วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ความไม่ประมาท

Precaution and Live together with Happiness

สรุปโดย ©รตจิตร
Concluded by Ratajit | December 14, 2015

**งานเขียนนี้ของรตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน และกรณีที่เขียนสรุปผิดพลาดในความหมายโดยไม่ได้มีเจตนา รตจิตร ต้องขอโทษด้วย

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

ผู้บรรยายธรรม : พระมหานภันต์ สฺนติภฺทโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
วันและสถานที่ : วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 58 @ ชมรมแมสบุญรักษา มูลนิธิชาวพุทธพาต้า

วันนี้ รตจิตร โชคดีมากที่ได้ฟังธรรมจาก พระมหานภันต์ จากวัดสระเกศ ในช่วงที่ความจริงท่านควรปฏิบัติกิจธุระในฐานะธรรมฑูต สายต่างประเทศ ณ ประเทศอังกฤษ แต่มีบริษัทข้ามชาติในประเทศนิมนต์ท่านกลับมาชั่วคราว จึงเป็นโอกาสดีของชาวพุทธพาต้า ที่ได้ฟังการแสดงธรรมของท่าน ที่ทั้งลึกซึ้ง แต่ง่ายแก่การเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถนำไปใช้ในสังคม และในชีวิตประจำวันได้อย่างเกิดประโยชน์ด้วย รตจิตร ตั้งใจตั้งแต่ตอนเริ่มฟังพระธรรมเทศนาว่า กุศลที่ได้ในวันนี้ รตจิตรขออุทิศให้แก่แม่ที่ล่วงลับ และการเขียนสรุปเพื่อเป็นธรรมทาน รตจิตรขออุทิศส่วนกุศลให้แก่หมาสุดที่รัก Jordison ซึ่งเป็นไปได้ทั้งสิ้น พระมหานภันต์ ยังได้พูดถึงเรื่อง ปัตตานุโมทนามัย คือเมื่อฟังธรรม หากบอกคนให้โมทนากับบุญกุศลนี้ ที่เราได้ทำ หรือมีผู้ทำปัตติทานมัยแล้ว หรือคือ บุญที่สำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ จะทำได้ก็ต่อเมื่อ (บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ) ให้เราก่อน

ก่อนเริ่มแสดงธรรม พระมหานภันต์ ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับ อานิสงส์ของการฟังธรรม ซึ่งมี 5 ข้อ ท่านได้สรุปจนสอดคล้อง สามารถจดจำได้ง่ายมากดังนี้
ได้ฟังเรื่องใหม่ ได้ใส่ใจเรื่องเก่า ได้บรรเทาความสงสัย ได้แก้ไขความเห็นผิด ได้ทำจิตให้ผ่องใส

Dhamma_by_Ratajit

ต่อนี้ไป รตจิตร ขอสรุปสิ่งที่ พระอาจารย์ ได้บรรยายธรรมอย่างสั้น ๆ เป็น เรื่อง ดังนี้
1. ไตรสิกชา

พระอาจารย์เน้นว่า มนุษย์ควรฝึกสมาธิตลอดเวลา จนเป็นอัตโนมัติ หมายถึงการฝึกให้รู้สึกตัว เพื่อให้อยู่กับปัจจุบัน การทำอะไรต้องมีสติ จะได้มีปัญญาเพื่อแก้ไขชีวิต เหมือนน้ำที่นิ่ง ทุกอย่างตกตะกอนฉันใด น้ำก็จะใสเห็นได้ทุกอย่างฉันนั้น
หรือสรุปได้ว่า มนุษย์นอกจากจะมีศีลแล้ว ยังต้องมีสมาธิ มีปัญญา ซึ่งก็คือเรื่องไตรสิกขานั่นเอง หมายถึง ข้อปฏิบัติที่พึงศึกษา 3 ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อการดำรงชีวิตที่ดี เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

2. ความไม่ประมาท และความตาย

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า …..อัปปมาทะ ความไม่ประมาท คือ การมีชีวิตอยู่อย่างมีสติตลอดเวลา ถ้าอยากไม่ประมาท เธอต้องระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก และพิจารณาให้ใจสงบจากอกุศลธรรม…. ในขณะเดียวกันก็ควรเร่งสะสมบุญ พระอาจารย์เปรียบเรื่องนี้ว่าเหมือนเรื่อง การต้อนวัว 500 ตัวดังนี้

500_Cows_water_colour_by_Sw_Eden

วัวที่ถูกต้อนเข้าคอกแต่ละตัว จนครบ 500 ตัว หากเราจะปล่อยวัวออกมา วัวตัวที่ 500 ก็จะออกมาก่อนวัวตัวที่ 1 ดังนั้นหากเราสะสมบุญ หมั่นทำความดีไปเรื่อย ๆ เมื่อความตายมาถึง เราก็จะคิดถึงแต่สิ่งดี ๆ เมื่อเราทำอะไรอยู่บ่อย ๆ ก็จะเหนี่ยวนำจิตของเราไปทางนั้น ดั่งคำบาลีที่ว่า
จิตเต อสังกิลิฏเฐ สุคติปาฏิกังขา เมื่อจิตไม่เศร้าหมองก็ไปสุคติ

3. ปัญญา

พระมหานภันต์ ได้นำวีดีโอหนึ่งมาให้พวก รตจิตร ดู เกี่ยวกับ “Don’t judge too quickly” เพื่อแสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมของคนเป็นไปตามคุณภาพใจ ปัญญาของคน ๆ นั้น ก็เห็นแค่นั้น ในวีดีโอ มีชายคนหนึ่ง เดินพาน้องหมาเที่ยวในสวน หมากระชากเพราะเจอหมาอื่น ขนม chocolate ที่ชายคนนั้นจะกิน ตกพื้นบริเวณหลังก้นเจ้าตูบ ชายเจ้าของตูบก้มหยิบมากิน ขณะนั้นยายหลานในสวนเห็นพอดี คิดว่าเจ้าของหมากินอึของเจ้าตูบ ยายหลานต่างทำหน้าแหยรังเกียจทันที สาเหตุเพราะคุณภาพใจ คุณภาพความคิดที่ต่างกัน url link ข้างล่างนี้เป็น youtube เพื่อประกอบคำบรรยายของการแสดงธรรมในวันนั้น

รตจิตร ขอแถมท้ายนิดหนึ่งว่า วันนั้น ก่อนที่ พระอาจารย์ จะแสดงธรรม ท่านได้ถามก่อนว่าญาติโยมอยากถาม หรืออยากฟังเรื่องอะไร รตจิตร ขอท่านแสดงธรรม เรื่อง “ปฏิจจสมุปบาท” เพราะอ่านมา 2-3 ครั้งแล้ว ไม่เข้าใจลึกซึ้งสักที แต่เวลามีจำกัดจริง ๆ อะไรที่สอดแทรกเรื่องนี้ได้ พระอาจารย์ก็จะบอก ปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา หรือ ปัจจยาการ นั้นพูดถึงการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยซึ่งกันและกัน เช่น ทุกข์เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัย เช่น
– เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี หรือ
– เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี

สุดท้ายก่อนที่รตจิตรจะร่วมใส่บาตร หรือถวายปัจจัยแก่ พระมหานภันต์ ได้เตือนสติพวกเราอีกครั้งว่า ท่านได้รดน้ำแห่งพระธรรมให้พวกเราแล้ว ถ้าเราตั้งใจ คิดดี พูดดี ทำดี ก็จะส่งผลดี ๆ แก่เราเอง เพื่อให้ใจของเราคิดแต่เรื่องดี ๆ จนเป็นนิสัย อย่าให้ความไม่ดีของใครมาเปลี่ยนความดีในใจเรา แต่ควรให้ใจเราจับยึดแต่สิ่งดี ๆ ฝึกทำเรื่อย ๆ เพราะหากเราไม่มีเรื่องดี ๆ ให้คิดถึง หากมีทุกขเวทนาขึ้นมา เราก็จะไม่ได้คิดถึงเรื่องดี ๆ

สิ่งที่รตจิตร เขียนเพื่อเล่าการแสดงธรรมของ พระมหานภันต์ สู่กันฟัง เพื่อเป็นธรรมทานในวันนี้ ยังมิอาจเทียบกับสิ่งที่รตจิตรได้นั่งฟังธรรมจริง ๆ จากท่านในวันนั้น รตจิตร หวังว่าในอนาคต คงจะได้ฟัง พระมหานภันต์ แสดงธรรมไปเรื่อย ๆ เพื่อมาเล่าสู่กันฟังอีก

Leave a comment

Filed under Uncategorized

การเดินเที่ยวบนถนนใหญ่ ดีกว่าในซอย

การเดินเที่ยวบนถนนใหญ่ ดีกว่าการเดินในซอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินเที่ยวในต่างแดน ยิ่งสำคัญมาก วันนี้ รตจิตรอยากฝากให้เพื่อน ๆ ตระหนักไว้ว่า เราควรเดินบนถนนใหญ่ เพราะอย่างน้อยมีข้อดี 10 ข้อ  แม้ว่าการเดินในซอยบางแห่งจะเป็นเส้นทางลัดก็ตาม  เพื่อน ๆ ลองมาดูกันนะ  ตัวอย่างวันนี้เป็นการเดินที่ถนนใหญ่ จากสถานี Termini, Rome, Italy ซึ่งหลาย ๆ websites มีการเตือนให้ระวังพวก pickpocket เป็นต้น

1  ความปลอดภัยจากผู้คน

เพราะถนนใหญ่ ในช่วงที่รตจิตรเดินทางอยู่นั้น มีทั้งตำรวจ สุนัขตำรวจ และทหารมากมาย ผู้คนที่กำลังจะไปทำงานก็ขวักไขว่จริง ๆ ทำให้พวกโจรขโมย หายหมด

2 ความปลอดภัยจากรถรา

ตามถนนใหญ่ มีทั้งไฟแดง ม้าลาย และบางที่มีตำรวจคอยดูแล ตามแยกต่าง ๆ คอยให้ความสะดวกแก่ประชาชน และนักท่องเที่ยว ด้วย

3 ได้ความรู้มากมาย

บ่อยครั้งที่เราเดินตามซอย รตจิตรคิดว่าเราอาจไม่รู้อะไรเลย ได้เพียงเป้าหมายที่จะไป  แต่การเดินตามถนนใหญ่ รตจิตรพบกับ mob ของพวกแรงงานกองใหญ่  ทำให้รู้ความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ในขณะนั้น  มีทั้งประชาชน ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ให้ความรู้ ที่สามารถตอบคำถามของเราได้ ยิ่งในช่วงที่เราหลง หรือไม่แน่ใจในเส้นทาง  การเดินถนนเล็ก หรือตามซอย อาจหาคำตอบไม่ได้เลย

4 ได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริง

เพราะบนถนนใหญ่มักเป็นเส้นทางการเดินรถที่ผู้คนจำเป็นต้องพึ่งพา  ทำให้สามารถสัมผัสชีวิตชาวเมืองที่แท้จริงได้

5 ได้ใช้จ่ายอย่างเหมาะสม

เพราะระหว่างทางมีแหล่ง shopping ร้านค้าที่แข่งขันกันให้เราเลือกสรรได้อย่างดี

6 ได้อากาศ และบรรยากาศที่ดีกว่า

บางซอยที่แคบ ๆ หากมีควัน มีกลิ่นบุหรี่ ยากที่เราจะหลบหลีก เพราะพื้นที่น้อย แต่ถนนใหญ่ หายห่วง มีพื้นที่ไม่จำกัดทำให้รตจิตรหนีควันบุหรี่ได้อย่างดี

7 ได้สัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่า

บนถนนใหญ่มักเต็มไปด้วยสถานที่สำคัญ ๆ หรือสถานที่ท่องเที่ยวด้วย เช่น โบสถ์ใหญ่ ๆ ห้องสมุด พิพิทธภัณฑ์ เป็นต้น

8 สามารถเดินกับคนที่คุณรัก หรือเพื่อนๆ ได้พร้อมกัน

พื้นที่มาก รตจิตรก็สามารถเดินกับคนที่เรารักไปพร้อม ๆ กันได้  นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเดินเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะฟุตบาทใหญ่มาก

9 อิสระมากขึ้น เพราะการระวังตัวน้อยลงได้

เราไม่ต้องระวังตัวมากเท่าในซอย ซึ่งบางครั้งแทบไม่มีคนเลย น่ากลัว

10 ในที่สุดคุณจะได้ภาพสวย ๆ เก็บไว้ในความทรงจำ

จากการบรรยายทั้ง 9 ข้อทำให้รตจิตรสามารถเก็บภาพแห่งความทรงจำได้ตลอดทางจ้า

 

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วัดโพธิ์ ประวัติ การทอดกฐิน ในวันออกพรรษา

Ceremony of presenting yellow to the Buddhist monks at the end of the Buddhist Lent

สรุปโดย ©รตจิตร
Concluded by Ratajit | October 27, 2015

**งานเขียนนี้ของรตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน และหากรตจิตร เขียนสรุปผิดพลาดในความหมายโดยไม่ได้มีเจตนา ก็ขอผู้อ่านให้อภัย ณ โอกาสนี้ บุญกุศลที่รตจิตรตั้งใจเขียนสรุปนี้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่เพื่อน ๆ ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่ Jordison หรือไอขิง หรือ ไอหมา ซึ่งเป็นสุนัขที่ครอบครัวของ รตจิตร รักมากที่สุด และความรัก ความคิดถึงจะมีอยู่ตลอดไปไม่มีวันจางหาย แม้ว่า Jordison จะเสียชีวิตตั้งแต่วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2558 เวลา 4.20 น.s

วัดโพธิ์

ผู้บรรยายธรรม : ท่านพระมหากิตติศักดิ์ โคตม สิสฺโส
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์ ท่าเตียน) คณะ น.20
วันและสถานที่ : วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2558 ณ ชมรม แมสบุญรักษา มูลนิธิชาวพุทธพาต้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โดยชอบ (กราบ)

ท่านพระมหากิตติศักดิ์ เกริ่นเกี่ยวกับเรื่อง อาบัติ ของพระสงฆ์ ว่า มีข้อยกเว้นตามการดำรงชีวิตจริงในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น
1. ห้ามวิ่ง
ปกติห้ามพระวิ่ง แต่ก็มีข้อยกเว้น ได้แก่ กรณีเจ็บป่วย เรื่องคอขาดบาดตาย เป็นต้น
2. ห้ามเดินจงกรม
ทางทางปฏิบัติของพระสงฆ์ การเดินจงกรม ถือเป็นเรื่องปกติ ยกเว้นบางขณะ ได้แก่ การข้ามถนน จะมัวแต่มาย่างขวาหนอ ย่างซ้ายหนอไม่ได้

ก่อนที่ท่านพระมหากิตติศักดิ์ จะเริ่มเรื่องที่มาของกฐิน ท่านได้เตือนสติ ผู้ปฏิบัติกรรมฐานบางคนที่ไม่ได้ฝึกจิต แต่ใช้วิธีฝึกสติอยู่กับลมหายใจ จนกลายเป็นคนเซื่องซึม คนเฉื่อยชา นี้ถือว่าไม่ได้มีสติ

ที่มาของ กฐิน

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

รตจิตรสรุปธรรมที่ฟังในวันนั้น แบบง่าย ๆ โดยเริ่มจากที่มาของคำว่า กฐิน และที่มาของการทอดกฐิน ซึ่งเป็นภาษาบาลี มาจาก ไม้กฐิน หรือสะดึงในสมัยโบราณ เนื่องจากในอดีต คนทั่วไปจะไม่รู้ว่าพระสงฆ์ต้องการใช้อะไรบ้าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสแก่สงฆ์ทั้งหลายว่า เราไม่ได้รักสวยรักงาม แต่เรามีสบงจีวรไว้เพื่อปกปิดร่างกาย พระสงฆ์จึงไปเก็บผ้ามี่ชาวบ้านทิ้ง ๆ เอามาตัดเย็บ แต่ไม่เรียบร้อย และไม่เป็นแบบสบงจีวรที่ดีเท่าที่ควร เมื่อพระอานนท์ขึ้นไปที่สูง มองลงมาด้านล่างซึ่งเป็นที่ท้องนา แคว้นมคธ พระอานนท์ จึงเกิดความคิดเอาไม้มาวางเป็นแบบท้องนาบนผ้าที่พระสงฆ์เก็บมา พระอานนท์เอาผ้าทาบลงไปบนไม้แบบนั้น เพราะผ้าที่เก็บมามีหลายขนาด

ไม้นี้เรียกว่าไม้กฐิน เป็นไม้แบบเพื่อตัดจีวร โดย การทาบผ้าลงบนไม้กฐิน ก็เสมือนการทอดผ้าลงไม้กฐิน จึงเป็นที่มาของ การทาบกฐิน หรือการทอดกฐิน นั่นเอง

จะเห็นว่า การทอดกฐิน ในอดีต เป็นเรื่องของพระสงฆ์ทำเองทั้งหมด จนถึงสมัยของนางวิสาขา ซึ่งเป็นอุบาสิกา “ผู้ให้” ถวายพระสงฆ์มาตลอด เช่นเดียวกับ อนาถปิณฑิกเศรษฐี ที่เป็นอุบาสก “ผู้ให้” จัดหาสบงจีวรถวายพระสงฆ์ ตั้งแต่นั้นมาพระสงฆ์จึงไม่ต้องไปหาผ้าช่วงออกพรรษา

ที่มา ของวัดโพธิ์

วัดเชตุพน ฯ
Wat Phra Chettuphon Wimon Mangkhlaram Ratchaworamahawihan or Wat Pho

เวลาผ่านไปนานเข้า ๆ ญาติโยมก็เริ่มดูว่าพระสงฆ์จำเป็นต้องใช้ปัจจัยอะไรบ้าง แล้วก็จัดโน่น จัดนี่ให้เป็นปัจจัยเพิ่มเติมตอนถวายท่าน อย่างไรก็ตาม การทอดกฐินต้องมีจีวร ถือว่า เป็นกาทอดกฐินหลัก นอกจากนี้ ในอดีต พระสงฆ์ยังอาศัยอยู่ตามป่าบ้าง ตามถ้ำบ้าง อาศัยร่วมอยู่กับพวกคนจร หมอนหมิ่น พระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นผู้สร้างวัด ให้เป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ เช่น พระเจ้าพิมพิสาร สำหรับประเทศไทย ได้แก่วัดต่าง ๆ ดังนี้

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1
วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2
วัดราชโอรสาราม เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 3
วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 4
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5, รัชกาลที่ 7
วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 6
วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 8
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 9

สำหรับวัดโพธิ์ หรือวัดเชตุพน ฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 เป็นผู้สร้างวัดโพธิ์ มีรูปปั้นฤาษีดัดตนเพื่อแก้โรคภัยไข้เจ็บถึง 80 ท่า และในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้ทรงมีพระราชประสงค์ให้วัดโพธิ์เป็นแหล่งความรู้ของประชาชน จึงโปรดเกล้าทำศิลาติดที่วัดโพธิ์ เพื่อจารึกความรู้เกี่ยวกับการรักษาโรคต่าง ๆ โดย
1. จากหมอหลวงที่ รัชกาลที่ 3 ทรงทราบอยู่แล้วว่าผู้ใดมีความรู้ความสามารถรักษาโรคได้หาย
2. จากหมอชาวบ้าน ที่รัชกาลที่ 3 ทรงประกาศหาเพื่อให้ได้หมอชาวบ้านที่มีความสามารถ เป็นต้น

Wat Pho

ที่มาของการใส่บาตรตอนเช้า

หัวข้อนี้ รตจิตรขอแทรกเกี่ยวกับการใส่บาตรตอนเช้าสักนิดนะจ๊ะ การรับบาตรของพระภิกษุสงฆ์ในอดีต จะใช้วิธี รับของเหลือ ๆ ใส่บาตร ขนชาวบ้านเห็นว่า พระสงฆ์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นอริยบุคคล ไม่สมควรฉันอาหารเช่นนี้ จึงเกิดการใส่บาตร
ท่านพระมหากิตติศักดิ์ ได้ยกคำพูดของพระพุทธเจ้าว่า ขอให้พระภิกษุทำตนดั่งเช่นแมลงภู่ที่ดอมดมเกสรดอกไม้ เพื่อนำไปที่รัง พอบินผละไป ก็มิได้ทำลายดอกไม้เลย ดังนั้น เพื่อไม่ให้พระสงฆ์เบียดเบียนชาวบ้าน จึงต้องรับบาตรช่วงเช้า โดยชาวบ้านจะแบ่งอาหารของตนในวันนั้นออกมาก่อน เพื่อใส่บาตร

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วัดบุปผารามวรวิหาร นะโม ความเชื่อของชาวพุทธ

สรุปโดย ©รตจิตร
Concluded by Ratajit | October 20, 2015

**งานเขียนนี้ของรตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน และหากรตจิตร เขียนสรุปผิดพลาดในความหมายโดยไม่ได้มีเจตนา ก็ขอโทษ ณ โอกาสนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต

ผู้บรรยายธรรม : พระครูสถิต ศีลวัฒน์
วันและสถานที่ : วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2555 ณ ชมรม แมสบุญรักษา มูลนิธิชาวพุทธพาต้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โดยชอบ (กราบ)
การสวดบท นะโม ฯ เพื่อบูชาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพระครูพูดเกริ่นว่า “นะโมรักษาโรค” ถ้าตราบใดที่เรายัง นะโมอยู่ ก็เท่ากับเรายังไม่ตาย และที่เรา สวดนะโม ฯ กันก็เพราะเรามีศรัทธาในองค์สมเด็จพระพุทธเจ้านั่นเอง

ศรัทธา ถือเป็นป้ายบอกทาง และมีความตั้งใจ คนที่เอาดีไม่ได้ ก็เพราะขาดความตั้งใจ และที่ขาดความตั้งใจ ก็เพราะขาดศรัทธา ขาดความเชื่อ ถ้าเราเชื่อ เช่น เชื่อเรื่องบุญมีจริง เราจะทำโดยไม่ระแวงเลย ท่านพระครู ฯ เล่าเรื่องตามข่าวไว้หลายเอง แต่รตจิตร คิดว่าเพื่อน ๆ ก็ทราบอยู่แล้ว จึงขอผ่านไป ไม่นำมาเขียน ในที่นี้ ท่านพระครู ฯ ได้แบ่งความเชื่อเป็น 3 อย่างคือ
1. เชื่อเรื่องพฤติกรรม
2. เชื่อเรื่องบุคคล
3. เชื่อเรื่องวิชาการ

”

เชื่อเรื่องพฤติกรรม
พระพุทธเจ้าทรงสอนการเชื่อเรื่องกรรม และผลของกรรม กรรม ก็คือ การกระทำนั่นเอง ทุกคนมีกรรมเป็นของ ๆ ตน หากใครเชื่อเรื่องกรรมจริง ๆ ก็จะลดภาระต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ตามความเห็นของ ท่านพระครู ฯ หมอดูประเภทที่ชอบทัก หรือแนะนำให้ญาติโยมมาทำบุญ ท่านพระครู ฯ จะไม่ค่อยว่า เช่นบอกว่า ช่วงนี้ดวงไม่ดี ให้ทำธรรมสังฆทาน ให้ปล่อยนก ปล่อยปลา ทำบุญโรงศพ และบริจาคสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น

เชื่อเรื่องบุคคล
หลาย ๆ คน มี Idol ของตนเอง บางคนมักพูดว่า ไม่เชื่อใคร เชื่อตน แต่ความจริง ต้องมี Idol ของตนเอง เช่น ท่านพระครู ฯ มีเป็น Idol ของตนเอง บางคนแค่ระลึกถึงพระองค์ ก็สุขแล้ว เพราะจะหาใครเท่าพระองค์นั้น ไม่มี

เชื่อเรื่องวิชาการ
ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้า ฯ ต้องเชื่อสิ่งที่พระพุทธจ้า ตรัสรู้ด้วย พุทธศาสตร์เป็นหนึ่ง
มีภาษาบาลีว่า ธมฺม สรณ คัจฉามิ คือ คำสอนของพระพุทธเจ้าดีที่แล้ว

ก่อนที่จะจบการบรรยายธรรม ท่านพระครู ฯ สรุปว่า ความเชื่อทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็น ความเชื่อเรื่องพฤติกรรม, เชื่อเรื่องบุคคล, และเชื่อเรื่องวิชาการนั้น ก็คือการเชื่อเรื่อง พระพุทธเจ้า นั่นเอง

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วัดญาณเวศกวัน ศีล 4 The Buddhist 4 precepts

สรุปโดย ©รตจิตร
Concluded by Ratajit | October 16, 2015

**งานเขียนนี้ของรตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน และหากรตจิตร เขียนสรุปผิดพลาดในความหมายโดยไม่ได้มีเจตนา ก็ขอโทษ ณ โอกาสนี้

ศีล_สมาธิ_ปัญญา

ผู้บรรยายธรรม : พระครูธรรมธร ครรชิต คุณวโร
วันและสถานที่ : วันที่ 19 พฤษภาคม 2555 ณ ใต้โบสถ์ วัดญาณเวศกวัน นครปฐม

หลังจากที่เขียน ศีล 5 และ ศีล 8 จบ รตจิตรหวังไว้ว่า น่าจะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่มีโอกาสอ่าน อย่างน้อยก็เพื่อเตือนสติ ให้เราชาวพุทธ เป็นผู้มีศีลอยู่ในตัว เพื่อเตือนใจให้ทำความดี เพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน คราวนี้ ลองมาดูเรื่องศีล 4 กัน บางคนอาจไม่เคยได้ยินเสียด้วย และบางคนก็คิดว่า จำนวนศีลน้อย น่าจะปฏิบัติได้ง่าย แต่แท้จริงแล้ว การรักษาศีล 4 นี้ยากมาก อาจทำกันไม่ได้ แม้ผู้ที่รักษาศีล 5 อยู่เป็นนิตย์ก็ตาม ก็อาจจะไม่สามารถปฏิบัติศีล 4 ได้ครบถ้วน ศีล 4 นี้ ค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมทุกเรื่อง ความเห็นส่วนตัวของรตจิตรเองนะ ยากที่ใครจะถือศีล 4 ได้ในทางโลกปัจจุบัน
ศีล 4 แบ่งเป็น (1) เจตนาศีล (2) เจตสิกศีล (3) สังวรศีล และ (4) อวีติกมศีล

เนื้อหาศีล 4 ที่ พอจ. ครรชิต สอนธรรมะวันนั้น ค่อนข้างละเอียด และมีเนื้อหาค่อนข้างมาก แต่เพื่อให้รวบรัด รตจิตรจึงเขียนสรุปอย่างย่อ โดยดึงประเด็นเฉพาะที่เพื่อน ๆ น่าจะอ่านแล้วเข้าใจง่าย แต่ยังคงประโยชน์ไว้ เพื่อให้เพื่อน ๆ ในฐานะฆราวาสชาวพุทธนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

1. เจตนาศีล
หมายถึง เจตนาที่งดงาม ของผู้ที่กำลังละเว้นบาปทั้งปวง หรือกำลังเจริญกุศลกรรมบถ 7 ประการอยู่ ได้แก่ เมตตากรุณา สัมมาอาชีวะ เป็นต้น ฟังความหมายแล้ว เพื่อน ๆ คงรู้สึกขึ้นมานิด ๆ ว่ายาก เพราะแค่เราคิดอกุศล เราไม่ได้พูดออกมา ไม่ได้แสดงออกมา ก็เป็นศีลไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว คิดทีไร จิตใจก็เศร้าหมองได้
เพื่อน ๆ มาดู ศีล 5 ทุกข้อพร้อม ๆ กัน ถ้ารตจิตรตั้งเจตนาให้ดีงาม มีเมตตากรุณา ก็ทำให้ไม่คิดฆ่าใคร ไม่อยากทำร้ายใคร หรือทำร้ายได้ยากลำบาก
หรือถ้ารตจิตร ตั้งจิตเสมอว่า จะให้คนอื่น อยากจะให้เสมอ ก็ทำให้ยากที่จะคิดขโมยของคนอื่น
ถ้ารตจิตรไม่คิดเรื่องเพศสัมพันธ์ หรือถ้าเรามองใคร คิดกับใครเป็นญาติมิตรที่สนิท ๆ ก็ยากที่จะคิดเรื่องกามกับเขา
และหาก รตจิตร มีเจตนาจะก่อให้เกิดประโยชน์กับใครแล้ว ก็ยากที่เราจะพูดไม่ดีกับคนนั้น หรือพูดเท็จ พูดส่อเสียดเขา เป็นต้น

2. เจตสิกศีล
พอจ. ครรชิต ให้ความหมายว่า หมายถึง ภาวะปรุงแต่งจิตที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งได้แก่เจตสิก 2 แบบคือ
– เวรติกเจตสิก คือสภาพปรุงแต่งจิตที่ไม่คิดทำร้ายผู้อื่น ไม่คิดล่วงละเมิด หรือไม่คิดที่จะพูดไม่ดีกับผู้อื่น
– สัมมาอาชีวะเจตสิก ถ้ารตจิตรตั้งมั่นในความดีงาม และมีแต่คิดเกื้อกูลผู้อื่น ไม่เพียงแต่รตจิตรจะไม่เบียดเบียนผู้นั้น แต่ยังจะช่วย สนับสนุน ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้นั้นเสียด้วย

3. สังวรศีล
พอจ. ได้ให้ความหมายคำว่า “สังวร” หมายถึง “ระมัดระวัง” ซึ่งก็หมายถึง พฤติกรรม หรือศีลในการระมัดระวัง สังวรศีล ได้แก่ (1) ปาติโมกขสังวรศีล (2) สติสังวรศีล (3) สังวรศีล และ (4) อวีติกมศีล

3.1) ปาติโมกขสังวรศีล
คือความสำรวมในการอยู่ร่วมกัน ในข้อตกลงที่อยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบ ข้อกฎหมาย หรือแม้แต่ระดับประเทศชาติคือ รัฐธรรมนูญ มีความตั้งใจที่จะถือศีล 5 ซึ่งก็เป็นข้อตกลงร่วมกันของชาวพุทธ เจตนาที่จะละอบายมุข ทั้ง 6 อย่าง
อบายมุข 6 หมายถึง ประตูแห่งความเสื่อม 6 ประการ ได้แก่

(1). สุรา และสิ่งเสพติดทั้งสิ้น
(2). เที่ยวกลางคืน
(3). ดูการละเล่น หรือ อยู่กับสิ่งบันเทิงทั้งหลาย
(4). การพนัน นอกจากจะทำให้คนแพ้ผูกใจเจ็บ อาฆาตพยาบาท ยังทำให้คนที่ชนะก่อเวรก่อกรรม
(5). ความเกียจคร้าน
(6). คบคนชั่ว ซึ่งจะนำพาไปในทางชั่ว เสื่อมเสียได้

3.2) สติสังวรศีล
ความสำรวมระมัดระวังในการมีสติ ระลึกอยู่เสมอว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้น ดีหรือไม่ดี เลือกที่จะรับรู้ รับเฉพาะที่เป็นประโยชน์ และรับมาเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ด้วย บางครั้งเรียกว่าอินทรีย์สังวร คือการสำรวมระมัดระวังในทางอินทรีย์ทั้ง 5 ในการรับรู้ คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
สติสังวรศีล นี้สำคัญมากในการเจริยสติ การเจริญกรรมฐาน ต้องมีสติสังวร เพื่อใช้ในการกำหนด ในการระลึกตามภาวะความเป็นจริง

3.3) ขันติสังวรศีล
การสำรวมอดทนในสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบ ได้แก่
– อาการร้อนมาก หนาวมาก
– อดทนต่อการตรากตรำ ต้องใช้ความเพียรพยามยาม
– หรือแม้แต่อดทนต่อสิ่งที่มากระทบต่อจิตใจ

3.4) วิริยสังวรศีล
เป็นความสำรวมในการเพียรพยายาม ให้จิตตั้งมั่น และป้องกันสิ่งไม่ดีเข้าหา หรือรักษาสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้น เช่น
– ความสำรวมในการเพียรพยายาม
– ความสำรวมในการเอาจิตเข้าสู้ ไม่ท้อถอย
– ความสำรวมในการปลุกจิตให้มุ่งมั่น ไม่เกียจคร้าน เช่นไม่ง่วง สามารถสยบโมหะได้
– ความสำรวมในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายเข้ามาหา
– ความสำรวมในการรักษาสิ่งดี ๆ ที่เกิดอยู่ไว้

3.5) ญาณสังวร
พอจ. ครรชิต เกริ่นว่าเป็นชื่อของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นั่นเอง เป็นการสำรวมในการพิจารณาภาวะต่าง ๆ เป็นขั้นของการพัฒนาปัญญา คือ
– ควรทำอะไร อย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์เกื้อกูล
– คิดพิจารณาก่อนการใช้ปัจจัยสิ่งของต่าง ๆ จึงอาจเรียกอีกชื่อว่า ปัจจัยสานิกศีล
– ระดับการคิดที่สูงขึ้นคือ คิดพิจารณาธรรมต่าง ๆ ในภาวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะนั่งสมาธิ หรือจนถึงขั้นวิปัสสนา

ใส่บาตร

4. อวีติกะมะศีล
การสำรวมในสิ่งที่เราจะรักษา เช่น ถ้าเราตั้งสมาทานไว้ว่าจะรักษาศีล 5 พอตั้งใจจะทำตามที่สมาทานไว้ และทำได้นั่นเอง
รตจิตรคิดว่า ก่อนจะเขียนเรื่อง ศีล 4 จบ เพื่อน ๆ ลองมาทบทวน ศีลขั้นพื้นฐาน หรือศีล 5 กันหน่อยนะ เดี๋ยวลืมกันหมด

(1) ปาณาติปาตา ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
(2) อทินนาทานา ห้ามลักทรัพย์
(3) กาเมสุ มิจฉาจารา ห้ามประพฤติผิดในกาม
(4) มุสาวาทา ห้ามพูดปด หรือพูดไปแล้วเขาเสียหาย/เสียประโยชน์ หรือพูดจาสอดเสียด หรือพูดคำหยาบ
(5) สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา ห้ามดื่มสุราและเมรัย และสิ่งเสพต่าง ๆ เพราะ
– คำว่าสุรา หมายถึงเหล้า
– คำว่าเมรัย หมายถึง ของหมัก
– คำว่ามัชช หมายถึง ของเสพติด

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วัดญาณเวศกวัน ศีล 5 และศีล 8

The Buddhist 5 and 8 precepts
สรุปโดย ©รตจิตร
Concluded by Ratajit | October 11, 2015

วันและสถานที่ : ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2555 ณ วัดญาณเวศกวัน

ภาพศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

**งานเขียนนี้ของรตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน
รตจิตร สรุปมาจากการฟังบรรยายธรรมจากพระอาจารย์หลาย ๆ ท่าน ได้แก่
– พระครูธรรมธร ครรชิต คุณวโร ณ วัดญาณเวศกวัน ถนน พุทธมณฑลสาย 5 บางกระทึก อำเภอ สามพราน จ.นครปฐม 73210
– CD ธรรมบรรยาย ของ ท่านเจ้าคุณ ป.อ. ประยุทธ์ ปยุตฺโต พระพรหมคุณาภรณ์ ณ วัดญาณเวศกวัน นครปฐม
– พอจ.กฤช นิมฺมโล จาก สำนัก ปฏิบัติธรรมสวนป่า ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย
– พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระกิตติโสภณวิเทศ (เศรษฐกิจ สมาหิโต) เจ้าอาวาสวัดนาคปรก เขตภาษีเจริญ กทม.
– พอจ.ท่านอื่น ๆ ที่ธรรมบรรยายของท่านได้สะสมอยู่ในความคิดของ รตจิตร จนถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ เพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่เพื่อน ๆ ต่อไป

ภาพศีลข้อที่ 2 ไม่ลักทรัพย์
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

รตจิตรขอกราบนัสการพระเดชพระคุณ ขอกราบขอบพระคุณ ขออนุโมทนาบุญจากธรรมทานนี้แด่พระอาจารย์ที่รตจิตรได้ฟังธรรมบรรยายทุก ๆ ท่านด้วย มา ณ โอกาสนี้

การถือศีล นั้นทุกคนสามารถถือศีลได้เหมือนกันหมด ถือเป็นการปฏิบัติธรรม อย่างหนึ่ง พระพรหมคุณาภรณ์ ท่านเคยให้ความหมายของการปฏิบัติธรรม รตจิตร จำไม่ได้ว่าสมัยที่ท่านแสดงธรรมให้รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี 2544 หรือ 2548 ประมาณนี้ ท่านให้ความหมายว่า การปฏิบัติธรรม เป็นการเอาธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวัน เอาธรรมะมาใช้ในชีวิตจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์ในชีวิต ไม่จำเป็นต้องไปปฏิบัติธรรมที่วัด ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาค้างคืนเป็นวัน ๆ สามารถปฏิบัติธรรมได้ทุกเมื่อ
พระพรหมคุณาภรณ์ ยังกล่าวถึงคำว่า ปฏิบัติธรรมแต่เดิมนั้น ก็คือ ปฏิปทา มีรากศัพท์เดียวกัน ซึ่งแปลว่า ที่ที่จะเดิน เช่น มัชฌิมาปฏิปทา ก็หมายถึงการเดินทางสายกลางนั่นเอง

ภาพศีลข้อที่ 3 ไม่ประพฤติผิดในกาม
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

ความหมายของศีล

ก่อนที่รตจิตรจะเขียนถึง ศีล รตจิตรอยากอารัมภบทเกี่ยวกับ บุญสิกขา และไตรสิกขา ปกติ เพื่อน ๆ มักจะได้ยินคำว่า ทาน ศีล ภาวนา ซึ่งโดยทั่วไป จะเป็นการปฏิบัติธรรมของ เหล่าคฤหัสถ์ เรียกรวม ๆ ว่า บุญสิกขา แต่พอไปเรียนธรรมะ ก็มักได้ยินคำว่า ไตรสิกขา ซึ่งก็คือ ศีล สมาธิ และ ปัญญา เป็นการปฏิบัติด้านภายใน แต่วันนี้ รตจิตรอยากให้ความสำคัญเรื่อง ศีล เพราะคนทั่วไปคุ้นเคยกันอยู่ และอานิสงส์ของการให้ทาน ก็น้อยกว่าการรักษาศีล
ศีลในเชิงสังคม คือข้อปฏิบัติ ที่กำหนดขึ้นเพื่อเอาใจเขา มาใส่ใจเรา เป็นความเป็นไปตามธรรมชาติ หรือบุคคล หรือสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย แก่บุคคลหรือสัตว์อื่น ต่อสังคม หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อม และที่สูงขึ้น ดีขึ้นก็คือ นอกจากจะเป็นการยึดถือปฏิบัติที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น หรือสรรพสัตว์อื่น ๆ แล้ว ต้องไม่เบียดเบียนตนเอง และที่สำคัญ ต้องเกื้อกูล หรือก่อประโยชน์ให้สัตว์ทั้งหลายด้วย

รตจิตรชอบมากตอนที่ พอจ.ครรชิต ท่านย้ำเสมอว่า ศีลให้กันไม่ได้ จึงไม่จำเป็นต้องมาขอรับศีลจากพระสงฆ์ เพราะทุกคนทำเอง ถือศีลเองได้ พระสงฆ์ท่านจะให้บทศึกษาแก่ญาติโยม เพื่อนำมาปฏิบัติต่างหาก หากรักษาศีลแล้ว แต่จิตใจกลับไม่สงบสุขตั้งมั่น แสดงว่าต้องมีอะไรผิดพลาดแล้ว ดังคำสอนที่ว่า ศีลมีที่สุด หรือหมายถึง ศีลขาดนั่นเอง มี 5 อย่าง ได้แก่

1) ศีลมีที่สุดอยู่ที่ ทรัพย์
ผู้รักษาศีลไม่ได้อิ่มใจ ภูมิใจกับชีวิตที่ดีงาม กับการถือศีล
2) ศีลมีที่สุดอยู่ที่ ยศ อำนาจ โลภ เช่นอยากขึ้นสวรรค์
3) ศีลมีที่สุดอยู่ที่ ชื่อเสียง (บางท่านก็ว่าข้อนี้รวมเข้ากับข้อ 2 ได้)
บางคนกลัวเสียชื่อเสียง ก็ยอมโกหก เป็นต้น
4) ศีลมีที่สุดอยู่ที่ อวัยวะ (บางท่านก็ว่าข้อนี้รวมเข้ากับข้อ 5 ได้)
ท่านพอจ.ครรชิต ได้ยกตัวอย่างของพระจักรบาล ที่สูญเสียดวงตา ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถหาจาก searching engine เช่น google search ได้นะจ๊ะ
5) ศีลมีที่สุดอยู่ที่ชีวิต

ภาพศีลข้อที่ 4 ไม่พูดปด หรือพูดส่อเสียด ฯลฯ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

แล้วตอนนี้ก็มาถึง รายละเอียด ศีล 5 ที่เพื่อน ทราบกันดีอยู่แล้ว
1. ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่ฆ่าสัตว์
2. อทินฺนา ทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่ลักทรัพย์
3. ศีล 5 ใช้ว่า กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี
ไม่ประพฤติผิดในกาม ชายหญิงอยู่ใกล้กันได้ ต่างจากศีล 8 ตรง ผู้ชายกับผู้หญิงอยู่ใกล้กันไม่ได้
ศีล 8 ใช้ว่า อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่ประพฤติผิดพรหมจรรย์ ชายหญิงอยู่ใกล้กันไม่ได้
4. มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่พูดปด/พูดคำหยาบ/พูดเพ้อเจ้อ/หรือพูดส่อเสียด
5. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่ดื่มสุราเมรัย

ภาพศีลข้อที่ 5 ไม่ดื่ม หรือเสพของมึนเมา

สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

ศีล 8 จะเพิ่มอีก 3 ข้อดังนี้

6. วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่ทานอาหารในยามวิกาล คือหลังเที่ยงวันถึงเช้าวันใหม่
7. นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่ฟ้อนรำขับร้อง ไม่ประดับร่างกายด้วยดอกไม้ เครื่องประดับ เครื่องหอมต่าง ๆ
8. อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่นั่งนอนเหนือเตียงที่เท้าสูงเกิน ไม่นอนนุ่นหรือสำลี

ถ้ารตจิตรพอมีเวลาบ้าง จะสรุปเรื่องศีล 4 ต่อนะคะ เพราะคนเขียนกันน้อย เป็นเรื่องที่รตจิตรเคย ฟังธรรมบรรยายจาก พระครูธรรมธร ครรชิต คุณวโร ณ วัดญาณเวศกวัน

2 Comments

Filed under Uncategorized

วัดเขมาภิรตาราม คำสอนของ พระพุทธเจ้า

สรุปโดย ©รตจิตร concluded by Ratajit

**งานเขียนนี้ ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน
ผู้บรรยายธรรม : ท่านพระครูเกษมธรรมนิวัฐ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส
วัดเขมาภิรตาราม ถนนพิบูลสงคราม ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี 11000 จังหวัดนนทบุรี

วันและสถานที่ : เสาร์ที่ 26 กันยายน 2558 ณ ชมรม แมสบุญรักษา มูลนิธิชาวพุทธพาต้า

ก่อนเริ่มการบรรยายธรรมที่ ชมรม แมสบุญรักษา ทุกครั้ง พวกญาติโยม จะกล่าว คำอาราธนาธรรม ก่อน ดังนี้

” พรหมมา จะโลกาธิปะตี สะหัมปะตี…………………กัตอัญชะลี อันธิวรัง อะยาจะถะ
สันตีธะ สัตตาปปะระชัก ขะชาติกา……………………เทเสตุ ธัมมัง อุนะกัมปิมัง ปะชัง ฯ ”
ซึ่งแปลว่า “ท้าวสหัมบดี แห่งโลก ได้ประคองอัญชลีทูลวิงวอนพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐว่า สัตว์ผู้มีธุลี ในดวงตาน้อย มีอยู่ในโลกนี้ ขอพระคุณเจ้าโปรดแสดงธรรม อนุเคราะห์ด้วยเถิด”

ท่านพระครูเกษมธรรมนิวัฐ เริ่มด้วย ส่วนหนึ่งในบทประพันธ์ของ ถนอม อัครเศรณี ที่ประพันธ์ให้โรงเรียน บ้านโป่ง ว่า
“เมืองใดไร้ธรรมอำไพ เมืองนั้นบรรลัยแน่เอย”

ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อบทประพันธ์เป็น “เมืองกังวล” ท่านพระครู ฯ เป็นพระสงฆ์ที่เจ้าบทเจ้ากลอนมาก เช่น กาพย์ยานี ๑๑ ของท่านพระครู ฯ ที่ รตจิตร ชอบมาก ๆ ที่ทำให้มนุษย์และสรรพสิ่งมีความสุข แต่ รตจิตร ใช้วิธีจดจำมา อาจจะผิดพลาด ก็ขออภัยไว้ที่นี่ค่ะ ท่านพระครู ฯ
“แสงแดด และอากาศ
น้ำสะอาด อาหารดี
ออกกำลังอย่างเต็มที่
ชีวิตดี ผ่องอำไพ”

Buddha_teaching

ในที่นี้ รตจิตรอยากสรุป คำสอนต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้า ที่ท่านพระครู ฯ ยกขึ้นมาบรรยายไปเรื่อย ๆ ได้แก่

1. พระพุทธเจ้า ทรงตรัสว่า ความดี ความงาม พวกท่านเป็นผู้กระทำ เราตถาคตเป็นเพียงผู้บอก เพราะ
คำสอนของพระพุทธเจ้า มีลักษณะพิเศษเฉพาะ 4 ลักษณะคือ (1). เปิดเผย (2). เป็นสัจธรรม (3). ไม่สามารถคัดค้านได้ และ (4). พิสูจน์ได้

2. ผู้รักตนไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น
สพฺพา ทิสา อนุปริคมฺม เจตสา
เนวชฺฌคา ปิยตรมตฺตนา กฺวจิ
เอวํ ปิโย ปุถุ อตฺตา ปเรสํ
ตสฺมา น หึเส ปรํ อตฺตากาโม
คำแปล : เราคิดค้นหาทุกทิศแล้ว ก็ไม่พบผู้อื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนในที่ไหน ๆ ถึงผู้อื่นก็มีตนเป็นที่รักมากอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น

มารผจญ_นางตัณหา_ราคา_อรดี

3. นารีพิฆาต
ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ เป็นช่วงของนารีพิฆาต คือธิดามาร 3 ตนของวสุดีมาร ที่พ่ายแพ้แก่พระพุทธเจ้า แต่ลูกสาวทั้งสาม คือ นางตัณหา นางราคา และ นางอรดี ไม่ยอมแพ้ เพราะต่างมั่นใจว่า อะไร ๆ ก็แพ้แก่สตรีทั้งสิ้น ดั่งเช่น
“อสรพิษเข้ามาข้าไม่หวั่น…………………ช้างตกมันประจันหน้าข้าไม่หนี
สิ่งที่กลัวคือ “โคเขาอ่อน” มาราวี………..ขวิดเข้าที่จีวรขาดบาตรกระเด็น

เหตุการณ์นารีพิฆาตนี้ ไม่ได้ทำให้พระพุทธเจ้าหวั่นไหว แต่ทำให้พระอานนท์เดือดร้อน เพราะนางทั้งสาม ด่าว่าราวีถึง 7 วัน 7 คืน ในขณะที่พระพุทธเจ้า ไม่ทรงหนี เพราะถ้าหนี ก็ต้องมีอีก ไม่หมดสิ้น
ท่านพระครูเกษมธรรมนิวัฐ เล่าบทธรรมเรื่องนี้ เพื่อจะชี้ให้โยมในห้องรู้ถึงขันติของพระพุทธเจ้า ซึ่งถือเป็นความอดทน ที่เป็นตะบะใหญ่ยิ่ง และการชนะกิเลส ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ดังนั้นการข่มจิต ประคองจิต จึงสำคัญมาก เพื่อให้ใจสะอาด ใจสว่าง และใจสงบ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

รตจิตรก็สรุปธรรมบรรยาย ซึ่งจัดโดยชมรมชาวพุทธพาต้า จบไปอีก 1 เรื่อง หวังว่าเพื่อน ๆ คงอ่านสนุก แบบมีสาระ และมีประโยชน์ในการดำรงชีวิต

Leave a comment

Filed under Uncategorized

บรรยายธรรม โดย วัดช่างเหล็ก

สรุปโดย ©รตจิตร
Concluded by Ratajit | October 4, 2015

**งานเขียนนี้ของรตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน
ผู้บรรยายธรรม : ท่านพระอธิการ วรท อภิวโร

วัดช่างเหล็ก เขตตลิ่งชัน กทม.

วันและสถานที่ : เสาร์ที่ 12 กันยายน 2558 ณ ชมรม แมสบุญรักษา มูลนิธิชาวพุทธพาต้า

ความจริงท่านพระอธิการ วรท อภิวโร บรรยายธรรมโดยมีเนื้อหาค่อนข้างมาก แต่เพื่อให้รวบรัด รตจิตรจึงเขียนสรุปอย่างย่อ โดยดึงประเด็นเฉพาะที่เพื่อน ๆ น่าจะอ่านแล้วสนุก และที่ควรนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ท่านพระอธิการ วรท อภิวโร เริ่มบรรยายธรรมโดย กล่าวว่า

1. พระพุทธเจ้าไม่เคยทรงบอกว่า ใครดี ใครชั่ว แต่บอกว่า
– คน ๆ นั้น ทำกุศล หรือทำอกุศล
– ถ้าทำกุศล ก็ยังผลให้ได้เหตุแห่งสุข ถ้าทำอกุศล ก็คือเหตุแห่งทุกข์

2. พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนแต่เรื่องทุกข์ แต่สอนให้เข้าถึงความสุข เช่น
– นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ (อ่านว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง) หมายถึง นิพพานเป็นความสุขอย่างยิ่ง เป็นความสุขสูงสุด
– สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย หมายถึง การสั่งสมบุญมีความสุข
– ให้ทานเป็นบันได ให้ชีวิตมีความสุข พระพุทธองค์ ดำเนินชีวิตโดยมีทาน จากหลาย ๆ เรื่อง

ศีล_สมาธิ_ปัญญา

3. พระพุทธเจ้าทรงสอนหลักธรรม 3 ข้อที่ทำให้จิตผ่องใส ซึ่งเป็นความสุขที่แท้จริง ดังนี้
– งด/ละบาป ละชั่ว คือละชั่วอย่างเด็ดขาด
– เจริญบุญกุศล คือทำดีอย่างต่อเนื่อง
– จิตผ่องใส คือผลจากการละบาป และเจริญบุญกุศล

4. ศีล ถือเป็นอาภรณ์ประดับให้คนเรางดงาม เรียบร้อยดีไม่มีโทษ เป็นความร่มเย็นเป็นสุข ที่อยู่ในใจคนเรา โดยอย่างน้อยต้องถือศีล 5 ได้แก่
(1) ปาณาติปาตา ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
(2) อทินนาทานา ห้ามลักทรัพย์
(3) กาเมสุ มิจฉาจารา ห้ามประพฤติผิดในกาม
(4) มุสาวาทา ห้ามพูดปด หรือพูดไปแล้วเขาเสียหาย/เสียประโยชน์ หรือพูดจาสอดเสียด หรือพูดคำหยาบ
(5) สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา ห้ามดื่มสุราและเมรัย และสิ่งเสพต่าง ๆ เพราะ
– คำว่าสุรา หมายถึงเหล้า
– คำว่าเมรัย หมายถึง ของหมัก
– คำว่ามัชช หมายถึง ของเสพติด

ศีลจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ส่วนโยมที่ชอบการเจริญภาวนา ควรรู้หลักการจริง ๆ ว่า การเจริญภาวนานั้นต้องใช้สติ ต้องสำรวจตัวเอง ด้วยว่า ตนมีศีลจริงหรือไม่ ศีลที่มีนั้นเป็นศีลบริสุทธิ์หรือไม่ การโมทนาบุญ ก็ได้บุญ หากโมทนาบาป ก็ได้บาป มีตัวอย่างเกี่ยวกับ พระนางพิมพา ซึ่งเกิดทุกชาติไม่เคยทำบุญเอง แต่โมทนาบุญไปด้วยกับ พระพุทธองค์ จึงได้เป็นพระอรหันต์ และได้ขึ้นสวรรค์

อริยมรรคมีองค์ 8

5. จิตของคน
หลายคนมีคำถามอยู่ในใจบ่อยครั้งว่า เมื่อตนเองชอบนั่งวิปัสสนากรรมฐาน ปฏิบัติเท่าไร ก็ยังไม่สงบ ไม่บรรลุธรรม เพราะเกี่ยวกับสมาธิ และปัญญา โดยต้องทรงสติสัมปชัญญะ ให้ตั้งมั่น และใช้ปัญญาโดยเอาสติไปฟัน หรือไปฆ่ากิเลสให้หมด

6. อริยมรรคมีองค์ 8 ย่อเป็น 3 อย่างได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา และย่อเป็น 1 คือ สตินั่นเอง อริยมรรคมีองค์ 8 ได้แก่
(1) สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบ
(2) สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบ
(3) สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ
(4) สัมมากัมมันตะ คือ ทำการงานชอบ
(5) สัมมาอาชีวะ คือ เลี้ยงชีพชอบ
(6) สัมมาวายามะ คือ มีความเพียรชอบ
(7) สัมมาสติ คือ ระลึกชอบ
(8) สัมมาสมาธิ คือ ตั้งใจชอบ

7. อะไรเป็นบุญ
พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ 3 ทางคือ คิดดี พูดดี และทำดี โดยอย่าคิดว่าต้องใช้กรรมหมดก่อน จึงจะไปนิพพานได้ แม้แต่พระพุทธองค์ก็ยังมีกรรมติดตัว แม้พระองค์จะนิพพานไปนานแล้ว

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วัดสุทัศน์ เทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ 1000 คาถา

The Vessantara Jataka

สรุปโดย ©รตจิตร concluded by Ratajit

**งานเขียนนี้ ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน
ผู้บรรยายธรรม : ท่านพระมหา ดร.กรวิก อหิงสโก
วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กทม.

วันและสถานที่ : เสาร์ที่ 1 สิงหาคม 2558 ณ ชมรม แมสบุญรักษา มูลนิธิชาวพุทธพาต้า

วันนั้น รตจิตรจะได้ฟังพระธรรมเทศนา และการเทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ 1000 คาถา ซึ่งบรรยายธรรมโดย ท่านพระมหา ดร.กรวิก อหิงสโก ท่านได้ตั้งคำถามว่า
“ใครแสดงเทศน์มหาชาติคนแรก?”
ในห้องเงียบ ไม่มีโยมคนไหนตอบเลย เพราะไม่มีใครคิดถึงมาก่อนว่าคำตอบจะคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมเทศน์มหาชาติ ไว้ 2 ภพ คือบนสวรรค์ และโลกมนุษย์ ดังนี้

1. บนสวรรค์
ในวันออกพรรษา พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดา
2. บนโลกมนุษย์ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงของแคล้นสักกะ ปกครองโดยพระเจ้าสุทโธทนะ ซึ่งเป็นพระราชบิดาของเจ้าชายสิทธัตถะนั่นเอง พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่อง สุจริตธรรม ในวันนั้น กษัตริย์ต่างให้พระโอรสธิดา นั่งข้างหน้าเพราะเห็นว่าพระพุทธเจ้าเป็นหลาน พระองค์ทรงแสดงอัศจรรย์ นั่งเหาะ ทรงโปรยผงธุลีใส่ศีรษะกษัตริย์พระองค์อื่น ๆ และพระญาติวงศ์ของพระองค์ด้วย ทำให้ทุกพระองค์ก้มลงกราบ ทรงบันดาล ฝนโบกขรพรรษ เป็นฝนสีชมพูแดง หรือ ฝนใบบัว ให้ตกลงในที่ประชุม เพราะเมื่อตกลงมากระทบกาย ก็จะร่วงลงพื้นดิน คล้ายหยดน้ำ บนใบบัว

เทศน์มหาชาติ_13_กัณฑ์

อานิสงส์ของการฟังเทศน์มหาชาติครบบริบูรณ์ ที่จบเพียงวันเดียว ทั้ง 13 กัณฑ์ จะทำให้สำเร็จความปรารถนา ดังนี้
1. เมื่อตาย จะได้พบพระพุทธเจ้าองค์ใหม่คือ ศรีอริยเมตไตย เป็นยุคที่ทุกคนหล่อ รวย ขอทุกอย่างได้จากต้นกัลปพฤกษ์ได้
2. เมื่อตายได้เกิดในบนสวรรค์ เพื่อเสวยทิพยสมบัติ จำนวนมาก
3. จากบุญของแต่ละคนที่สะสมมา เมื่อเกิดชาติหน้า จะไม่ตกนรก หรืออบายภูมิ
4. ได้จุติเกิดเป็นมนุษย์ ในยุค พระศรีอริยเมตไตย
5. ถ้าได้ฟังเทศน์มหาชาติจากพระพุทธเจ้า จะได้เป็นพระอริยบุคคลด้วย

วันที่รตจิตรได้ฟัง เทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ ภายใน 2 ชั่วโมง โดยท่านพระมหา ดร.กรวิก อหิงสโก จากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร นั้น รตจิตร ยังไม่รู้เลยว่า พระสารีบุตรก็อยู่ในเรื่องนี้ด้วย แต่มารู้ตอนฟังพอจ.กฤช นิมฺมโล เล่าให้ฟังว่าคือ เกิดเป็นฤาษี เหมือนหลาย ๆ ชาติของพระสารีบุตร ในกัณฑ์ที่ 7 หรือ มหาพน ชื่อ อจุตฤาษี ที่ถูกชูชกหลอกล่อจนยอมให้พักในอาศรม 1 คืนและบอกเส้นทางไปพบพระเวสสันดร ให้ด้วย
ท่านพระมหา ดร.กรวิก อหิงสโก ได้สรุปเรื่องเทศน์มหาชาติ ว่า เป็นการแสดงถึง ขันติบารมี ของพระพุทธองค์ ที่ทรงใช้ขันติธรรม จนเคยคิดอยากทำร้ายชูชก ตอนที่พระองค์ทอดพระเนตรเห็นชูชกทำร้ายพระกุมาร-กมารีอย่างทารุณ แสนสาหัส แต่พระองค์ต้องทรงข่มพระทัยไว้อย่างยิ่งยวด

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วัดนาคปรก ศีล หลักธรรมสำคัญที่สุดของศาสนาพุทธ

ผู้สรุป โดย รตจิตร Concluded by Ratajit
ผู้บรรยายธรรม โดย พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระกิตติโสภณวิเทศ (เศรษฐกิจ สมาหิโต) เจ้าอาวาสวัดนาคปรก เขตภาษีเจริญ กทม. ณ วันที่ 29.8.2558
สถานที่แสดงธรรม บจก. แมสมาร์เก็ตติ้ง มูลนิธิชมรมชาวพุทธพาต้า และห้างสรรพสินค้า พาต้า

**งานเขียนนี้ ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน

ที่วัดนาคปรก ไม่เหมือนวัดอื่นที่ กำหนดให้มีการฟังเทศน์ ฟังธรรม ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ ในขณะที่วัดอื่นจะเป็นทุกวันพระ เนื่องจากที่วัดนาคปรก มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ 70-80 รูป หากวันพระตรงกับวันธรรมดา หรือวันทำงานของญาติโยม ทำให้มีโยมมาถวายอาหารและปัจจัยที่วัดเพียง 3-4 คนแล้ว พระสงฆ์จำนวนมากจะทำอย่างไร

ภูมิธรรมชั้นต้น คือ “ศีล” เพื่อให้มนุษย์ หรือก็คือ ผู้ที่มีจิตใจสูง ประคับประคองคนให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระกิตติโสภณวิเทศ ศีลมีลักษณะดังนี้

1. ศีล เป็นบันไดไปสู่สวรรค์ จรวดชนิดใดก็ไปไม่ถึง
2. ศีล มีพลังเหนือทุกสิ่ง
3. ศีล เป็นอาวุธสูงสุด ชนิดที่ตัดกิเลส (อย่างหยาบ) ได้
4. ศีล เป็นอาภรณ์ เป็นธรรมชาติที่มีกลิ่นหอม
5. ศีล เป็นสิ่งที่นำพาเราให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

และท่านทิ้งท้ายไว้ว่า การไม่หลง ไม่ลืม ดีที่สุด เพราะคนส่วนใหญ่มีลักษณะการหลงลืมดังนี้ คือ
คนอายุ 40 มักจะลืมข้างหน้า
คนอายุ 50 มักจะลืมข้างหลัง
คนอายุ 60 มักจะลืมทั้งข้างหน้า และข้างหลัง

ศีล

Leave a comment

Filed under Uncategorized