดอนงคาราม เป็นวัดที่สวยวัดหนึ่ง โดยมีศิลปะจีนผสมผสาน และมีตัวอับเฉาค่อนข้างเยอะเหมือนกัน นอกจากนี้ชื่อวัดยังเป็นภาษาจีนด้วย

ก๋วยเตี๋ยวหมูบ้วนเซ้ง@วัดอนงคาราม

4. ดูวิถีชีวิต ชุมชนคนวัดอนงคาราม ซอยสมเด็จเจ้าพระยา 1
เมื่อรตจิตร ทำบุญที่วัดอนงคารามแล้วเสร็จ ท้องเริ่มหิวค่ะ รตจิตร ได้ยินว่าร้านก๋วยเตี๋ยวหมู ตู้ไม้ บนถนนในซอยสมเด็จเจ้าพระยา 1 ชื่อร้าน บ้วนเซ้ง อร่อยมาก ไม่มีผงชูรสด้วย ให้เครื่องค่อนข้างเยอะ แต่ราคา 30 บาทเอง พวกลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นกุ้ง อร่อยมาก อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่จำเป็น เพื่อน ๆ อย่าสั่งเจ้าของร้านทีเดียวหลาย ๆ ชาม ให้สั่งทีละชาม เพราะเจ้ไม่ชอบค่ะ ร้าน บ้วนเซ้ง มีที่นั่งไม่มาก เป็นตึกแถวเก่าห้องเดียว แต่ก็สะอาดดีนะ และถ้าจะกินพวกน้ำชง รตจิตร แนะนำให้เดินลึกเข้าไปหน่อยตรงแยกซอยพญาไม้ ตรงร้านหัวมุมด้านซ้ายมือ จะเห็นร้านน้ำลุงแดง ภรรยาของลุงแดง เล่าให้รตจิตร ฟังว่าตอนนี้ลุงแดงเพิ่งเสียชีวิตค่ะ น้ำชงจึงเป็นฝีมือภรรยาของลุงแดงล้วน ๆ

ศาลเจ้าพ่อเสือ คลองสาน

5. ศาลเจ้าพ่อเสือ เขตคลองสาน (Chaopho Suea Shrine)
โปรแกรมท่องเที่ยวของ รตจิตร นิยมจอดรถไว้ที่หนึ่ง แล้วก็เดินบริเวณแถวนั้น ดังนั้นจากวัดอนงคาราม เดินผ่านชุมชนคนวัดอนงคาราม ตรงไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นศาลเจ้าพ่อเสือ อยู่ด้านหน้า รตจิตร เดาว่า บริหารโดยสมาคมสมเด็จร่วมมิตรฌาปนกิจสงเคราะห์ ศาลเจ้าพ่อเสือแห่งนี้ คนไม่หนาตาเท่าที่ ศาลเจ้าพ่อเสือที่บริเวณวัดมหรรณพ เสาชิงช้า สิ่งที่เพื่อน ๆ จะได้เห็นเหมือนรตจิตรคือ จะมีคนไทยเป็นคนนำชาวต่างชาติขี่จักรยานเพื่อเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ รอบๆ คลองสานด้วย

รตจิตร@ศาลเจ้ากวนอู

6. ศาลเจ้ากวนอู (Gong Wu Shrine)
รตจิตรแวะไหว้ศาลเจ้าพ่อเสือ แป๊บเดียว เพราะที่ไม่ได้กว้างมาก จากศาลเจ้าพ่อเสือ นี้ เพื่อน ๆ สามารถ ไปต่อที่ ศาลเจ้ากวนอู ก่อน หรือจะไปเยี่ยมชม อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และพิพิธภัณฑ์ สวนสมเด็จย่าก็ได้ เพราะอยู่บริเวณเดียวกันเลยค่ะ สำหรับศาลเจ้ากวนอู แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนที่เป็นศาลเจ้ากวนอู เก๋งจีนทั่งง่วนฮะ และที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมริมน้ำ

– ส่วนที่เป็นศาลเจ้ากวนอู
ช่วงสิ้นปี ปีใหม่ ช่วงก่อนตรุษจีน และตรุษจีน ประชาชนนิยมมาสักการะเจ้าพ่อกวนอู เพราะ เป็นเทพเจ้าแห่งความยุติธรรม เทพผู้ซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดี และกตัญญูด้วย

เจ้าแม่กวนอิม ที่ศาลเจ้ากวนอู คลองสาน

– ส่วนที่เป็นเก๋งจีนทั่งง่วนฮะ (เป็นอาคารส่วนบุคคล) เป็นอาคารเก่า มีอายุกว่า 100 ปีอยู่ด้านข้าง รตจิตร คิดว่าส่วนนี้คล้าย ๆ กับล้ง 1919 เพราะเป็นที่ส่วนบุคคล แต่คงความโบราณไว้ เนื่องจากเป็นที่ส่วนบุคคล จึงไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าไป แต่เพื่อน ๆ สามารถดูรูปต่าง ๆ ได้ที่ facebook: เก๋งจีน ทั่งง่วนฮะ หรือ Instagram: tnhvintagehouse_official และที่ youtube ก็มีนะ ที่นี่มีชื่อเรื่องการผลิตน้ำปา รตจิตรเห็นมีคนไปซื้อน้ำปา

– ส่วนด้านหน้าที่ติดริมน้ำเจ้าพระยา เป็นองค์เจ้าแม่กวนอิม เป็นท่าเรือด้วย มีการบอกวิธีปล่อยปลาเพื่อต่ออายุ รตจิตร เห็นมีปลาลอยตายจำนวนหนึ่ง เหมือนโดยใบพัดเรือน่าสงสารมาก

รตจิตร@อุทยานสวน สมเด็จ ย่า

7. อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ พิพิธภัณฑ์ สวน สมเด็จ ย่า เขตคลองสาน (Princess Mother Memorial Park and Museum)
รตจิตรไปช่วงขึ้นปีใหม่ ทำให้ไม่ได้เข้าด้านในของอุทยาน ดูได้เพียงรอบ ๆ อุทยานที่ค่อนข้างกว้าง รตจิตรไม่เห็นด้วยที่เจ้าหน้าที่หยุดตามวันเวลาราชการ ทั้ง ๆ สถานที่นี้ควรให้ประชาชนสามารถเข้าไปชมได้ โดยเฉพาะวันหยุด และอาจหยุดทุกวันหยุดราชการแทน เป็นต้น

รตจิตร@วัดทองธรรมชาติวรวิหาร

8. วัดทองธรรมชาติวรวิหาร (Wat Tong Thammachat Worawihan)
ทัวร์ไหว้พระ 9 วัด หรือ การไปท่องเที่ยวคลองสาน 1 วันครั้งนี้ เนื่องจากครั้งแรก รตจิตร วางแผนว่าจะไปเที่ยว ล้ง 1919 เพราะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแหล่งใหม่ของคนกรุงเทพฯ จึงจัดโปรแกรมให้คุ้มหน่อย เมื่อรตจิตร ไปถึงล้ง มักจะได้ยินคนเฝ้าให้คนไปจอดรถที่ วัดทอง ฯ แทน เพราะที่จอดรถของ ล้ง ไม่เพียงพอ วัดทองธรรมชาติวรวิหารเป็นวัดที่อยู่ตรงข้าม ล้ง 1919 พอดี โดยมีโรงเรียนวัดทองธรรมชาติวรวิหาร เป็นด้านตรงข้าม ที่วัดแห่งนี้ ส่วนมากคนนิยมไปสักการะหลวงพ่อสิบทัศน์ ที่พระวิหารหลวงพ่อสิบทัศน์ โดยด้านหน้ามีรูปหล่อพระสีวลี ที่งดงามมาก ยืนทั้งฝั่งซ้ายและฝั่งขวา

รตจิตร@ล้ง 1919

9. ล้ง 1919 (Lhong 1919)
ช่วงสิ้นปี ช่วงตรุษจีน ล้ง 1919 เปิดให้ไหว้เจ้าได้ถึง เที่ยงคืน เนื่องจากล้ง 1919 เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ ทำให้คนจำนวนมากไปเที่ยว มีส่วนเหมือนเก๋งจีนทั่งง่วนฮะ แต่มีการดูแลรักษาอย่างดี เสียดายที่หลาย ๆ อย่างยังไม่คำบรรยาย ด้านบนและด้านล่าง บางส่วนยังไม่เปิดให้ดู ด้านหน้าด้านซ้าย ติดท่าเรือวัดทองธรรมชาติวรวิหาร ส่วนด้านขวาก็คือ ท่าเรือหวั่งหลี

ความเห็นของ รตจิตร แม้ ล้ง 1919 จะมีร้านอาหารหลายร้าน แต่ราคาค่อนข้างสูง ทำให้คนกินกันไม่มากเท่าที่ควร ส่วนที่เป็นบูธเช่าชั่วคราว ราคาไม่แพงนัก และก็อร่อยด้วยนะ พอพูดถึงเรื่องกิน ก็มาดูเรื่องห้องน้ำ ค่อนข้างสะอาด เสียอย่างเดียวคือต้องขึ้นบันไดไปชั้นบน เพราะด้านหลังสงวนไว้ให้สำหรับคนพิการเท่านั้น

10. วัดเศวตฉัตรวรวิหาร เขตคลองสาน (Wat Sawetachat)
รตจิตรไปวัดเศวตฉัตรวรวิหาร เพื่อถวายสังฆทานเป็นวัดสุดท้าย สำหรับ trip ไหว้พระ 9 วัดนี้ พระสมศักดิ์จะนั่งอยู่ด้านนอกที่ศาลา 2 มกรา ถ้าดูผิวเผิน รตจิตรคิดว่าเพื่อน ๆ ไม่รู้แน่ว่านี่คือวัด เพราะเหมือนตึกแถวเก่า ๆ โบราณทั่วไป ก่อนเข้าไปสักการะพระนอน รตจิตร ได้ไปแวะให้ทาน อาหารปลาก่อน แต่น้อยมาก เพราะปลาไม่ค่อยมา และที่มาก็ไม่ค่อยกิน จากนั้น รตจิตร ก็ไปสักการะพระนอน และพระปรางค์ พระนอนที่ วัดเศวตฉัตรวรวิหาร งดงามมาก และเก่าโบราณ

11. วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ (Wat Hong Rattanaram) และ
ศาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มหาราช หรือศาลสมเด็จพระเจ้าตาก (The King Taksin Shrine)
รตจิตรพาเพื่อน ๆ ไปนมัสการหลวงพ่อแสน ณ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร และสักการะศาลพระเจ้าตาก วัดหงส์ฯ ที่ศาลฯ คนมาเยอะค่ะ บางคนไม่แวะวัดตรงมาศาลด้านข้างวัดเลย ด้านในวัดยังมีพระพุทธรูปปางต่าง ๆ มากมายด้วย มีซุ้มจัดให้ญาติธรรมได้ร่วมทำบุญหลายแบบด้วย

12. วัดกัลยาณมิตร เขตบางกอกใหญ่ Wat Kalayanamit Woramahawihan
วัดกัลยาณมิตร หรือที่เรียกกันว่า ซัมเปากง ทัวร์คลองสานครั้งนี้ รตจิตรไม่ได้แวะที่วัดกัลยาณมิตร เพราะเคยไปสักการะครั้งก่อน พร้อม ๆ การไปถวายสังฆทานที่วัดวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร

13. วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ (Wat Moli Lokayaram Ratcha Woraw)
ทัวร์คลองสานครั้งนี้ รตจิตรไม่ได้แวะที่วัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร เพราะเคยไปสักการะครั้งก่อน พร้อม ๆ การไปถวายสังฆทานที่วัดกัลยาณมิตร ปลายปีก่อน

14. วัดอรุณราชวราราม (Wat Arun Ratchawararam)
รตจิตร อุตส่าห์ขับรถเข้าไปถึงวัดอรุณราชวราราม แต่กลับรถติดอยู่ด้านใน ไปไหนก็ไม่ได้ หาที่จอดรถคงยิ่งยาก สุดท้ายต้องวกรถกลับไปหาอะไรทานมื้อเย็นดีกว่า รตจิตร จึงอยากแนะนำเพื่อน ๆ ว่า ถ้ามีโปรแกรมไปไหว้พระที่วัดอรุณราชวราราม ทางดีสะดวกที่สุดคือ ทางเรือค่ะ

เพื่อให้ง่ายแก่การเดินทาง รตจิตร อยากให้เพื่อน ๆ ดูตามแผนที่ใน google ที่อาจารย์พราว ทำไว้แล้วค่ะ ตามโปรแกรมทั้งหมดที่ รตจิตร แนะนำมาในข้างต้น สวัสดี
https://www.google.co.th/search?hl=en&q=+&stick=H4sIAAAAAAAAAONg28DI-IlJTkjGMD3HJys0xMdXNyw_Nz8p3DWpxDU4Ld7QOL7QEQDAnyTLJgAAAA&placelist=1&tbm=lcl&gws_rd=cr&dcr=0&ei=1TVXWur3IYW30QTyg5HQCg

Leave a comment

Filed under Uncategorized

การเสียภาษีรถยนต์ประจำปี รถใหม่ และรถเก่า

สรุปโดย รตจิตร
Concluded by Ratajit | December 23, 2017

การเสียภาษีรถยนต์ประจำปี

**งานเขียนของรตจิตรนี้ ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน ห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน

เรื่องที่รตจิตร จะเขียนต่อไปนี้ ไม่ยากเลย แต่กลับมีประโยขน์ต่อคนอื่น ๆ จำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ขับรถในกรุงเทพฯ รตจิตร เสียภาษีรถยนต์ ที่กรมขนกรุงเทพมหานครพื้นที่ 2 หรือ ซอยสวนผัก 4 ตลิ่งชัน นั่นเอง รตจิตร ให้รายได้ที่กรมขนส่งพื้นที่นี้มา ตลอด การเสียภาษีรถยนต์ประจำปี ตั้งแต่สมัยก่อน กำหนดให้ ขับรถต่อแถว หรือที่เรียกว่าเลื่อนล้อเสียภาษี (Drive Trhough) ได้ครั้งละ 2 คัน แต่เล่มทะเบียนต้องเป็นนามสกุลเดียวกัน ปัจจุบันจ่ายภาษีได้ครั้งละ 1 คัน และต้องขับรถวนอ้อมไปต่อแถวใหม่ เพื่อจ่ายคันต่อ ๆ ไป

เอกสารเสียภาษีรถยนต์เก่า

ตามความเห็นของรตจิตร คิดว่า การให้เข้าแถวจ่ายภาษีรถยนต์ทีละคัน ทำให้เสียเวลา และเสียค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนทำให้แถวที่ต่อแถว กลับยาวโดยใช่เหตุ แต่เจ้าหน้าที่กรมขนส่งอธิบายว่ามันยุติธรรมสำหรับคันอื่น ๆ ที่มาชำระค่าภาษีรายปีเป็นรายคัน
รตจิตร ก็งงว่า กรมขนส่งเขียนไว้ว่าใช้เวลาในการเลื่อนล้อเสียภาษี เพียง 1 นาที 45 วินาที ต่อคัน ก็ไม่ได้มากมาย หนักหนาสากัณฑ์ขนาดไหน 2 คันค่อนข้างจะโอเคนะ จะทำให้ใช้เวลาเฉลี่ยต่อคันลดลงด้วย รตจิตร คิดว่ากรมขนส่งน่าจะชั่งน้ำหนักว่าอะไรมีผลได้ผลเสียมากกว่ากัน ไม่ใช่ดูจากความพึงพอใจของผู้เสียภาษี ชนิดที่ว่า จะเอาใจ มากกว่า เอาความถูกต้อง

เอกสารที่ต้องเตรียมในการการเสียภาษีรถยนต์

การเสียภาษีรถยนต์ รถใหม่
1. สมุดทะเบียนรถยนต์
2. พ.ร.บ. หรือหลักฐานแสดงการประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์
3. เงินภาษี ตามใบเสร็จรับเงินของปีเก่าที่จะระบุท้ายใบเสร็จว่าปีต่อไปต้องจ่ายภาษีเท่าไร

การตรวจสภาพรถยนต์เก่า ที่ตรอ.

การเสียภาษีรถยนต์ รถเก่า

คำว่ารถยนต์เก่า ตามความหมายของกรมขนส่งคือ รถยนต์ที่มีอายุครบ 7 ปี หรือก้าวสู่ปีที่ 8 ก่อน ซึ่งต้องตรวจสภาพรถยนต์เก่าก่อน รตจิตร นำรถเข้าตรวจสภาพ ตามรายการต่าง ๆ ที่กรมขนส่งกำหนด สภาพต่าง ๆ ที่ตรวจ เช่น ล้อ ไฟ เบรก ควันดำ เป็นต้น
ในใบรายงานผลการตรวจสภาพรถยนต์ รตจิตร เห็นวันที่ระบุไว้เลย เช่น ตรวจสภาพวันที่ 20 ธันวาคม 2560 รายงานนนี้จะหมดอายุวันที่ 20 มีนาคม 2561 เป็นต้น คือ สามารถตรวจก่อนที่จะเสียวภาษีได้ 3 เดือน รตจิตร อยากแนะนำเพื่อน ๆ ว่า ในการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีสำหรับรถเก่า 2 ข้อดังนี้

1. ถ้าเพื่อน ๆ ไม่มีเวลาไปตรวจสภาพรถเอง
รตจิตร คิดว่า เพื่อน ๆ ควรไปตรวจสภาพรถแถวกรมขนส่งจะดีกว่า รตจิตร เองเมื่อก่อนทำงานที่บริษัทขายรถยนต์ ซึ่งได้รับการอนุญาตให้เป็น หนึ่งในสถานที่ตรวจสภาพรถเอกชน หรือ ตรอ. นั่นเอง และรตจิตร ก็ไม่มีเวลาไปเสียภาษีด้วย แต่จ้างเด็กมอเตอร์ไซด์ไปจ่าย และทำให้ต้องใช้บริการ ตรอ. ที่สะดวกและใกล้

เลื่อนล้อเสียภาษีกรมขนส่ง

2. ถ้าเพื่อนๆ มีเวลาไปตรวจสภาพรถเอง
รตจิตร เคยเอารถไปตรวจสภาพที่กรมขนส่งเอง ค่าบริการ ไม่กี่สิบบาท แต่แถวยาว และตอนรอรายงานนานหน่อย ช่วงหลัง รตจิตร เห็นว่า ขณะนี้มี ตรอ. มีหลายแห่ง และค่อนข้างแข่งกันทำงานด้วย มาตรฐานก็พอ ๆ กัน เพราะกรมขนส่งมีการส่งเจ้าหน้ามาคอย
ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องวัด รตจิตร เลือกใช้บริการที่ ตรอ. แถว ๆ กรมขนส่งเลย เพราะ
– มาตรฐานทุกร้านเหมือน ๆ กันหมด ราคาก็เท่ากันหมด เช่นในปี 2560 ราคาตรวจสภาพ 200 บาท
– มีจำนวนหลายแห่ง ทำให้แข่งกันในเรื่องบริการ และความรวดเร็ว อยู่ใกล้ไม่เสียเวลา
– มีให้เลือกมากมาย ถ้าร้านนี้แถวยาว ก็ไปร้านอื่น เพราะแต่ละร้านอยู่ติด ๆ กันหมด

การเสียภาษีรถเก่าอายุขึ้นปีที่ 8

เอกสารที่ต้องใช้ในการเสียภาษีรถเก่า

1. สมุดทะเบียนรถยนต์
2. หลักฐานแสดงการประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถยนต์ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พ.ร.บ.
3. เงินภาษี ตามท้ายใบเสร็จรับเงินของปีเก่าที่จะระบุว่าปีต่อไปต้องจ่ายภาษีเท่าไร

ความเห็นส่วนตัวของรตจิตร

ความเห็นรตจิตร การเสียภาษีรถยนต์ ด้านในเร็วกว่า ด้านนอก และเป็นห้องแอร์ ด้วย อีกทั้งไม่เปลืองน้ำมัน กล่าวคือ การเสียภาษีรถยนต์ผ่าน เคาน์เตอร์ เร็วกว่าขับรถต่อแถวเพื่อเสียภาษี แต่ปัญหาคือที่กรมขนส่งมักไม่มีที่จอดรถ ทำให้รตจิตร ต้องยอมขับรถต่อ
แถวไปเรื่อย ๆ เพื่อเสียภาษี ดังนั้น ถ้าวันไหนเพื่อน ๆ ไปกรมทขนส่งเพื่อเสียภาษีแล้ว หากมีที่จอดรถ ก็จอดเถอะเพื่อไปรับบัตรคิวด้านใน เสียภาษีกับเคาน์เตอร์ปกติจะดีกว่า และถ้ามีเวลา ต้องการตรวจสภาพรถยนต์ ตรวจที่ขนส่งก็จะถูกกว่า ตรอ. (สถานที่ตรวจสภาพรถเอกชน) แต่ต้องซื้อเวลาหน่อยนะ

พรบ.เสียภาษีรถยนต์

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Movie Review รีวิวหนังเรื่อง Wonder

รีวิวโดย รตจิตร
Reviewed by Ratajit | December 15, 2017

 Movie Review Wonder

**งานเขียนของรตจิตรเรื่องนี้ ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน ห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน

รตจิตร ได้อ่านสิ่งที่หลายคนพูดเกี่ยวกับหนังเรื่อง Wonder ว่าดีอย่างนั้น ดีอย่างนี้ รตจิตร ก็เลยอยากไปดูสักหน่อย วันที่ 14 ธันวาคม รตจิตร ไปดูหนังเรื่อง Wonder ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์ เป็น Sound track รอบ 18:00 น. มีนักแสดงนำคือ จูเลีย โรเบิร์ตส แสดงเป็นแม่ ชื่อ อิซาเบล พูลแมน และตัวดำเนินเรื่องคือ เด็กน้อย อ๊อกกี้ น่าจะมาจากคำว่า Auggy คือ August แสดงนำโดย เจค็อบ เทรมเบลย์ เนื่องจากความผิดปกติของ อ๊อกกี้ จนทำให้ต้องผ่าตัดถึง 27 ครั้ง เป็นสาเหตุให้หน้าตาอัปลักษณ์ ซึ่งน่าจะเป็นจุดด้อยของ อ๊อกกี้ เลยเป็นจุดดำเนินเนื้อหาของเรื่องต่าง ๆ ในหนัง จนทำให้อ๊อกกี้ ได้รางวัลเด็กดีประจำปี ของโรงเรียนในตอนจบ จริงอยู่ว่า แม้เรื่องนี้จะแสดงออกได้ดี ในเรื่องความรัก ความกดดันที่เกิดขึ้น ความเอาใจใส่ของครอบครัว ความเอาใจใส่ของประธานโรงเรียน ตลอดจนการถ่ายทำภาพยนตร์ ที่นิ่ง คมชัด และสามารถทำเป็นหนังโดยไม่ต้องใช้ Effects ใด ๆ แต่จุดอ่อนของหนัง ยังมีอีกมาก คราวนี้มาดูผลการรีวิวของรตจิตร กันค่ะ เป็นความเห็นส่วนตัวจากการดู Wonder อย่างตั้งใจ

 Movie Review Wonder by Ratajit

1. เมตตา หรือ ถูกต้อง (Kind or Right)

ความเห็นส่วนตัวของรตจิตร ในเรื่อง Wonder ให้ความสำคัญเกี่ยวกับความเมตตา หรือ ความถูกต้อง เช่นตอนที่ อ๊อกกี้ มีปัญหาที่โรงเรียน Beecher Prep เพราะถูกเพื่อน ๆ ล้อตลอด แม่ของอ๊อกกี้ ให้เขาเข้มแข็ง เมื่อเพื่อน ๆ เห็นตัวลูกจริง ๆ ก็จะรักในตัวลูก ขอให้ใช้ความเมตตา แต่พอวันต่อมา อ๊อกกี้ กลับช่วยเพื่อนโดยให้ Jack Will ลอกข้อสอบ รตจิตร คิดว่าเป็นเรื่อง serious มากที่มีการทุจริตในห้องสอบ มีความผิดร้ายแรงจริง ๆ รตจิตร คิดว่ายังเป็นการฝึกให้เด็กเป็นคนฉ้อโกงตั้งแต่เล็ก

2. ความเห็นแก่ตัวของ อ๊อกกี้ (Selfish)

ความเห็นของรตจิตร อ๊อกกี้ ได้รับความรัก ความเห็นอกเห็นใจ ได้รับเวลา จากทุก ๆ คนในครอบครัว แม้แต่พี่สาวของอ๊อกกี้ เอง ซึ่งก็อยู่ในฐานะลูกคนหนึ่งเช่นกัน พี่ให้ความรักแก่อ๊อกกี้ ตลอดมา รตจิตร คิดว่า อ๊อกกี้ ควรให้พี่สาวบ้าง แต่ในเรื่องกลายเป็น อ๊อกกี้ ไม่เคยยอมพี่ตัวเองเลย ไม่ใช่ตัวอย่างของเด็กดี หรือคนดีเลย แม้แต่น้อย หนังเรื่อง Wonder กลับไม่ให้ความสำคัญตรงนี้เลย มีแต่คิดว่า ปมด้อยของ อ๊อกกี้ ต้องทำให้ อ๊อกกี้ เป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง

รีวิวหนัง วันเดอร์

3. ไม่ยุติธรรม (Unfair)

รตจิตรก็อยู่ในฐานะแม่คนหนึ่ง จึงเห็นว่า แม่ที่ดี ควรรักลูกให้เท่ากัน แต่ครอบครัวของอ๊อกกี้ กลับให้ความรักลูกไม่เท่ากัน จนเห็นได้อย่างชัดเจน รตจิตรคิดว่า ในฐานะที่อ๊อกกี้ เป็นน้องที่น่าสงสาร จริงอยู่ พี่สาวจึงยอม และยอมมาตลอด รตจิตรไม่เห็นด้วย ที่แม่ไม่ให้เวลาพี่สาวเลย จนเก็บกด และมีปัญหาในชีวิต รตจิตรอยากให้หนัง Wonder เรื่องนี้ แสดงออกถึงผลเสียของแม่ที่รักลูกไม่เท่ากัน ไม่มีความยุติธรรมด้วย แต่ในเนื้อเรื่องกลับไม่มีเลย รตจิตร ขอยกตัวอย่างเช่น ในวันงาน Halloween แม่ให้สัญญาว่าจะให้เวลาพี่สาว แต่พออ๊อกกี้ เกิดปัญหาที่โรงเรียน แม่กลับไม่สนใจคำสัญญาที่ตัวเองเสนอเลย ทั้ง ๆ ที่สัญญาแล้วว่าวันนั้นจะอยู่ด้วยกัน รตจิตรยังเห็นหลายฉากที่แม่มีแต่เรียก มีแต่คุย และให้ความสำคัญต่อ อ๊อกกี้ แม้ว่าต่อหน้าลูกสาว เช่นตอนกินข้าว ตอนวาดรูป ต่อหน้าลูกสาว ก็วาดแต่ อ๊อกกี้ รตจิตร คิดว่า ควรวาดลูกทั้งสอง และถ้าเป็นรตจิตร ในตอนนั้น รตจิตร ก็จะคุยกับลูกสาว เพราะอยู่ข้างหน้า นั่งโต๊ะเดียวกันอยู่ เป็นต้น

4. เพื่อนขโมยความเป็นตัวตนของพี่สาว (Friend stole friend’s Identity)
ในหัวข้อนี้ รตจิตร หมายถึง เพื่อนของพี่สาว ที่ทั้งคู่สนิทกันมาก สนิทกันมานาน และสนิทกับครอบครัวเสียด้วย ในเนื้อเรื่อง ทั้ง ๆ ที่สนิทกัน เพื่อนของพี่สาว อ๊อกกี้ ยังกลับแย่งความเป็นตัวตนของพี่สาว รตจิตร คิดว่าในความเป็นจริง เพื่อนรักกันมากทำได้ขนาดนี้ ควรมีบทลงโทษให้เห็นในภาพยนตร์ด้วย

Movie Review Wonder

5. พิสูจน์ให้เห็นว่า ระบบการศึกษาที่ล้มเหลว
เรื่องนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของรตจิตร ที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง อ๊อกกี้ ไม่ได้ไปโรงเรียนเลย แต่ให้แม่สอนที่บ้านมาตลอด จนถึงปีนี้ที่แม่ต้องการให้ อ๊อกกี้ ไปโรงเรียนจริง ๆ เหมือนเด็กคนอื่น ๆ ที่เรียนมาตั้งแต่เล็ก ๆ ทว่า เพียงปีเดียว อ๊อกกี้ กลับเก่งกว่าเด็กคนอื่น ๆ ที่เรียนมาตลอด และเก่งหลายวิชา พวกคณาจารย์ชอบด้วย หรือแสดงให้เห็นว่า เด็กคนอื่น ๆ เรียนมาหลายปีจนครู อาจเบื่อและเกลียดกัน อ๊อกกี้ ยังสามารถจบการศึกษา และได้รางวัลเด็กดีในตอนจบ
นอกจากนี้ รตจิตร ยังคิดว่าเนื้อว่าในเรื่องพยายามให้คนดูคล้อยตามว่า Jack Will ซึ่งเป็นเด็กได้รับทุน และมีแต่คนกล่าวขานว่าเป็นคนดี แต่กลับลอกข้อสอบ จาก อ๊อกกี้ นอกจากนี้ รตจิตรคิดว่า แม่ของ Jack ต้องพยายามคะยั้นคะยอเพื่อให้ Jack เป็นคนดี และดีตอบ อ๊อกกี้ อีกด้วย ความเห็นของรตจิตร ในเหตุการณ์เหล่านี้ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การให้ทุนเด็ก ไม่ได้ดูว่าเป็นเด็กดีเลย รตจิตร อาจกล่าวได้ว่า นี่คือ ความล้มเหลวของการศึกษา การให้ทุนแก่นักศึกษาแบบผิด ๆ

6. ความก้าวร้าวโดยตรง (Direct Aggressive)

เนื้อหาในเรื่อง Wonder รตจิตร เห็นว่า กำหนดให้คนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ๆ หรือครูอาจารย์ มองว่า Jack Will เป็นคนดี แต่พอจูเลียน ดูถูก อ๊อกกี้ ต่อหน้า Jack ทำให้ Jack กลับไปต่อย จูเลียน ซึ่งแสดงถึงความรุนแรง แต่หนังไม่แสดงให้กลุ่มเพื่อน ๆ คนอื่นเห็นผลที่ตามมาว่า เจ็บปวดมั้ย กล่าวคือไม่ให้คนดูเห็นโทษของความรุนแรงจากการกระทำของ Jack Will

7. ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ (Incomplete family)

ในฐานะแม่ รตจิตร ไม่เห็นด้วยที่ แม่รักและทุ่มเทให้ อ๊อกกี้ มาก จนทิ้งอะไรไปหลายอย่าง เช่น ทิ้งวิทยานิพนธ์ ที่ต้องการให้จบ ทิ้งลูกสาว และบ่อยครั้งที่แม่ ไล่พ่อออกไปเสมอ เพื่อจะพูดกับ อ๊อกกี้ แม่ในเรื่อง Wonder ทำตัวเป็นคนสำคัญในครอบครัวประจำ ทั้ง ๆ ที่ชีวิตจริง รตจิตร คิดว่า ทั้งแม่และพ่อ ในเรื่องนี้ มีความสำคัญพอ ๆ กัน

วันนี้ขอ Review หนังเรื่อง Wonder พอหอมปากหอมคอแค่นี้ก่อนนะ วันที่รตจิตร เข้าไปดู ส่วนมากคนจะดูตามลำพัง เหมือนดูฆ่าเวลา รอใคร หรืออาจรอให้รถหายติด

 Movie Review Wonder

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 7

บันทึกคาบที่ 7
Side Story: Students in Xavier Institute

Kitty Pryde มองตนเองในกระจก ก่อนเข้าสอน เธอหมดเรี่ยวแรงทุกครั้งที่สอนที่นี่ เพราะต้องแสดงพลังเหนือมนุษย์ให้นักเรียนมนุษย์กลายพันธุ์ดูนับครั้งไม่ถ้วน เมื่อเธอเดินเข้าห้อง Quentin ก็เดินตามเข้ามา เขาลงมือ Google เพื่อค้นหาอะไรใหม่ๆ ที่น่าสนใจ และได้เจอกับวงดนตรี K-Pop ที่เต้นเซ็กซี่เกินไปจนโดนรัฐบาลแบน Quentin สนใจมาก เขาทำงานอย่างรีบร้อนและส่งเพื่อจะซื้อตั๋วเครื่องบินไปดูวงดนตรีเหล่านี้

ส่วน Jessica Vale ได้สมัครประกวดแข่งขันโชว์ความสามารถ ซึ่งเมื่อ Victor ทราบ ก็บ่นว่า คนทั่วไปมักมีความสามารถแค่ร้อง เต้น และเล่นดนตรี ส่วนความสามารถอื่นๆ ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงค์ชีวิตนั้นไม่มีมาแสดง หรือถ้ามี กรรมการก็ไม่ให้ผ่าน เมื่อ Jessica ได้ฟังเช่นนั้น ก็คิดจะร้องเพลง เพราะรู้ว่ายังไงๆ ถ้าร้องเพลง กรรมการก็จะให้ผ่าน

Jessica Vale ไม่ได้มาเรียนในคาบที่ 7 เพื่อจะไปประกวดร้องเพลง เธอไม่ส่งใบลาให้ Kitty Pryde และเธอไม่อยากให้ Victor รู้ว่า เธอมาประกวดร้องเพลง แต่แล้ว ในรอบที่เธอประกวด กลับมีคนคนหนึ่งที่มี Healing Factor มาขึ้นเวที และแสดงความสามารถพิเศษโดยการหั่นตัวเองเป็นชิ้นๆ และสามารถนำอวัยวะมาต่อสลับกันได้ เช่น ต่อขาให้เป็นแขน ซึ่งคนผู้นั้นกวาดคะแนนของกรรมการจนเกลี้ยง Jessica Vale จึงเสียใจ โดยไม่ทราบว่า นั่นคือผลงานของเพื่อนในชั้นเรียนที่ชื่อ Hope Abbott ที่แนะนำเวทมนต์ดำให้แก่เพื่อนในสถาบันข้างเคียง และนั่นมันไม่ใช่ Healing Factor แบบเดียวกับที่มนุษย์กลายพันธุ์รู้จักกัน

ร้อยเรียงโดย สว อิเฎล (The Sw Eden)

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

ภาพวิว X-Men fan fiction แฟน ฟิกชัน

ภาพวิว X-Men fan fiction แฟน ฟิกชัน

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 6

บันทึกคาบที่ 6
Side Story: Students in Xavier Institute

Victor เป็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่ไม่ค่อยเข้าเรียน มาสายบ้าง ขาดเรียนบ้าง เขามีเพื่อนเป็นมนุษย์กลายพันธุ์ที่ไม่ได้เข้ารับการศึกษา ซึ่งเพื่อนผู้นี้มีแข้งเป็นเหล็ก สังกัดทีม Real Madrid C.F. แต่ Victor ไม่ชอบทีมดังกล่าว เพราะเป็นคู่แข่งสำคัญของทีมโปรดของเขา ซึ่งก็คือ พนักงานยาสูบ ทั้งสองทีมแข่งขันกัน และทีมพนักงานยาสูบก็เอาชนะรีลมาดริดไปได้ 7 ประตูต่อ 0 Victor ไม่รู้ว่าตนเองควรจะดีใจหรือเสียใจดี เพราะตนเองสมหวังแต่เพื่อนผิดหวัง เขาจึงนอนไม่หลับ และได้โทรไปหา Megan ซึ่งเป็นเพื่อสนิท Megan ได้ฟังเรื่องเล่าของ Victor จึงเกิดความสนใจที่จะหันมาดูฟุตบอลบ้าง ดังนั้นสิ่งแรกที่เธอจะทำ คือ หาทีมโปรด และไปดูที่ขอบสนาม

ดังนั้นแล้ว ในคาบเรียนที่ 6 นั้น Victor มาเรียนสายมาก ส่วน Megan ได้โดดเรียนช่วงบ่าย โดนไม่บอกกล่าว Victor พอทราบได้ว่าเธอจะไปดูแข่งฟุตบอล แต่เขาไม่ทราบว่าเธอจะไปดูที่สนามใด แต่คำตอบนั้นหาได้ไม่ยาก Victor เดินมาหา Julian ซึ่งเป็นสุดยอดแห่ง IT ของรุ่น เพื่อให้สืบค้นตารางการแข่งขันจากทุกประเทศทั่วทุกมุมโลก ว่า ทีมใดกำลังแข่งขันอยู่ในตอนนี้

ภาพวิว X-Men fan fiction แฟน ฟิกชัน

เมื่อทราบคำตอบ Victor และ Julian หันหน้าและพยักหน้ากัน เขาทราบว่า Barcelona กำลังแข่งกับสโมสรการท่าเรือ และเมื่อกล่าวถึงการท่าเรือ จะทราบได้ว่า นั่นคือความโหดที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ Victor ได้ออกจากห้องเรียน และไปหา Megan ที่สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยโรงเรียนงูน้อยวิทยาคม Megan ซื้อตั๋ว VIP นั่งอยู่ที่เก้าอี้พิเศษ เธอใช้กล้องส่องทางไกลชั้นเลิศ

Victor เห็นทีม Barcelona ใส่ชุดสีแดงและน้ำเงิน ส่งสโมสรการท่าเรือใส่เสื้อลายคล้ายกัน สีส้มแดงและน้ำเงิน Victor ขยี้ตา และดูไปที่สนามด้วยความสงสัย แฟนบอลทั้งสองทีมใส่เสื้อลายขีดดังกล่าวเช่นกัน Victor รู้สึกสับสนมาก และระหว่างความงงงวยนั้น ได้มีหมัดหนึ่งกระแทกที่หน้าของเขา นั่นเป็นหมัดของเพื่อนเขาที่อยู่ทีมรีล มาดริด ซึ่งไม่พอใจที่ทีมของตนพ่ายแพ้พนักงานยาสูบอย่างยับเยิน และเพื่อนคนนั้นมองว่า Victor เป็นตัวแทนของพนักงานยาสูบ

เพื่อนของ Victor ด่า Victor เป็นภาษา Spainish เสียงดัง จนนักฟุตบอลทีมบาเซโลน่าหันมามองกันทั้งสนาม ทำให้สิงห์เจ้าท่ากระหน่ำบุกตีเสมอทีมบาเซโลน่า และสามารถเอาชนะทีมบาเซโลน่าได้ในที่สุด

ร้อยเรียงโดย สว อิเฎล (The Sw Eden)

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

ภาพวิว X-Men fan fiction แฟน ฟิกชัน

ภาพวิว X-Men fan fiction แฟน ฟิกชัน

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 4

บันทึกคาบที่ 4
ณ Xavier Institute

Kittty Pryde เดินทางมาถึงในเวลาเช้นเช่นเคย ในห้องเรียนไม่มีใครมาเลย แต่เมื่อรอไปสักพัก Julian และ Quentin ได้มาถึง Quentin ไม่ทักทาย Kitty Pryde อีกต่อไปแล้ว เพราะคาบที่ผ่านมา เขาไม่ชอบการไปเอาเครื่อง Amplipower จากห้องใต้ถุน Julian และ Quentin เข้ามานั่งทำงานของวิชาอื่น ในระหว่างที่รอเพื่อนๆ คนอื่นๆ เดินทางมาถึงห้องเรียน เมื่อรอไปสักระยะหนึ่ง เพื่อนๆ ก็เริ่มเข้ามานั่ง Kitty Pryde เกิดความสงสัยเกี่ยวกับการมาสายจึงถามไถ่ บ้างตอบว่าบ้านน้ำท่วม บ้างตอบว่าไม่มีที่จอดรถ แต่พวกเขาก็สายในทุก ๆ คาบตั้งแต่คาบที่ 3 จนคาบสุดท้าย บ้างมาแล้วหายไป บ้างมาแค่เช็คชื่อ Kittty Pryde อาจเสียความมั่นใจไปได้ว่าเธอสอนอย่างไร นักศึกษากลายพันธุ์พวกนี้ถึงไม่อยากเรียน แต่เธอไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเธอเคยสอนที่อื่นๆ มาและการประเมินการสอนอยู่ในระดับดีมากมาเสมอ แม้ว่าเธอจะไม่สงสัยในวิธีการสอน แต่สิ่งที่เธอสงสัยคือ ทำไมพวกมนุษย์กลายพันธุ์พวกนี้จึงไม่เคารพเธอ ทำไมนักศึกษาที่นี่แตกต่างจากที่อื่น แล้วคนที่พวกเขาเคารพจะต้องเป็นอย่างไรกัน

เมื่อ Christine และ Laurie เดินเข้ามาถึงห้อง Kittty Pryde บอกให้พวกเธอและ Andrea ซึ่งมาถึงก่อนพวกเธอสักพัก ไปช่วยกันนำเครื่อง Amplipower จากห้องใต้ถุนขึ้นมาที่ห้องเรียน Christine อ้ำอึ้ง ไม่รู้จะพูดอะไร แต่เธอไม่ต้องการเผชิญหน้ากับเครื่อง Christine นั้น เธอจึงโต้แย้งกับ Kittty Pryde เพื่อให้ Kittty Pryde ลงไปเอาเครื่องดังกล่าวเอง Kittty Pryde จึงบอกให้พวกเธอเดินไปเอาเครื่อง Amplipower พร้อมๆ กับตน แต่เธอก็ยังไม่ยอม เธอไปสะกิด Quentin ให้ช่วยพูด และแน่นอนที่ Quentin จะต้องช่วยเธอ เพราะ Quentin ไม่พอใจมาก ๆ เกี่ยวกับการลงไปเอาเครื่อง Amplipower ในคาบที่ผ่านมา Quentin บอกว่าผู้สอนคนอื่นๆ จะไปยกอุปกรณ์ขึ้นมาให้นักศึกษาใช้ โดยนักศึกษาแค่นั่งรอเฉยๆ แม้กระทั่ง Professor X ที่เป็นครูใหญ่ยังไปขนย้ายอุปกรณ์ด้วยตนเองทุกครั้ง แต่เมื่อ Kitty Pryde ได้ยินเช่นนั้น เธอก็เปลี่ยนใจ ไม่เดินลงไปเอาอุปกรณ์กับ Christine, Laurie และ Andrea เพราะสาเหตุเดียวคือ คำพูดของ Quentin กระตุ้นให้ Kitty Pryde ได้คิดถึงบทบาทความเป็นครูของตนเอง ว่าครูไม่ใช่ลูกจ้าง

ต้นคาบเรียนนั้น Kitty Pryde ตัดสินใจบอกไปว่า ถ้า Christine, Laurie และ Andrea ไม่ต้องการขนย้ายอุปกรณ์ให้เพื่อนๆ พวกเขาควรที่จะทำเพื่อตัวของเขาเอง มิเช่นนั้น ในคาบนี้ จะไม่มีการใช้อุปกรณ์ใดๆ ทั้งสิ้น และการเรียนการสอนก็จะไม่เริ่มขึ้น

ภาพ นิยาย แฟนฟิกชัน fan fiction X-Men

การตัดสินใจของ Kitty Pryde เช่นนี้ สามารถทำให้นักศึกษากลายพันธุ์เหล่านี้เกลียดเธอ แต่เธอก็ทำลงไปโดยมีการไตร่ตรองอย่างรอบครอบแล้ว “ครู ไม่ใช่ ลูกจ้าง” เธอพูดกับตัวเธอเอง นักศึกษาจากสถาบันอื่น ที่เธอเคยอยู่และเคยสอนล้วนแต่มีความรับผิดชอบกับอุปกรณ์ที่ตนเองใช้ เช่น การนำบัตรนักศึกษาไปลงทะเบียนขอยืมอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ การทำเรื่องขอใช้อุปกรณ์ถ่ายทำภาพยนตร์ การขนเครื่องมือทางศิลปะจากห้องเก็บพัสดุมาใช้ในชั้นเรียน เป็นต้น หรือในหลาย ๆ ครั้ง ที่ Kitty Pryde เคยสอนภาษาให้กับนักศึกษาบริหารธุรกิจ เมื่อนักศึกษาเห็นว่าเธอถือเอกสารจำนวนมาก นักศึกษาจะถามเสมอว่า จะให้พวกเขาช่วยยกหรือไม่ แต่ในสถาบัน Xavier Institute แห่งนี้ สร้างความฉงนสงสัยให้แก่ Kitty Pryde เป็นอย่างมาก หากคำพูดของ Quentin เป็นจริง ที่ว่าแม้แต่ Professor X ก็ยังยอมขนของที่หนักมากแทนนักศึกษาแต่เพียงผู้เดียว หากเป็นเช่นนั้น Kitty Pryde คงต้องปล่อยให้ศรัทธาที่ตนมีต่อสถาบัน Xavier Institute นั้นเสื่อมไป

ในเวลาพักเที่ยง Kitty Pryde ลองสอบถาม Julian Keller นักศึกษาอีกคนที่มาเรียนตรงเวลาในวันนั้น แต่ Julian Keller พูดต่างจาก Quentin โดยเขาเล่าว่า Professor X จะให้แต่ละคนไปหยิบอุปกรณ์เอง โดยให้ไปพร้อมกันทุกคนในทุกคาบ ซึ่งต่างจาก Kitty Pryde ที่จะมอบหมายให้ไปทีละกลุ่ม โดยไม่เวียนไม่ให้ซ้ำกันในแต่ละคาบ เมื่อทราบเช่นนั้น Kitty Pryde จึงเกิดคำถามที่ว่า ใครพูดจริงหรือใครพูดเท็จ

ภาพ นิยาย แฟนฟิกชัน fan fiction X-Men

ในคาบเรียนช่วงบ่าย Jubilee ซึ่งเป็นผู้เชียวชาญพิเศษได้ถูกเชิญให้มาชมผลงานของนักเรียนในคาบเรียนดังกล่าว Jubilee เป็นคนตรงไปตรงมามาก เขาติชมอย่างจริงจัง ซึ่ง Kitty Pryde ไม่ได้เจอแบบนี้มานานแล้ว นักศึกษาแต่ละคนแสดงความก้าวหน้าของการใช้พลังพิเศษของตน ซึ่ง Kitty Pryde จะแสดงความคิดเห็น เอียงไปทางแง่ลบ และแนะนำวิธีการพัฒนาการใช้พลัง เพื่อให้พวกเขาสามารถควบคุมมันได้ดียิ่งขึ้น Sofia, Hope Abbott, Sarah, Andrea, และ Julian ได้ฟังบ้าง แย้งบ้าง แต่พวกเขาสนใจในงานที่ Jubilee ทำ เพราะ Jubilee มีงานที่หลากหลาย และเธอสร้างเม็ดเงินได้จำนวนมหาสารจากความสามารถของเธอ ส่วนบางคน กลับรู้สึกไม่พอใจในคำตำหนิ และตั้งข้อเกลียดชังว่าจะไม่รับฟังความคิดเห็นของ Jubilee อีกต่อไป

Kitty Pryde ได้มีโอกาสรับประทานอาหารเย็นกับ Jubilee ทั้งสองพูดคุยกัน ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับบ้าน

เรียงเรื่องเล่าโดย สว อิเฎล (The Sw Eden)

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

ภาพ นิยาย แฟนฟิกชัน fan fiction X-Men

ภาพ นิยาย แฟนฟิกชัน fan fiction X-Men

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 5

บันทึกคาบที่ 5
ณ Xavier Institute

Kitty Pryde รู้ตนเองดีว่า ตนสร้างความเกลียดชังให้แก่นักเรียนหลายคน ที่ตนไม่ยอมเปลี่ยนบทบาทของครูไปอยู่ในบทบาทอื่น Kitty Pryde มารอที่ห้องเรียนนานมาก ยังไม่มีใครมาสักคน Quentin เป็นคนแรกที่มาถึง แต่เขาไม่ทักทาย และเขาทำในสิ่งที่ Kitty Pryde เคยสอนว่าไม่ให้ทำ Kitty Pryde รู้ดีว่านั่นคือการสื่อสารบางอย่างจาก Quentin เขากำลังบอกว่าเขาไม่แคร์ และเขาไม่เคารพ Kitty Pryde อีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม คนคนเดียวไม่ควรที่จะทำให้บทบาทของครูเสื่อมลง Kitty Pryde ทำหน้าที่ของเธอ ทำทุกอย่างตามปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อมีนักเรียนเข้ามาประมาณ 4 คน เธอก็เริ่มสอน และเมื่อมีเข้ามาเพิ่มอีก 2 คน เธอก็ต้องสอนใหม่ทั้งหมด และเมื่อมีเพิ่มเข้ามาอีก เธอก็ต้องสอนใหม่ ตามจำนวนคนที่มาสาย การสอนนักเรียนที่ Xavier Institute ทำให้เหนื่อยกว่าสอนที่อื่น เพราะการสอนที่อื่น จะสอนไม่เกิน 3 รอบเท่านั้น หากนักศึกษามาไม่ทัน 3 รอบนี้ นักศึกษาจะรู้เองว่า ควรถามเพื่อนหรือค้นคว้าหาวิธีการทำงานด้วยตนเอง ซึ่งแตกต่างจากนักศึกษาที่นี่ ที่รอให้ครูคอยป้อนสิ่งต่างๆ ให้ และไม่มีความเกรงใจโดยใช้สอนซ้ำตามจำนวนคนที่มาสาย

ภาพ นิยาย แฟนฟิกชัน fan fiction X-Men

นอกจากนี้ระหว่างคาบเรียน บางคนยังแสดงอาการก้าวร้าวกรีดร้อง ขึ้นเสียง วีน โวยวาย หมิ่นประมาท หัวเราะเยาะ และที่นี่คือการศึกษาระดับ College ซึ่งโดยทั่วไป นักเรียนนักศึกษาจะต้องรู้หน้าที่ของตนเอง การมาสายเป็นกิจวัตรไม่ควรเกิดขึ้น ความก้าวร้าวทั้งกายและวาจาไม่ควรเกิดขึ้น การอบรมสั่งสอนของครูอาจารย์ไม่จำเป็นต้องมี เพราะทุกคนควรรู้หน้าที่ของตนดีอยู่แล้ว นักศึกษาควรรับผิดชอบต่ออุปกรณ์การเรียนของตนในกรณีที่ซื้อเองหรือนำมาเองได้ แต่ถ้าไม่สามารถนำมาเอง พวกเขาควรรับผิดชอบทำเรื่องยืมและคืนกับเจ้าหน้าที่ของสถาบัน หากนักเรียนนักศึกษาในสถาบันไม่สามารถจัดการกับชีวิตของตนเองได้ เขาจะประสบปัญหามากมายในการทำงาน เว้นแต่ข้อเดียวคือ พวกเขาจะไม่จบไปเพื่อทำงาน แต่เขาเพียงต้องการปริญญาเพื่อเกียรติและศักดิ์ศรีในสังคม ข้อคำถามคือ ถ้าพวกเขาไม่มุ่งเรียนรู้ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่มุ่งรักดีและเป็นคนที่สมบูรณ์ คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของ Xavier Institute จะต้องปฏิบัติตนอย่างไร เพื่อให้พวกเขาพอใจ

ภาพ นิยาย แฟนฟิกชัน fan fiction X-Men

นี่มันคงไม่ใช่อำนาจเงิน ใช่หรือไม่ Kitty Pryde พูดกับตนเอง บางคนไม่มีเงิน จึงเลือกบูชาเงิน และทำทุกอย่างเพื่อมัน ส่วนบางคนมีเงินมหาสาร และบูชาเงิน โดยใช้เงินเป็นอำนาจทำให้เขาได้สิ่งที่พอใจ แต่บางคน แม้จะมีเงินมหาสารหรือไม่มี เขาก็เป็นอิสระจากอำนาจเงิน ใช้ชีวิตอย่างคนปกติ

Kitty Pryde นึกย้อนไปถึงสมัยที่ตนเรียนใน Middle School นั่นเป็นฝันร้าย ที่เธอต้องอยู่ท่ามกลางคนที่บูชาเงิน ในมุมมองของเธอ ก่อนมาสอนที่ Xavier Institute เธอคิดว่า ที่โรงเรียนสอนมนุษย์กลายพันธุ์แห่งนี้จะเป็นสถานที่ที่บูชาความรู้ บูชาปัญญา เหมือนกับสถาบันอื่นๆ ในเครือข่ายเดียวกัน และเธอก็ต้องผิดหวัง Xavier Institute กลายเป็นฝันร้ายของ Kitty Pryde เหมือนที่เธอเคยฝันร้ายเกี่ยวกับ Middle School

สิ่งที่ Kitty Pryde ต้องทำ มิใช่เพียงสอน แต่เธอต้องรักษาศรัทธา ศรัทธาในสถาบันอื่นๆ ในรั่วเดียวกัน ที่สถาบันเหล่านั้นสร้างชื่อเสียงและองค์ความรู้ให้แก่โลกมนุษย์ หากจะเสื่อมศรัทธา ขอจงเสื่อมศรัทธาเฉพาะใน Xavier Institute เท่านั้น

เรียงเรื่องเล่าโดย สว อิเฎล (The Sw Eden)

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

ภาพ นิยาย แฟนฟิกชัน fan fiction X-Men

ภาพ นิยาย แฟนฟิกชัน fan fiction X-Men

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 3

บันทึกคาบที่ 3
“เรื่องราวเข้มข้นขึ้น และความเหนื่อยใจหมดสภาพกำลังย่างเข้ามา”

จากที่ในคาบแรก การขยับเวลาเรียนได้เกิดขึ้น ในคาบเรียนที่ 3 ทุกคนในชั้นเรียนมาสาย พวกเขาเริ่มทราบว่า Kitty Pryde ไม่พูดมากเกี่ยวกับความไร้ซึ่งความรับผิดชอบของพวกเขา พวกเขาไม่ทราบว่ามันจะก่อให้เกิดความเสียหายตามมาในภายหลัง Kitty Pryde กล่าวถึง Mr. Marvel ซึ่งเป็นนักศึกษารุ่นแรก ๆ ที่ Kitty Pryde ได้สอน ก่อนที่จะมาสอนที่ Xavier Institute ซึ่ง Mr. Marvel เคยเรียนกับ Kitty Pryde ประมาณ 4 ภาคเรียน หรือ 6 รายวิชา ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขารู้จักกันดี Mr. Marvel รู้ว่าทุกอย่างที่เขาทำในชั้นเรียนมีการจดบันทึกโดย Kitty Pryde และมันจะปรากฏขึ้นในเกรดของเขาเมื่อจบภาคเรียน หลายๆ คนที่คิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง เพราะอาจารย์บางท่านจะไม่ทำเช่นนี้ เขาจะให้งานเป็น Project ใหญ่ๆ และคิดคะแนนมากๆ จากงานนั้นๆ แต่ Kitty Pryde แตกต่าง เพราะเธอทราบดีกว่าการดองงานเป็นอย่างไร ดังนั้นการให้เก็บคะแนนทีละนิดๆ จะปลอดภัยสำหรับนักศึกษาที่สุด

Megan เดินย่างก้าวเข้ามาในชั้นเรียน พร้อมกับการบ้านที่เธอจะเธอให้ Kitty Pryde ดู งานของ Megan น่าทึ่งมาก มันงดงาม และน่าชื่นชม มันอยู่ในรูปแบบวิดิโอ ที่เธอบันทึกด้วยกล้องวิดิโอชั้นดี เธอถ่ายวิดิโอเกี่ยวกับการแสดงพลังที่ Kitty Pryde สอนเธอในคาบเรียนที่ผ่านมา Kitty Pryde รู้สึกชื่นชมในความก้าวหน้าและการฝึกฝนการใช้พลังของ Megan และในคาบเรียนวันนี้ Kitty Pryde จะสอนการใช้พลังในระดับต่อไป ซึ่งมีพื้นฐานมาจากคาบที่แล้ว

Xavier Institute นิยาย X-Men แฟนฟิคชัน เข้มข้นที่สุดในโลก

เนื่องจากนักศึกษากลายพันธุ์พึ่งเริ่มที่จะฝึกการควบคุมพลังของตนเอง และ Kitty Pryde พึ่งสอนพลังแปลกใหม่ให้กับพวกเขา Kitty Pryde จึงต้องหาอุปกรณ์ช่วย ซึ่งเรียกว่าเครื่อง Amplipower ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ Beast ผลิตขึ้นให้ Professor X ใช้ในสถาบัน Xavier Institute ซึ่งเครื่อง Amplipower นี้สามารถแสดงภาพและเสียงเหมือนจริง ดั่งการขยายพลังของมนุษย์กลายพันธ์ให้มากขึ้นได้ถึงขีดสุด โดยแสดงผลลัพธ์ออกมาในรูปแบบภาพฮาโลแกรม และเสียงระบบ Surrounding หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นการแสดงภาพพลังให้เห็นเท่านั้น มิได้มีการทำลายร้างเกิดขึ้นจริง

Kitty Pryde ให้โทรถามเจ้าหน้าที่ Emma Frost เกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ Emma Frost ได้แนะให้ Kitty Pryde เรียกนักศึกษาให้ช่วยขึ้นไปยกเครื่อง Amplipower จากใต้ถุนขึ้นไปที่ห้องเรียน Kitty Pryde ได้ขอให้ Andrea, Hope Abbott, และ Quentin ไปยกเครื่องนี้ พวกเขานิ่งเงียบอยู่สักพัก แต่เมื่อ Kitty Pryde พูดครั้งที่ 2 พวกเขาก็ลุกและลงไปยกอุปกรณ์จากใต้ถุน

Amplipower นั้นหนักมาก ต้องใช้ผู้หญิง 3 คนยก หรือไม่ก็ผู้ชาย 2 คน ระหว่างที่รอเพื่อนๆ 3 คนลงไปยกอุปกรณ์ Julian เล่าให้ฟังว่า War Bird เป็นผู้หญิงคนเดียวที่สามารถยกมันได้ด้วยมือเปล่า และยกทั้งเครื่องได้ด้วยมือเดียว ต่อมาเมื่อ Andrea, Hope Abbott, และ Quentin ยกเครื่อง Amplipower ขึ้นมาถึงห้องเรียนแล้ว การเรียนการสอนก็เริ่มขึ้น Kitty Pryde ได้ขอให้นักศึกษาทุกคนทดสอบพลังที่ฝึกฝนจากคาบเรียนที่แล้วกับเครื่อง Amplipower เกือบทุกคนที่มาเรียนคาบที่แล้วสามารถทำได้ พวกเขาตื่นเต้นกับพลังอันมหาสารที่เครื่อง Amplipower แสดงให้เขาเห็น Julian ได้เห็นก็ถึงกับเอ่ยปากว่า เขาจะพยายามฝึกฝนให้ถึงที่สุด เพราะเขาอยากนำพลังที่ได้มาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

ณ เวลานั้น Megan พยายามเดินออกจากชั้นเรียน ซึ่ง Victor ได้หันไปดู ทำให้ Kitty Pryde มองตามไปด้วย Megan บอกว่าจะขอกลับก่อนเพราะมีธุระ แต่ Kitty Pryde ยังไม่อนุญาตให้เธอกลับ โดยบอกให้เธอแสดงพลังกับเครื่อง Amplipower ก่อน ซึ่งเธอจะได้คะแนนการทำกิจกรรมในชั้นเรียน หากเธอได้คะแนนในส่วนนี้แล้ว เธอจึงสามารถกลับได้ Megan จำใจต้องทำ และเมื่อนั้นเอง Kitty Pryde ก็พบว่าเธอไม่เคยมีทักษะในการควบคุมพลังของตนเองมาก่อน นั่นแสดงให้เห็นว่า งานที่ Megan นำมาให้ Kitty Pryde ดูในตอนต้นคาบเรียนนั้นไม่เป็นความจริง หากแต่เป็นการตัดต่อวิดิโอ หรือ เธออาจให้มนุษย์กลายพันธุ์คนอื่นช่วยเธอทำการบ้านดังกล่าว Megan ไม่ได้ยอมรับในสิ่งที่ Kitty Pryde กล่าว หากแต่เธอบอกว่า เธอลืมมันไปหมดแล้ว คาบนี้เธอจึงทำไม่ได้

Xavier Institute นิยาย X-Men แฟนฟิคชัน เข้มข้นที่สุดในโลก

หลังเลิกเรียน Kitty Pryde กลับบ้าน เธอรู้สึกเหนื่อยใจกับการกระทำของ Megan และเหนื่อยใจที่ทุกคนมาเรียนสาย เธอมาสอนที่นี่โดยไม่เต็มใจ และมนุษย์กลายพันธุ์เหล่านี้ทำเหมือนกับว่าเธอขอร้องใคร เพื่อจะเข้ามาสอนที่นี่

ในขณะที่ Kitty Pryde เกิดความเหนื่อยใจอยู่นั้น ในช่วงกลางคืน Christine และ Laurie ได้ย่องลงไปที่ใต้ถุงเพื่อไปดูเครื่อง Amplipower เพื่อศึกษาว่าทำไมมันจึงสามารถรู้ได้ว่าพลังขีดสูงสุดของมนุษย์กลายพันธุ์แต่ละคนหน้าตาเป็นอย่างไร และผลประโยชน์ที่พวกเธอได้คือ การทำนายพลังคนอื่นในอนาคต รวมถึงการทำนายข้อสอบของรายวิชาอื่นๆ เกี่ยวกับพลัง

Christine และ Laurie ได้เปิดเครื่องกลดังกล่าว และตรวจดูวงจรต่างๆ พวกเธอต้องการโปรแกรมที่ Dr. Beast ใส่ลงไปในเครื่องนี้ แต่หารู้ไม่ว่า Dr. Beast ได้ตั้งระบบรักษาความปลอดภัยไว้ เมื่อ Christine จับที่แผงวงจร เครื่องกลนี้ได้ล็อคมือของเธอไว้ให้ติดกับตัวเครื่อง เธอตกใจมาก กลัวว่าคืนนี้จะกลับบ้านไม่ได้ และในระหว่างที่ความตกใจเกิดขึ้นนั้น ได้มีกล้องถ่ายภาพยื่นออกมา

“ระบบจะทำการถ่ายภาพของคุณก่อนที่จะปล่อยตัวคุณ” เสียงคอมพิวเตอร์ดังจากเครื่อง Amplipower
“แชะ!” กล้องได้ถ่ายภาพของ Christine ไว้ ซึ่งมี Laurie ยืนอยู่ด้านหลัง

เมื่อเครื่อง Amplipower ปลดล็อกที่มือของเธอ Christine และ Laurie รีบวิ่งหนีออกจากใต้ถุน และกลับบ้าน มุดอยู่ใต้ผ้าห่ม พวกเธอฝันร้ายเกี่ยวกับคาบเรียนหน้า ที่อาจารย์ Kitty Pryde จะนำเครื่องนี้กลับมาให้พวกเธอใช้อีก เนื่องจากเวลานี้ ระบบจำหน้าของพวกเธอได้แล้ว ระบบอาจส่งข้อมูลไปให้ Professor X หรืออาจจะนำพฤติกรรมการขโมยของพวกเธอไปแฉให้ในชั้นเรียนทราบ

เรียงเล่าโดย สว อิเฎล (The Sw eden)

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

Xavier Institute นิยาย X-Men แฟนฟิคชัน เข้มข้นที่สุดในโลก

Xavier Institute นิยาย X-Men แฟนฟิคชัน เข้มข้นที่สุดในโลก

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 2

บันทึกคาบที่ 2
ณ สถาบัน Xavier Institute อาคาร X-Mansion

Kitty Pryde เดินทางมายัง Xavier Institute เป็นครั้งที่ 2 ซึ่งเธอได้เช็คชื่อในเวลา 9.00 น. ซึ่งเป็นเวลาเข้าเรียนใหม่ วันนี้หลายคนมากันพร้อมหน้า เช่น Megan, Quentin, Jessica Vale, Julian, Andrea, Sarah, Hope Abbott และ Sofia แต่ที่ยังมาไม่ถึงมีอยู่ 4 คน ซึ่งในนั้น มี Quill และ Victor ซึ่ง Kitty Pryde ไม่เคยรู้จักมาก่อน ส่วนอีกสอนคนคือ Christine และ Laurie ซึ่งพวกเขาเหล่านี้พลาดคาบเรียนสำคัญ ซึ่ง Kitty Pryde จะสอนการเคลื่อนย้ายวัตถุไปยังสถานที่อื่น หรือมิติเวลาที่แตกต่างออกไปจากปัจจุบัน เพราะ Kitty Pryde เคยมีประสบการณ์เดินทางย้อนเวลาไปเจอ The Flash ในอดีตมาแล้ว

ภาพประกอบการ Google Xavier Institute X-Men Fan fiction

Christine และ Laurie กำลังรถติดอยู่หน้าตลาด ใกล้ทางรถไฟ ซึ่งพวกเธอไม่รู้ว่ามีผู้คิดร้ายดักซุ่มอยู่ในเส้นทางจราจรนั้น Sid นักศึกษาจากสถาบันข้างเคียงได้ย่องเข้ามาใกล้ๆ รถยนต์ที่พวกเธอขับอยู่ Sid ปลอมตัวเป็นเด็กขายพวงมาลัย และเดินมาเคาะกระจกรถของพวกเธอ

“พวงมาลัยราคา 10 บาท” Sid พูด
“อย่ามาแตะรถของชั้น” Christine เปิดกระจกด่า “ไม่เห็นหรือไง ว่ารถฉันมีพวงมาลัยอยู่แล้ว และจำไว้ซะด้วยว่า รถแต่ละคัน จะมีพวงมาลัยแต่อันเดียว”

Sid ได้จังหวะที่ Christine เปิดกระจก พุ่งมือของเขาเข้าไปจับตัว Christine และพยายามลาก Christine ออกจากรถ Laurie รีบเปิดประตูรถอีกด้านและวิ่งเข้ามาเอากระเป๋าฟาดใส่ Sid ซึ่งเขาหันไปและจับกระเป๋านั้นไว้ เมื่อ Christine เห็นว่า Sid ไม่ได้มุ่งความสนใจมาที่ตน Christine จึงเปิดกระตูรถอย่างแรง กระแทกก้นของ Sid ลงไปนอนหงายกับพื้น ส่วน Laurie ได้รีบคว้ากระเป๋าตนเองคืนและกลับเข้ามานั่งในรถโดยทันที

Christine และ Laurie เดินเข้ามาในชั้นเรียนสายกว่าคนอื่นๆ เธอพวกเธอไม่ได้แคร์ใคร เพราะเธอทราบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของการจราจร และ Sid ชายหนุ่มที่พวกเธอไม่รู้จัก Hope Abbott หันไปมองพวกเธอ ซึ่งเสื้อผ้ามีร่องรอยการต่อสู้ Hope Abbott หวังว่าคนที่ทำจะไม่ใช่ Sid เพราะในเวลานี้ Sid น่าจะหาร่างของมนุษย์ไปทำพิธีอยู่

เรียบเรียงเรื่องเล่าโดย สว อิเฎล (The Sw Eden)

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

ภาพประกอบการ Google Xavier Institute X-Men Fan fiction

ภาพประกอบการ Google Xavier Institute X-Men Fan fiction

Leave a comment

Filed under Uncategorized