วัดบางแขม นครปฐม อาวาสองค์เก่าที่มรณภาพ ไม่เน่าเปื่อย

วัดบางแขม

เริ่มจากกรุงเทพ ฯ ไปเส้นนครปฐม พอเข้าเขตจังหวัดนครปฐม ประมาณ 30 กม. จากพุทธมณฑลสาย 2 จะเห็นวัดพระประโทนด้านขวามือ ความจริงใครอยากทำบุญ 9 วัดก็เริ่มจอดตามทางได้เลย พอผ่านวัดประโทนมาได้หน่อย แค่ 10 นาที อาจารย์พราว ขับเข้าถนนเส้นเรียบคลองชลประทานด้านซ้ายมือ แต่วัดอยู่ขวาของถนนเส้นเรียบคลองชลประทานนี้นะจ๊ะ เป็นวัดใหญ่จริง ๆ และวันนั้น พระหลาย ๆ รูปกำลังเตรียมงานสวดพระอภิธรรม 7 คืน แก่เจ้าอาวาสองค์เก่าที่มรณภาพไปประมาณ 14 ปี แต่ร่างของท่านยังไม่เน่าเปื่อย พระสงฆ์รูปที่รับถวายสังฆทานบอกว่า ที่เนื้อตัวท่านเป็นสีทอง เพราะชาวบ้านติดแผ่นทองกัน

โบสถ์เก่า ณ วัดบางแขม มีอายุประมาณ 100 ปี พระที่วัดบางแขม คล้าย ๆ กับวัดในต่างจังหวัดทั่วไปที่ขยันกันมาก ขยันขันแข็งช่วยกันเตรียมงานกันทุกรูป นอกจาก รตจิตร จะถวายสังฆทานแก่วัดแล้วเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ แม่ผู้ล่วงลับ พวกเรายังฝากหนังสือการ์ตูน หลายภาษา รวม 9 เล่ม แก่พระสงฆ์รูปที่รับสังฆทาน เพื่อให้ห้องสมุดของโรงเรียนวัดบางแขม เช่นเคย

วัดบางแขม

แผนที่วัดบางแขม ดูที่จุดสีฟ้า นั่นคือตำแหน่งของวัด

แผนที่วัดบางแขม

ไหว้พระ 9 วัดที่จังหวัด ราชบุรี

โปรแกรมไหว้พระ 9 วัดครั้งนี้ ครอบครัวของ รตจิตร ได้แวะมาไหว้ และทำบุญ วัดที่จังหวัดราชบุรี รวม 4 วัด หลังจากที่แวะทำบุญที่นครปฐม 1 วัดแล้ว

۩ อ่านและดูรูปเกี่ยวกับวัดอื่นๆ ۩
1. ไหว้พระ 9 วัด วัดแรก วัดบางแขม นครปฐม
2. ไหว้พระ 9 วัด วัดมหาธาตุวรวิหาร ราชบุรี
3. ไหว้พระ 9 วัด วัดใหม่ราษฎร์เจริญธรรม ราชบุรี
4. ไหว้พระ 9 วัด วัดปราโมทย์ (หลวงพ่อโต) ราชบุรี
5. ไหว้พระ 9 วัด วัดพระคริสต์หฤทัย วัดเพลง ต.วัดเพลง อ.วัดเพลง ราชบุรี
6. ไหว้พระ 9 วัด วัดกลางเหนือ ต.บางกุ้ง อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม
7. ไหว้พระ 9 วัด วัดตรีจินดาวัฒนาราม สมุทรสงคราม
8. ไหว้พระ 9 วัด วัดบางกุ้ง สมุทรสงคราม
9. ไหว้พระ 9 วัด วัดเกาะแก้ว และตลาดน้ำบางน้อย สมุทรสงคราม
10. ไหว้พระ 9 วัด วัดโบสถ์ อ.บางคนที สมุทรสงคราม
11. ไหว้พระ 9 วัด วัดปากน้ำ (วัดอมรวิมลจันทร์) อำเภอ อัมพวา สมุทรสงคราม

Leave a comment

Filed under Uncategorized

ของขวัญปีใหม่ กับทาน หรือการให้

พัดลม กับทาน หรือการให้ ในทางพระพุทธศาสนา
Giving to others is really important to the practice of Buddhism

สรุปโดย ©รตจิตร
Concluded by Ratajit | January 3, 2016

**งานเขียนนี้ของรตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน ห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียนด้วย

การให้ทาน

วัตถุประสงค์ของงานเขียนนี้ จากประสบการณ์สด ๆ ร้อน ๆ เผื่อให้ข้อคิดดี ๆ แก่เพื่อน ๆ เพื่อเริ่ม “เป็นผู้ให้” ในปีใหม่นี้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะไหน ไม่ว่าคุณจะมีตำแหน่งใด ไม่ใช่ว่าความคิดของคุณ หรือการกระทำของคุณจำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป เช่น ในฐานะแม่ ในฐานะเจ้านาย ในฐานะหัวหน้า หรือเจ้าของบริษัท คุณอาจคิดผิด ทำผิด คือคุณไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอไป ลองมาดูเรื่องจริงที่เกิดกับ รตจิตรเอง เกี่ยวกับการให้ หรือทาน

ตอนสิ้นปี เพื่อน ๆ หลายคนจะมีงานฉลองส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ และโดยส่วนมากมีการนำของขวัญไปไว้กองกลางเพื่อร่วมกันจับฉลาก เช่นกัน ปีนี้ลูกของ รตจิตร จับได้ พัดลม มูลค่าประมาณ 300+ บาท ลูกเห็นว่าทางบ้านมีพัดลมอยู่แล้ว ในขณะที่พวกเราจะเห็น รปภ. ของหมู่บ้านต่างต้องหิ้วพัดลมของตัวเอง ไปที่ป้อมยามเป็นประจำทุกเย็น ช่วงเปลี่ยนเวรยาม เหมือนว่า พัดลมของใครของมัน ทำนองนี้ ลูกจึงอยากให้พัดลมตัวนี้ เป็นพัดลมส่วนกลางเพื่อใช้ที่ป้อมยาม แต่ครั้งแรก รตจิตรกลับพูดขัดออกไป เพราะไม่อยากให้ รตจิตรมีความคิดว่า ทำไม นิติบุคคลของหมู่บ้าน จึงไม่จัดการให้ กลับมาเป็นหน้าที่ของลูกบ้านต้องหาพัดลมให้ รตจิตรยังคิดอีกว่าให้พระสงฆ์ดีกว่าให้ยาม ทำนองนี้ นอกจากนี้ รตจิตรยังคิดเสียดายว่าจะเอาพัดลมที่เพิ่งจับสลากได้ไปใช้ที่คอนโด แทนตัวเก่าที่จะเสียดีกว่า แต่ความจริงแล้ว การให้พัดลมแก่ยามในวันนั้น กลับเติมเต็มความสุขให้พวกเราทุก ๆ วันที่เห็น

การให้ หรือทาน ในทางพระพุทธศาสนา อาจถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความดี หมายถึง การให้ การแบ่ง การปัน เสียสละ โดยแบ่งทานออกเป็น 4 ประเภทคือ
1.อามิสทาน คือการให้วัตถุสิ่งของ
2.ธรรมทาน คือการให้สิ่งที่ไม่ใช่สิ่งของ เช่น การให้ธรรมะ และการให้กำลังใจ เป็นต้น
3.อภัยทาน คือการให้อภัย แก่ศัตรู หรือตนเอง
4.วิทยาทาน คือการให้ความรู้ทางโลก อย่างเช่นที่รตจิตรกำลังทำ คือการบทความเพื่อให้ความรู้แก่เพื่อน ๆ
องค์ประกอบของการให้ที่สมบูรณ์ หรือที่ได้บุญมากคือ
1. ของที่ให้ต้องบริสุทธิ์
2. เจตนาของการให้บริสุทธิ์ ไม่รู้สึกเสียดายสิ่งที่ให้ ตั้งแต่ก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้
3.บุคคลบริสุทธิ์ คือให้กับผู้รับที่มีศีลธรรม ตัวผู้ให้เองก็ต้องมีศีลที่บริสุทธิ์

การให้ในทางพระพุทธศาสนา

อย่างไรก็ตาม รตจิตรยังมีข้อกังขาอยู่ 1 เรื่องคือ จะเห็นว่าการให้พัดลม ถ้าได้ถวายแก่พระสงฆ์ที่มีศีลบริสุทธิ์ แต่พระสงฆ์กลับไม่ได้ใช้ประโยชน์เท่าที่ควร เพราะพระสงฆ์หลายรูปอาจมีพัดลมอยู่แล้ว หรืออาจนั่งปฏิบัติธรรมอยู่ที่ห้องแอร์ เป็นต้น ทำให้ไม่ได้ใช้พัดลมให้ก่อประโยชน์สูงสุด ดั่งเช่น รปภ. และหากรปภ. หรือพระสงฆ์ขาดแคลนพัดลม เหมือน ๆ กัน แต่พระสงฆ์ยังมีฆราวาสไปถวาย จนบางรูปมีพัดลมเต็มไปหมด แต่รปภ.ไม่มี เป็นต้น

รตจิตร เขียนเรื่องนี้ ก็เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติตัวเอง และผู้ที่อาจมีความคิดคล้าย หรือเหมือน รตจิตร ในครั้งแรก ดั่งคำสอนของพระอาจารย์กฤช นิมฺมโล ที่ว่า ตราบใดที่ ยังมีผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่ พระพุทธศาสนาก็ยังมีอยู่ คนเราไม่ว่าอยู่ในฐานะใด ต้องขยัน ในการเจริญกุศล และละอกุศล ซึ่งมีอยู่ 4 ข้อชวนให้จดจำคือ

1. ละอกุศลที่มีอยู่
2. ละอกุศลแล้ว ต้องระวังอย่าให้เกิด
3. พยายามให้มีกุศล ยิ่งถ้าบุคคลใดไม่มีกุศลเลย ยิ่งต้องให้เกิดกุศล
4. หมั่นเจริญกุศลที่มีอยู่
ผลของการทำกุศล ที่ลูกรตจิตร ให้พัดลมแก่ยาม หรือรปภ. ที่ป้อมยาม ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2558 นั้น ทำให้พวกเราแม่ลูกมีความสุข รู้สึกปิติ ทุกครั้ง ที่ผ่านป้อมยาม จนถึงทุกวันนี้ เพราะเห็นภาพที่ยามทุกคนในป้อม ได้ใช้พัดลมกันตลอด ได้มีความสุขร่วมกันทุกคน และได้ประโยชน์จริง ๆ

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วัดละหาร ศีล 5 และ กัมมวรรค กฎแห่งกรรม

The Buddhist 5 precepts and the Consequences of Wrong-Doing

สรุปโดย ©รตจิตร
Concluded by Ratajit | December 22, 2015

**งานเขียนนี้ของรตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน ห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน และกรณีที่เขียนสรุปผิดพลาดในความหมายโดยไม่ได้มีเจตนา รตจิตร ต้องขอโทษด้วย

ผู้บรรยายธรรม : ท่านพระครูสิริธรรมภาณ เจ้าอาวาสวัดละหาร ต.โสนลอย อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
วันและสถานที่ : วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2558 ณ ชมรม แมสบุญรักษา มูลนิธิชาวพุทธพาต้า

วันนี้ รตจิตรได้ฟังการแสดงธรรมที่สนุกสนาน เรียกเสียงฮาได้ตลอดจากญาติโยมที่เข้าฟังการแสดงธรรมบรรยายโดยท่านพระครูสิริธรรมภาณ ซึ่งท่านเรียกว่าเป็นการแสดงปาฐกถาหลายเรื่อง แต่ที่สำคัญที่ยกตัวอย่างและพูดคือเรื่องศีล 5 และเรื่องของกรรมเวร หรือกัมมวรรค เป็นหมวดหนึ่งในคำสอนของพระพุทธศาสนา ว่าด้วยกรรม คำบรรยายวันนี้ รตจิตร สรุปได้ 4 เรื่อง โดยจะสรุปข้ออื่น ๆ อย่างสั้นเพราะเนื้อหาหลัก ๆ เกี่ยวกับศีล 5 ซึ่งรตจิตรเคยเขียนไว้แล้ว ยกเว้นข้อ กัมมวรรค ซึ่งเป็นนิทาน จึงต้องร่ายยาว ดังนี้

พระครูสิริธรรมภาณ

เรื่องที่ 1. ศีล 5
ท่านพระครูสิริธรรมภาณ เล่าถึงข่าวคราวในบ้านเมืองเรา ซึ่งเกี่ยวข้องกับศีล 5 ทั้งสิ้นโดยเริ่มจากข่าวต่าง ๆ ซึ่งรตจิตร ได้หาเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนจาก google เพราะ รตจิตรคิดว่าเพื่อน ๆ ที่ฟังในห้องวันนั้น หลายคนก็ไม่ได้คิดว่าท่านพระครูฯ จะพูดข่าวทั้งหมดนี้เกี่ยวกับ ศีล 5 ดังนี้
ศีลข้อที่ 1 ปาณาติปาตา เวรมณี ห้ามฆ่าสัตว์
เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2558 กลุ่มวัยรุ่น 6 คนรุมทำร้ายหนุ่ม 19 ปีจนเสียชีวิต ที่กาญจนบุรี แต่ผิดตัว

ศีลข้อที่ 2 อทินนาทานา เวรมณี ห้ามลักทรัพย์
วันที่ 11 ธันวาคม 2558 ที่นนทบุรี คนร้ายขโมย ทีวีโซนี่ 55 นิ้ว, เครื่องบันทึกภาพกล้องวงจรปิด 1 เครื่อง…. ซึ่งกว่าเจ้าของจะหามาได้แทบแย่ อีกทั้งคนร้ายขโมยขึ้นรถมอเตอร์ไซด์ ท่านพระครูจึงสงสัยว่าผ่านด่านตำรวจมาหลาย ๆ ด่านได้อย่างไร

ศีลข้อที่ 3 กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี ห้ามประพฤติผิดในกาม
ตัวอย่างในสังคมทุกวันนี้มีมาก รตจิตรของดไว้ ณ ที่นี้

ศีลข้อที่ 4 มุสาวาทา เวรมณี ห้ามพูดปด
ศีลข้อที่ 5 สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี ห้ามดื่มสุราและของมึนเมา
ท่านพระครู ฯ ยกตัวอย่างคนที่ผิดศีลข้อที่ 4 และ 5 รวมกันเลย คือกรณีที่ชายคนหนึ่งดื่มจนเมา แล้วโกหกตำรวจว่าไม่เมา ตำรวจกำลังจะใช้เครื่องวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดโดยวิธีเป่าลมหายใจ เผอิญเกิดอุบัติเหตุบริเวณใกล้เคียง ตำรวจจึงต้องไปเคลียร์จุดนั้นก่อน ชายคนนี้จึงขับรถหนีไปได้ แต่รุ่งเช้าตำรวจก็จับจนได้
ชายคนเมา : เมื่อคืนผมไม่เมา เห็นมั้ย มิเช่นนั้น ผมจะขับรถกลับบ้านได้หรือ
ตำรวจ : ถ้าไม่เมา มึงจะขับรถตำรวจนครบาลกลับบ้านรึ ให้ตำรวจตามแทบแย่

เรื่องที่ 2. ประเภทของบุญ มี 2 ประเภท จำง่าย ๆ คือ
(1) บุญต้นทุน
คือบุญที่ต้องทำด้วยตนเอง อย่าหวังน้ำบ่อหน้า หรือน้ำหน้าบ่อ ยิ่งทำมาก ตนเองยิ่งได้มาก
(2) บุญสมทบ
คือบุญที่ลูกหลานคิดถึง และทำให้ รอการกรวดน้ำให้ นั่นเอง ตั้งแต่โบราณกาลแล้วมีเรื่องเชื่อกันว่า วันโกณ วันพระ หรือวันสำคัญทางพุทธศาสนา ยมบาลจะปล่อยผีออกมา เป็นโอกาสให้ลูกหลานได้ทำบุญให้ แต่เมื่อทำบุญแล้ว กลับลืมกรวดน้ำ บุญก็กลับกลายเป็นไม่ถึงผู้ที่ลูกหลานตั้งใจทำให้ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ รตจิตรต้องขอโทษท่านพระครู ฯ เพราะ รตจิตรไม่ได้ยึดมั่นเท่าไร แต่ก็พยายามกรวดน้ำทุกครั้ง ยกเว้นลืมจริง ๆ เพราะหลายครั้งที่ รตจิตร ทำบุญ ใส่บาตร ถวายสังฆทาน พระสงฆ์หลายรูป หลายวัดบอกว่า ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ที่ รตจิตร อธิษฐานตั้งแต่ต้นในขณะที่ทำบุญ ว่าต้องการอุทิศให้แก่ใคร

การทำบุญ_Lotus

เรื่องที่ 3. ลักษณะของ “สว” หรือผู้สูงวัย 3 ลักษณะ
รตจิตรคิดว่าข้อนี้ ท่านพอจ. พูดได้ขำ ๆ ดี คือ ตา 2 ชั้น, ฟัน 3 หน, คน 3 ขา หมายถึง
– ตา 2 ชั้น คือใส่แว่นตา 2 ชั้นนั่นเอง
– ฟัน 3 หน คือ ฟันน้ำนม ฟันแท้ และฟันปลอม
ท่านพระครูสิริธรรมภาณ เล่านิทานติดตลกให้ฟังว่า มีคนแก่ 2 คนคุยกัน ในร้านขายก๋วยเตี๋ยว โดยเริ่มจากขณะที่คนแก่คนที่ 1 นั่งกินก๋วยเตี๋ยว มีคนแก่อีกคนเดินเข้ามานั่งกินด้วย แต่กินแต่น้ำก๋วยเตี๋ยว คนแก่คนที่ 1 จึงถามว่า
คนแก่คนที่ 1: ทำไมไม่กินก๋วยเตี๋ยวด้วย
คนแก่คนที่ 2: ลืมเอาฟันปลอมมา
คนแก่คนที่ 1 ให้ยืมละกัน
คนแก่คนที่ 2 ลองอันสองอัน จนใช้ได้จึงสามารกินก๋วยเตี๋ยวหมด
คนแก่คนที่ 2 ฉันคืนนะ
คนแก่คนที่ 1 ไม่ต้องคืนหรอก
คนแก่คนที่ 2 เป็นทันตแพทย์หรือ? จึงมีฟันปลอมหลายอัน
คนแก่คนที่ 1 เปล่า ฉันเป็นสัปเหร่อนะ

หมาในพระพุทธประวัติ

ก่อนที่ท่านพระครูสิริธรรมภาณ จะพูดถึงเรื่องกัมมวรรค ท่านตบท้ายเรื่อง “สว” ด้วยเรื่องจำนวนขาให้ฟังคือ เริ่มตั้งแต่ เด็ก วัยกลางคน และตอนชรา ดังนี้

ยามเช้าเจ้าสี่ขา คลานไปมาร้องไห้แง
เที่ยงวันกลับผันแปร เป็นสองขาน่าแปลกใจ
ครั้นถึงยามสายัณห์เย็น กลับแลเห็นสามขาได้ นี่คือตัวอะไร
รตจิตร คิดว่าเพื่อน ๆ ไม่ว่าหญิงหรือชายคงเดากันออกว่าท่านพระครู ฯ หมายถึงใคร หมายถึงอะไร

เรื่องที่ 4. กัมมวรรค
รักษาตัวกลัวกรรมอย่าทำชั่ว จะหมองมัวหม่นไหม้ไปเมืองผี
จงเลือกทำแต่กรรมที่ดีดี จะได้มีความสุขพ้นทุกข์ภัย

ท่านพระครูสิริธรรมภาณ ได้เริ่มบรรยายด้วยกลอนข้างต้น พอรตจิตร ไปค้นจาก websites ต่าง ๆ จึงพบว่าน่าจะแต่งโดยท่านพระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภัทโท) วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี

ทำบุญใส่บาตร

ใครทำกรรมอย่างไรย่อมได้รับผลอย่างนั้น คนอื่น ๆ เป็นเพียงเครื่องมือที่จะช่วยให้ผลของกรรมนั้นเกิดขึ้นเท่านั้น ถ้าเราไม่ได้ทำกรรมไว้ เหตุต่างๆ ที่เป็นผลของกรรมก็คงไม่มี ท่านพระครูสิริธรรมภาณ เล่าเรื่องภิกษุ 7 รูป ที่ต้องการเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เวฬุวันมหาวิหาร ซึ่งมีเรื่องราวมากมายดังนี้

ครั้งที่ 1
ภิกษุทั้ง 7 ผ่านหมู่บ้านหนึ่ง ก็ใกล้มืดแล้ว เจ้าของบ้านถวายปัจจัยเพื่อให้พระฉัน แล้วก็กรวดน้ำ จากนั้นเจ้าของบ้านได้จุดเตาถ่านให้ แต่เพราะไม่ได้จุดไฟด้วยไม้สะแก ซึ่งไฟจะแรงมาก กลับไปจุดไฟด้วยไม้ตะแบก ทำให้ถ่านแตก ไฟกระเด็นไปติดชายคา ติดเสมียนหม้อ (รตจิตร ก็เพิ่งรู้จักคำนี้ หมายถึงห่วงวงกลมไว้รองนั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะสำหรับพวกเป็นริดสีดวงทวาร) พอไฟลุก กาที่ตื่นแต่เช้า บินมาเป็นฝูง ไฟปลิวกระเด็นไปติดกาตัวหนึ่ง ลุกไหม้ ล่วงตกลงมาตาย

ครั้งที่ 2
จากนั้นภิกษุ ทั้ง 7 รูปก็เดินทางต่อเพื่อไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และจำเป็นต้องค้างแรม พระภิกษุเจ้าที่ภิกษุทั้ง 7 ไปขอค้างไม่มีห้องว่างเลย จึงนิมนต์ไปพักในถ้ำก่อน วันนั้น อยู่ ๆ อากาศร้อนอบอ้าว เกิดพายุโหมกระหน่ำจนกิ่งไม้ และก้อนหินใหญ่มากตกลงมาปิดปากถ้ำพอดี เมื่อพระภิกษุที่อยู่ที่นั่นพร้อมทั้งชาวบ้านจะมาใส่บาตรตอนเช้า ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพียงแต่เจาะหินให้เป็นช่องเพื่อให้ภิกษุสามารถดูดน้ำจากก้านมะละกออย่างยากลำบาก 6 วันผ่านไป เกิด After shock อีกครั้งทำให้มีก้อนหินใหญ่ตกลงมากระแทกก้อนหินที่ปิดปากถ้ำให้เปิดถ้ำได้พอดี พระภิกษุที่อยู่นอกถ้ำ จึงบอกกับภิกษุทั้งเจ็ดว่า เมื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ควรถามแล้วว่าเหตุการณ์เหล่านี้ที่เกิดขึ้น เป็นกรรมเวรอะไรหนอ

ครั้งที่ 3
ความจริงเรื่องราวยาวกว่านี้ แต่ รตจิตร ขอสรุปสั้น ๆ ก่อนที่ภิกษุเหล่านี้จะถึงที่หมาย ยังต้องข้ามเรือไปอีกฝั่ง เจ้าของเรือใบ และเมีย ได้นิมนต์ให้ภิกษุทั้ง 7 รูปลงเรือ แต่เรือใบจะแล่นได้ก็ต้องอาศัยแรงลม เมื่อมาถึงกลางมหาสมุทร อยู่ ๆ ลมก็นิ่ง ไม่สามารถไปต่อได้ ภิกษุจึงใคร่ครวญกันดู และได้ข้อสรุปว่าน่าจะมีกาลากิณีอยู่ในเรือ จึงทำสลาก 9 ใบเพื่อเวียนกันจับ กี่ครั้ง ๆ สลากก็ตกอยู่ในมือของเมียเจ้าของเรือใบ แม้เจ้าของเรือใบและเมียจะพยายามอ้อนวอนเพื่อให้เมียอยู่ในเรือต่อ แต่เพื่อช่วยให้ทั้งหมดรอดชีวิต เจ้าของเรือจำต้องให้เมียลงจากเรือโดยเอาข้าวสารกรอกหม้อ และผูกเชือกคล้องคอเมียกับหูหม้อ เรือใบก็สามารถแล่นต่อได้ถึงฝั่ง

ตอนนี้ รตจิตร จะเขียนถึงที่มาของเหตุการณ์ในอดีตชาติของเรื่องราวที่เป็นกรรมติดตัวมาขอวงเรื่องราวต่าง ๆ ข้างต้น เมื่อภิกษุได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และตรัสถาม จึงรู้ว่า
1. อีกาที่ถูกย่างจนตาย เนื่องจาก
ในอดีตชาติ อีกาเป็นชาวนา ที่เลี้ยงวัวตัวหนึ่งที่ดื้อมาก และบางครั้งถึงกับนอนเลย ชาวนาโกรธมาก วันหนึ่งชาวนาคนนี้โกรธจัด จึงเอาฟางมาให้กองล้อมวัวไว้ วัวก็ดีใจคิดว่าเอามาให้กิน แล้วชาวนาก็เผาวัวเสีย ชาวนาต้องเกิดเป็นอีกาถูกเผาถึง 500 ชาติเพื่อชดใช้กรรมที่ทำ

ตัวเหี้ย_พญามหาโพธา

2. ภิกษุทั้ง 7 รูปต้องทุกข์ทรมานในถ้ำ เนื่องจาก
เดิมภิกษุทั้ง 7 รูปเป็นเด็กเลี้ยงโคในเมืองพาราณสี ที่จะพาโคหมุนเวียนหาแหล่งหญ้ากิน แล้วก็กลับมาแหล่งเก่า เพราะหญ้าจะยาวพอดีกิน อยู่มาวันหนึ่งเด็กทั้ง 7 คน พบตัวพญามหาโพธา หรือตัวเหี้ย หรือตัวเงินตัวทอง จึงต้อนมันเพื่อจะจับ ตัวเงินตัวทองหนีเข้าไปในจอมปลวก ซึ่งมีช่องอยู่ 7 ช่อง เด็ก ๆ จึงปิดไว้หมดเหลือแค่ช่องเดียวให้ตัวเหี้ย เด็กลืมดูแลวัว จนวัวเหล่านั้นไปกินหญ้าของชาวบ้านจนมีเรื่อง พอเคลียร์จบ ก็นึกถึงตัวเงินตัวทอง จึงกลับไปดูที่จอมปลวก ตัวเงินตัวทองคลานออกมาด้วยสภาพฉันใด ก็ไม่ต่างจากภิกษุทั้ง 7 คนถูกขังและคลานออกจากถ้ำฉันนั้น ภิกษุทั้ง 7 คนต้องอดอาหารถึง 14 ชาติ

สุนัขในพระพุทธประวัติ

3. เมียเจ้าของเรือใบที่ถูกถ่วงน้ำเนื่องจาก
เมียคนนี้เดิมเป็นหญิงที่ทำบุญแต่ไม่เคยชวนใคร เกิดมาจึงไม่มีบริวาร ไม่มีลูก แต่อยากมีลูก ทำให้อยากเลี้ยงหมาชื่อ ไอแดง ซึ่งในอดีตเคยเป็นสามีนางนี่เอง นางเลี้ยงหมาเหมือนลูก แต่หมารักนางเหมือนเมีย ตามนางตลอดเวลาจนชาวบ้านนินทา นางห้ามเท่าไร ตีหมา และไม่ให้กินด้วย ไอแดงก็ยังตามตลอด นางกลัวคำนินทา จึงวางแผนเอาไอแดงไปข้างนอก พร้อมของกินอร่อย ๆ ไอแดงเป็นหมา หมาทั่วไปจะฉลาด และรู้ดีว่านางจะทำอะไรกับมัน แต่มันก็ยอม และยินดี ไอแดงกินไปร้องไห้ไป นางเอาเชือกผู้คอไอแดง และถ่วงกับหม้อที่ใส่ทรายจนเต็ม สุดท้ายไอแดงก็จมน้ำตาย
หากใครทำกรรมแล้ว ต้องชดใช้ถึง 500 ชาติเช่นนี้ ถ้ามีโอกาสถามพระ หรือหากมีพระสงฆ์เข้ามาอ่านบทความนี้ แล้วจะตอบข้อสงสัยต่าง ๆ รตจิตร คิดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างสูง เพราะรตจิตรเห็นด้วยกับลูกสาว พอเธอฟังจบ เธอก็ยังแคลงใจว่า ถ้าการชดใช้ไม่มีวันจบสิ้น ก็จะทำให้มีคนที่ทำกรรมเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เพื่อให้คนที่ต้องชดใช้กรรมนั้นประสบเคราะห์กรรมที่ตนทำไว้ในอดีตชาติ แล้วเพื่อน ๆ คิดอย่างไร

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ความไม่ประมาท

Precaution and Live together with Happiness

สรุปโดย ©รตจิตร
Concluded by Ratajit | December 14, 2015

**งานเขียนนี้ของรตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน และกรณีที่เขียนสรุปผิดพลาดในความหมายโดยไม่ได้มีเจตนา รตจิตร ต้องขอโทษด้วย

วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

ผู้บรรยายธรรม : พระมหานภันต์ สฺนติภฺทโท ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
วันและสถานที่ : วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม 58 @ ชมรมแมสบุญรักษา มูลนิธิชาวพุทธพาต้า

วันนี้ รตจิตร โชคดีมากที่ได้ฟังธรรมจาก พระมหานภันต์ จากวัดสระเกศ ในช่วงที่ความจริงท่านควรปฏิบัติกิจธุระในฐานะธรรมฑูต สายต่างประเทศ ณ ประเทศอังกฤษ แต่มีบริษัทข้ามชาติในประเทศนิมนต์ท่านกลับมาชั่วคราว จึงเป็นโอกาสดีของชาวพุทธพาต้า ที่ได้ฟังการแสดงธรรมของท่าน ที่ทั้งลึกซึ้ง แต่ง่ายแก่การเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถนำไปใช้ในสังคม และในชีวิตประจำวันได้อย่างเกิดประโยชน์ด้วย รตจิตร ตั้งใจตั้งแต่ตอนเริ่มฟังพระธรรมเทศนาว่า กุศลที่ได้ในวันนี้ รตจิตรขออุทิศให้แก่แม่ที่ล่วงลับ และการเขียนสรุปเพื่อเป็นธรรมทาน รตจิตรขออุทิศส่วนกุศลให้แก่หมาสุดที่รัก Jordison ซึ่งเป็นไปได้ทั้งสิ้น พระมหานภันต์ ยังได้พูดถึงเรื่อง ปัตตานุโมทนามัย คือเมื่อฟังธรรม หากบอกคนให้โมทนากับบุญกุศลนี้ ที่เราได้ทำ หรือมีผู้ทำปัตติทานมัยแล้ว หรือคือ บุญที่สำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ จะทำได้ก็ต่อเมื่อ (บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ) ให้เราก่อน

ก่อนเริ่มแสดงธรรม พระมหานภันต์ ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับ อานิสงส์ของการฟังธรรม ซึ่งมี 5 ข้อ ท่านได้สรุปจนสอดคล้อง สามารถจดจำได้ง่ายมากดังนี้
ได้ฟังเรื่องใหม่ ได้ใส่ใจเรื่องเก่า ได้บรรเทาความสงสัย ได้แก้ไขความเห็นผิด ได้ทำจิตให้ผ่องใส

Dhamma_by_Ratajit

ต่อนี้ไป รตจิตร ขอสรุปสิ่งที่ พระอาจารย์ ได้บรรยายธรรมอย่างสั้น ๆ เป็น เรื่อง ดังนี้
1. ไตรสิกชา

พระอาจารย์เน้นว่า มนุษย์ควรฝึกสมาธิตลอดเวลา จนเป็นอัตโนมัติ หมายถึงการฝึกให้รู้สึกตัว เพื่อให้อยู่กับปัจจุบัน การทำอะไรต้องมีสติ จะได้มีปัญญาเพื่อแก้ไขชีวิต เหมือนน้ำที่นิ่ง ทุกอย่างตกตะกอนฉันใด น้ำก็จะใสเห็นได้ทุกอย่างฉันนั้น
หรือสรุปได้ว่า มนุษย์นอกจากจะมีศีลแล้ว ยังต้องมีสมาธิ มีปัญญา ซึ่งก็คือเรื่องไตรสิกขานั่นเอง หมายถึง ข้อปฏิบัติที่พึงศึกษา 3 ประการ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อการดำรงชีวิตที่ดี เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

2. ความไม่ประมาท และความตาย

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า …..อัปปมาทะ ความไม่ประมาท คือ การมีชีวิตอยู่อย่างมีสติตลอดเวลา ถ้าอยากไม่ประมาท เธอต้องระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก และพิจารณาให้ใจสงบจากอกุศลธรรม…. ในขณะเดียวกันก็ควรเร่งสะสมบุญ พระอาจารย์เปรียบเรื่องนี้ว่าเหมือนเรื่อง การต้อนวัว 500 ตัวดังนี้

500_Cows_water_colour_by_Sw_Eden

วัวที่ถูกต้อนเข้าคอกแต่ละตัว จนครบ 500 ตัว หากเราจะปล่อยวัวออกมา วัวตัวที่ 500 ก็จะออกมาก่อนวัวตัวที่ 1 ดังนั้นหากเราสะสมบุญ หมั่นทำความดีไปเรื่อย ๆ เมื่อความตายมาถึง เราก็จะคิดถึงแต่สิ่งดี ๆ เมื่อเราทำอะไรอยู่บ่อย ๆ ก็จะเหนี่ยวนำจิตของเราไปทางนั้น ดั่งคำบาลีที่ว่า
จิตเต อสังกิลิฏเฐ สุคติปาฏิกังขา เมื่อจิตไม่เศร้าหมองก็ไปสุคติ

3. ปัญญา

พระมหานภันต์ ได้นำวีดีโอหนึ่งมาให้พวก รตจิตร ดู เกี่ยวกับ “Don’t judge too quickly” เพื่อแสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมของคนเป็นไปตามคุณภาพใจ ปัญญาของคน ๆ นั้น ก็เห็นแค่นั้น ในวีดีโอ มีชายคนหนึ่ง เดินพาน้องหมาเที่ยวในสวน หมากระชากเพราะเจอหมาอื่น ขนม chocolate ที่ชายคนนั้นจะกิน ตกพื้นบริเวณหลังก้นเจ้าตูบ ชายเจ้าของตูบก้มหยิบมากิน ขณะนั้นยายหลานในสวนเห็นพอดี คิดว่าเจ้าของหมากินอึของเจ้าตูบ ยายหลานต่างทำหน้าแหยรังเกียจทันที สาเหตุเพราะคุณภาพใจ คุณภาพความคิดที่ต่างกัน url link ข้างล่างนี้เป็น youtube เพื่อประกอบคำบรรยายของการแสดงธรรมในวันนั้น

รตจิตร ขอแถมท้ายนิดหนึ่งว่า วันนั้น ก่อนที่ พระอาจารย์ จะแสดงธรรม ท่านได้ถามก่อนว่าญาติโยมอยากถาม หรืออยากฟังเรื่องอะไร รตจิตร ขอท่านแสดงธรรม เรื่อง “ปฏิจจสมุปบาท” เพราะอ่านมา 2-3 ครั้งแล้ว ไม่เข้าใจลึกซึ้งสักที แต่เวลามีจำกัดจริง ๆ อะไรที่สอดแทรกเรื่องนี้ได้ พระอาจารย์ก็จะบอก ปฏิจจสมุปบาท หรือ อิทัปปัจจยตา หรือ ปัจจยาการ นั้นพูดถึงการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยซึ่งกันและกัน เช่น ทุกข์เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัย เช่น
– เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี หรือ
– เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี

สุดท้ายก่อนที่รตจิตรจะร่วมใส่บาตร หรือถวายปัจจัยแก่ พระมหานภันต์ ได้เตือนสติพวกเราอีกครั้งว่า ท่านได้รดน้ำแห่งพระธรรมให้พวกเราแล้ว ถ้าเราตั้งใจ คิดดี พูดดี ทำดี ก็จะส่งผลดี ๆ แก่เราเอง เพื่อให้ใจของเราคิดแต่เรื่องดี ๆ จนเป็นนิสัย อย่าให้ความไม่ดีของใครมาเปลี่ยนความดีในใจเรา แต่ควรให้ใจเราจับยึดแต่สิ่งดี ๆ ฝึกทำเรื่อย ๆ เพราะหากเราไม่มีเรื่องดี ๆ ให้คิดถึง หากมีทุกขเวทนาขึ้นมา เราก็จะไม่ได้คิดถึงเรื่องดี ๆ

สิ่งที่รตจิตร เขียนเพื่อเล่าการแสดงธรรมของ พระมหานภันต์ สู่กันฟัง เพื่อเป็นธรรมทานในวันนี้ ยังมิอาจเทียบกับสิ่งที่รตจิตรได้นั่งฟังธรรมจริง ๆ จากท่านในวันนั้น รตจิตร หวังว่าในอนาคต คงจะได้ฟัง พระมหานภันต์ แสดงธรรมไปเรื่อย ๆ เพื่อมาเล่าสู่กันฟังอีก

Leave a comment

Filed under Uncategorized

การเดินเที่ยวบนถนนใหญ่ ดีกว่าในซอย

การเดินเที่ยวบนถนนใหญ่ ดีกว่าการเดินในซอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินเที่ยวในต่างแดน ยิ่งสำคัญมาก วันนี้ รตจิตรอยากฝากให้เพื่อน ๆ ตระหนักไว้ว่า เราควรเดินบนถนนใหญ่ เพราะอย่างน้อยมีข้อดี 10 ข้อ  แม้ว่าการเดินในซอยบางแห่งจะเป็นเส้นทางลัดก็ตาม  เพื่อน ๆ ลองมาดูกันนะ  ตัวอย่างวันนี้เป็นการเดินที่ถนนใหญ่ จากสถานี Termini, Rome, Italy ซึ่งหลาย ๆ websites มีการเตือนให้ระวังพวก pickpocket เป็นต้น

1  ความปลอดภัยจากผู้คน

เพราะถนนใหญ่ ในช่วงที่รตจิตรเดินทางอยู่นั้น มีทั้งตำรวจ สุนัขตำรวจ และทหารมากมาย ผู้คนที่กำลังจะไปทำงานก็ขวักไขว่จริง ๆ ทำให้พวกโจรขโมย หายหมด

2 ความปลอดภัยจากรถรา

ตามถนนใหญ่ มีทั้งไฟแดง ม้าลาย และบางที่มีตำรวจคอยดูแล ตามแยกต่าง ๆ คอยให้ความสะดวกแก่ประชาชน และนักท่องเที่ยว ด้วย

3 ได้ความรู้มากมาย

บ่อยครั้งที่เราเดินตามซอย รตจิตรคิดว่าเราอาจไม่รู้อะไรเลย ได้เพียงเป้าหมายที่จะไป  แต่การเดินตามถนนใหญ่ รตจิตรพบกับ mob ของพวกแรงงานกองใหญ่  ทำให้รู้ความเคลื่อนไหวของเหตุการณ์ในขณะนั้น  มีทั้งประชาชน ทั้งเจ้าหน้าที่ที่ให้ความรู้ ที่สามารถตอบคำถามของเราได้ ยิ่งในช่วงที่เราหลง หรือไม่แน่ใจในเส้นทาง  การเดินถนนเล็ก หรือตามซอย อาจหาคำตอบไม่ได้เลย

4 ได้สัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริง

เพราะบนถนนใหญ่มักเป็นเส้นทางการเดินรถที่ผู้คนจำเป็นต้องพึ่งพา  ทำให้สามารถสัมผัสชีวิตชาวเมืองที่แท้จริงได้

5 ได้ใช้จ่ายอย่างเหมาะสม

เพราะระหว่างทางมีแหล่ง shopping ร้านค้าที่แข่งขันกันให้เราเลือกสรรได้อย่างดี

6 ได้อากาศ และบรรยากาศที่ดีกว่า

บางซอยที่แคบ ๆ หากมีควัน มีกลิ่นบุหรี่ ยากที่เราจะหลบหลีก เพราะพื้นที่น้อย แต่ถนนใหญ่ หายห่วง มีพื้นที่ไม่จำกัดทำให้รตจิตรหนีควันบุหรี่ได้อย่างดี

7 ได้สัมผัสสถานที่ท่องเที่ยวที่ทรงคุณค่า

บนถนนใหญ่มักเต็มไปด้วยสถานที่สำคัญ ๆ หรือสถานที่ท่องเที่ยวด้วย เช่น โบสถ์ใหญ่ ๆ ห้องสมุด พิพิทธภัณฑ์ เป็นต้น

8 สามารถเดินกับคนที่คุณรัก หรือเพื่อนๆ ได้พร้อมกัน

พื้นที่มาก รตจิตรก็สามารถเดินกับคนที่เรารักไปพร้อม ๆ กันได้  นักท่องเที่ยวบางกลุ่มเดินเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะฟุตบาทใหญ่มาก

9 อิสระมากขึ้น เพราะการระวังตัวน้อยลงได้

เราไม่ต้องระวังตัวมากเท่าในซอย ซึ่งบางครั้งแทบไม่มีคนเลย น่ากลัว

10 ในที่สุดคุณจะได้ภาพสวย ๆ เก็บไว้ในความทรงจำ

จากการบรรยายทั้ง 9 ข้อทำให้รตจิตรสามารถเก็บภาพแห่งความทรงจำได้ตลอดทางจ้า

 

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วัดโพธิ์ ประวัติ การทอดกฐิน ในวันออกพรรษา

Ceremony of presenting yellow to the Buddhist monks at the end of the Buddhist Lent

สรุปโดย ©รตจิตร
Concluded by Ratajit | October 27, 2015

**งานเขียนนี้ของรตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน และหากรตจิตร เขียนสรุปผิดพลาดในความหมายโดยไม่ได้มีเจตนา ก็ขอผู้อ่านให้อภัย ณ โอกาสนี้ บุญกุศลที่รตจิตรตั้งใจเขียนสรุปนี้เพื่อเป็นวิทยาทานแก่เพื่อน ๆ ขออุทิศส่วนกุศลให้แก่ Jordison หรือไอขิง หรือ ไอหมา ซึ่งเป็นสุนัขที่ครอบครัวของ รตจิตร รักมากที่สุด และความรัก ความคิดถึงจะมีอยู่ตลอดไปไม่มีวันจางหาย แม้ว่า Jordison จะเสียชีวิตตั้งแต่วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม 2558 เวลา 4.20 น.s

วัดโพธิ์

ผู้บรรยายธรรม : ท่านพระมหากิตติศักดิ์ โคตม สิสฺโส
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์ ท่าเตียน) คณะ น.20
วันและสถานที่ : วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2558 ณ ชมรม แมสบุญรักษา มูลนิธิชาวพุทธพาต้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โดยชอบ (กราบ)

ท่านพระมหากิตติศักดิ์ เกริ่นเกี่ยวกับเรื่อง อาบัติ ของพระสงฆ์ ว่า มีข้อยกเว้นตามการดำรงชีวิตจริงในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น
1. ห้ามวิ่ง
ปกติห้ามพระวิ่ง แต่ก็มีข้อยกเว้น ได้แก่ กรณีเจ็บป่วย เรื่องคอขาดบาดตาย เป็นต้น
2. ห้ามเดินจงกรม
ทางทางปฏิบัติของพระสงฆ์ การเดินจงกรม ถือเป็นเรื่องปกติ ยกเว้นบางขณะ ได้แก่ การข้ามถนน จะมัวแต่มาย่างขวาหนอ ย่างซ้ายหนอไม่ได้

ก่อนที่ท่านพระมหากิตติศักดิ์ จะเริ่มเรื่องที่มาของกฐิน ท่านได้เตือนสติ ผู้ปฏิบัติกรรมฐานบางคนที่ไม่ได้ฝึกจิต แต่ใช้วิธีฝึกสติอยู่กับลมหายใจ จนกลายเป็นคนเซื่องซึม คนเฉื่อยชา นี้ถือว่าไม่ได้มีสติ

ที่มาของ กฐิน

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

รตจิตรสรุปธรรมที่ฟังในวันนั้น แบบง่าย ๆ โดยเริ่มจากที่มาของคำว่า กฐิน และที่มาของการทอดกฐิน ซึ่งเป็นภาษาบาลี มาจาก ไม้กฐิน หรือสะดึงในสมัยโบราณ เนื่องจากในอดีต คนทั่วไปจะไม่รู้ว่าพระสงฆ์ต้องการใช้อะไรบ้าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสแก่สงฆ์ทั้งหลายว่า เราไม่ได้รักสวยรักงาม แต่เรามีสบงจีวรไว้เพื่อปกปิดร่างกาย พระสงฆ์จึงไปเก็บผ้ามี่ชาวบ้านทิ้ง ๆ เอามาตัดเย็บ แต่ไม่เรียบร้อย และไม่เป็นแบบสบงจีวรที่ดีเท่าที่ควร เมื่อพระอานนท์ขึ้นไปที่สูง มองลงมาด้านล่างซึ่งเป็นที่ท้องนา แคว้นมคธ พระอานนท์ จึงเกิดความคิดเอาไม้มาวางเป็นแบบท้องนาบนผ้าที่พระสงฆ์เก็บมา พระอานนท์เอาผ้าทาบลงไปบนไม้แบบนั้น เพราะผ้าที่เก็บมามีหลายขนาด

ไม้นี้เรียกว่าไม้กฐิน เป็นไม้แบบเพื่อตัดจีวร โดย การทาบผ้าลงบนไม้กฐิน ก็เสมือนการทอดผ้าลงไม้กฐิน จึงเป็นที่มาของ การทาบกฐิน หรือการทอดกฐิน นั่นเอง

จะเห็นว่า การทอดกฐิน ในอดีต เป็นเรื่องของพระสงฆ์ทำเองทั้งหมด จนถึงสมัยของนางวิสาขา ซึ่งเป็นอุบาสิกา “ผู้ให้” ถวายพระสงฆ์มาตลอด เช่นเดียวกับ อนาถปิณฑิกเศรษฐี ที่เป็นอุบาสก “ผู้ให้” จัดหาสบงจีวรถวายพระสงฆ์ ตั้งแต่นั้นมาพระสงฆ์จึงไม่ต้องไปหาผ้าช่วงออกพรรษา

ที่มา ของวัดโพธิ์

วัดเชตุพน ฯ
Wat Phra Chettuphon Wimon Mangkhlaram Ratchaworamahawihan or Wat Pho

เวลาผ่านไปนานเข้า ๆ ญาติโยมก็เริ่มดูว่าพระสงฆ์จำเป็นต้องใช้ปัจจัยอะไรบ้าง แล้วก็จัดโน่น จัดนี่ให้เป็นปัจจัยเพิ่มเติมตอนถวายท่าน อย่างไรก็ตาม การทอดกฐินต้องมีจีวร ถือว่า เป็นกาทอดกฐินหลัก นอกจากนี้ ในอดีต พระสงฆ์ยังอาศัยอยู่ตามป่าบ้าง ตามถ้ำบ้าง อาศัยร่วมอยู่กับพวกคนจร หมอนหมิ่น พระเจ้าแผ่นดินทรงเป็นผู้สร้างวัด ให้เป็นที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์ เช่น พระเจ้าพิมพิสาร สำหรับประเทศไทย ได้แก่วัดต่าง ๆ ดังนี้

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 1
วัดอรุณราชวราราม เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 2
วัดราชโอรสาราม เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 3
วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 4
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5, รัชกาลที่ 7
วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 6
วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 8
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 9

สำหรับวัดโพธิ์ หรือวัดเชตุพน ฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 เป็นผู้สร้างวัดโพธิ์ มีรูปปั้นฤาษีดัดตนเพื่อแก้โรคภัยไข้เจ็บถึง 80 ท่า และในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้ทรงมีพระราชประสงค์ให้วัดโพธิ์เป็นแหล่งความรู้ของประชาชน จึงโปรดเกล้าทำศิลาติดที่วัดโพธิ์ เพื่อจารึกความรู้เกี่ยวกับการรักษาโรคต่าง ๆ โดย
1. จากหมอหลวงที่ รัชกาลที่ 3 ทรงทราบอยู่แล้วว่าผู้ใดมีความรู้ความสามารถรักษาโรคได้หาย
2. จากหมอชาวบ้าน ที่รัชกาลที่ 3 ทรงประกาศหาเพื่อให้ได้หมอชาวบ้านที่มีความสามารถ เป็นต้น

Wat Pho

ที่มาของการใส่บาตรตอนเช้า

หัวข้อนี้ รตจิตรขอแทรกเกี่ยวกับการใส่บาตรตอนเช้าสักนิดนะจ๊ะ การรับบาตรของพระภิกษุสงฆ์ในอดีต จะใช้วิธี รับของเหลือ ๆ ใส่บาตร ขนชาวบ้านเห็นว่า พระสงฆ์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นอริยบุคคล ไม่สมควรฉันอาหารเช่นนี้ จึงเกิดการใส่บาตร
ท่านพระมหากิตติศักดิ์ ได้ยกคำพูดของพระพุทธเจ้าว่า ขอให้พระภิกษุทำตนดั่งเช่นแมลงภู่ที่ดอมดมเกสรดอกไม้ เพื่อนำไปที่รัง พอบินผละไป ก็มิได้ทำลายดอกไม้เลย ดังนั้น เพื่อไม่ให้พระสงฆ์เบียดเบียนชาวบ้าน จึงต้องรับบาตรช่วงเช้า โดยชาวบ้านจะแบ่งอาหารของตนในวันนั้นออกมาก่อน เพื่อใส่บาตร

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วัดบุปผารามวรวิหาร นะโม ความเชื่อของชาวพุทธ

สรุปโดย ©รตจิตร
Concluded by Ratajit | October 20, 2015

**งานเขียนนี้ของรตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน และหากรตจิตร เขียนสรุปผิดพลาดในความหมายโดยไม่ได้มีเจตนา ก็ขอโทษ ณ โอกาสนี้

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต

ผู้บรรยายธรรม : พระครูสถิต ศีลวัฒน์
วันและสถานที่ : วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม 2555 ณ ชมรม แมสบุญรักษา มูลนิธิชาวพุทธพาต้า

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง โดยชอบ (กราบ)
การสวดบท นะโม ฯ เพื่อบูชาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพระครูพูดเกริ่นว่า “นะโมรักษาโรค” ถ้าตราบใดที่เรายัง นะโมอยู่ ก็เท่ากับเรายังไม่ตาย และที่เรา สวดนะโม ฯ กันก็เพราะเรามีศรัทธาในองค์สมเด็จพระพุทธเจ้านั่นเอง

ศรัทธา ถือเป็นป้ายบอกทาง และมีความตั้งใจ คนที่เอาดีไม่ได้ ก็เพราะขาดความตั้งใจ และที่ขาดความตั้งใจ ก็เพราะขาดศรัทธา ขาดความเชื่อ ถ้าเราเชื่อ เช่น เชื่อเรื่องบุญมีจริง เราจะทำโดยไม่ระแวงเลย ท่านพระครู ฯ เล่าเรื่องตามข่าวไว้หลายเอง แต่รตจิตร คิดว่าเพื่อน ๆ ก็ทราบอยู่แล้ว จึงขอผ่านไป ไม่นำมาเขียน ในที่นี้ ท่านพระครู ฯ ได้แบ่งความเชื่อเป็น 3 อย่างคือ
1. เชื่อเรื่องพฤติกรรม
2. เชื่อเรื่องบุคคล
3. เชื่อเรื่องวิชาการ

”

เชื่อเรื่องพฤติกรรม
พระพุทธเจ้าทรงสอนการเชื่อเรื่องกรรม และผลของกรรม กรรม ก็คือ การกระทำนั่นเอง ทุกคนมีกรรมเป็นของ ๆ ตน หากใครเชื่อเรื่องกรรมจริง ๆ ก็จะลดภาระต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ตามความเห็นของ ท่านพระครู ฯ หมอดูประเภทที่ชอบทัก หรือแนะนำให้ญาติโยมมาทำบุญ ท่านพระครู ฯ จะไม่ค่อยว่า เช่นบอกว่า ช่วงนี้ดวงไม่ดี ให้ทำธรรมสังฆทาน ให้ปล่อยนก ปล่อยปลา ทำบุญโรงศพ และบริจาคสิ่งต่าง ๆ เป็นต้น

เชื่อเรื่องบุคคล
หลาย ๆ คน มี Idol ของตนเอง บางคนมักพูดว่า ไม่เชื่อใคร เชื่อตน แต่ความจริง ต้องมี Idol ของตนเอง เช่น ท่านพระครู ฯ มีเป็น Idol ของตนเอง บางคนแค่ระลึกถึงพระองค์ ก็สุขแล้ว เพราะจะหาใครเท่าพระองค์นั้น ไม่มี

เชื่อเรื่องวิชาการ
ถ้าเชื่อพระพุทธเจ้า ฯ ต้องเชื่อสิ่งที่พระพุทธจ้า ตรัสรู้ด้วย พุทธศาสตร์เป็นหนึ่ง
มีภาษาบาลีว่า ธมฺม สรณ คัจฉามิ คือ คำสอนของพระพุทธเจ้าดีที่แล้ว

ก่อนที่จะจบการบรรยายธรรม ท่านพระครู ฯ สรุปว่า ความเชื่อทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็น ความเชื่อเรื่องพฤติกรรม, เชื่อเรื่องบุคคล, และเชื่อเรื่องวิชาการนั้น ก็คือการเชื่อเรื่อง พระพุทธเจ้า นั่นเอง

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วัดญาณเวศกวัน ศีล 4 The Buddhist 4 precepts

สรุปโดย ©รตจิตร
Concluded by Ratajit | October 16, 2015

**งานเขียนนี้ของรตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน และหากรตจิตร เขียนสรุปผิดพลาดในความหมายโดยไม่ได้มีเจตนา ก็ขอโทษ ณ โอกาสนี้

ศีล_สมาธิ_ปัญญา

ผู้บรรยายธรรม : พระครูธรรมธร ครรชิต คุณวโร
วันและสถานที่ : วันที่ 19 พฤษภาคม 2555 ณ ใต้โบสถ์ วัดญาณเวศกวัน นครปฐม

หลังจากที่เขียน ศีล 5 และ ศีล 8 จบ รตจิตรหวังไว้ว่า น่าจะมีประโยชน์กับเพื่อน ๆ ที่มีโอกาสอ่าน อย่างน้อยก็เพื่อเตือนสติ ให้เราชาวพุทธ เป็นผู้มีศีลอยู่ในตัว เพื่อเตือนใจให้ทำความดี เพื่อให้อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน คราวนี้ ลองมาดูเรื่องศีล 4 กัน บางคนอาจไม่เคยได้ยินเสียด้วย และบางคนก็คิดว่า จำนวนศีลน้อย น่าจะปฏิบัติได้ง่าย แต่แท้จริงแล้ว การรักษาศีล 4 นี้ยากมาก อาจทำกันไม่ได้ แม้ผู้ที่รักษาศีล 5 อยู่เป็นนิตย์ก็ตาม ก็อาจจะไม่สามารถปฏิบัติศีล 4 ได้ครบถ้วน ศีล 4 นี้ ค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมทุกเรื่อง ความเห็นส่วนตัวของรตจิตรเองนะ ยากที่ใครจะถือศีล 4 ได้ในทางโลกปัจจุบัน
ศีล 4 แบ่งเป็น (1) เจตนาศีล (2) เจตสิกศีล (3) สังวรศีล และ (4) อวีติกมศีล

เนื้อหาศีล 4 ที่ พอจ. ครรชิต สอนธรรมะวันนั้น ค่อนข้างละเอียด และมีเนื้อหาค่อนข้างมาก แต่เพื่อให้รวบรัด รตจิตรจึงเขียนสรุปอย่างย่อ โดยดึงประเด็นเฉพาะที่เพื่อน ๆ น่าจะอ่านแล้วเข้าใจง่าย แต่ยังคงประโยชน์ไว้ เพื่อให้เพื่อน ๆ ในฐานะฆราวาสชาวพุทธนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

1. เจตนาศีล
หมายถึง เจตนาที่งดงาม ของผู้ที่กำลังละเว้นบาปทั้งปวง หรือกำลังเจริญกุศลกรรมบถ 7 ประการอยู่ ได้แก่ เมตตากรุณา สัมมาอาชีวะ เป็นต้น ฟังความหมายแล้ว เพื่อน ๆ คงรู้สึกขึ้นมานิด ๆ ว่ายาก เพราะแค่เราคิดอกุศล เราไม่ได้พูดออกมา ไม่ได้แสดงออกมา ก็เป็นศีลไม่บริสุทธิ์เสียแล้ว คิดทีไร จิตใจก็เศร้าหมองได้
เพื่อน ๆ มาดู ศีล 5 ทุกข้อพร้อม ๆ กัน ถ้ารตจิตรตั้งเจตนาให้ดีงาม มีเมตตากรุณา ก็ทำให้ไม่คิดฆ่าใคร ไม่อยากทำร้ายใคร หรือทำร้ายได้ยากลำบาก
หรือถ้ารตจิตร ตั้งจิตเสมอว่า จะให้คนอื่น อยากจะให้เสมอ ก็ทำให้ยากที่จะคิดขโมยของคนอื่น
ถ้ารตจิตรไม่คิดเรื่องเพศสัมพันธ์ หรือถ้าเรามองใคร คิดกับใครเป็นญาติมิตรที่สนิท ๆ ก็ยากที่จะคิดเรื่องกามกับเขา
และหาก รตจิตร มีเจตนาจะก่อให้เกิดประโยชน์กับใครแล้ว ก็ยากที่เราจะพูดไม่ดีกับคนนั้น หรือพูดเท็จ พูดส่อเสียดเขา เป็นต้น

2. เจตสิกศีล
พอจ. ครรชิต ให้ความหมายว่า หมายถึง ภาวะปรุงแต่งจิตที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ซึ่งได้แก่เจตสิก 2 แบบคือ
– เวรติกเจตสิก คือสภาพปรุงแต่งจิตที่ไม่คิดทำร้ายผู้อื่น ไม่คิดล่วงละเมิด หรือไม่คิดที่จะพูดไม่ดีกับผู้อื่น
– สัมมาอาชีวะเจตสิก ถ้ารตจิตรตั้งมั่นในความดีงาม และมีแต่คิดเกื้อกูลผู้อื่น ไม่เพียงแต่รตจิตรจะไม่เบียดเบียนผู้นั้น แต่ยังจะช่วย สนับสนุน ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้นั้นเสียด้วย

3. สังวรศีล
พอจ. ได้ให้ความหมายคำว่า “สังวร” หมายถึง “ระมัดระวัง” ซึ่งก็หมายถึง พฤติกรรม หรือศีลในการระมัดระวัง สังวรศีล ได้แก่ (1) ปาติโมกขสังวรศีล (2) สติสังวรศีล (3) สังวรศีล และ (4) อวีติกมศีล

3.1) ปาติโมกขสังวรศีล
คือความสำรวมในการอยู่ร่วมกัน ในข้อตกลงที่อยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบ ข้อกฎหมาย หรือแม้แต่ระดับประเทศชาติคือ รัฐธรรมนูญ มีความตั้งใจที่จะถือศีล 5 ซึ่งก็เป็นข้อตกลงร่วมกันของชาวพุทธ เจตนาที่จะละอบายมุข ทั้ง 6 อย่าง
อบายมุข 6 หมายถึง ประตูแห่งความเสื่อม 6 ประการ ได้แก่

(1). สุรา และสิ่งเสพติดทั้งสิ้น
(2). เที่ยวกลางคืน
(3). ดูการละเล่น หรือ อยู่กับสิ่งบันเทิงทั้งหลาย
(4). การพนัน นอกจากจะทำให้คนแพ้ผูกใจเจ็บ อาฆาตพยาบาท ยังทำให้คนที่ชนะก่อเวรก่อกรรม
(5). ความเกียจคร้าน
(6). คบคนชั่ว ซึ่งจะนำพาไปในทางชั่ว เสื่อมเสียได้

3.2) สติสังวรศีล
ความสำรวมระมัดระวังในการมีสติ ระลึกอยู่เสมอว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้น ดีหรือไม่ดี เลือกที่จะรับรู้ รับเฉพาะที่เป็นประโยชน์ และรับมาเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ด้วย บางครั้งเรียกว่าอินทรีย์สังวร คือการสำรวมระมัดระวังในทางอินทรีย์ทั้ง 5 ในการรับรู้ คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
สติสังวรศีล นี้สำคัญมากในการเจริยสติ การเจริญกรรมฐาน ต้องมีสติสังวร เพื่อใช้ในการกำหนด ในการระลึกตามภาวะความเป็นจริง

3.3) ขันติสังวรศีล
การสำรวมอดทนในสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบ ได้แก่
– อาการร้อนมาก หนาวมาก
– อดทนต่อการตรากตรำ ต้องใช้ความเพียรพยามยาม
– หรือแม้แต่อดทนต่อสิ่งที่มากระทบต่อจิตใจ

3.4) วิริยสังวรศีล
เป็นความสำรวมในการเพียรพยายาม ให้จิตตั้งมั่น และป้องกันสิ่งไม่ดีเข้าหา หรือรักษาสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้น เช่น
– ความสำรวมในการเพียรพยายาม
– ความสำรวมในการเอาจิตเข้าสู้ ไม่ท้อถอย
– ความสำรวมในการปลุกจิตให้มุ่งมั่น ไม่เกียจคร้าน เช่นไม่ง่วง สามารถสยบโมหะได้
– ความสำรวมในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายเข้ามาหา
– ความสำรวมในการรักษาสิ่งดี ๆ ที่เกิดอยู่ไว้

3.5) ญาณสังวร
พอจ. ครรชิต เกริ่นว่าเป็นชื่อของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก นั่นเอง เป็นการสำรวมในการพิจารณาภาวะต่าง ๆ เป็นขั้นของการพัฒนาปัญญา คือ
– ควรทำอะไร อย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์เกื้อกูล
– คิดพิจารณาก่อนการใช้ปัจจัยสิ่งของต่าง ๆ จึงอาจเรียกอีกชื่อว่า ปัจจัยสานิกศีล
– ระดับการคิดที่สูงขึ้นคือ คิดพิจารณาธรรมต่าง ๆ ในภาวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะนั่งสมาธิ หรือจนถึงขั้นวิปัสสนา

ใส่บาตร

4. อวีติกะมะศีล
การสำรวมในสิ่งที่เราจะรักษา เช่น ถ้าเราตั้งสมาทานไว้ว่าจะรักษาศีล 5 พอตั้งใจจะทำตามที่สมาทานไว้ และทำได้นั่นเอง
รตจิตรคิดว่า ก่อนจะเขียนเรื่อง ศีล 4 จบ เพื่อน ๆ ลองมาทบทวน ศีลขั้นพื้นฐาน หรือศีล 5 กันหน่อยนะ เดี๋ยวลืมกันหมด

(1) ปาณาติปาตา ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
(2) อทินนาทานา ห้ามลักทรัพย์
(3) กาเมสุ มิจฉาจารา ห้ามประพฤติผิดในกาม
(4) มุสาวาทา ห้ามพูดปด หรือพูดไปแล้วเขาเสียหาย/เสียประโยชน์ หรือพูดจาสอดเสียด หรือพูดคำหยาบ
(5) สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา ห้ามดื่มสุราและเมรัย และสิ่งเสพต่าง ๆ เพราะ
– คำว่าสุรา หมายถึงเหล้า
– คำว่าเมรัย หมายถึง ของหมัก
– คำว่ามัชช หมายถึง ของเสพติด

Leave a comment

Filed under Uncategorized

วัดญาณเวศกวัน ศีล 5 และศีล 8

The Buddhist 5 and 8 precepts
สรุปโดย ©รตจิตร
Concluded by Ratajit | October 11, 2015

วันและสถานที่ : ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2555 ณ วัดญาณเวศกวัน

ภาพศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

**งานเขียนนี้ของรตจิตร ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน
รตจิตร สรุปมาจากการฟังบรรยายธรรมจากพระอาจารย์หลาย ๆ ท่าน ได้แก่
– พระครูธรรมธร ครรชิต คุณวโร ณ วัดญาณเวศกวัน ถนน พุทธมณฑลสาย 5 บางกระทึก อำเภอ สามพราน จ.นครปฐม 73210
– CD ธรรมบรรยาย ของ ท่านเจ้าคุณ ป.อ. ประยุทธ์ ปยุตฺโต พระพรหมคุณาภรณ์ ณ วัดญาณเวศกวัน นครปฐม
– พอจ.กฤช นิมฺมโล จาก สำนัก ปฏิบัติธรรมสวนป่า ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี แสดงธรรม ณ บ้านจิตสบาย
– พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระกิตติโสภณวิเทศ (เศรษฐกิจ สมาหิโต) เจ้าอาวาสวัดนาคปรก เขตภาษีเจริญ กทม.
– พอจ.ท่านอื่น ๆ ที่ธรรมบรรยายของท่านได้สะสมอยู่ในความคิดของ รตจิตร จนถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ เพื่อเป็นวิทยาทานให้แก่เพื่อน ๆ ต่อไป

ภาพศีลข้อที่ 2 ไม่ลักทรัพย์
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

รตจิตรขอกราบนัสการพระเดชพระคุณ ขอกราบขอบพระคุณ ขออนุโมทนาบุญจากธรรมทานนี้แด่พระอาจารย์ที่รตจิตรได้ฟังธรรมบรรยายทุก ๆ ท่านด้วย มา ณ โอกาสนี้

การถือศีล นั้นทุกคนสามารถถือศีลได้เหมือนกันหมด ถือเป็นการปฏิบัติธรรม อย่างหนึ่ง พระพรหมคุณาภรณ์ ท่านเคยให้ความหมายของการปฏิบัติธรรม รตจิตร จำไม่ได้ว่าสมัยที่ท่านแสดงธรรมให้รัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี 2544 หรือ 2548 ประมาณนี้ ท่านให้ความหมายว่า การปฏิบัติธรรม เป็นการเอาธรรมะมาใช้ในชีวิตประจำวัน เอาธรรมะมาใช้ในชีวิตจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์ในชีวิต ไม่จำเป็นต้องไปปฏิบัติธรรมที่วัด ไม่จำเป็นต้องใช้เวลาค้างคืนเป็นวัน ๆ สามารถปฏิบัติธรรมได้ทุกเมื่อ
พระพรหมคุณาภรณ์ ยังกล่าวถึงคำว่า ปฏิบัติธรรมแต่เดิมนั้น ก็คือ ปฏิปทา มีรากศัพท์เดียวกัน ซึ่งแปลว่า ที่ที่จะเดิน เช่น มัชฌิมาปฏิปทา ก็หมายถึงการเดินทางสายกลางนั่นเอง

ภาพศีลข้อที่ 3 ไม่ประพฤติผิดในกาม
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

ความหมายของศีล

ก่อนที่รตจิตรจะเขียนถึง ศีล รตจิตรอยากอารัมภบทเกี่ยวกับ บุญสิกขา และไตรสิกขา ปกติ เพื่อน ๆ มักจะได้ยินคำว่า ทาน ศีล ภาวนา ซึ่งโดยทั่วไป จะเป็นการปฏิบัติธรรมของ เหล่าคฤหัสถ์ เรียกรวม ๆ ว่า บุญสิกขา แต่พอไปเรียนธรรมะ ก็มักได้ยินคำว่า ไตรสิกขา ซึ่งก็คือ ศีล สมาธิ และ ปัญญา เป็นการปฏิบัติด้านภายใน แต่วันนี้ รตจิตรอยากให้ความสำคัญเรื่อง ศีล เพราะคนทั่วไปคุ้นเคยกันอยู่ และอานิสงส์ของการให้ทาน ก็น้อยกว่าการรักษาศีล
ศีลในเชิงสังคม คือข้อปฏิบัติ ที่กำหนดขึ้นเพื่อเอาใจเขา มาใส่ใจเรา เป็นความเป็นไปตามธรรมชาติ หรือบุคคล หรือสรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย แก่บุคคลหรือสัตว์อื่น ต่อสังคม หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อม และที่สูงขึ้น ดีขึ้นก็คือ นอกจากจะเป็นการยึดถือปฏิบัติที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น หรือสรรพสัตว์อื่น ๆ แล้ว ต้องไม่เบียดเบียนตนเอง และที่สำคัญ ต้องเกื้อกูล หรือก่อประโยชน์ให้สัตว์ทั้งหลายด้วย

รตจิตรชอบมากตอนที่ พอจ.ครรชิต ท่านย้ำเสมอว่า ศีลให้กันไม่ได้ จึงไม่จำเป็นต้องมาขอรับศีลจากพระสงฆ์ เพราะทุกคนทำเอง ถือศีลเองได้ พระสงฆ์ท่านจะให้บทศึกษาแก่ญาติโยม เพื่อนำมาปฏิบัติต่างหาก หากรักษาศีลแล้ว แต่จิตใจกลับไม่สงบสุขตั้งมั่น แสดงว่าต้องมีอะไรผิดพลาดแล้ว ดังคำสอนที่ว่า ศีลมีที่สุด หรือหมายถึง ศีลขาดนั่นเอง มี 5 อย่าง ได้แก่

1) ศีลมีที่สุดอยู่ที่ ทรัพย์
ผู้รักษาศีลไม่ได้อิ่มใจ ภูมิใจกับชีวิตที่ดีงาม กับการถือศีล
2) ศีลมีที่สุดอยู่ที่ ยศ อำนาจ โลภ เช่นอยากขึ้นสวรรค์
3) ศีลมีที่สุดอยู่ที่ ชื่อเสียง (บางท่านก็ว่าข้อนี้รวมเข้ากับข้อ 2 ได้)
บางคนกลัวเสียชื่อเสียง ก็ยอมโกหก เป็นต้น
4) ศีลมีที่สุดอยู่ที่ อวัยวะ (บางท่านก็ว่าข้อนี้รวมเข้ากับข้อ 5 ได้)
ท่านพอจ.ครรชิต ได้ยกตัวอย่างของพระจักรบาล ที่สูญเสียดวงตา ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถหาจาก searching engine เช่น google search ได้นะจ๊ะ
5) ศีลมีที่สุดอยู่ที่ชีวิต

ภาพศีลข้อที่ 4 ไม่พูดปด หรือพูดส่อเสียด ฯลฯ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

แล้วตอนนี้ก็มาถึง รายละเอียด ศีล 5 ที่เพื่อน ทราบกันดีอยู่แล้ว
1. ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่ฆ่าสัตว์
2. อทินฺนา ทานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่ลักทรัพย์
3. ศีล 5 ใช้ว่า กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี
ไม่ประพฤติผิดในกาม ชายหญิงอยู่ใกล้กันได้ ต่างจากศีล 8 ตรง ผู้ชายกับผู้หญิงอยู่ใกล้กันไม่ได้
ศีล 8 ใช้ว่า อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่ประพฤติผิดพรหมจรรย์ ชายหญิงอยู่ใกล้กันไม่ได้
4. มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่พูดปด/พูดคำหยาบ/พูดเพ้อเจ้อ/หรือพูดส่อเสียด
5. สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่ดื่มสุราเมรัย

ภาพศีลข้อที่ 5 ไม่ดื่ม หรือเสพของมึนเมา

สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

ศีล 8 จะเพิ่มอีก 3 ข้อดังนี้

6. วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่ทานอาหารในยามวิกาล คือหลังเที่ยงวันถึงเช้าวันใหม่
7. นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่ฟ้อนรำขับร้อง ไม่ประดับร่างกายด้วยดอกไม้ เครื่องประดับ เครื่องหอมต่าง ๆ
8. อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํ สมาทิยามิ
ไม่นั่งนอนเหนือเตียงที่เท้าสูงเกิน ไม่นอนนุ่นหรือสำลี

ถ้ารตจิตรพอมีเวลาบ้าง จะสรุปเรื่องศีล 4 ต่อนะคะ เพราะคนเขียนกันน้อย เป็นเรื่องที่รตจิตรเคย ฟังธรรมบรรยายจาก พระครูธรรมธร ครรชิต คุณวโร ณ วัดญาณเวศกวัน

2 Comments

Filed under Uncategorized

วัดเขมาภิรตาราม คำสอนของ พระพุทธเจ้า

สรุปโดย ©รตจิตร concluded by Ratajit

**งานเขียนนี้ ถือเป็นวิทยาทานเพื่อให้ทุกคนได้อ่าน โดยห้ามมิให้คัดลอกนำไปใช้เพื่อการค้าหรือนำไปใช้ในเว็บไซต์อื่น โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีโฆษณา ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งนี้อนุญาตให้นำไปใช้ในสถาบันการศึกษา โดยต้องอ้างอิงแหล่งที่มาและชื่อผู้เขียน
ผู้บรรยายธรรม : ท่านพระครูเกษมธรรมนิวัฐ ผู้ช่วยเจ้าอาวาส
วัดเขมาภิรตาราม ถนนพิบูลสงคราม ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมืองนนทบุรี 11000 จังหวัดนนทบุรี

วันและสถานที่ : เสาร์ที่ 26 กันยายน 2558 ณ ชมรม แมสบุญรักษา มูลนิธิชาวพุทธพาต้า

ก่อนเริ่มการบรรยายธรรมที่ ชมรม แมสบุญรักษา ทุกครั้ง พวกญาติโยม จะกล่าว คำอาราธนาธรรม ก่อน ดังนี้

” พรหมมา จะโลกาธิปะตี สะหัมปะตี…………………กัตอัญชะลี อันธิวรัง อะยาจะถะ
สันตีธะ สัตตาปปะระชัก ขะชาติกา……………………เทเสตุ ธัมมัง อุนะกัมปิมัง ปะชัง ฯ ”
ซึ่งแปลว่า “ท้าวสหัมบดี แห่งโลก ได้ประคองอัญชลีทูลวิงวอนพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐว่า สัตว์ผู้มีธุลี ในดวงตาน้อย มีอยู่ในโลกนี้ ขอพระคุณเจ้าโปรดแสดงธรรม อนุเคราะห์ด้วยเถิด”

ท่านพระครูเกษมธรรมนิวัฐ เริ่มด้วย ส่วนหนึ่งในบทประพันธ์ของ ถนอม อัครเศรณี ที่ประพันธ์ให้โรงเรียน บ้านโป่ง ว่า
“เมืองใดไร้ธรรมอำไพ เมืองนั้นบรรลัยแน่เอย”

ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อบทประพันธ์เป็น “เมืองกังวล” ท่านพระครู ฯ เป็นพระสงฆ์ที่เจ้าบทเจ้ากลอนมาก เช่น กาพย์ยานี ๑๑ ของท่านพระครู ฯ ที่ รตจิตร ชอบมาก ๆ ที่ทำให้มนุษย์และสรรพสิ่งมีความสุข แต่ รตจิตร ใช้วิธีจดจำมา อาจจะผิดพลาด ก็ขออภัยไว้ที่นี่ค่ะ ท่านพระครู ฯ
“แสงแดด และอากาศ
น้ำสะอาด อาหารดี
ออกกำลังอย่างเต็มที่
ชีวิตดี ผ่องอำไพ”

Buddha_teaching

ในที่นี้ รตจิตรอยากสรุป คำสอนต่าง ๆ ของพระพุทธเจ้า ที่ท่านพระครู ฯ ยกขึ้นมาบรรยายไปเรื่อย ๆ ได้แก่

1. พระพุทธเจ้า ทรงตรัสว่า ความดี ความงาม พวกท่านเป็นผู้กระทำ เราตถาคตเป็นเพียงผู้บอก เพราะ
คำสอนของพระพุทธเจ้า มีลักษณะพิเศษเฉพาะ 4 ลักษณะคือ (1). เปิดเผย (2). เป็นสัจธรรม (3). ไม่สามารถคัดค้านได้ และ (4). พิสูจน์ได้

2. ผู้รักตนไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น
สพฺพา ทิสา อนุปริคมฺม เจตสา
เนวชฺฌคา ปิยตรมตฺตนา กฺวจิ
เอวํ ปิโย ปุถุ อตฺตา ปเรสํ
ตสฺมา น หึเส ปรํ อตฺตากาโม
คำแปล : เราคิดค้นหาทุกทิศแล้ว ก็ไม่พบผู้อื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนในที่ไหน ๆ ถึงผู้อื่นก็มีตนเป็นที่รักมากอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น

มารผจญ_นางตัณหา_ราคา_อรดี

3. นารีพิฆาต
ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ เป็นช่วงของนารีพิฆาต คือธิดามาร 3 ตนของวสุดีมาร ที่พ่ายแพ้แก่พระพุทธเจ้า แต่ลูกสาวทั้งสาม คือ นางตัณหา นางราคา และ นางอรดี ไม่ยอมแพ้ เพราะต่างมั่นใจว่า อะไร ๆ ก็แพ้แก่สตรีทั้งสิ้น ดั่งเช่น
“อสรพิษเข้ามาข้าไม่หวั่น…………………ช้างตกมันประจันหน้าข้าไม่หนี
สิ่งที่กลัวคือ “โคเขาอ่อน” มาราวี………..ขวิดเข้าที่จีวรขาดบาตรกระเด็น

เหตุการณ์นารีพิฆาตนี้ ไม่ได้ทำให้พระพุทธเจ้าหวั่นไหว แต่ทำให้พระอานนท์เดือดร้อน เพราะนางทั้งสาม ด่าว่าราวีถึง 7 วัน 7 คืน ในขณะที่พระพุทธเจ้า ไม่ทรงหนี เพราะถ้าหนี ก็ต้องมีอีก ไม่หมดสิ้น
ท่านพระครูเกษมธรรมนิวัฐ เล่าบทธรรมเรื่องนี้ เพื่อจะชี้ให้โยมในห้องรู้ถึงขันติของพระพุทธเจ้า ซึ่งถือเป็นความอดทน ที่เป็นตะบะใหญ่ยิ่ง และการชนะกิเลส ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ดังนั้นการข่มจิต ประคองจิต จึงสำคัญมาก เพื่อให้ใจสะอาด ใจสว่าง และใจสงบ เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้

รตจิตรก็สรุปธรรมบรรยาย ซึ่งจัดโดยชมรมชาวพุทธพาต้า จบไปอีก 1 เรื่อง หวังว่าเพื่อน ๆ คงอ่านสนุก แบบมีสาระ และมีประโยชน์ในการดำรงชีวิต

Leave a comment

Filed under Uncategorized