ไปประชุมวิชาการที่ซูริค สวิสเซอร์แลนด์ Zurich, Switzerland

อาจารย์พราว อรุณรังสีเวช ได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปประชุมวิชาการที่เมือง ซูริค ประเทศ สวิสเซอร์แลนด์ (Zurich, Switzerland) กับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และเกิดความประทับที่ได้ร่วมเดินทางจากคณาจารย์ในมหาวิทยลัยราชภัฏสวนสุนันทา จึงอยากนำประโยชน์ที่ได้รับมาเล่าให้ฟัง ณ ที่นี้

(1) หลังจากที่ได้เผยแพร่บทความวิจัยไปก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง ด้วยเล่มวิจัยงบรายได้ปีงบประมาณ 2559 งานนี้ถือเป็นงานสุดท้าย ที่ทำให้ทุกส่วนของเล่มวิจัยนั้นถูกเผยแพร่อย่างสมบูรณ์ ข้าพเจ้ารู้สึกพอใจ และรู้สึกว่างานสำเร็จสะที

(2) ได้มีประสบการณ์นำเสนองานวิจัย เพื่อตีพิมพ์ในฐาน Scopus และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าครั้งนีจะได้ตพิมพ์ **หมายเหตุว่า ความจริงแล้วเคยนำเสนองานวิจัยในการประชุมวิชาการเพื่อตีพิมพ์ในฐาน Scopus มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะตอนนั้นทาง Procedia เลิกรับบทความกระทันหัน เวลานั้นข้าพเจ้ารู้สึกหมดกำลังใจ แต่เมื่อมาเข้าร่วมการประชุมวิชาการในครั้งนี้ ทำให้เกิดความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

(3) ได้รับฟังงานวิจัยจากศาสตร์ต่างๆ มากมาย ทั้งที่คุ้นและไม่คุ้น

(4) ได้เห็นความสามารถของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในสถาบัน และเกิดกำลังใจที่จะอ้างอิงบทความของเพื่อนๆ ในงานวิจัยอื่นๆ ที่จะเขียนขึ้นในอนาคต

งานวิจัยของอาจารย์พราว อรุณรังสีเวชที่นำเสนอในที่ประชุมวิชาการในครั้งนี้ คือ The Effectiveness of Learning Crisis Response Strategies through Movies ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถดูประวัติการทำงานวิจัยของข้าพเจ้าได้ที่นี่

ไปประชุมวิชาการที่ซูริค สวิสเซอร์แลนด์ Zurich, Switzerland

ไปประชุมวิชาการที่ซูริค สวิสเซอร์แลนด์ Zurich, Switzerland

Advertisements

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Movie Review: The Mummy (2017)

The Mummy (2017)
Reviewed by Ratajit (Thailand)

Review The Mummy(2017)

Positive review
มัมมี่ เป็นภาพยนตร์ที่น่าดูมากเรื่องหนึ่ง สามารถเอาอดีตมาผสมผสานกับปัจจุบันได้ลงตัว นักแสดงหลายคนถือว่าเป็นนักแสดงคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น Tom Cruise ที่แสดงเป็น Nick (Morton); Sofia Boutella แสดงเป็น Mummy หรือ Princess Ahmane; Annabelle Wallis แสดงเป็น Jenny (Halsey); Russell Crowe แสดงเป็น Dr. Henry (Jekyll) เป็นต้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ดำเนินเรื่องได้เร็ว ตื่นเต้น ยกเว้นช่วงท้าย

Negativetive review
ตอนท้าย ๆ ของเรื่อง The Mummy (2017) ลดความตื่นเต้นลง อาจเพราะมีสาเหตุมาจากการสู้กันในถ้ำและมีการไล่ติดตามกันโดยการว่ายน้ำทำให้ช้าไปหน่อย ความตื่นเต้นจึงสู้ช่วงกลางเรื่องไม่ได้

Review The Mummy  (2017)

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 8

บันทึกคาบที่ 8
ผู้เขียน: อาจารย์ Shadowcat หรือ Katherine Anne Kitty Pryde
สถานที่: X-Mansion หรือ Xavier’s School for Gifted Youngsters หรือ Xavier Institute

ข้าพเจ้าเดินทางมาถึง X-Mansion ก่อนเวลาสอน 1 ชั่วโมง ตอนนั้น 8 โมงเช้า ที่มหาวิทยาลัยยังไม่ค่อยมีคน ข้าพเจ้าเดินเข้าไปยังอาคารหลักและกราบลงที่อนุสาวรีย์อันสูงศักดิ์และประเสริฐ อนุสาวรีย์นี้เป็นบุคคลที่ทำความดีอย่างยิ่งใหญ่ในอดีต เป็นเสาหลักที่ยึดมั่นของนักศึกษาและประชาชนในเขตเมืองนั้น ข้าพเจ้าเคยเรียนจบมาจากสถาบันในเครือเดียวกับ Xavier Institute ทุกสถาบันในเขตนี้นับถือท่าน ข้าพเจ้าชื่นชมทุกสถาบัน ทั้งสถาบันที่ข้าพเจ้าเรียนจบมา และสถาบันอื่นๆ ในระแวกเดียวกันที่เพื่อนรุ่นเดียวกับข้าพเจ้าเคยเรียน Mutants หรือมนุษย์กลายพันธุ์ทุกคนรู้ว่าสถาบันในเครือนี้คืออันดับ 1 และทุกคนนับถือผู้ที่ถูกสร้างให้ระลึกในอนุสาวรีย์แห่งนี้

ข้าพเจ้าก้มลงกราบ และเล่าเรื่องราวที่ทำให้ข้าพเจ้าผิดหวังให้ท่านฟัง เรื่องราวอันน่าเหนื่อยหน่ายใน Xavier Institute ซึ่งเป็นสถาบันหนึ่งในเครือเดียวกัน ข้าพเจ้าบอกว่า

“ขอโทษที่ทำให้ท่านผิดหวัง ขอโทษที่เป็นอาจารย์ที่ไม่ดี ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยใครได้ ไม่สามารถทำให้เขาอยากเรียนอยากรู้หรือตั้งใจทำงานได้ แต่สิ่งหนึ่งคือ สถาบันทั้งหมดในเครือนี้ เป็นสถาบันที่ข้าพเจ้านับถือ เหมือนเคยเป็นบ้านหลังหนึ่งของข้าพเจ้า ก่อนที่จะมาสอนที่ Xavier Institute ข้าพเจ้าวาดฝันว่า Xavier Institute จะเป็นเหมือนกับสถาบันในเครือเดียวกัน แต่มันหาเป็นเช่นนั้นไม่”

เมื่อกล่าวเช่นนี้ทั้งน้ำตา ข้าพเจ้าก็เริ่มเข้าใจว่าตนเองสับสน ข้าพเจ้าทำให้ผู้ที่ข้าพเจ้านับถือผิดหวัง ผิดหวังที่ข้าพเจ้ามันไม่เอาไหน ทำให้คนเป็นคนที่สมบูรณ์ไม่ได้ และนั่นแหละ คือความผิดหวังของข้าพเจ้าเอง ผิดหวังกับสิ่งที่ข้าพเจ้าวาดหวังไว้อย่างสวยงาม ห้องเรียนที่ข้าพเจ้าได้สอนใน Xavier Institute อาจเป็นห้องเรียนที่แปลก ไม่เหมือนใคร ถ้าข้าพเจ้าไม่หวังอะไร ก็จะไม่ผิดหวัง ข้าพเจ้าควรที่จะทำๆ ไป เหมือนอาจารย์พิเศษที่ถูกจ้างมาให้สอนที่นี่เท่านั้นใช่หรือไม่

ภาพประกอบเรื่อง X-Men นิยาย

ก่อนหน้าวันนี้ ข้าพเจ้าแจ้งให้นักศึกษาที่ Xavier Institute ให้ทราบว่า ข้าพเจ้าจะสอนในคาบเช้าเท่านั้น แต่คาบบ่ายข้าพเจ้าติดงานที่มหาวิทยาลัยต้นสังกัด เป็นวันที่นักศึกษาที่ออกไปฝึกงานจะมาส่งเล่มรายงานการฝึกงาน ที่ข้าพเจ้าตั้งกติกาว่าต้องพิมพ์เองทั้งหมด ห้ามลอกจากเว็บไซต์ และข้าพเจ้าได้ตรวจ Turn it in ด้วย

ในคาบเช้าวันนั้น เป็นวันที่นักศึกษาที่ Xavier Institute ห้องที่ข้าพเจ้าสอน จะต้องส่งงานชิ้นที่ 2 ซึ่งเป็นภาพร่างของภาพยนตร์สั้น นักศึกษากลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา และพูดว่า

“อาจารย์ไม่เคยบอกให้พวกเราทำงานนี้เลย พวกเราไม่รู้ว่าต้องส่งวันนี้ ขอให้อาจารย์ช่วยยืดเวลาให้เรา”

แต่ความจริงแล้ว ข้าพเจ้าได้บอกพวกเขาด้วยปากเปล่าแล้ว และยังมีเขียนอยู่ในตารางการสอนหรือ Course Syllabus ด้วยว่างานนี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง แต่ข้าพเจ้ารู้ว่า เถียงไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะพวกเขาก็เถียงกลับอย่างแน่นอน ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจที่จะออกคำสังเพื่อเสริมสร้างวินัยให้แก่พวกเขา

“คุณจะไม่พอใจอาจารย์ จะด่าอาจารย์ก็ไม่เป็นไร” ข้าพเจ้าพูดเร็วกว่าปกติเล็กน้อย “แต่ถ้าไม่ส่งภายในเที่ยงคืน อาจารย์จะหักคะแนนความสาย 30% ของคะแนนชิ้นงาน”

งานที่ให้ไป เป็นงานที่ข้าพเจ้าเคยให้นักศึกษาที่สถาบันอื่นทำ พวกเขาสามารถทำเสร็จในคาบเรียน คือ ไม่เกิน 4 ชั่วโมง ทั้งๆ ที่ไม่ใช่สถาบันที่มีชื่อเสียงของมนุษย์กลายพันธุ์อย่างสถาบันนี้ มนุษย์กลายพันธุ์ที่ข้าพเจ้าเคยสอนมา ฝีมือไม่ค่อยดี สู้มนุษย์กลายพันธุ์ที่ Xavier Institute ไม่ได้ แต่พวกเขาทำงานเสร็จตามเวลา หรือถ้าไม่เสร็จ พวกเขาก็จะส่งเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่ที่นี่ไม่เป็นเช่นนั้น งานที่ทำได้รวดเร็วชิ้นนี้กลับไม่มีใครส่งมันตรงเวลาเลย

ในคาบบ่าย ข้าพเจ้าเดินทางกลับไปยังสถาบันต้นสังกัดเพื่อรอรับรายงานจากนักศึกษาฝึกงาน ทุกคนมาส่งตรงเวลา และเมื่อนำเข้า Turn it in ไม่พบการคัดลอกข้อมูลจากเว็บไซต์ใดๆ สถาบันต้นสังกัดที่ข้าพเจ้าทำงานอยู่ ไม่ได้โด่งดัง ไม่ได้มีมนุษย์กลายพันธุ์เก่งๆ อยากมาเรียน แต่นักศึกษาที่ข้าพเจ้าไปรับงานในวันนั้น เขามีสิ่งหนึ่งที่นักศึกษาใน Xavier Institute ไม่มี คือ “ความรับผิดชอบ” และข้าพเจ้าได้รับสิ่งหนึ่งจากพวกเขา ซึ่งไม่เคยได้รับจาก นักศึกษาใน Xavier Institute คือ “ความประทับใจ”

เมื่อถึงเที่ยงคืนวันเดียวกันนั้น ข้าพเจ้าเข้า e-mail เพื่อดูว่ามีนักศึกษาที่ Xavier Institute ส่งงานมาหรือยัง ผลปรากฏว่า ไม่มีใครส่งงานมาเลยแม้แต่คนเดียว ข้าพเจ้าต้องการคำอธิบายที่มีเหตุมีผล ขอให้ตอบคำถามของข้าพเจ้าว่า นี่มันคืออะไร นักศึกษา Xavier Institute สถาบันที่มีชื่อเสียง เทียบไม่ติดกับอีกสถาบันที่ทำรายงานทั้งเล่ม ด้วยการพิมพ์ขึ้นเองและส่งตรงเวลา ในยามนี้ ข้าพเจ้าไม่อยากที่จะคิดอะไรแย่ๆ กับพวกเขาเหล่านั้นที่ทำให้ข้าพเจ้าผิดหวัง แต่ขอคิดอย่างหนึ่งคือ ข้าพเจ้าโชคดีมาก ที่ไม่ต้องเป็นอาจารย์ประจำที่นี่ และไม่ต้องเจอคนเหล่านี้นานไปกว่า 1 ภาคเรียน

ขอหมายเหตุที่ท้ายนี้ งานที่ต้องส่งในวันนี้ มีนักศึกษาคนหนึ่ง ส่งมาประมาณ 3 วันหลังจากนั้น ส่วนคนอื่นๆ ส่งหลังจากนั้น 2 สัปดาห์ ความทุกข์ใจของอาจารย์คือสิ่งนี้เอง

เรียงเล่าโดย สว อิเฎล

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

ภาพประกอบเรื่อง X-Men นิยาย

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 9

บันทึกคาบที่ 9
ผู้เขียน: อาจารย์ Shadowcat หรือ Katherine Anne Kitty Pryde
สถานที่: X-Mansion หรือ Xavier’s School for Gifted Youngsters หรือ Xavier Institute

ข้าพเจ้าเอง Kitty Pryde หรือ Shadowcat ข้าพเจ้าไม่ได้เดินทางมาที่ Xavier Institute เพียงลำพัง หากแต่สิ่งที่ติดตัวข้าพเจ้ามาจากบ้านคือ “ความหน่ายเหนื่อย” ความหน่ายเหนื่อยเป็นเพื่อนของข้าพเจ้าตั้งแต่คาบที่ 5 ข้าพเจ้าจะเจอกับเขาผู้นี้ทุกครั้งที่เดินทางออกจากบ้าน ความหน่ายเหนื่อยจะอยู่กับข้าพเจ้าจนกระทั่งคาบสุดท้ายที่จะสอนที่ Xavier Institute

ข้าพเจ้าได้นึกถึง Scott Summers ซึ่งเป็นผู้ที่ชักชวนให้ข้าพเจ้ามาสอนที่ Xavier Institute เขาผู้นี้จำได้อย่างเดียวว่า ที่นี่เงินดี ศาสตราจารย์ Xavier จ่ายค่าสอนแพงมากต่อชั่วโมง แต่ข้าพเจ้าค่อนข้างฐานะดีมาแต่กำเนิด ดังนั้นเรื่องเงินจึงไม่ใช่สิ่งที่ต้องคิดมาก การได้เงินมาด้วยความทุกข์ใจและความเหนื่อยหน่ายนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการ แต่ทำไม ข้าพเจ้าจึงมาสอนที่นี่หล่ะ Scott Summers ได้ชวนข้าพเจ้าไปสอน 3 แห่งก่อนหน้านี้ ซึ่งข้าพเจ้าไม่ได้อยากสอน จึงปฏิเสธไปว่าที่ไม่ไปสอนเพราะอยู่ไกลบ้าน ข้าพเจ้าไม่ชอบเดินทางไกลหรือรถติด แต่พอมาถึงที่ Xavier Institute ข้าพเจ้าจะปฏิเสธแบบเดิมก็ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เพราะ Xavier Institute อยู่ใกล้บ้านของข้าพเจ้ามาก กล่าวคือ ข้าพเจ้ามาสอนที่นี่เพราะการรักษาสัจจะ มิใช่เพื่อเงิน เงินที่ได้มาได้นำพาข้าพเจ้ามาพบกับเพื่อใหม่ที่ชื่อว่าความเหนื่อยหน่าย และนี่มันไม่คุ้มกันเลย

คาบที่ 9 ข้าพเจ้าเดินเข้ามาในห้อง พบ Andrea นั่งอยู่ เธอเป็นคนเดียวที่มาถึงห้อง ตอนนั้นเวลา 9 โมงเช้าแล้ว แล้วคนอื่นหล่ะ? พวกเขาอยู่ไหน? ข้าพเจ้าตั้งคำถามในใจ 15 นาทีถัดไป Laurie Collins เดินเข้ามา ข้าพเจ้าบอกทั้งสองว่า ถ้ารออีก 5 นาทีแล้วยังไม่มีใครมา ข้าพเจ้าจะเริ่มสอน Andrea ลุกขึ้นแล้วบอกว่า ขออนุญาตลงไปหาของกิน และนั่นหมายความว่า ข้าพเจ้าไม่ควรที่จะเริ่มสอนถ้า Andrea ยังไม่ขึ้นมา หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง Quentin และ Christine ได้ขึ้นมาถึงห้อง ตอนนั้น สายประมาณเกือบชั่วโมงแล้ว พึ่งมาถึงห้องเรียนกันเพียง 4 คน ข้าพเจ้าผิดหวังมาก ท้อใจ เหนื่อยหน่าย กว่าจะได้เริ่มสอนอย่างจริงจังก็สายไปประมาณชั่วโมงครึ่ง ความรับผิดชอบอยู่ที่ไหน ไม่ใช่เพียงไม่เคารพอาจารย์ แต่นี่คือการไม่เคารพตนเอง การดูหมิ่นศักดิ์ศรีของตนเอง ดูหมิ่นสถาบัน ดูหมิ่น Professor Xavier นักศึกษาเหล่านี้ลืมตระหนักว่าพ่อแม่อุตส่าห์หาเลี้ยง ส่งลูกมาเรียนในสถาบันที่ค่าเทอมแพงมาก และเป็นสถาบันที่โด่งดังที่สุดที่เหล่า Mutants ยอมรับกัน

ภาพฉากประกอบนิยาย ฟิก X-Men

เมื่อนักศึกษามาประมาณ 7 คน ข้าพเจ้าได้เริ่มสอน สอนไปไม่นาน มีนักศึกษา 2 คน พึ่งมาถึง พวกเขาเข้าเรียนสายประมาณ 2 ชั่วโมง ข้าพเจ้าต้องพูดซ้ำ สอนซ้ำ ใช้เสียงกับคอที่เจ็บร้าวของข้าพเจ้าสอน สอน และสอน ส่วนนักศึกษาคนหนึ่ง เข้ามานั่งสักพักใหญ่ๆ แล้ว แต่ไม่ยอมทำตามตอนที่ข้าพเจ้าสอน เขาต้องการให้ข้าพเจ้าสอนเขาเดี่ยว ให้พูดให้เขาฟังคนเดียวแล้วเขาจึงจะทำ ข้าพเจ้าสอนซ้ำให้อีก ข้าพเจ้าถามตนเองว่า นี่คือการดูถูกกันใช่ไหม? คนเหล่านี้ที่ให้ข้าพเจ้าสอนซ้ำ เขาดูถูกข้าพเจ้าใช่ไหม เขาไม่คิดว่าคนคนนี้มีค่า เขาใช้แรงงานข้าพเจ้าเพียงเพราะเขามาสาย 2 ชั่วโมง และเพียงเพราะเขาจงใจไม่ฟังตอนที่ข้าพเจ้าสอนทุกคนพร้อมกัน หรือถามอีกข้อ คือ ข้าพเจ้ามันโง่ ไม่เด็ดขาด ข้าพเจ้าอ่อนแอ และยอมให้คนเหล่านี้เอาเปรียบ ทำไมเขาจึงสร้างความทุกข์ให้เรา โดยที่เขาไม่รู้สึกเดือดร้อนใจอะไรเลย

ในช่วงบ่าย ข้าพเจ้าให้เขาทำงานที่เขาออกแบบเอง (ขอหมายเหตุจุดนี้ว่า ข้าพเจ้าให้เขาทำงานในคาบ และเขากลับใส่ร้ายข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้าไม่เคยให้ทำ) มีนักศึกษาคนนึงพึ่งเดินทางมาถึงในช่วงบ่าย ช่วงเช้าเขาไม่ได้เข้าเรียน เขาขอให้เข้าเจ้าสอนสิ่งที่คนอื่นทำในช่วงเช่นให้เขาฟัง แน่นอน ข้าพเจ้าสอนให้ ข้าพเจ้าทำทุกอย่างขัดกับความรู้สึกของตนเอง ข้าพเจ้ารู้สึกไม่ต้องการถูกเอาเปรียบ แต่ข้าพเจ้าก็สอน มันคือการยอมให้คนอื่นเอาเปรียบ เมื่อสอนเสร็จ มีนักศึกษาอีกคนมา และจะขอให้ข้าพเจ้าสอนซ้ำอีก ข้าพเจ้าบอกให้นักศึกษาคนก่อนหน้านี้ช่วยสอนเขาแทน เพราะเจ็บคอจนไม่ไหวแล้ว เจ็บเหมือนคนเป็นหวัดทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นหวัด แต่เขาก็สอนกันเองได้ครึ่งเดียว ซึ่งข้าพเจ้าก็ต้องมาสอนต่อ

แต่สิ่งหนึ่งที่ชอบในวันนี้คือ การที่คาบหน้าจะเป็นคาบสุดท้ายที่จะต้องมาสอนที่นี่ ข้าพเจ้าเตรียมอำลาความทุกข์และความเหนื่อยหน่าย ข้าพเจ้าคิดว่า ส่งพวกเขาได้เพียงนี้ พวกเขาอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว เขาควรจะรับผิดชอบตนเองให้มากกว่านี้ นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยอื่น ถ้ามาสาย มาไม่ทัน พวกเขาจะศึกษาเอง อ่านเอง ดู Youtube เกี่ยวกับวิธีการทำงาน หรือแย่ที่สุดคือถามเพื่อน ให้เพื่อนสอนให้ แต่ที่ Xavier Institute พวกเขาขอให้ครูสอนซ้ำ ซ้ำ ซ้ำ นับ 10 รอบ โดยไม่มีความเห็นใจ หรือถ้าพูดแรงกว่านั้นคือ ไม่เกรงใจและไม่สำนึกในความผิดของตน และมักอ้างเสมอว่า ค่าเทอมของ Xavier Institute นั้นแพงมาก แพงกว่าที่อื่น ประสบการณ์นี้ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นถึงอำนาจของเงินที่เขาบูชา

เรียงเล่าโดย สว อิเฎล

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

ภาพฉากประกอบนิยาย ฟิก X-Men

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 10

บันทึกคาบที่ 10
ผู้เขียน: อาจารย์ Shadowcat หรือ Katherine Anne Kitty Pryde
สถานที่: X-Mansion หรือ Xavier’s School for Gifted Youngsters หรือ Xavier Institute
Note: นามสมมติจาก X-Men เขียนคล้ายแฟนฟิคชั่น แต่ผู้เขียนพยายามบอกบางสิ่งที่ไม่ใช่นิยาย

วันนี้ ข้าพเจ้าทำหน้าที่เป็นอาจารย์อีกเช่นเคยคาบนี้เป็นคาบที่ 10 ข้าพเจ้าทำงานนอกเวลาราชการอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนัก แต่อย่างไรก็ตาม คาบนี้เป็นคาบสุดท้ายที่ข้าพเจ้าจะต้องผ่านมันไปให้ได้ ข้าพเจ้ารู้ตนเองดี ว่าตนเองมีความกังวล ความกังวลที่เกิดจากความแปลกใจในวัฒนธรรมที่ไม่เคยประสบมาก่อนจากสถานที่อื่นๆ ที่เคยอยู่มา แต่ความกังวลจะเกิดต่อไป ถ้าเราไม่เผชิญหน้ากับมัน เรารู้ว่าเราพยายามทำให้ดีที่สุด เพราะวิธีสอนนักศึกษา ไม่ได้มีเพียงวิธีการพูด เรามีวิธีอื่นที่จะสอน ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของเรา หรือ การให้เกรด ซึ่งมีงานวิจัยพิสูจน์แล้วว่า เกรดคือ Feedback ที่ทำให้นักศึกษาพัฒนาตนเองได้ดีที่สุด

มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนี้ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของภาคเรียน ความรู้สึกแย่ๆ กำลังจะผ่านไปจนหมดสิ้น ข้าพเจ้านัดนักศึกษามาเรียนตอน 10.00 น. ซึ่งสายกว่าเวลาเรียนปกติ 1 ชั่วโมง เมื่อเข้ามาถึง มีนักศึกษาที่มานั่งอยู่ในห้องจำนวน 6 คน จากจำนวน 12 คน คาบนี้ Quill ต้องนำเสนองานหน้าห้อง แต่เขาก็ยังไม่มา ข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวว่าอะไร ข้าพเจ้าเดินดูผลงานของผู้ที่มาทำงานในห้อง หากว่าอาจเจอการติดขัด จะได้ช่วยแนะนำก่อนที่จะเริ่มการ Review ตอนบ่าย โดยปกติแล้ว จะมีการ Review โดยเชิญคนนอกเข้ามาให้ข้อเสนอแนะกับนักศึกษา ข้าพเจ้าเคยชินกับการ Review ดี เพราะอยู่เรียนในลักษณะนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก ทุกครั้งที่จะมีการ Review จะอดหลับอดนอนวันก่อนหน้านั้น ตั้งใจและตื่นเต้นสุดๆ ข้าพเจ้าได้วาดความหวังไว้ว่าจะพบนักศึกษาที่เป็นอย่างนี้ แต่เมื่อถึงวัน Review ข้าพเจ้าผิดหวังกับงานของหลายคน แต่ไม่ใช่ทุกคนนะ

ผ่านไปประมาณชั่วโมงหนึ่ง นักศึกษาคนอื่นๆ เริ่มมากันครบ บางคนแทบไม่มีงานส่งเลย แต่บางคนทำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าปลอบใจตนเองว่า “ก็ยังดีนะ Kitty สู้ต่อไป เด็กๆ ก็แบบนี้แหละ คนที่เขามาสาย อาจเพราะตอนเช้าคงจะไปทำงานที่บ้านจนเสร็จกระมั้ง” แน่นอนข้าพเจ้าพยายามมองโลกในแง่ดี

เมื่อเวลาเที่ยงผ่านไป หลังจากนักศึกษาแยกย้ายไปรับประทานอาหาร ในคาบเรียนช่วงบ่าย เป็นเวลาที่ข้าพเจ้าแปลกใจมาก แปลกใจยิ่งกว่าครั้งก่อนๆ ที่เคยมาสอน ณ ที่ X-Mansion แห่งนี้ นักศึกษาที่มาในช่วงเช้า จำนวน 4 คน หายไปจากห้องเรียน และเช่นเคย ข้าพเจ้าพยายามคิดว่าพวกเขาคงไปกินข้าวข้างนอกและกลับมาไม่ทัน เขาคงจะเข้าสายมั้ง

เมื่อถึงเวลาบ่ายโมง ซึ่งเป็นเวลาที่จะเริ่มการ Review ข้าพเจ้าโทรหา Jubilee ซึ่งจะมาให้คำแนะนำกับนักศึกษาในคาบนี้ แต่ในอาคาร ไม่ค่อยมีคลื่น ข้าพเจ้ากังวลว่าเขาจะขึ้นมาบนอาคารไม่ถูก เพราะที่บริเวณทางเข้ามาการซ่อมแซมอยู่ แต่สักพัก เขาก็ขึ้นมา ข้าพเจ้าได้เรียกให้นักศึกษาออกไปนำเสนองานของตนเอง ซึ่งเมื่อคนหนึ่งๆ นำเสนอเสร็จ ข้าพเจ้าและ Jubilee จะให้คำแนะนำ ติชม งานของนักศึกษาคนแรกอยู่ในระดับปานกลาง ข้าพเจ้าพยายามถามเพื่อให้ Jubilee ได้ทำความเข้าใจกับงานของเขา Jubilee แนะนำอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งแน่นอน นักศึกษาที่นี่อาจรับไม่ได้ เพราะเขาพูดแรงไป นักศึกษาคนนี้ได้พยายามให้เหตุผลว่าทำไมงานของตนจึงไม่ดี พยายามพูดว่าทำไมตนเองไม่มีเวลาทำ หลังจากการแนะนำงานของนักศึกษาคนแรก คนต่อๆ ไปได้ขึ้นมา ภาพซ้ำๆ สิ่งซ้ำ เกิดขึ้น คือ พวกเขาไม่รับฟังการแนะนำของ Jubilee หากแต่พยายามอ้างสาเหตุที่ทำให้งานออกมาไม่ดี

เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ในการนำเสนองานของนักศึกษา 3 คน นักศึกษาคนหนึ่งบอกข้าพเจ้าว่าเขากลัวโดนติ แต่ข้าพเจ้าบอกเขาว่า การโดนตำหนิเป็นเรื่องธรรมดา หลังจาก 3 คนแรกนั้น Jubilee ให้คำแนะนำลดลง จนกระทั่งไม่พูดอะไรเลย ข้าพเจ้าสังเกตุได้ว่าเขาค่อนข้างเงียบ

ภาพประกอบ X-Men fan fiction

การ Review และเวลาดำเนินตั้งแต่ 13.00 น. ถึง 15.30 น. นักศึกษา 7 คนได้นำเสนองานของตนจนเสร็จ ในขณะที่ นักศึกษาจำนวน 4 คนที่หายไปตั้งแต่ก่อนเที่ยงยังไม่ปรากฎตัว นี่มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป มันเป็นมากกว่านั้น ปกตินักศึกษาที่อื่นๆ จะเข้าห้องเรียนสายไม่เกิน 15 นาที หรือแย่ที่สุดคือ 30 นาที สำหรับคาบเช้าที่นักศึกษามักจะตื่นไม่ทัน แต่นี่คือการสาย 2 ชั่วโมงกับอีก 30 นาที ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้

ข้าพเจ้าทราบดีว่าชั่วโมงสอนจะหมดเวลาตอน 17.00 น. ซึ่งถ้าข้าพเจ้าโง่มากๆ ข้าพเจ้าควรจะชวน Jubilee ซึ่งเป็นวิทยาการพิเศษ นั่งรอนักศึกษาถึงเวลานั้น นั่งไปเรื่อยๆ อีก 1.30 ชั่วโมง แต่ข้าพเจ้าตัดสินใจที่จะไม่ทำ การเข้าเรียนสาย 2 ชั่วโมงครึ่งไม่ใช่สิ่งที่ข้าพเจ้าควรจะรอ ที่ประเทศอเมริกาและออสเตรเลียมีระเบียบสำหรับรับมือ คือ ไม่ว่าอาจารย์หรือนักศึกษาที่มาสายเกิน ครึ่งชั่วโมง จะไม่มีการรอใดๆ ทั้งสิ่น อาจารย์สามารถไม่สอนได้ ถ้าเขารอครึ่งชั่วโมงแล้วนักศึกษาไม่มา และเช่นเดียวกัน นักศึกษาที่มารอแล้วครึ่งชั่วโมง สามารถกลับบ้านได้ถ้าอาจารย์ไม่มา ข้าพเจ้าประมวลแล้ว และตระหนักรู้ว่าควรจะทำเช่นไร

“Jubilee” ข้าพเจ้าเรียกเพื่อน “เราไปหาอะไรกินกันเถอะ ฉันไม่อยากอยู่รอที่นี่จนนักศึกษากลุ่มที่ไม่มีความรับผิดชอบมาถึงห้อง ฉันไม่อยากได้ยินพวกเขาพยายามมาขอร้องให้พวกเราช่วยดูงานของพวกเขา”

Jubilee ตอบตกลง แต่เราสองคนยังไม่ได้ออกไปกินข้าว เราเดินขึ้นไปชั้น 4 หาที่นั่งเงียบๆ เพื่อสรุปงานร่วมกัน Jubilee เป็นคนที่น่าชื่นชมทีเดียว เขาเด็ดขาดกว่าข้าพเจ้า เขาบอกว่า ถ้าเป็นเขา เขาจะแจก F ให้ตกกันทุกคน เพราะปริมาณงานที่ทำน้อยมาก แน่นอน ข้าพเจ้าได้ยินแว่วๆ ตอนที่อยู่ในห้องเรียน Jubilee พูดกับเด็ก 3 คน เรื่องการปล่อยปละละเลยของพวกเขา แต่ตอนนั้นข้าพเจ้าฟังไม่ค่อยถนัด เพราะกำลังคุยกับนักศึกษาที่ชื่อ Victor กับ Quill อยู่

ข้าพเจ้าขอให้ Jubilee ช่วยให้คะแนนงานของนักศึกษา ซึ่งในวันนี้ ที่ผ่านมา นักศึกษาจะนำเสนอ 2 งาน ซึ่ง Jubilee จะให้คะแนนงานละ 5 คะแนน รวมเป็น 10 คะแนน แต่ที่สำคัญคือ มีนักศึกษาอีก 5 คนที่ไม่อยู่ในห้องและไม่ได้นำเสนองาน 4 คนคือคนที่มาในคาบเช้าและหายไปช่วงเที่ยง ส่วนอีกคน ไม่ได้มาตั้งแต่ต้น

“Jubilee” ข้าพเจ้าเรียกเพื่อน ด้วยความลำบากใจนิดๆ “อีก 5 คนที่ไม่ได้มานำเสนองาน เราควรจะทำยังไงกับเขา เราควรจะส่งงานพวกเขาให้เธอดู และให้หักคะแนนความสาย หรือ ควรไม่ให้อะไรเลย”
“ไม่” Jubilee ตอบ เธอมั่นใจและเด็ดขาด “ไม่ต้องให้คะแนนใดๆ ทั้งสิ้น พวกนี้ไม่ใส่ใจเอง”

จากความลำบากใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามั่นใจแล้วว่าสิ่งที่ตัดสินใจไปตั้งแต่ต้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง หลังจากสรุปเกรดด้วยกัน เราไปหาอะไรกินกันข้างนอก และ Jubilee บ่นเรื่องนักศึกษาที่นี่ให้ข้าพเจ้าฟังหลายประการ

“เราสงสารแกนะ Kitty” Jubilee ว่า “เราเจอแบบนี้แค่ 2 วัน ยังรู้สึกแย่ แต่แกเจอมาตลอดเทอม เด็กพวกนี้สอนยากและสอนไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่ต้องการที่จะเรียนรู้ ไม่ต้องการที่จะพัฒนา เขาเถียงเสมอเมื่อถูกตำหนิ เขาอ้างว่าสิ่งที่ไม่ดีในงานของพวกเขามาจากความผิดของคนอื่น”
“เขาบอกว่า วิชาอื่นจะให้เวลาในคาบ เพื่อให้พวกเขาทำงาน” ข้าพเจ้าตอบ “แต่ข้าพเจ้าให้เขาทำ Project ที่บ้าน ส่วนเวลาในคาบ จะให้เขาทำงานจากไฟล์ตั่วอย่างที่ข้าพเจ้าใช้สอน”
“อย่างที่เราพูดไป” Jubilee เสริม “ที่พวกเขาพูดแบบนี้ เพราะพวกเขาจะโทษว่าเป็นความผิดของแก ถ้าพวกเขาต้องการที่จะเรียนจริง เขาจะรับฟังและไม่อ้าง”

เราสองคน เคยเรียนที่เดียวกันมาเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว แม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ข้าพเจ้ารู้จัก Jubilee เขาเปลี่ยนไป และน่าชื่นชม เขามองคนออกอย่างกระจ่าง และเด็ดขาด แต่ข้าพเจ้าสิ อ่อนไหว ขี้สงสาร และตอนนี้ กำลังต่อสู้กับตนเอง ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าไม่ค่อยชอบสอนที่ Xavier Institute จริงๆ คือไม่ชอบเลย และอึดอัดมาโดยตลอด แต่ข้าพเจ้าไม่ได้เอาความรู้สึกมาให้คะแนน ในวันนั้น ก่อนที่เราจะเริ่มต้นในเวลา 10.00 น. คนที่ได้คะแนนสูงสุด คือประมาณ 65-70 จากคะแนนเต็ม 75 ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก คะแนน 75 คะแนนนี้ มาจากผลงานตลอดภาคการศึกษา ก่อนที่จะถึงคาบที่ 10 หรือวันสุดท้าย ข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าทำอะไรอยู่ รู้ว่าคะแนนที่ข้าพเจ้าให้ ไม่ใช่การเกลียดชังแต่เป็นความเมตตา เป็นความเมตตากับผู้ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกอึดอัด กังวล และเบื่อหน่ายเป็นที่สุด เบื่อหน่ายกับวัฒนธรรมแปลกๆ เช่น ที่นักศึกษาบอกว่าให้ทำงานในชั้นเรียน ข้าพเจ้ามีคำถามว่า และที่ข้าพเจ้าให้ทำงานตัวอย่างในชั้นเรียนมาโดยตลอดนั้น มันไม่ใช่การสอนใช่หรือไม่ การสอนที่ดีควรให้นักศึกษาทำการบ้านในห้อง เพียงเพื่อจะได้มีเวลาที่บ้านมากขึ้นเช่นนั้นหรือ แผนการสอนที่ Xavier Institute ได้กำหนดไว้ก็บอกแล้วว่า นักศึกษาควรมีความรับผิดชอบ ทำงานที่บ้านอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ สำหรับวิชานี้ ไม่ได้รวมกับวิชาอื่น Jubilee ก็ถามคำถามนี้กับนักศึกษา เธอถามว่า Hope ทำงานนี้ใช้เวลาเท่าไร แต่นักศึกษาตอบไม่ได้ ถูกต้อง ตามนั้น เพราะนักศึกษาบางคน ไม่มีอะไรคืบหน้าตั้งแต่คาบที่แล้ว แต่ข้าพเจ้าก็ขอชื่นชม Sarah นะ เธอเป็นนักศึกษาที่ตั้งใจทำงาน เธอใช้เวลาวาดเยอะกว่าคนอื่นๆ และคะแนนใน Project นี้ของเธอจะดีกว่าคนอื่นๆ เรา ในฐานะอาจารย์ ขอเก็บความทรงจำดีๆ ของนักศึกษาที่ตั้งใจทำงานและมีความรับผิดชอบ และขอลืมเรื่องทุกข์ใจ ไม่ไปคิดมัน ไม่พยาบาท เรารู้ เราพยายามใจดี ทำดี พูดดี เราพยายามแล้ว เราไม่ใช่พระเจ้า เราขอทนและขอจบมันเพียงนี้ ตอไป จะไม่มาสอนที่ Xavier Institute อีก ภาพของ Xavier Institute ในใจของข้าพเจ้า ขอให้มีเพียงนักศึกษาเพียง 2-3 คนเท่านั้น ที่ตั้งใจและรับผิดชอบ

เรียงเล่าโดย สว อิเฎล (the Sw Eden)

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

ภาพประกอบ X-Men fan fiction

Leave a comment

Filed under Uncategorized

Healing the Heart: An X-Men Dramatic FanFiction ตอนที่ 0

บันทึก วันก่อนสอน

ข้าพเจ้าชื่อ Kitty Pryde หรือ Shadowcat พวกคุณคงรู้เกี่ยวกับพลังของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้ามีอีกพลังหนึ่ง คือ การทำภาพนิ่งให้เคลื่อนไหวได้ การทำภาพเคลื่อนไหวนี้เป็นพลังพิเศษที่พิเศษกว่าพลังอื่นๆ เพราะข้าพเจ้าสามารถถ่ายทอดให้กับผู้อื่นได้ด้วยการสอน การที่ข้าพเจ้าถ่ายทอดพลังให้มนุษย์กลายพันธุ์คนอื่น ข้าพเจ้าไม่ได้ทำแบบ Rogue ที่ใช้การสัมผัสตัว แต่ข้าพเจ้าอธิบายหลักการและให้ลงมือปฏิบัติในหลากหลายรูปแบบ มนุษย์กลายพันธุ์ที่สามารถถ่ายทอดพลังผ่านการสอนได้ จะได้เป็นอาจารย์

Scott Summers เป็นเพื่อนร่วมสถาบันกับข้าพเจ้า เขาเป็นอาจารย์ที่มีคนติดต่อให้ไปสอนหลายๆ ที่ เขามีพลังการสร้างวัตถุ 3 มิติขึ้นมาตามจินตนาการณ์ของเขา และสามารถถ่ายทอดให้แก่คนอื่นได้ด้วยการสอน เช่นเดียวกับข้าพเจ้า เขามักชักชวนให้ข้าพเจ้าไปสอนสถาบันอื่นๆ เช่นเดียวกับที่เขาทำ แต่ข้าพเจ้ามักตอบเขาว่า ไม่ไป เพราะสถาบันเหล่านั้นอยู่ไกลบ้านของข้าพเจ้า แต่แล้ววันหนึ่ง อนาคตที่ข้าพเจ้าไม่เคยคาดคิดว่าจะได้รับมันได้เริ่มต้นขึ้น

Scott Summers โทรมาหาข้าพเจ้าและชวนให้ข้าพเจ้าไปสอนที่ Xavier Institute ซึ่งเป็นสถาบันในเครือเดียวกับที่ข้าพเจ้าเคยเรียนจบมา และอยู่ใกล้บ้านข้าพเจ้า ซึ่งแน่นอนที่ข้าพเจ้าไม่สามารถปฏิเสธด้วยเหตุผลเดิมได้ ข้าพเจ้าบอกตกลงไป และขอไปดูสถานที่ก่อน

วันนั้น ฤดูร้อน แดดแผดเผา เหมือนเตาอบ น่าสลบ เหงื่อไหล น่าใจหาย เดินเท้าจากถนนใหญ่ ใกล้ตาย ถึงจนได้ หน้าวิทยาลัย ใจกลางเมือง ข้าพเจ้าเดินทางไปถึง Xavier Institute ก่อนเวลานัดประมาณ 1 ชั่วโมง เพราะไม่ได้เข้าไปในกลุ่มสถาบันนั้นประมาณ 10 กว่าปีแล้ว ข้าพเจ้าจะเผื่อเวลาไว้ เกรงว่าจะไม่ทัน ข้าพเจ้านั่นรอประมาณ 1 ชั่วโมง Scott Summers ก็เดินทางมากถึง

“ทำไมสถาบันในเครือนี้มันใหญ่จังวะ” Scott Summers บ่น

และเราทั้งคู่ก็ขึ้นไปบนอาคารพร้อมกัน ในการสัมภาษณ์และการแนะนำสถาบันในวันนั้น Professor Xavier บอกว่าหาคนสอนไม่ได้ เพราะอาจารย์ที่เคยสอนได้ติดภารกิจกระทันหัน เมื่อข้าพเจ้าได้ฟัง Professor Xavier เกี่ยวกับลักษณะการสอน การจ่ายเงินเดือน และลักษณะของนักศึกษา ข้าพเจ้าเกิดความรู้สึกไม่อยากสอน

“ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือไม่ ไม่ค่อยอยากทำ” ข้าพเจ้าพูด
Professor Xavier ได้ฟังเช่นนั้นจึง บอกว่า “ใครๆ ก็ต้องมีครั้งแรก ลองดูเถอะ”

และการเปิดเทอมก็เริ่มต้นขึ้นหลังจากวันนั้นไปประมาณ 1 เดือน ข้าพเจ้าเตรียมสอนตั้งแต่ก่อนเปิดภาคเรียน จัดเรียงไฟล์งานทั้งหมดที่จะต้องใช้ไว้ใน Folder เรียงเป็นวันๆ ข้าพเจ้าเดาว่านักศึกษาที่นี่ต้องคล้ายกับเพื่อนๆ รุ่นเดียวกับข้าพเจ้าที่เคยเรียนในสถาบันในเครือเดียวกัน เพื่อนๆ รุ่นเดียวกับข้าพเจ้าส่วนใหญ่จะเรียนวิทยาศาสตร์และแพทย์ จะมีอยู่ไม่กี่คนที่เรียนด้าน ศิลปะและสังคมศาสตร์อย่างข้าพเจ้า เพื่อนๆ เป็นคนมีความรับผิดชอบ เป็นคนเก่ง ทำงานเร็ว จบปริญญาเอกก่อนข้าพเจ้าหลายคน คนที่ยังไม่จบคือคนที่เขาเรียนสาขาที่ยากจริงๆ

เรียงเล่าโดย สว อิเฎล (the Sw Eden)

อ่าน Healing the Heart: X-Men fan fiction ตอนอื่นๆ
o อ่าน บันทึกก่อนสอน
o อ่าน บันทึกคาบที่ 1
o อ่าน บันทึกคาบที่ 2
o อ่าน บันทึกคาบที่ 3
o อ่าน บันทึกคาบที่ 4
o อ่าน บันทึกคาบที่ 5
o อ่าน บันทึกคาบที่ 6
o อ่าน บันทึกคาบที่ 7
o อ่าน บันทึกคาบที่ 8
o อ่าน บันทึกคาบที่ 9
o อ่าน บันทึกคาบที่ 10

Leave a comment

Filed under Uncategorized

เที่ยวสระบุรี วันเดียว ไปเช้าเย็นกลับ กับรตจิตร

สรุปโดย รตจิตร
Concluded by Ratajit | December 9, 2017

ทุ่งทานตะวัน สระบุรี

**งานเขียนของรตจิตรนี้ ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน ห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน

รตจิตร วางแผนการเที่ยวจังหวัดสระบุรี แบบวันเดียว ไปเช้า-เย็นกลับ โดยมีวัตถุประสงค์ ให้เป็นทริปสายทำบุญ และทำทาน โดยสายบุญในความหมายของ รตจิตรหมายถึง การถวายสังฆทานเพื่อเป็นส่วนรวมแก่พระภิกษุสงฆ์ตามวัดต่าง ๆ ในสระบุรี รวมถึงถวายปัจจัย ตามที่จำเป็น เช่น ชำระหนี้วัดและสงฆ์ ทำบุญค่าน้ำไฟในวัด ทำบุญห้องน้ำห้องส้วม ทำบุญเพื่อการศึกษาของพระสงฆ์และเณร บริจาคให้โรงทาน เป็นต้น ส่วนสายทำทานในความหมายของ รตจิตร คือ การนำหนังสือการ์ตูนทักทายหลายภาษา มอบให้ห้องสมุดตามโรงเรียนต่าง ๆ เพื่อเป็นส่วนรวมของเด็กนักเรียนหลาย ๆ รุ่นต่อไป การให้อาหารปลา รวมถึงการให้อาหารน้องหมาตามวัด เป็นต้น

เที่ยวสระบุรี ไปเช้าเย็นกลับ

เส้นทางท่องเที่ยวในจังหวัดสระบุรี จะเต็มไปด้วยภูเขา และถ้ำต่าง ๆ บนภูเขาที่เป็นวัด ตลอดจนน้ำตกมากมาย แต่ทริปของ รตจิตรจะไม่ไปน้ำตกเลย แม้ว่าบางเส้นทางก็ผ่านหน้าน้ำตกเลย ได้แก่ อุทยานแห่งชาติน้ำตกมวกเหล็ก และน้ำตกเจ็ดสาวน้อย น้ำตกสามหลั่น และไม่ได้หาซื้อของฝาก ของอร่อยที่จังหวัดสระบุรี เช่น พัพ ซึ่งถือว่าเป็นของฝากขึ้นชื่อ และมีหลายรสชาติใน 1 กล่อง นอกจากนี้ ก็จะไม่แวะวัดวาอารามที่ รตจิตร เคยไปทำบุญมาแล้ว ได้แก่

1. วัดถ้ำพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นวัดที่งดงามมาก รตจิตรเคยไปเป็นหมู่คณะแล้วเมื่อหลายปีก่อน ตามความเห็นของรตจิตร เรื่องการเดินทางไปที่วัดนี้ ควรมีผู้ร่วมเดินทางจำนวนมากพอสมควร เพราะทางเข้าอาจเปลี่ยว และภายในวัดก็ค่อนข้างกว้างแต่เงียบไปหน่อย สำหรับทริปวันนี้
2. วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร หรือเรียกสั้น ๆ ว่าวัดพระพุทธบาท อ.พระพุทธบาท รตจิตรเคยไปไหว้รอยพระบาทเบื้องซ้ายของพระพุทธเจ้าที่ วัดพระพุทธบาทหลายครั้งแล้ว ไม่ว่าจะช่วงที่ รตจิตร ยังเรียนอยู่ และช่วงที่รตจิตร ชอบไปกับทัวร์ เป็นต้น
3. วัดเขาแก้ววรวิหาร ตำบล พระยาทด อำเภอเสาไห้ สระบุรี 18160 แม้ว่าจะเป็นวัดที่สวยงดงามวัดหนึ่ง แต่ทางไปวัด และทางเข้าวัดอาจเงียบไปหน่อย

ตลาดน้ำทุ่งบัวชม- พระนครศรีอยุธยา

ตอนนี้รตจิตร จะพูดถึงโปรแกรมท่องเที่ยว 8 แห่งในวันเดียว ใช้เวลารวม 12 ชั่วโมง เนื่องจากทริปนี้ รตจิตรไปวันธรรมดา ทำให้การจราจร ขาออก และขาเข้ากรุงเทพ ค่อนข้างหนาแน่น รตจิตร วางแผนสถานที่่ท่องเที่ยวสระบุรี ในเดือน พฤศจิกายน 2560 ครั้งนี้ เป็นทัวร์ไหว้พระ4 วัด ได้แก่ 1 ตลาด 4 วัด และทุ่งทานตะวัน 2 แห่ง ดังนี้

1. ตลาดน้ำทุ่งบัวชม วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2. วัดพระพุทธฉาย (Wat Phra Phuttachai) จังหวัดสระบุรี
3. วัดป่าสว่างบุญ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี
4. วัดแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี
5. วัดพระพุทธบาทน้อย (ช่วงปี 2560-2561 รตจิตร ไม่แนะนำให้ไปแวะวัดนี้นะคะ)
6. ผาเสด็จ จังหวัดสระบุรี
7. ทุ่งทานตะวัน ขนาดเล็ก และ
8. ทุ่งทานตะวัน ขนาดใหญ่
คราวนี้ก็มาดูรายละเอียดทริป เที่ยวสระบุรี 1 วัน ไปเช้าเย็นกลับกันได้เลยค่ะ ตามทางที่รตจิตร ไปมา โดยให้ความสำคัญที่ อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

ตลาดน้ำทุ่งบัวชม- พระนครศรีอยุธยา

1. ตลาดน้ำทุ่งบัวชม วังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

รตจิตร ออกจากกรุงเทพเวลา 7:15 น. ขับรถด้วยความเร็วเท่า ๆ กับรถในท้องถนนวันนั้น ไปทางถนนกาญจนาภิเษก รตจิตรถึงตลาดน้ำทุ่งบัวชม เวลา 8:30 น. รวม 78 กิโลเมตรตามตัวเลขที่ปรากฏที่เสาหลัก หน้าตลาดเลยค่ะ
ตลาดน้ำทุ่งบัวชม เปิดทำการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 9:00 น.
วันธรรมดาคนไม่มาก แต่วันหยุดและเสาร์-อาทิตย์ คนมาเที่ยวค่อนข้างมาก เพราะตลาดนี้ เป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะสมัยใหม่ และเก่าอย่างลงตัว ดูแล้วไม่ขัดหู ขัดตาเลย เนื่องจากตลาดยังไม่เปิด ทำให้รตจิตร มีเวลาเดินเที่ยวตลาด ถ่ายรูป Heros ต่าง ๆ และให้อาหารปลาสวายด้วย เพราะกลุ่มรตจิตร เตรียมอาหารปลาไปจากกรุงเทพแล้ว

ตลาดน้ำทุ่งบัวชม- พระนครศรีอยุธยา

บรรยากาศในตลาดมี Heros หลายตัว ได้แก่ Bubble B, Superman, Bat man, หน้ากากเสือ, Hulk, ไดโนเสาร์ อีกหลายตัว ยอดมนุษย์ Ultraman และ สัตว์ที่ทำด้วยชิ้นส่วนของรถ เป็นต้น มีสวนน้ำ พิพิทธภัณฑ์ภาพ 3 มิติ และเมืองจิ๋ว 4 ภาค ตามความเห็นของรตจิตร ค่าเข้าสวนน้ำที่ตลาดน้ำทุ่งบัวชมนั้นแพงเกินไป คือ ราคาค่าเข้าสำหรับเด็ก 150 บาท ผู้ใหญ่ 200 บาท ผู้ติดตาม (ไม่เล่นน้ำ) 50 บาท แต่ถ้ามาเป็นหมู่คณะจะถูก

วัดพระพุทธฉาย สระบุรี

2. วัดพระพุทธฉาย (Wat Phra Phuttachai) อำเภอพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี

หลังจากที่ท้องอิ่มจากตลาดน้ำทุ่งบัวชม อยุธยาแล้ว รตจิตร ก็ตรงไปยังวัดพระพุทธฉาย โดยเข้าไปถวายสังฆทาน เจ้าอาวาส ซึ่งอยู่ด้านล่างของทางขึ้นเขาพระพุทธฉาย พวกรตจิตร ค่อนข้างกลัวลิง เพราะเคยมีประสบการณ์ที่ลิงกัด ข่วนรถรอบคันของพวกเรามาแล้ว ที่ถ้ำจอมพล จังหวัดราชบุรี ลานจอดรถที่วัดพระพุทธฉาย เต็มไปด้วยลิง บันไดทางขึ้นเพื่อไปสักการะ พระพุทธฉายก็เต็มไปด้วยลิง
จากนั้นรตจิตร ก็มาขับรถวนซ้ายเขาพระพุทธฉาย เพื่อขึ้นเขาไปสักการะรอยพระพุทธบาทเบื้องขวา ส่วนรอยพระพุทธบาทเบื้องซ้ายจะอยู่ที่วัดพระพุทธบาท มีความจริงที่ว่า คนสมัยก่อนตัวใหญ่มาก จึงสามารถอยู่กับไดโนเสาร์ได้ รอยพระพุทธบาทเบื้องซ้ายจึงอยู่ที่วัดพระพุทธบาท และพระพุทธบาทเบื้องขวาจึงอยู่ที่นี่ วัดพระพุทธฉาย

รอยพระพุทธบาท วัดพระพุทธฉาย สระบุรี

รอยพระพุทธบาทเบื้องขวาจึงอยู่ที่นี่ วัดพระพุทธฉาย
พอ รตจิตร ขึ้นไปด้านบนเขา จะแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ มีพระอุโบสถบนยอดเขา ที่อยู่ด้านขวา และขั้นเขาต่อไปอีกหน่อย ทางด้านซ้าย จะมีรอยพระพุทธบาท อยู่ในมณฑป 5 ยอด รอบพระมณฑป สามารถดูวิวเมืองสระบุรีได้อย่างดีเยี่ยม หลังจากสักการะรอยพระพุทธบาทเบื้องขวาแล้วเสร็จ ก่อนลง รตจิตร อยากให้เพื่อน ๆ ไม่ควรพลาดจุดสวยอีกจุดหนึ่งของเขาพระพุทธฉาย เพราะหลายคนไม่ได้อ้อมไปอีกนิดหนึ่ง เพื่อดูจุดนี้ ด้านข้างซ้ายมือของคือจุดที่เอาดอกไม้ธูปเทียน เพราะมีพระพุทธรูปทองประทับอยู่ รตจิตร ได้รูปออกมาสวยมาก และเป็นรูปที่ค่อนข้างหายากใน social media

วัดป่าสว่างบุญ สระบุรี

3. วัดป่าสว่างบุญ (Wat Pa Sawang Boon) อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

จากวัดพระพุทธฉาย เพียง 28 ก.ม. ก็ถึงวัดป่าสว่างบุญ ซึ่งมีพื้นที่กว่า 400 ไร่ วัดนี้มีพระมหารัตนโลหะเจดีย์ศรีศาสนโพธิสัตว์สว่างบุญ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พระมหาเจดีย์สีทอง 500 ยอด ซึ่งสร้างโดย หลวงพ่อสมชาย ปุญญมโน มีองค์เจดีย์ประธานองค์ใหญ่อยู่ตรงกลางด้านบน ภายใน เป็นที่ประดิษฐ์สถานพระบรมสารีริกธาตุ จากประเทศเนปาล อินเดีย,ศรีลังกา และมีองค์เจดีย์องค์เล็ก ตั้งรอบ ๆ องค์เจดีย์ประธาน ลดหลั่นกันลงมาตามขั้นบันได โดยมีซุ้มประตูอยู่ด้านล่าง ทั้ง 4 ทิศ ซุ้มประตูบานใหญ่ อยู่ด้านล่างที่หันไป ทางโรงทาน และจุดทำบุญ จุดถวายสังฆทาน

สระบุรี วัดป่าสว่างบุญ เจดีย์ 500 ยอด

วันที่รตจิตร ไปทำบุญที่วัดป่าสว่างบุญ นั้นเป็นวันธรรมดา พอรตจิตร สอบถามคนที่วัด บอกว่า โรงทาน จะมีทุกวันจันทร์ ถึงศุกร์ รตจิตร ไม่แน่ใจว่าเสาร์-อาทิตย์ มีโรงทานหรือไม่ ถ้าเพื่อน ๆ มีโอกาสไปวันหยุด มาเขียนบอกเป็นวิทยาทาน ให้เพื่อน ๆ คนอื่น ๆ จะดีมากจ้า กลุ่มของรตจิตร ไปไหว้พระทำบุญ และกินบะหมี่น้ำหมูแดงที่ โรงทาน ก่อนถวายสังฆทาน เพราะพระติดรับสังฆทานโยมท่านอื่น ๆ อยู่ รตจิตร ไม่ลืมหยอดตู้บริจาคให้โรงทาน และก็ไม่ลิมทำบุญให้อาหารปลาด้วย รตจิตร อยากเชิญชวนเพื่อน ๆ ให้อาหารปลาที่วัดป่าสว่างบุญ เพราะเป็นปลากดน้ำจืด น่ารักมาก คล้ายปลาสวายหรือปลาดุกตัวเล็ก ๆ แต่มีความพร้อมเพรียงในการว่ายน้ำอย่างรวดเร็ว เป็นภาพมีชีวิตที่เคลื่อนที่ได้อย่างสวยงามจริง ๆ เพลินจน อดใจไม่ได้ ต้องไปทำบุญค่าอาหารปลามาให้ปลากด เหล่านี้ต่อ

สระบุรี วัดป่าสว่างบุญ

ตอนที่ถวายสังฆทาน หลวงพ่อเล่าว่า วัดนี้สร้างมานานแล้ว ราวปี 2528 แต่กลับมารู้จักกันอย่างแพร่ เมื่อมีคนไปลงใน social media ทำให้ปี 2 ปีหลัง มีญาติธรรมเดินทางมาที่วัดจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันหยุด และเสาร์-อาทิตย์ ท่านบอก รตจิตร ต่อว่า ทำบุญเสร็จ อย่าลืมขับรถขึ้นไปบนเขาของวัดป่าสว่างบุญด้วย รตจิตร ก็มีโอกาสขึ้นไปสักการะพระนอนองค์ใหญ่ แต่งดงามแบบโบราณ เป็นองค์ขาว พระพักตร์ทอง นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ ๆ อีกมากมาย ในศาลากว้างใหญ่ด้านบนด้วย จากวัดนี้ เป้าหมายการเดินทางต่อไปของรตจิตร คือวัดแก่งคอย เพราะสถานที่ใกล้เคียงมีแต่น้ำตก ซึ่งไม่ใช่แผนการเดินทางในครั้งนี้

สระบุรี วัดแก่งคอย

4. วัดแก่งคอย อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

จากวัดป่าสว่างบุญ รตจิตร ขับรถเข้าตัวเมือง ไปต่อที่วัดแก่งคอย เส้นทางดีมาก ๆ แต่พอใกล้ถึงวัดรถจะติดนิดหน่อย เพราะชาวบ้านจอดรถกันทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้บางช่วงของถนน อาจขับได้สลับกันฝั่งละข้าง วัดนี้สวยงามมาก ไม่น่าเชื่อว่าจะมีวัดที่สวยขนาดนี้ในตัวเมือง และบรรยากาศในวัดก็ดีเหลือเกิน อีกทั้งด้านหลังของวัดแก่งคอย ยังติดแม่น้ำป่าสัก ซึ่งมีหินเป็นเกาะแก่ง เป็นภาพที่งดงามมาก เสียดายแค่ไม่สะดวกที่จะลงไปให้อาหารปลา ศาลาพระนอนที่หันหน้าไปทางแม่น้ำป่าสัก มีพระนอน

วัดแก่งคอย สระบุรี

ภายในวัดแก่งคอย มีเจดีย์ขาว ที่เรียกกันว่า พระธาตุเจดีย์ศรีป่าสัก เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 80 พรรษา เช่นเดียวกับพระเจดีย์ที่วัดอื่น ๆ ในจังหวัดสระบุรี คือ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ภายในเจดีย์ โดยสมเด็จพระสังฆราช องค์เก่า คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เป็นผู้ประทานให้ นอกจากนี้ ทางวัดยังจัดสวนหย่อมเล็ก ๆ เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึง สงครามโลกครั้งที่ 21 แสดงลูกระเบิด และหัวรถไฟ ไม่ไกลจากวัดมีสถานีรถไฟเก่างแก่ เหมือนกัน แต่รตจิตร ไม่มีเวลาแวะเลยค่ะ

พระนอน วัดแก่งคอย สระบุรี

วัดแก่งคอย มีป้ายคำพูด คำกลอน เพื่อเตือนสติญาติโยม ติดไว้ทั่ว ๆ วัด คล้าย ๆ วัดสุนทรวรวิหาร นนทบุรี ที่ รตจิตร ชอบไปถวายสังฆทาน คำบนป้ายต่าง ๆ ที่วัดแก่งคอย เช่น กลอน พ่อแก่ แม่เฒ่า และคำเตือนสติว่า “ปลูกต้นไม้ไว้เอาผล ปลูกคนไว้ทำดี ปลูกสติไว้เตือนใจ” ต้นไม้ที่วัดจึงค่อนข้างสวยด้วย บางครั้งปลูกต้นไม้และตัดแต่งไว้บังเสาป้าย ตัดแต่งต้นไม้เป็น พญานาค และนำฟันของพญานาคมาแต่งที่ต้นไม้ น่ารักดี

วัดพระพุทธบาทน้อย สระบุรี

5. วัดพระพุทธบาทน้อย ตำบลสองคอน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี

เนื่องจาก รตจิตร ไม่ได้ใช้เส้นทางพหลโยธิน แต่วิ่งด้านตะวันออกของจังหวัดสระบุรีคือ รตจิตร ใช้ทางถนนมิตรภาพแทน และส่วนมากจะใช้เส้นทางในอำเภอแก่งคอยด้วย ในขณะที่รตจิตร อยากไปสักการะพระพุทธบาท ทำให้ ตัดสินใจวางแผนจะไปทำบุญที่วัดพระพุทธบาทน้อย อีกทั้งยังต้องการบริจาคหนังสือการ์ตูนทักทายหลายภาษาให้โรงเรียนเด็ก คือ โรงเรียนวัดพระพุทธบาทน้อย มิตรภาพ 69 วัดนี้สร้าง ราวปี 2540 รตจิตร อยากแนะนำว่า ในช่วงปี 2560-2561 รตจิตร ยังไม่แนะนำให้ไปแวะวัดนี้นะคะ แม้ว่าจะขึ้นป้ายว่า สำนักวิปัสสนากรรมฐาน วัดพระพุทธบาทน้อย หลวงพ่อ ประเวทย์ วรมงคฺโล แต่พอไปถึงวัด กลับไม่เจอผู้คน ไม่เจอพระสงฆ์ สภาพวัดเหมือนปล่อยรกร้าง มีคนงานที่รับเหมาก่อสร้างอยู่ 4-5 คน ทำให้ไม่กล้าเข้าไปด้านในเท่าไรนัก

ผาเสด็จ ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย สระบุรี

6. ผาเสด็จ ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย

สถานที่สุดท้ายในทริป สระบุรี แบบไปเช้าเย็นกลับ ก่อนที่จะถ่ายรูปสวย ๆ กับดอกทานตะวัน เพราะช่วงนี้เป็นช่วงของเธอ ดอกทานตะวัน ตั้งแต่สิ้นปี ถึงต้อนรับปีใหม่ คือ เดือนพฤศจิกายน ถึง มกราคม คือ ผาเสด็จ โดยมีบมจ.ทีพีไอ โพลีน (คุณประชัย คุณอรพิน เลี่ยวไพรัตน์) เป็นผู้ดูแลได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งต้นไม้ ความสะอาดและความเป็นระเบียบของสถานที่ รวมถึงน้ำไฟ และห้องน้ำด้วย รตจิตร วางโปรแกรมไปที่ผาเสด็จก่อนศึกษาข้อมูล พอรตจิตร ไปถึงที่ผาเสด็จ ถึงทราบว่ามีประวัติมากมาย และค่อนข้างศุกดิ์สทธิ์มาก ตั้งแต่สมัยพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หรือพระพุทธเจ้าหลวง พระองค์โปรดพระราชทาน และมีพระราชโอวาทหลายอย่างจนสามารถให้นายช่างสร้างทางรถไฟได้สำเร็จ ยังโปรดให้ศาลเพียงตา หลวงพ่อผาดำ หรือ หลวงพ่อกายสิทธิ์ หรือ หลวงพ่อผาเสด็จ เพื่อประชาชนสักการะด้วย

รัชกาลที่ 5 ผาเสด็จ แก่งคอย สระบุรี

การขับรถไปผาเสด็จ ไม่ยาก เพราะอยู่ด้านถนนใหญ่ แต่มีน้องหมาเพศเมียตัวหนึ่งอยู่ที่นั่น น่ารักมาก เธอตามพวก รตจิตร ตลอด รตจิตร จึงให้อาหารน้องหมา และหวังว่าเธอจะรอดชีวิตนะ เพราะไม่เห็นคนเลย

7. ทุ่งทานตะวัน ขนาดเล็ก

ก่อนถึงโรงปูน ทีพีไอ ที่อยู่ด้านซ้ายมือของถนน จะมี ทุ่งทานตะวัน ที่เจ้าของเพิ่งลง จึงเป็นทานตะวันไซต์เล็ก เพราะเจ้าของต้องการให้ดอกทานตะวันโตทันรับปีใหม่ แม้ดอกไม่ใหญ่ แต่รตจิตร ก็ประทับใจเพราะเจ้าของใจดี น่ารักมากค่ะ

ทุ่งทานตะวัน สระบุรี

8. ทุ่งทานตะวัน ขนาดใหญ่

เป็นทุ่งที่อยู่ด้านหลังโรงงาน ทีพีไอ พอดี เจ้าของก็น่ารักมากมายเช่นกัน จนทำให้พวกรตจิตร ต้องช่วยอุดเหนุนลูกชิ้นปิ้งกันยกใหญ่ เจ้าของเล่าว่า พอดอกโตเต็มที่ จะมีเมล็ดแก่จัดซึ่งเจ้าของไม่ต้องทำอะไร เพราะพอเหี่ยว โรงงานก็จะมาเก็บเมล็ดได้เป็นต้น ๆ เลยทีเดียว
ในช่วงปี 2540 – 2545 รตจิตร เคยทำงานที่ บมจ. กรุงเทพโปรดิวส์ ในเครืองบริษัท ของ ซี.พี โดยมีโรงงานอยู่ที่อำเภอแก่งคอย แต่รตจิตร ยังไม่เคยเที่ยวแบบนี้ที่อำเภอแก่งคอยเลย รตจิตร หวังว่างานเขียนเพื่อเป็นวิทยาทานนี้ จะช่วยให้เพื่อน ๆ ที่เป็นแฟนเว็บไซต์ของ sw-eden.net มีโอกาสได้สัมผัสวัดสวย ๆ และสถานที่สวย ๆ ของจังหวัด สระบุรี ในเส้นทางไปกลับเช้าเย็น และขับไม่ยากด้วยนะ จะบอกให้ ขาไปรวมทั้งสิ้น 284 กิโลเมตรเองค่ะ

รตจิตรเที่ยวสระบุรี ไปเช้าเย็นกลับ

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วิธีการเลี้ยงลูกให้ฉลาด กับการเรียนพิเศษ

สรุปโดย รตจิตร
Concluded by Ratajit | November 9, 2017

เด็กเรียนพิเศษ

**งานเขียนของรตจิตรเรื่องนี้ ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนที่ได้ชื่อว่า “พ่อ” หรือ “แม่” ได้อ่าน ห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน

วัตถุประสงค์ ของบทความนี้ รตจิตรอยากช่วยเพื่อน ๆ ที่อยู่ในฐานะพ่อแม่ ได้เลี้ยงดูบุตรหลานอย่างถูกวิธี เพื่อไม่ให้มีปัญหาเมื่อเด็ก ๆ โตขึ้น และเป็นการพัฒนาสมอง สติปัญญาของลูกในช่วงที่ยังมีโอกาสด้วย ปัญหาที่ปิดกั้นหรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของเด็ก ๆ จากการให้ลูกเรียนพิเศษโดยขัดกับความต้องการของเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน หรือเรียนพิเศษในวันเสาร์-อาทิตย์ และวัดหยุดราชการ ไม่ว่าจะเรียนที่โรงเรียนของเด็กเอง หรือเรียนตามโรงเรียนกวดวิชา หรือแม้แต่ให้ครูมาสอนที่บ้าน เป็นต้น

1. ความจำเป็นที่ต้องให้ลูกเรียนพิเศษ

ในยุคนี้รตจิตรคิดว่าเป็นช่วงที่พ่อแม่ส่วนใหญ่จำเป็นต้องทำงานนอกบ้าน ดังนั้นเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับครอบครัวที่ลูกยังเล็ก เช่นเรียนชั้นอนุบาล รตจิตรเป็นหลายโรงเรียนมักเลิกเรียนเวลาบ่าย 2 โมงหรือบ่าย 2:30 โมง เป็นต้น ในขณะที่พ่อแม่เลิกทำงานเวลา 4, 5 โมงเย็น แล้วแต่ว่าทำงานเอกชนหรือของรัฐ ทำให้ลูกจำเป็นต้องอยู่ต่อที่โรงเรียน การให้ลูกเรียนพิเศษ จึงกลายเป็นเรื่องปกติไปโดยปริยาย
รตจิตรอยากให้เพื่อน ๆ ลองคิดคำนวณเวลาที่เด็กเล็กควรมีอิสระในการพัฒนาตนเองจะเห็นได้ว่า เด็ก ๆ ต้องใช้เวลาเรียนตามที่ครูหรือพ่อแม่ยัดเยียดให้เป็นจำนวนชั่วโมงพอ ๆ กับที่พ่อแม่ทำงาน รตจิตรได้ยินพ่อแม่ของเด็กมักบ่นว่า วัน ๆ หนึ่งพ่อแม่ต้องทำงานเยอะ ทำงานหลายชั่วโมง แต่ไม่ได้คิด หรือลืมคิด หรือคิดไม่ถึงว่า ลูก ๆ ของพวกเขาก็ใช้เวลาขลุกอยู่กับการเรียนไม่ด้อยไปกว่ากัน

วิธีการเลี้ยงลูก

2. ข้อดี ที่ส่งลูกเรียนพิเศษ

ตามความเห็นของรตจิตร รตจิตรคิดว่าการส่งลูกเรียนพิเศษ มีข้อดีอยู่หลายประการได้แก่ (2.1) เป็นการหาคนที่น่าจะไว้ใจได้ให้ช่วยดูแลลูก รตจิตรคิดว่าก็คืนครู หรือเจ้าหน้าที่ในโรงเรียน (2.2) รตจิตรเห็นว่าการเรียนพิเศษบางครั้งเป็นการลดภาระพ่อแม่ในการทบทวนหรือสอนลูกทำการบ้าน (2.3) เป็นความรู้สึกของพ่อแม่ที่ลูกได้ใช้เวลาอย่างมีคุณค่า มีประโยชน์ (2.4) รตจิตรเคยคุยกับพ่อแม่บางคน บอกกับรตจิตรว่าการให้ลูกเรียนพิเศษ ทำให้ลูกได้มีสังคมกับเพื่อนๆ ในโรงเรียน เพราะบางโรงเรียนใช้วิธีรวมห้องเรียนพิเศษ เนื่องจากเด็กไม่ได้เรียนกันทุกคน และ (2.5) เป็นความรู้สึกของพ่อแม่ว่าลูกได้เรียนเท่าเทียมเด็กคนอื่น ๆ เป็นต้น
อย่างไรก็ดี รตจิตรอยากให้เพื่อน ๆ ในฐานะพ่อแม่ลองดูข้อดีอย่างน้อยก็ 5 ข้อเพื่อเปรียบเทียบกับข้อเสียที่ส่งลูกเรียนพิเศษด้านล่างด้วยค่ะ

3. ข้อเสีย ที่ส่งลูกเรียนพิเศษ

ในการตัดสินใจให้ลูกเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน ควรเป็นการตัดสินของทั้งสองฝ่าย คือพ่อแม่ และตัวลูกเอง เด็กสมัยนี้ไม่เหมือนกับสมัยที่พ่อแม่ยังเป็นเด็ก เพราะเด็ก ๆ มีความรู้ มีการเรียนรู้ได้รอบด้าน เด็กอยู่ในยุคดิจิทอล ในสภาพแวดล้อมของ Social network อย่างน้อยพ่อแม่ควรถามความเห็นลูก 3 คำถามได้แก่

(3.1) ลูกอยากเรียนพิเศษต่อหลังจากหมดคาบเรียนแล้วหรือไม่
เพราะเด็กสมัยนี้มีหัวคิดพอ มีความกล้าในการตัดสินใจพอ หากพ่อแม่บังคับให้เรียนพิเศษในขณะที่เด็ก ๆ ไม่ต้องการ จะทำให้สวรรค์ที่โรงเรียนอาจกลายเป็นนรกได้ เพราะเสมือนกับเป็นการยัดเยียดสิ่งที่เด็กไม่ต้องการให้เด็ก และอาจทำให้ความคิดในด้านลบต่อสถานศึกษาติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

ปัญหาจากการเรียนพิเศษ

(3.2) ถ้าคำตอบคือ ลูกอยากเรียนพิเศษ ควรตั้งคำถามต่อว่า อยากเรียนอะไร
การที่ลูกของคุณตอบว่าอยากเรียนพิเศษ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงอยากเรียนตามที่โรงเรียนจัดสอนเพิ่มเติมให้ และไม่จำเป็นว่าการเรียนพิเศษ เป็นการสอนทำการบ้านเพื่อลดภาระพ่อแม่ที่เลิกงานแล้ว ต้องมาสอนลูกทำการบ้านต่อที่บ้าน เป็นต้น ทั้ง ๆ ที่ลูกบางคนอยากทำการบ้านกับพ่อแม่ อยากอยู่ใกล้พ่อแม่ อยากให้พ่อแม่เห็นว่าลูกทำได้
หากลูกตอบว่าอยากเรียนพิเศษ ไม่จำเป็นต้องจัดให้เรียนตามที่โรงเรียนทั่วไปจัดสอนให้ เพราะบางโรงเรียนใช้วิธีสอนโดยการเพิ่มวิชาการให้เด็กมากเกินไป จนสมองเด็กอาจล้าได้ และกลายเป็นเด็กที่มีผลการเรียนไม่ดี ทั้ง ๆ ที่ความจริงเป็นเด็กเก่ง รตจิตรเห็นบางโรงเรียนที่จัดให้ชั่วโมงการสอนพิเศษเป็นการสอนทำการบ้าน อาจเป็นการบีบบังคับเด็ก ๆ ให้ต้องเร่งรีบทำการบ้านในช่วงหลังเลิกเรียน ซึ่งเด็ก ๆ อาจต้องการพัก อาจต้องการเล่นกับเพื่อน ต้องการความเป็นส่วนตัว หรือต้องการอยู่ในสังคมของการพัฒนาในหมู่เด็ก ๆ ด้วยกัน หรือแม้แต่อยากมีโอกาสทำอะไรตามฝันหลังจากที่ตัวเองได้เรียนรู้มาในวันนั้น

ข้อดีข้อเสียเด็กเรียนพิเศษ

(3.3) ถ้าคำตอบคือ ลูกไม่อยากเรียนพิเศษ
กรณีที่เด็กไม่ต้องการเรียนพิเศษ ในขณะที่พ่อแม่ก็ไม่มีเวลาที่จะไปรับลูกที่โรงเรียนก่อนเลิกงาน มีเด็กคนหนึ่งเล่าให้รตจิตรฟังว่า เพื่อน ๆ หลายคนของเขาก็ไม่ได้เรียนพิเศษ ทำให้พวกเด็ก ๆ สามารถอยู่ต่อที่โรงเรียนได้ และปลอดภัยพอโดยไม่ต้องเข้าห้องเรียนเพื่อเรียนพิเศษต่อ รตจิตรเองก็เชื่อว่าข่าวต่าง ๆ สมัยนี้รวดเร็วมาก โรงเรียนหลายแห่งจึงมีมาตรการพอสมควรเพื่อรักษาความปลอดภัย บางโรงเรียนนอกจากจะมียาม มีเจ้าหน้าที่ธุรการผลัดเวรคอยดูแล รตจิตรเห็นบางโรงเรียนมีครูคอยผลัดเวรกันเฝ้าเด็กนักเรียน จนกระทั่งพ่อแม่มารับหลังเลิกงานแล้ว

4. บทสรุป
การที่่พ่อแม่ให้ลูกเรียนพิเศษ เป็นดาบ 2 คม และอาจมีโทษมากกว่ามีประโยชน์ การเรียนพิเศษไม่ได้เป็นสิ่งที่ลูกชอบเสมอไป เด็ก ๆ หลายคนอาจเกลียดเสียด้วย ดังนั้นวัยเด็ก เป็นวัยที่เด็กควรมีสวรรค์ของตนเอง ควรมีเวลาในการพัฒนาตนเอง เพื่อเด็กจะได้มีพื้นที่ส่วนตัวแสดงความสามารถ ความถนัดที่ตนมีพรสวรรค์ออกมาให้พ่อแม่ได้เห็น เพื่อไม่ให้เด็กต้องสูญเสียโอกาส สูญเสียความมั่นใจในสิ่งที่ตนอยากทำในชีวิตวัยเด็ก และต่อไปในอนาคต รตจิตรหวังว่าหลังจากที่เพื่อน ๆ ในฐานะพ่อหรือแม่ ได้อ่านบทความนี้ อาจทำให้ได้อุทาหรณ์ในการตัดสินใจเรื่อง จะให้ลูก ๆ เรียนพิเศษ ดีหรือไม่ดี อย่างไร

Leave a comment

Filed under Uncategorized

การค้นหายา ตรวจสอบยา Online

Check Medicine Online
สรุปโดย รตจิตร
Concluded by Ratajit | October 12, 2017

**งานเขียนของรตจิตรนี้ ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน ห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน

วัตถุประสงค์ ของบทความนี้ รตจิตรอยากให้เป็นวิทยาทานเพื่อช่วยเหลือเพื่อน ๆ ในเบื้องต้นในเรื่องการค้นหายา ตรวจสอบยา ว่าได้รับการรับรองจาก อย. หรือไม่ ก่อนที่จะกิน หรือใช้ยาดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโทษ หรืออันตรายต่อตนเอง คนที่ตนรัก หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงที่รัก และการที่รตจิตรเลือกเขียนในวันนี้ก็เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปี ที่พระองค์เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2559

อิทัง ปุญญะผะลัง ปะระมินทะระมะหาภูมิพะละอะตุละยะเตชัสสะ โหตุ
ขอผลบุญกุศลนี้ จงสำเร็จเป็นบารมีธรรมถวายแด่องค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสู่สวรรคาลัยด้วยเทอญ

รตจิตร Ratajit wear face mask

ปัจจุบันคนไทยเล่น facebook.com เล่น line กันมาก และคนไทยก็ใช้ google search engine กันมากเช่นกัน รตจิตรก็เป็นคนไทยคนหนึ่งที่เล่น facebook เกือบทุกวัน และใช้บริการ google เกือบทุกครั้งที่เล่น Internet เช่นกัน บทความนี้รตจิตรเขียนขึ้นมาเพื่อเป็นประโยชน์แก่เพื่อน ๆ ที่จำเป็นต้องรับประทานยา จำเป็นต้องใช้ยา ไม่ว่าจะเพื่อตนเอง หรือเพื่อผู้อื่น เพื่อให้สามารถสืบค้นได้ว่า

– ยาดังกล่าวเป็นอันตรายหรือไม่
– ยาดังกล่าว ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องจาก อย. หรือ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา” (Food and Drug Administration) หรือไม่

เมื่อต้นปี 2559 เพื่อน ๆ ของรตจิตรใน facebook มีการแชร์ภาพสุนัขตาย โดยเจ้าของเขียนเล่าใน facebook ส่วนตัวของเธอว่า น้องหมาของเธอ ไม่สบาย การจะนำสุนัขไปหาหมอที่โรงพยาบาล ค่อนข้างจะเสียเวลา และโรงพยาบาลอาจไกลด้วย ไม่มีที่จอดรถด้วย หรือบางรายอย่างเช่น รตจิตร เองก็อาจไม่ต้องการให้น้องหมาของตน ตื่นตกใจเพราะ โรงพยาบาลสัตว์ส่วนใหญ่ มักมีคนไข้จำนวนมาก คือจำนวนหมามากนั่นเอง ทำให้น้องหมาอาจเครียด และเป็นหนักกว่าที่เป็นอยู่ เป็นต้น เธอจึงพาน้องหมาสุดที่รักไปหาตามคลีนิคแถวบ้าน แต่พอเธอให้ยาน้องหมากิน ตอนกลับถึงบ้านแล้ว ไม่นานสุนัขกลับชักและตาย รตจิตร อ่านข้อความที่เธอระบายออกมาทาง facebook แล้ว ไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดกับใครเลย เธอต้องสูญเสียสุนัขที่เลี้ยงมานาน อย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ถ้าเจ้าของไม่รัก คงไม่คิดพาไปหาหมอเช่นนี้ เธอร้องไห้มากมาย และได้เขียนระบายใน facebook.com

ค้นยา Online

รตจิตรอยากขอบคุณเพื่อนคนนี้มาก ที่ช่วยเตือนพวกเราเป็นอุทาหรณ์ เพราะรตจิตรไม่อยากให้กรณีตัวอย่างนี้เกิดกับใคร จึงอยากแนะนำเพื่อน ๆ 3 ข้อ ดังนี้

1. สอบถามจากกองควบคุมอาหาร
โทร 02-5907297 หรือ E-mail : food@fda.moph.go.th

2. ค้นหายา Online ผ่าน อย.

เพื่อค้นว่ายาที่ได้มาจากคลีนิคหรือร้านขายยา เป็นยาที่จริงหรือเท็จ โดยเช็คผ่าน website ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ตาม url ข้างล่างนี้

http://porta.fda.moph.go.th/FDA_SEARCH_ALL/MAIN/SEARCH_CENTER_MAIN.aspx
โดยเมื่อเข้า website นี้แล้ว จะมีข้อความ popup ขึ้นมาว่า “เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถใช้ดำเนินธุรกรรมหรือดำเนินการทางนิติกรรมได้ กรุณาตรวจสอบยืนยันความถูกต้องของข้อมูลกับทางกองควบคุมอาหารอีกครั้งเพื่อความถูกต้องของข้อมูล หากพบปัญหาความไม่ถูกต้องหรือปัญหาในการใช้งานระบบ กรุณาแจ้งปัญหาไปยัง E-amil : itcenter@fda.moph.go.th
โดยขณะปัจจุบันสถานประกอบการต่างจังหวัดบางราย อาจมีข้อมูลไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เนื่องจากมีข้อมูลเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ยื่นขออนุญาตโดยตรงกับสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาเท่านั้น (ดูเลข 13 หลัก ข้อมูลที่มีหลักที่ 9 เป็น 2 จะสืบค้นไม่พบ)
เนื่องจากอยู่ในระหว่างการปรับเปลี่ยนและปรับระบบงานฐานข้อมูล logistic ข้อมูลบางรายการอาจมีข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง กรณีพบเห็นความไม่ถูกต้องของข้อมูล กรุณารีบแจ้งกองควบคุมอาหาร โทร 02-5907297 หรือ E-mail : food@fda.moph.go.th และขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลท่านด้วย
ข้อมูลจะแสดงเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่แสดงสถานะคงอยู่
เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถใช้ดำเนินธุรกรรมหรือดำเนินการทางนิติกรรมได้ กรุณาตรวจสอบยินยันความถูกต้องของข้อมูลกับทางกลุ่มควบคุมวัตถุอันตรายอีกครั้งเพื่อความถูกต้องของข้อมูล หากพบปัญหาความไม่ถูกต้องหรือปัญหาในการใช้งานระบบ กรุณาแจ้งปัญหาไปยัง E-amil : itcenter@fda.moph.go.th
สถานประกอบการต่างจังหวัดบางราย อาจมีข้อมูลไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เนื่องจาก……….. ”

ค้นยา Online

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระยะเวลานานมากแล้ว อีกทั้ง url อาจมีการเปลี่ยน ถ้าเพื่อน ๆ ลอง click ดูแล้วไม่พบ ลองหาจาก google โดยคีย์คำว่า “ค้นหายา อย” หรือให้ใช้ข้อ 3

3. ใช้ตัวช่วย โดยการค้นหาจาก searching engines ทั่วไป

เพื่อน ๆ สามารถหาผลกระทบจากตัวยานั้น ๆ ซึ่งบางครั้งภาษาอังกฤษจะได้ข้อมูลมากกว่า เพราะมีการเขียนกันทั่วโลก โดยอาจใช้ keyword เช่น คีย์ชื่อยา และต่อด้วย effects จาก google เป็นต้น ผลที่ค้นหาได้ ตามความเห็นของ รตจิตร ไม่ว่าจะเป็น websites ไทย หรือ ต่างประเทศ รตจิตร คิดว่า น่าจะมีความเชื่อถือได้บ้าง โดยพยายามใช้ข้อมูลจาก websites ที่เขียนเล่าจากเรื่องจริงของ bloggers เป็นต้น เพราะยาบางตัว เช่น ยาหยอดหลังน้องหมา ที่โฆษณากันว่า ป้องกันเห็บ หมัดได้ แม้แต่สัตวแพทย์ ยังชอบเชียร์กันเลย ไม่ว่าจะได้รับการรับรองจาก อย. แล้วก็ตาม แต่อาจมีผลข้างเคียงที่อันตรายถึงชีวิต เช่นมีผลต่อไต ของสุนัข เป็นต้น

ค้นยา Online

วันนี้ รตจิตร เขียนพอหอมปากหอมคอ ก็ขอจบเพียงแค่นี้ แล้วรตจิตรจะพยายามมาเขียนในครั้ง ต่อ ๆ ไป เกี่ยวกับเรื่องที่รตจิตร คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ต่อแฟน ๆ ของเว็บ sw-eden.net นะจ๊ะ หรือถ้าใครอยากอ่านเรื่อง อะไรที่คิดว่า มีประโยชน์ ต่อคนอื่น ก็ลองบอกมาทาง facebook.com/ratajit ก็ได้นะ ถ้ารตจิตร มีความรู้จริง ที่พอเขียนได้ หรือค้นคว้าได้ รตจิตร จะจัดให้ทันที วันนี้ รตจิตร ขอสวัสดีก่อนนะ

Leave a comment

Filed under Uncategorized

เที่ยววันเดียว ไหว้พระ อำเภอสามพราน

เขียนโดย รตจิตร
Writen by Ratajit | June 13, 2017

วัดสามพราน นครปฐม

**งานเขียนนี้ของ รตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอก หรือนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิง แหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน รตจิตร ตั้งใจเขียนบทความนี้สำหรับเพื่อน ๆ ที่มีเวลาน้อย สักครึ่งวัน แต่ต้องการเดินทางไปเที่ยวอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อการทำบุญ หรือทัวร์ไหว้พระ 3 วัด ครึ่งวัน หรือประมาณ 4 ชั่วโมง

บทความนี้เหมาะสำหรับเพื่อน ๆ ที่มีเวลาน้อย แต่อยากไปทัวร์ไหว้พระทำบุญ 3 วัน โดยไม่เหนื่อย สามารถพาคุณพ่อ คุณแม่ร่วมเดินทางไปด้วยได้ค่ะ และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามมาก อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้อีกด้วย ระยะทางไป-กลับจากกรุงเทพฯ เพียง 74 กิโลเมตร (โดยอาศัย google map ทั้งสิ้น) โดยเริ่มจากวัดที่ไกล ๆ ก่อน คือวัดสามพราน วัดธรรมปัญญารามบางม่วง และวัดท่าไม้ โดยขาไปรตจิตร ขับไปทั้ง 3 วัด เป็นระยะทาง 40 กิโลเมตร และขาดกลับอีก 34 กิโลเมตร ดังนี้ (1) วัดสามพราน; (2) วัดธรรมปัญญารามบางม่วง; และ (3) วัดท่าไม้

หุ่นขี้ผึ้งวัดสามพราน นครปฐม

1. วัดสามพราน (พุทโธภาวนา สามพราน)

รตจิตร ขับรถจากแยกพุทธมณฑลสาย 4 ไป 24 กิโลเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดบนเส้นถนนเพชรเกษม โดยเข้าทางออกพุทธมณฑลสาย 7 ไปเพียง 12 กิโลเมตร ใช้ช่องทางที่สามารถไปวัดไร่ขิงได้ รตจิตร อยากสรุปเกี่ยวกับวัดสามพราน ตาม Highlight ของวัด คือ
เมื่อเข้าประตูวัดไป ด้านซ้าย จะเห็นตึกพญามังกร 108 เกจิอาจารย์ มังกรตะกายฟ้าเป็นธรรมะเสาหลักปักษ์ค้ำฟ้า ซึ่งสูงใหญ่ ด้านในตัวมังกรยังสามารถเดินรอดเข้าไปในตัวมังกรด้วย แต่ตอนที่ รตจิตร ไปทำบุญที่วัดสามพรานนั้น จุดนี้ได้ปิดไว้อาจเพราะการก่อสร้างเก่าแก่นานเกินไปแล้ว ตามพื้นทางเดินมีรอยประทับฝ่ามือ และฝ่าเท้าของคนที่ทำบุญ

วัดสามพราน อำเภอสามพราน

นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปสูงตระหง่านอยู่บนอาคารประมาณ 4 ชั้น ตรงกลางระหว่างโบสถ์และศาลาด้านบน เมื่อขึ้นไปสักการะ จะเป็นองค์พระสีวลี อยู่ด้านหน้า ส่วนศาลาซ้ายมือก็มี หุ่นขี้ผึ้งของพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 1-7 และเกจิอาจารย์อีก 2 รูปอยู่ด้านขวามือ มีรูปหล่อเทวดาองค์เขียว ประทับนั่งสมาธิก้มหน้าอยู่ตรงกลาง
ก่อนกลับอย่าลืมแวะสักการะเจ้าแม่กวนอิมองค์ยืนอีกฝั่งหนึ่งด้วย รตจิตร ยังได้เตรียมชุดถวายสังฆทาน แด่พระสงฆ์ แต่ด้วยความศรัทธาชีหลายคนมากกว่า ที่พวกเธอขยันทำงาน รับผิดชอบ ชักชวนและคอยชี้นำญาติธรรมที่มาเยี่ยมเยียนที่วัด เพราะวัดใหญ่มาก แต่ไม่มีคนดูแล พระสงฆ์ก็เอาแต่จำวัด จึงเป็นหน้าที่้ของชี ครอบครัว รตจิตร จึงตัดสินใจถวายชี เพราะดูดีมีศีลกว่า

เจ้าแม่กวนอิม วัดธรรมปัญญารามบางม่วง

2. วัดธรรมปัญญารามบางม่วง

วัดธรรมปัญญารามบางม่วง อยู่เลยจากวัดสามพราน ไปเพียง 8 กิโลเมตร รตจิตรเพิ่งทราบจากเพื่อนใน facebook ว่า เนื่องจากเพิ่งมีพิธีถวายพระเกศองค์เจ้าแม่กวนอิม และตอนนี้อยู่ในช่วงของการทำบุญปิดทองดวงพระทัย เพื่อพิธีบรรจุหัวใจในวันที่ 30 มิถุนายน 2560 จึงชวนครอบครัวไปทำบุญและเที่ยว รตจิตร ขอสรุปสั้น ๆ เกี่ยวกับวัดธรรมปัญญารามบางม่วง ตาม Highlight ของวัด คือ

วัดธรรมปัญญารามบางม่วง อำเภอสามพราน

ที่วัดธรรมปัญญารามบางม่วงนี้ ด้านล่างมีเทพเจ้ามากมาย ได้แก่ พระยูไลไภษัชยคุรุพุทธเจ้า พระเงินใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เทพไฉ่ซิ้งเอี๊ย เป็นต้น ส่วนด้านล่างขององค์เจ้าแม่กวนอิม ขณะนี้ยังมีเสาเอกที่เป็นเสาคู่เงินทอง เพื่อญาติธรรมขอพร รตจิตร ยอมรับว่าองค์เจ้าแม่กวนอิมปางเสวยสุขทองที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ งดงามจริง ๆ และการปิดทองคำยังปิดเป็นระเบียบมาก นอกจากนี้ด้านหลัง หรือด้านในยังมี โรงเจเฮงเส็งตั้ง และศาลเจ้าพ่อมังกรเขียว (เชเล่งเอี๊ยะกง) เพื่อสักการะ รตจิตรได้ทำบุญให้ทาน อาหารปลา เพราะวัดธรรมดาปลาก็ยังต้องกิน แต่คนนิยมมาเฉพาะเสาร์-อาทิตย์

วัดท่าไม้ สมุทรสาคร

3. วัดท่าไม้ อยู่ตำบลท่าไม้ จังหวัดสมุทรสาคร

แม้วัดท่าไม้จะไม่ได้อยู่สามพราน นครปฐม แต่วัดก็ตั้งอยู่ติดต่อกับนครปฐมเลยค่ะ เพียง 7.4 กิโลเมตร และจากวัดท่าไม้ รตจิตร สามารถกลับเข้ากรุงเทพค่อนข้างใกล้แล้วค่ะ มาออกถนนเพชรเกษมได้ไม่ยาก วัดนี้เป็นวัดเดียวที่รตจิตร ไม่ได้ทำบุญ เพราะมีความรู้สึกว่าเป็นวัดร่ำรวยจริง ๆ พระสงฆ์ก็อุดมสมบูรณ์ ทุกตารางเมตรมีจุดให้ทำบุญด้วยวิธีหลากหลาย รตจิตร คงไม่ต้องเขียนอะไรเกี่ยวกับวัดนี้มากมายเพราะเป็นวัดดังอยู่แล้ว
Hightlight ของวัดท่าไม้ คือมีวัวควาย และม้า เพื่อให้ทำบุญเลี้ยงสัตว์พร้อมทั้งไถ่ชีวิตโคกระบือ ต่อจากนั้นเป็นวิหารสีน้ำตาลแดงที่เด่นตระหง่าน ตรงบันไดด้านซ้ายมีพญานาคที่มีตัวกาลเวลาอมไว้ และด้านขวาคือ มอม ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
นอกจากนี้ วัดท่าไม้ยังมีเสาเทพยดาจำนวนมาก และยังมีโครงการอีกมากมายที่จะสร้างต่อไป

วัดท่าไม้ สมุทรสาคร

สรุปทริปทัวร์ไหว้พระนี้ค่อนข้างดีมาก รวม ๆ 4 ชั่วโมง เฉลี่ยใช้เวลาแต่ละวัด 1 ชั่วโมง และเดินทางอีกประมาณ 1 ชั่วโมง คือเริ่้มที่ วัดสามพราน วัดธรรมปัญญารามบางม่วง และวัดท่าไม้ รตจิตร หวังว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่เพื่อน ๆ เพราะไม่ใช้เวลามาก ไม่ไกล ใกล้กรุงเทพ สวยงาม มีความรู้ ฯลฯ หากต้องการทำบุญ ก็ไม่จำเป็นต้องทำบุญแก่พระสงฆ์อย่างเดียว ชีดีมีคุณธรรมก็ยังมีค่ะ สวัสดี

34471909703

Leave a comment

Filed under Uncategorized