Tag Archives: วิชาการ

เขาสนุกได้อย่างไร ในเว็บไซต์ยุคบุกเบิก ตอน 2

@ อ่านบทความ ช่วงต้นก่อนหน้านี้ คลิกที่นี่

สว อิเฎล ไม่เหมือนกับสิ่งที่งานวิจัยชิ้นนี้ค้นพบอยู่อย่างหนึ่งคือ สว อิเฎลชอลเล่น Code จำพวก CSS กับ Javascript โดย copy และเอามาวาง แต่จริง ๆ เขียน Javascript ไม่เป็น ส่วน CSS นั้นเป็นอยู่บ้าง ช่วงนั้น สว อิเฎล ก็พยายามพัฒนาตนเองโดยส่งตัวเองไปเรียน Flash เพื่อมาทำเว็บไซต์ แต่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ ซึ่งภายหลัง ฝันดังกล่าวมาเป็นจริงคือ ตอนเรียนปริญญาโท ที่ทำให้ สว อิเฎล สามารถเขียน Actionscript 3 ประกอบ Flash Website ได้

เป็ด Duck Activies เป็ดเกย์ จะจิกตูดของอีกตัว

สมัยนั้น สว อิเฎลจะติดต่อกับเพื่อด้วย e-mail และ MSN ตลอดจนเล่น net send ในห้องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน ในระยะที่คุยกันได้ เราและเพื่อน ๆ ยังเล่น MSN กัน เพราะเห่อ Technology ตอนนั้นเป็นเวลาที่ สว อิเฎลซื้อ Flash Drive ตัวแรก ราคาประมาณ 4500 บาท ความจุเพียง 128 MB ในบทความที่ศึกษาบอกว่า วัยรุ่นบางคนขี้เกียจอธิบายว่าตนเองคือใคร ในขณะที่ chat กับเพื่อนที่ตนไม่เคยรู้จักมาก่อน ดังนั้นเขาจึงสร้าง home page และให้ Link กับเพื่อนใหม่ ให้เข้าไปดูว่าเขาคือใคร ทั่ว ๆ ไปแล้ว วัยรุ่นมักจะมีรูปสิ่งที่ตนเองชอบ เช่น วงดนตรี หนังสือ ดารา สิ่งที่ชอบ โดยรูปภาพเหล่านี้ได้มาจากการ copy จากเว็บไซต์อื่น และนำมาแปะในเว็บไซต์ตนเอง ในเวลานั้นเป็นช่วงแรก ๆ ของการใช้เว็บไซต์ ทำให้ไม่มีการควบคุมเรื่องลิขสิทธิ์มากเท่าที่ควร วัยรุ่นเหล่านี้ติดเป็นนิสัยในการคัดลอกงานของคนอื่น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะข้อมูลในสื่อเว็บไซต์เป็นสิ่งที่สามารถถูก Copy ได้ง่ายกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วไป จนกระทั่งปัจจุบันที่ สว อิเฎล เป็นอาจารย์ สว อิเฎล พบว่านักศึกษาก็ติดนิสัย copy ข้อมูลในเว็บไซต์มาใส่ในรายงาน แถมอ้างอิงในบรรณานุกรมว่า Google.com (เครียดเลย)

การแบ่งประเภทเว็บไซต์ ซึ่ง สว อิเฎลเคยให้ นักศึกษาทำกิจกรรมในชั้นเรียน ได้รวมถึงการแบ่งประเภทตามความถี่ในการ Update ข้อมูล ซึ่งในบทความที่นำมาศึกษานี้ ได้มีกราฟแสดง Public/Private เทียบกับ ความนิ่งและความทันทีทันใดในการเปลี่ยนแปลงข้อมูล ซึ่งในบทความยังพูดถึงความถี่ในการ Update ข้อมูลของ วัยรุ่นภาพรวม

ถ้าใครชอบ Angelina Jolie จะทราบว่าเธอเคยพูดถึงความสวยงามของเวลา คือเธออยากจะมีอายุอยู่ถึงได้เห็นหลานของเธอวิ่งไปวิ่งมา โดยเธอเป็นคุณยาย และมองไปยังบ้านของลูก ๆ ที่ตั้งอยู่ถัดจากบ้านของเธอ, ในสื่อเว็บไซต์ก็สามารถสื่อสารความสวยงามของเวลานี้ได้เช่นกัน คนเราไม่เคยเป็นคนเดิม สว อิเฎลในวันนี้ ไม่ใช่ สว อิเฎล เมื่อสิบปีที่แล้ว ดังนั้นการย้อนไปมองเว็บไซต์เก่า ๆ หรือ โพสเก่า ๆ ใน Facebook หรือ hi5 ทำให้เราสามารถมองเห็นตัวเราในอดีต สมัยที่สว อิเฎลทำเว็บไซต์รุ่นเก่าที่เขียนด้วย HTML ปกติเรา ๆ ท่าน ๆ จะ update เว็บไซต์อย่างน้อยเดือนละครั้ง แค่เดือนละครั้ง เรายังสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของเราเมื่อเดือนที่แล้ว และเราในปัจจุบัน เพราะถ้าเราเหมือนเดิมทุกประการ เราจะไม่มีความรู้สึกอยากที่จะเปลี่ยนแปลงข้อมูลในเว็บไซต์ นี่แหละที่ พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล บอกว่าคนเราเคยชินและชื่นชอบความไม่เที่ยงมากกว่าความเที่ยง

ภาพประกอบเว็บไซต์ยุคเก่า ที่ทำ home page แฟนวง Slipknot

ในบทความวิจัยที่นำมาศึกษานี้ แนะนำว่างานวิจัยในอนาคต ควรศึกษาด้วยวิธี Longitudinal Design เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง Update ข้อมูลใน home page

ดั้งเดิม สว อิเฎลไม่เคยมีรูปจริง ๆ ขงตัวเองบนอินเตอร์เน็ต ไม่มีใครเคยเห็นหน้า สว อิเฎล ซึ่งต่างจากวัยรุ่นในงานวิจัยที่คนที่มาเยี่ยมชมเว็บไซต์มักเป็นเพื่อน ๆ ในชีวิตจริงของพวกเขา, สาเหตุที่สว อิเฎลไม่เคยให้ใครเห็นหน้า ก็เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ไม่ยอมบอกที่อยู่ คือ กลัวว่าจะมีอันตราย เพราะ สว อิเฎลเองก็มีศัตรูเยอะ สมัยนั้น เพราะเราทำตัวเป็น gangster ปากไม่ค่อยดี และงานศิลปะออกแนว Dark ทั้งยังมีการประชดประชันในตัวชิ้นงาน

วัยรุ่นบางคน หรืออย่าง สว อิเฎล ได้กลั่นกรองข้อมูลที่นำขึ้นเว็บไซต์แล้วว่าเป็นข้อมูลที่คนทั่วไปสามารถดูได้ ดังนั้นเราจะไม่ค่อยสนใจว่าใครเป็นคนที่ดูเว็บของเราอยู่ การสร้างเว็บไซต์ส่วนตัวนี้ เหมือนกับการสื่อสาร one-to-many คือคนหนึ่งคนสามารถสื่อสารกับคนหลาย ๆ คนด้วย message เดียวกัน ซึ่งคล้ายกับสื่อ mass media ที่เป็นลักษณะองค์กรข่าว สื่อสารกับผู้ชมทั้งประเทศ และแตกต่างจากการสื่อสารระหว่างบุคคลเพียง 2 คนอย่างแน่นอน, แต่ในปัจจุบันที่เรามี Social Networking Sites อย่าง Facebook ทำให้เราเกิด Group Communications เป็นการสื่อสารในกลุ่ม แถมยังกลุ่มใหญ่เสียด้วย จึงกลายเป็น many-to-many form of interpersonal communication

Fan Art วง Dir en Grey ทำเป็นการแต่งชุด cosplay โดยแฟน ๆ ของวงดนตรีดังกล่าว

Leave a comment

Filed under Uncategorized

เขาสนุกได้อย่างไร ในเว็บไซต์ยุคบุกเบิก ตอน 1

บางส่วนของข้อมูล อ้างอิงจากบทความ The Construction of Identity in the Personal Homepages of Adolescents เขียนโดย Daniel Chandler and Dilwyn Roberts-Young และบทความ Vernacular Web ซึ่งต้องขอบคุณสำหรับความรู้ที่ได้จากคาบเรียน History of Media ที่ University of Sydney อีกมากมายจากประสบการณ์ตรง ของ สว อิเฎล หนึ่งในคนเขียนเว็บไซต์ยุคบุกเบิก สมัย HTML, พร้อมเสียงเพลง MIDI และภาพ gif ประดับหน้าเว็บ

พยาธิปากขอ

เว็บไซต์แรกที่ สว อิเฎลทำสมัยเรียนมัธยมต้น ช่วง Sea Game 2000 ทำเว็บเกี่ยวกับตะเบงชะเวตี้ ซึ่งเวลานั้นไม่ค่อยมีข้อมูลค้นเจอในอินเตอร์เน็ต สว อิเฎล จึงต้องเข้าห้องสมุดและนำตำรา กับพงศาวดารมาสรุปเพื่อใส่ข้อมูลลงไปในเว็บไซต์ สว อิเฎล ทำเว็บไซต์ลักษณ์นี้จนกระทั่งตอนอยู่มัธยมปลาย เวลานั้นจะแปลข้อมูลเกี่ยวกับวงดนตรีที่ตนเองชอบเป็นภาษาไทย และนำไปใส่ในหน้าเว็บ ประดับประดาตามแนวชาวร็อก จากนั้นก็ Upload ลง Geocities.com ซึ่งปัจจุบันไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว สว อิเฎล ได้แต่ Print Screen เก็บหน้าเว็บไว้เป็นที่ระลึก

หากพูดถึง Geocities.com สำหรับ สว อิเฎล มันเป็นที่แรกที่ สว อิเฎลเรียนรู้เกี่ยวกับเว็บไซต์ และได้นำประโยชน์นั้นมาใช้จนถึงปัจจุบัน, เพื่อนคนหนึ่งสมัยมัธยมต้น ชื่อเมอน่า ไดแอน พาสัน แนะนำให้ สว อิเฎล รู้จักเว็บไซต์นี้ ทำให้ สว อิเฎล เข้าใจว่า Bandwidth คืออะไร, สมัยนั้น ถ้าใครอยากมีเว็บไซต์ อย่างน้อยเขาจำเป็นต้องเขียน HTML เป็น ผิดกับสมัยนี้ที่อะไร ๆ ก็ใช้ง่าย ขนาดคุณปู่คุณย่ายังสามารถใช้ LINE กันได้ง่าย ๆ

เว็บไซต์เป็นสื่อที่ไม่เหมือนสื่อเก่า คือ (๑) เป็นที่นิยมของวัยรุ่น การนี้ สว อิเฎล จำต้องทึ่งในตัวคุณครูที่สอน สว อิเฎล สร้างเว็บไซต์ เพราะอาจารย์ไม่ใช่วัยรุ่น แต่เขาทำให้เราเก่งได้ ณ เวลานั้น, (๒) เมื่อข้อมูลถูกเขียนเสร็จ ผู้เขียนก็สามารถเผยแพร่ได้ทันที, (๓) ผู้ชมมีจำนวนมาก และถ้าเป็นเว็บไซต์สมัยก่อน สว อิเฎล จะไม่สามารถควบคุมได้เลยว่าจะให้คนเห็นหรือไม่ให้ใครเห็น นอกเสียจากจะใส่ Password ให้คนเข้าชมต้องกรอก (แต่ก็ Hack ดูได้ง่าย) ความเป็นส่วนตัวของเว็บไซต์สมัยก่อนไม่เหมือนเว็บไซต์สมัยนี้ ที่ Social Networking Sites อย่าง Facebook สามารถกำหนดได้ว่าจพให้ใครเห็นโพสของเราได้บ้าง หรือขะ Block ใคร

ดังนั้นแล้ว สมัยก่อน สว อิเฎลต้องควบคุมความเป็น Public และ Private ของตัวเองดี ๆ คือ อะไรที่ต้องการให้คนอื่นรู้ จึงเอาไปใส่ในเว็บไซต์ ส่วนเรื่องที่มันเป็นส่วนตัวจริง ๆ ก็อย่าเอาไปใส่ เพราะบางคนไม่ยอมใส่แม้กระทั่งชื่อจริง ด้วยเหตุว่ากลัวจะมีคนมาทำร้ายตน ในงานวิจัยยังพบว่าคนที่อยู่ในเมืองเล็ก ๆ ไม่ค่อยยอมบอกว่าตัวเองมาจากไหน อาจเพราะอายอะไรบางอย่าง

Stitch and Lin Dan Fox วงดนตรี Mushroomhead สมัยเล่น SNS ที่ Myspace.com

สว อิเฎล จำได้ว่าตัวเองเคยสอบวิชาภาษาอังกฤษตกตอนไปอยู่ New York ใหม่ ๆ ตอนนั้นได้เขียนบทความเกี่ยวกับ ความแตกต่างของ House และ Home ซึ่งอาจารย์ Linda บอกว่าเป็นบทความที่ซาบซึ้งมาก แต่ grammar ผิดหมดทุกประการ คำว่า Home นี้ควรจะเป็นอะไนที่ส่วนตัว และถูกใช้กับคำว่า Home Page ซึ่งความจริงแล้วคำว่า Home Page คือหน้าเว็บที่มีความเป็น Public อย่างอหังการ

ช่วงแรก ๆ ที่เกิดสื่อเว็บไซต์ขึ้น และเป็นที่รู้จักและนิยมของวัยรุ่น เว็บไซต์มักถูกเทียบกับสื่อเก่า เช่นเดียวกับหนังสือพิมพ์และนิตยสารที่มันถูกนำมาเป็นกระทู้ว่า มันจะตายหรือไม่ ถ้ามีสื่อใหม่เกิดขึ้น ในกรณีของเว็บไซต์นี้ การสื่อสารในเว็บไซต์ ถูกนำไปเทียบกับการสื่อสารระหว่างบุคคล ซึ่งแน่นอนว่าการสื่อสารระหว่างบุคคลจะสื่อสารได้ชัดเจนกว่า เพราะมีท่าทาง สีหน้า น้ำเสียง ประกอบ ซึ่งในเว็บไซต์ก็สามารถใส่รูป ใส่วิดีโอลงไปได้ แต่ยังขาดการสื่อสารทางอารมณ์ ซึ่งในบทความ “Gender, Identity, and Language Use in Teenage Blogs” กล่าวว่า emoticon ทั้งในรูปแบบรูปภาพและตัวหนังสือ ถูกนำมาใช้เพื่อบ่งบอกอารมณ์ และเติมเต็มในสิ่งที่เว็บไซต์ยังไม่มี

เว็บไซต์ของวัยรุ่นช่วงแรก ๆ มักจะมี Guessbook ซึ่งช่วงนั้น สว อิเฎล จำได้ว่า Thaimisc ได้ให้บริการอยู่ บ้างมี Webboard, บ้างมีที่อยู่ e-mail หรือมี mail form ให้ติดต่อ ตอนนั้น สว อิเฎล จำได้ว่า ถ้ามีใครติดต่อมี เราจะดีใจมาก และพยายามเขียนโต้ตอบกับทุกวัน มีคนนึงที่ สว อิเฎล ยังจำได้ดีคือ คนที่ใช้ชื่อว่า Toshiya Dir en grey แกบอกว่าชอบกินแตงโมเพราะผ่าออกมาเหมือนตรงกลางของธงญี่ปุ่น

@ อ่านบทความ นี้ต่อ คลิกที่นี่

Angelina Jolie fan art วาดเพื่อโชว์ความชอบดารา ในเว็บไซต์

@ อ่านบทความ นี้ต่อ คลิกที่นี่

Leave a comment

Filed under Uncategorized

กระบวนการการผลิตสื่อโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ (ต่อ)

@ คลิกที่นี่ เพื่อย้อนอ่านข้อ ๑. การก่อเกิดกลยุทธ์ และ ๒.ตั้งจุดมุ่งหมาย

๓. ระบุกลุ่มเป้าหมาย
ระบุคนที่เราต้องการให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เช่น ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อมาบริโภคสินค้าเรามากขึ้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้อาจไม่ได้เกี่ยวกับกาโฆษณาเท่านั้น เช่น เปลี่ยนพฤติกรรมการสูบบุหรี่, สร้างความเชื่อมั่นให้กับร้านค้าที่รับสินค้าจากเสริมสุข (ขอบคุณ อ.โจ้ สำหรับข้อมูล), สร้างความผาสุขให้กับพนักงานชาวสวนสุนันทา, ตลอดจนสร้างความจงรักภักดี โดยมอบรางวัลจำนวนมากให้กับชาวมอญและสวอิเฎล ครั้งตะเบงชะเวตี้ยึดเอาเมืองมาได้ใหม่ ๆ

ไดโนเสาร์ และแอปเปิ้ลแห่งอิดุล

๔. ระบุสารหลัก
เมื่อตะเบงชะเวตี้ยึดเอาเมืองหงสาวดีได้แล้ว เขาก็ต้องระบุว่าเขาต้องการจะสื่ออะไรกับชาวมอญ ซึ่งเป็นประชากรที่เขาต้องปกครองสืบต่อไป ตะเบงชะเวตี้จึงสั่ง สว อิเฎลว่า “เจ้าจงออกแบบสาร ที่ทำให้ชาวมอญรับข้า เสมือนกับที่ข้ารักแม่ของข้า” สว อิเฎลทราบสารหลักทันที ว่าคือ สารอะไรก็ตาม ที่มีประเด็นให้ชาวมอญรับรู้แล้วเกิดความรักต่อตะเบงชะเวตี้

สารหลักนี้สามารถมีได้มากกว่า ๑ สาร หรือสารหนึ่ง ๆ สามารถแยกออกเป็นหลาย ๆ สารได้ ขึ้นอยู่กับความกว้างของวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้

๕. พัฒนาสาร
คราวนี้ สว อิเฎลต้องนำสารหลักที่ตะเบงชะเวตี้ได้ให้ไว้ในข้อ ๔. มาพัฒนาให้เป็นชิ้นเป็นอัน และสามารถชักจูงชาวมอญให้รักตะเบงชะเวตี้ได้ ครั้นนี้ สว อิเฎล ต้องสืบดูว่าชาวมอญมักจะเชื่อสารที่อยู่ในรูปแบบใด จะเป็นการชักชวนตรง ๆ หรือมีการเล่นคำ หรือว่าชาวมอญไม่ชอบการฟัง แต่ชอบการดูรูปภาพมากกว่า หรือ สว อิเฎลควรออกแบบสัญลักษณ์แสดงถึงความรักของตะเบงชะเวตี้ที่มีต่อชาวมอญมานำเสนอ

๖. พัฒนากลยุทธ์สื่อ
ครานี้ สว อิเฎลต้องเลือกสื่อ ว่าสื่อใดจึงจะสามารถส่งสารให้ชาวมอญทั่วราชอาณาจักร เช่น ใช้ Mobile Billboard หรือป้ายโฆษณาเคลื่อนที่ โดยเขียนภาพและแปะบนตัวม้า ให้วิ่งรอบเมืองหงสาวดี, หรือจะติดป้านธรรมดาตามกำแพงเหมือนประกาศจับนักโทษในหนังจีนจอมยุทธ นอกจากจะเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแล้ว สื่อยังต้องเหมาะกับสารด้วย เช่น สว อิเฎลอยากนำเสนอรูปภาพที่มีรายละเอียกมาก แต่ดันไปเลือกสื่อม้าวิ่งติดป้ายโฆษณา ทำให้ชาวมอญไม่สามารถดูรายละเอียดภาพนั้นได้ทัน ม้าก็วิ่งไปเสียแล้ว

โดยทั่วไป นักออกแบบโฆษณามันจะคำนึงถึงข้อดังกล่าว แต่ลืมคิดถึงสื่อที่คู่แข่งใช้ เช่น ถ้าทากายุปิเคยใช้สื่อเป็นทหารเดินตะโกนประกาศข่าว ให้ชาวมอญทราบมาเป็นเวลา ๑๐ ปี ชาวมอญก็จะเคยชินกับลักษณะการประกาศเช่นนั้น ดังนั้นแล้ว สว อิเฎล ก็จำเป็นต้องเลือกการประกาศแบบเดิน และอาจเพิ่มสื่อประเภทอื่นลงไป การประกาศข่าวโดยคน ยังเพิ่มศักยภาพของสื่อ คือ คนสามารถรับรู้สีหน้าของผู้รับสาร หรือชาวมอญได้ว่า เขาเชื่อหรือไม่ เห็นด้วยหรือต่อต้าน และสามารถนำกลับมารายงานให้ตะเบงชะเวตี้ทราบ
บางครั้งแคมเปนจ์หนึ่ง ๆ สามารถโฆษณา ประชาสัมพันธ์ได้หลายรูปแบบ เช่น ธนาคารทหารมอญ ผลิตสื่อนำเสนอในโรงละคร เป็นสัตว์ประหลาดค่าทำเนียมถูกไล่ออกไปจากโลก โดยฉากเป็นโลกมนุษย์ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำ, และธนาคารทหารมอญยังมีสื่อที่เป็นป้ายโฆษณา ป้ายเดี่ยวใหญ่ ๆ ติดที่หน้าประตูพระราชวัง โดยป้ายนี้เป็นภาพสัตว์ประหลาดค่าทำเนียมถูกส่งมาถึงคุกต่าวดาวเรียบร้อยแล้ว, ป้ายนี้เป็นฉากต่างดาว ถ้าผลิตเป็นภาพนิ่ง จะประหยัดต้นทุนมากกว่าภาพเคลื่อนไหว แต่มีเนื้อเรื่องที่ต่อเนื่องกันจากการแสดงในโรงละครมอญ

สุนัขสุดรักของบุเรงนอง นอนอยู่หน้าวังเมืองตองอู


๗. เตรียมเงินทุน

การเตรียมเงินทุน ต้องจัดเงินเป็น ๓ ส่วน คือ (๑) ค่าผลิตสื่อ (๒) ค่าเช่าสื่อ (๓) ค่าวิจัยและสรุปผล ตามตำรา จะเสนอให้คิดค่าเช่าสื่อก่อน แล้วค่อยคิดค่าผลิตสื่อ ทั้งนี้ ถ้าใครเคยอยู่ต่างประเทศ จะพบว่าเขาใช้งบในการผลิตโฆษณาน้อยจริง ๆ ถ้าเทียบกับประเทศไทย ที่เราจ้างดาราค่าตัวแพง ผนวกกับ special effect ที่ดีเกิน hollywood และดีเป็นร้อย ๆ เท่าเทียบกับภาพยนตร์ไทยทั่วไป

ทำไมต้องมีการเก็บข้อมูล และการวิจัยตามหลัง? เพราะจะได้รู้ว่าสิ่งที่สว อิเฎลได้ทำลงไปนั้นได้ผลมากน้อยเท่าไร เช่น สว อิเฎล ให้ทหารไปตะโกนบอกชาวมอญ ว่าตะเบงชะเวตี้รักชาวมอญทุกคน สว อิเฎล จะต้องรู้ว่าได้ผลหรือไม่ การทำวิจัยอาจวัดจากแบบสอบถาม, กิจกรรมพิสูจน์ความรัก, เนื้อที่ที่ข้อความประโคมปรากฎอยู่บนหนังสือพิมพ์ชาวบ้าน, จำนวนวันที่ข้อความประโคมปรากฎในหนังสือพิมพ์ชาวบ้าน, ดุว่าได้ลงสื่ออะไรบ้าง หรือไม่ได้ลงเลย, ถ้าไปถึงวิทยุชุมชน ต้องดูว่าเขาพูดถึงสารนั้นนานเท่าไร เป็นต้น

ตะเบงชะเวตี้ เชิดหน้า ทักทายตั้งใจ กำลังจะเริ่มแข่งช่วงชิงหินเรืองแสง

คำถาม: หากจะจัด Campaign เพื่อโปรโมทสาขาแอนิเมชัน จะทำอย่างไร และเพราะอะไรจึงทำเช่นนั้น? ให้คิดถึงสิ่งที่เป็นไปได้ในโลกความจริง และใช้งบประมาณไม่มาก

12 Comments

Filed under Communication

กระบวนการการผลิตสื่อโฆษณา-ประชาสัมพันธ์

Cite this journal as:
พราว อรุณรังสีเวช (2557). กระบวนการการผลิตสื่อโฆษณา-ประชาสัมพันธ์. สืบค้นจาก from https://sw-eden.net/2014/04/15/ads/
Cornelissen, J. P. (2011). Corporate Communication: A Guide to Theory and Practice. London: SAGE.

กระบวนการการผลิตสื่อโฆษณาในหน้านี้ สว อิเฎลอ้างอิงมาจากหนังสื่อ Corporate Communication: A Guide to Theory and Practice โดยนักวิชาการชื่อ Joep Cornelissen ซึ่งในหนังสื่อเล่มนี้ จะไม่ได้ระบุว่าเป็นการผลิตสื่อโฆษณา แต่กล่าวโดยภาพรวมว่า เป็นการวางแผนการดำเนินการ Program และ Campaigns ซึ่งเป็นไปได้ทั้ง การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการบริหารองค์กร โดย สว อิเฎล จะนำหัวข้อตามหนังสือดังกล่าว และอธิบายด้วยตัวอย่างอย่างที่คนไทยเข้าใจกัน เพื่อให้เหล่านักศึกษานิเทศศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเรา ได้ศึกษา และใช้เป็นแนวทางการทำงานในอนาคต

ตะเบงชะเวตี้ สู้กับสัตว์ประหลาด 2 หัวเพื่อปกป้องชาวมอญ

ก่อนอื่น ขออนุญาตอธิบายความแตกต่างของ Programs และ Campaigns กล่าวคือ โปรแกรมจะเป็นอะไรที่ยืดยามกว่า และหาจุดสิ้นสุดได้ไม่ จนกว่าองค์กรจะบรรลุสิ่งที่ต้องการ หรือเปลี่ยนใจไปหาเป้าหมายอื่น ส่วน แคมเปนจ์ คือการประโคมช่วงสั้น ๆ อาจเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม เช่น แคมเปนส์การหาเสียงผ่านทาง Facebook ของพรรคการเมือง “ถ้าไม่เลือกเรา เขามาแน่” เป็นต้น

หลังจากนี้ เชิญพบกับ กระบวนการการดำเนินการโปรแกรมและแคมเปนจ์

๑. การก่อเกิดกลยุทธ์
ทุก ๆ มหาวิทยาลัยและองค์กรจะมีวิสัยทัศน์ อันเป็นสิ่งที่องค์การนั้น ๆ อยากเป็น หรือคือเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายนั้นเป็นสิ่งที่แตกต่างจากปัจจุบัน ช่องว่างระหว่างปัจจุบัน กับอนาคตที่ตั้งเป้าไว้ ก่อให้เกิดความคิดที่จะต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อทำให้ช่องว่างนี้หมดไป เช่น สว อิเฎล อยากเป็นรับใช้ตะเบงชะเวตี้ สว อิเฎล จึงหาวิธีสมัครเป็นทหารเอกของท่าน

สอพินยา หรือจริง ๆ สอบินนยา พระราชาชาวมอญผู้งามสง่าที่สุดในโลก สอพินยา
ภาพวาด “สอบินนยา หรือ สอพินยา” โดย สว อิเฎล

๒. ตั้งจุดมุ่งหมายของการสื่อสาร
จุดมุ่งหมายของการสื่อสาร หรือ จุดประสงค์การสื่อสารด้วยโปรแกรมหรือแคมเปนจ์นี้ ต้องเป็นสิ่งที่เฉพาะเจาะจง สามารถตรวจสอบและประเมินค่าได้ ว่าบรรลุจุดประสงค์แล้วหรือไม่ ถ้าเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ สว อิเฎล ก็ต้องสร้างเครื่องมือ แต่ถ้าเป็นเชิงคุณภาพ สว อิเฎล ก็ต้องกลายเป็นเครื่องมือ นอกจากนี้วัตถุประสงค์เหล่านี้สามารถเกิดขึ้นจริงได้ ตามระยะเวลาที่กำหนด

ตัวอย่างเช่น ในระหว่างที่ สว อิเฎลเดินทางไปร่วมรบกับตะเบงชะเวตี้ ครั้งตีเมืองหงสาวดี เป้าหมายของเราทั้งสองคือ ยึดเอาเมืองหงสาวดี เป้าหมายนี้ เป็นเป้าหมายของ Campaign ซึ่งเป็นส่วนเล็ก ๆ ของโปรแกรมการรวมชาติมอญและพม่าของตะเบงชะเวตี้ ลักษณะความสัมพันธ์ที่ว่า เป้าหมายหนึ่ง เป็นสิ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายต่อไป แต่ไม่จำเป็นว่า ถ้าเป้าหมายแรกสำเร็จ และอีกเป้าหมายจะต้องสำเร็จตาม ตรงตามการศึกษา “goal-seeking behavior” การนี้ตะเบงชะเวตี้และสว อิเฎล มีจุดประสงค์ที่แน่ชัด ต่อมา ถ้ายึดเอาหงสาวดีได้สำเร็จ เราก็รู้ว่ามันสำเร็จ และถ้าไม่มีการสูญเสียทหารเลย ก็จะยอดเยี่ยมมาก แบบนี้เรียกว่า ความสำเร็จสามารถถูกประเมินค่าได้ ว่าสำเร็จหรือยัง หรือสำเร็จมากน้อยเท่าไร เมืองเล็ก ๆ อย่างตองอู หรือจะสู้หงสาวดีได้ ทีแรกก็ฟังดูยาก แต่สว อิเฎลมีพระราชาเป็นตะเบงชะเวตี้ผู้ชาญฉลาด ดังนั้น วัตถุประสงค์นี้ เป็นไปได้ นอกจากขนาดของเมืองแล้ว ทรัพยากรต้องเอื้ออำนวย คือ จำนวนทหาร ถึงแม้ว่าจำนวนทหารของตองอูจะน้อย และตะเบงชะเวตี้ต้องขยันถอยนับครั้งไม่ถ้วน เพื่อมิให้เกิดการสูญเสีย แต่กลยุทธการรบ และกลลวงอย่างชาวมอญในเรื่องราชาธิราช ทำให้ทรัพยากรที่มี สามารถนำมาซึ่งความสำเร็จได้ นอกจากนี้ ตะเบงชะเวตี้คงไม่บอกว่า ฉันจะต้องตีหงสาวดีให้ได้ โดยไม่มีเวลาจำกัด หรือบอกว่า จะต้องตีให้ได้ภายในเวลา 100 ปี ซึ่ง ณ เวลานั้น ท่านตะเบงชะเวตี้คงเหลืออยู่คนเดียว ดังนั้น ต้องระบุเวลา เหมือนตอนที่ชาวไทยเราชอบไปบน ว่าต้องได้แต่งงานภายในเวลากี่ปี

@ อ่าน (ต่อ) ข้อ ๓. , ๔. , ๕. , ๖. และ ๗. คลิกที่นี่
๓. ระบุกลุ่มเป้าหมาย
๔. ระบุสารหลัก
๕. พัฒนาสาร
๖. พัฒนากลยุทธ์สื่อ
๗. เตรียมเงินทุน

ตะเบงชะเวตี้ปลอมตัวเป็นคนส่งสารลวงศัตรู

Leave a comment

Filed under Communication

ปัญหา ลูกจ้าง-นายจ้าง และ หัวหน้า กับ ลูกน้อง

หัวหน้าหรือเจ้านาย เป็นสัตว์ประเสริฐเสมอ แต่ลูกน้องไม่เป็นเช่นนั้น เพราะบางครั้ง เวลา สว อิเฎล นำกระดูกกลับมาให้สุนัขที่บ้าน เจ้าของร้านมักจะเรียกสุนัขว่า “ลูกน้อง” เช่นประโยคที่ว่า “อ๋อ เอากระดูกไปให้ลูกน้องใช่มะ”

Sid Wilson Dj starscream หันมาทำงานส่วนตัว ไม่หวังเป็นลูกน้องใครในบางเวลา

ในชีวิตการทำงาน หัวหน้าและลูกน้องก็สามารถมีสถานะเฉกเช่นเดียวกับคนเลี้ยงหมา และน้องหมา กล่าวคือ สว อิเฎล สามารถสั่งสุนัขของ สว อิเฎล ได้ และสุนัขของ สว อิเฎลสามารถฟังคำสั่งนั้นเข้าใจ แต่ในทางกลับกัน เมื่อสุนัขของ สว อิเฎล พยายามสื่อสารกับ สว อิเฎล สว อิเฎลกลับได้ยินเป็นเสียงเห่าเสียงร้อง ซึ่งอาจมีความหมาย หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่า สว อิเฎล จะเข้าใจการเห่านั้นหรือไม่

ความสัมพันธ์ของเจ้านายกับลูกน้อง ที่เป็นเหมือนเจ้าของและสุนัข เรียกว่า “Close Communication Climate” คือข้อมูลจากลูกน้องถูกปิดกั้นด้วยสาเหตุใดก็แล้วแต่ หรือข้อมูลของเจ้านายก็ลูกปิดกั้นเช่นกัน เช่น สุนัขไม่สามารถเข้าใจว่าทำไม สว อิเฎล ต้องพามันไปฉีดยา แต่ถึงอย่างไร มันก็ต้องทำตาม

“Close Communication Climate” ในสถานะการณ์ของบริษัทหรือองค์กรจริงคือ
(๑) ลูกน้องคิดว่าตัวเองไม่มีความรู้ ต่ำต้อยด้อยค่า จึงไม่กล้าแสดงความคิดเห็น
(๒) สว อิเฎลคิดว่าลูกน้องโง่ อธิบายไปก็เสียเวลาเปล่า
(๓) สว อิเฎลคิดว่าความเข้าใจของลูกน้องไม่สำคัญ อธิบายให้เข้าใจ ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้น ไม่ใช่คนที่นำไปใช้
(๔) สว อิเฎลไม่รับฟังความคิดเห็น เพราะกลัวลูกน้องตำหนิ แล้วตนยอมรับความจริงไม่ได้

อุลตร้าแมนซีโร่ เซโร่ จัดการสัตว์ประหลาดเสื้อแดง

แต่ในความเป็นจริง หัวหน้าจำนวนมาก ในประเทศไทย ดินแดนนี้ มีกลเม็ดมากกว่าในตำรา เช่น ทำเป็นรับฟัง แต่ไม่เคยเอาไปใช้, ทำเป็นไม่รับฟัง แต่จำไปนำเสนอเจ้าของบริษัทและรับคำชมคนเดียว (ขโมยผลงานเด็ก ๆ), รับฟังปัญหา แต่พอเกิดวิกฤต ก็แสร้งเป็นไม่เคยรู้ปัญหาจากลูกน้อง เป็นต้น

สว อิเฎล มั่นใจว่า พวกท่านทั้งหลาย ที่เคยทำงานตามบริษัท ล้วนแล้วแต่เจอของแปลกที่ไม่เคยอยู่ในตำราของฝรั่ง วิธีแก้คือ ทำบุญให้ตัวเอง ให้มีบารมีเหนือกว่า และมารเหล่านี้จะสูญสลายไป เหมือนโดนลำแสงของอุลตร้าแมนซีโร่ (แบบที่เอา eye sluckers มาปักอก)

ปล. ถ้าใครบอกว่าให้ทำบุญให้พวกสัตว์ประหลาด ขอห้ามไว้ก่อนว่าอย่า เอาบุญนั้นมอบให้ผู้มีศีลครบ จะคุ้มกว่า

ตรงกันข้ามกับ “Close Communication Climate” คือ “Open Communication Climate” ซึ่ง “Open Communication Climate” นี้ได้กล่าวถึงหัวหน้า หรือเจ้าของบริษัทอันสุดแสนประเสริฐ ผู้รับฟังความคิดเห็น ผู้ไม่กั๊กข้องมูล ผู้ยอมให้เหล่าสมุนมีส่วนร่วมในการบริหาร เช่นนี้ ก็หนีไม่พ้น พระเจ้าตะเบงชะเวตี้ ที่ไม่เคยปรากฎในพงศาวดารว่า ชิชะ ด่าพี่ชายสุดรักของตนเลย แถมให้สิทธิ์ในการคุมกองทัพบก นอกสายตาของตน ซึ่งคุมกองทัพเรือ

Chris Fehn and Waylon Reavis

คำถาม: คุณคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์ผู้สอนสาขาแอนิเมชันทั้งในละนอกสาขา ส่วนใหญ่เป็นความสัมพันธ์แบบ “Close Communication Climate” หรือ “Open Communication Climate” เพราะเหตุใด

12 Comments

Filed under Communication

โมเดลลำดับขั้นความสัมพันธ์ (Relational Stages)

บทความรัก เรื่อง โมเดลลำดับขั้นความสัมพันธ์ (Relational Stages)

ลำดับขั้นความสัมพันธ์ หรือ ระยะต่าง ๆ ของความสัมพันธ์ เป็นโมเดลที่ Imahori และ Cupach ได้ตั้งขึ้นมาจากการสังเกตุคู่รักในงานวิจัยของพวกเขา ความสัมพันธ์ของคู่รักต่างวัฒนธรรม หรือต่างชาติต่างภาษามีอยู่ 3 ระยะ คือ

(๑) Trial
โดยปกติคำนี้ สว อิเฎล จะพบได้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระยะทดลองใช้ ที่จะมีหน้าต่างปรากฏขึ้นก่อนเข้าโปรแกรมว่า “Free Trial” ดังนั้น คำนี้หมายความว่า ขั้นทดลอง เมื่อหนุ่มสาวที่มีวัฒนธรรมประเพณีภูมิหลังแตกต่างกันจะเริ่มมารักกันก็ต้องทดลองคบกัน สว อิเฎลเคยอยู่ต่างประเทศมาหลายปี พบว่าหนุ่มผวดำมักจะชอบสาวจีนมาก พวกเขาได้เรียนรู้วัฒนธรรมจีนโดยการดูภาพนตร์จีน หรือ หนังจอมยุทธ รวมถึงรับประทานอาหารจีน, นอกจากประสบการณ์ที่สว อิเฎล ได้เห็นมา สว อิเฎล ยังคิดถึงตะเบงชะเวตี้ ที่รักกับองค์หญิงชาวมอญ ความรักในขั้นทดลองคบนี้ คู่ชายหญิงอาจจะทำผิดพลาดในสายตาของอีกฝั่งบ่อยครั้ง เพราะความไม่รู้ ถ้าคู่ใดมีความพยายาม ความอดทน หรือมีความรักที่มีกำลัง ฟันฝ่าอุปสรรค์ ก็จะได้ไปในระยะที่ 2

โมเดลลำดับขั้นความสัมพันธ์ (Relational Stages)

(๒) Enmeshment
เป็นระยะการพัวพัน เริ่มค้นพบจุดเกี่ยวเนื่อง โดยตะเบงชะเวตี้และเจ้าหญิงชาวมอญ คู่รักเริ่มรู้ว่าทำอะไรแล้วอีกฝ่ายจึงจะสบายใจ หรือ เริ่มเคยชินกับพฤติกรรมของอีกฝ่าย และรู้สึกว่ายอมรับได้ เข้าใจเหตุผลของอีกฝ่าย เข้าใจและวางใจในวัฒนธรรมของอีกฝ่าย; ความจริงแล้ว ชาวมอญ ชาวพม่าไม่ได้มีวัฒนธรรมแตกต่างกันเหมือนกับที่ชาวมอญแตกต่างจากชาวเม็กซิกัน แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกแตกต่างคือ ความเกลียดชังจากสงครามหลายร้อยปี และจบลงที่ชาวมอญต้องย้ายรกรากมาอยู่ที่แดนสยามนั่นเอง

(๓) Renegotiation
คำคำนี้จริง ๆ แล้วแปลว่าการต่อรอง แต่ในโมเดลนี้ ได้อธิบายว่ากว่าจะมาถึงความรักระยะนี้ ทั้งสองได้มีประสบการณ์ร่วมกันมากมาย มีความทรงจำดี ๆ มากมาย ที่พัฒนาความรักขึ้นมาพร้อม ๆ กัน และความทรงจำอันดีนี้ ทำให้ความรักสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น สว อิเฎลพูดถึงตะเบงชะเวตี้และเจ้าหญิงมอญอีกเช่นเคย เมื่อทั้งสองได้คบหากันอยู่พักใหญ่ มีความทรงจำว่าเคยเดินทางไปรบด้วยกัน ฝ่ายตะเบงชะเวตี้ชื่นชมวัฒนธรรมชาวมอญมากขึ้นกว่าเก่า ด้วยความปลื้มปิติในตัวฝ่ายหญิง จนกระทั่วอภิเษกสมรสกันหลังได้เมืองอังวะกลัมมาเป็นของพม่า

สว อิเฎล ขอเป็นกำลังใจให้หนุ่มสาวต่างวัฒนธรรมได้คบหากัน และมีความเข้มแข็งจนกระทั่งได้สร้างครอบครัวที่สมบูรณ์ร่วมกัน สว อิเฎลมั่นใจว่าคุณมีคำถามว่าทำไม สว อิเฎล จึงต้องการเช่นนั้น ถ้าทางชีววิทยา การแต่งงานกับคนที่ไม่ได้มีสายเลือดร่วมกัน จะเป็นการดำรงค์เผ่าพันธ์มนุษย์ให้อยู่สืบต่อไป และเนื่องจากที่ สว อิเฎล ชอบตะเบงชะเวตี้มาก แนวคิดการรวมชาติของเขา เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เส้นบาง ๆ แห่งความขัดแย้งอาจจะหมดไป ถ้ามีคนอย่างตะเบงชะเวตี้พัฒนาสหภาพเมียนมาร์ ให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันดั่งชื่อ คำว่า “Union”

โมเดลลำดับขั้นความสัมพันธ์ (Relational Stages)

ตะเบงชะเวตี้ เหมือนหงส์ตัวผู้ เป็นสุภาพบุรุษให้หญิงมอญยืนบนหลัง ด้วยการแต่งกายเป็นชาวมอญ นำกองทัพเรือชาวมอญ และรับความเป็นมอญมาแต่สายเลือด มีวิธีการคิดและสติปัญญาดั่งเช่นชาวมอญ

คำถาม: ในอนาคต เมื่อนักศึกษาไปทำงานประจำ เป็นพนักงานของบริษัท นักศึกษาคิดว่าตนจะมีความจงรักภักดีกับบริษัท ใน Relational Stages ระยะใด เพราะเหตุใด

8 Comments

Filed under Communication

ทฤษฎีสื่อแบบดั้งเดิม (Classical Medium Theory)

บทความเรื่อง ทฤษฎีสื่อแบบดั้งเดิม (Classical Medium Theory)

ถ้าพูดถึงเรื่องทฤษฎีสื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นทฤษฎีแบบดั้งเดิม เป็นไปไม่ได้ที่ สว อิเฎล จะนึกถึง Marshall McLuhan ซึ่งเป็นผู้มีงานเขียนที่แปลกแสดงออกถึงความคิดที่แปลกแต่ริเริ่มของเขา

ทฤษฎีสื่อแบบดั้งเดิม (Classical Medium Theory)

ท่ามกลางงานวิจัยมากมายที่เกี่ยวกับความรุนแรงของสื่อ (Violence of Media) เช่น เด็ดดูโทรทัศน์แล้วมีความก้าวร้าว (aggressiveness) ทฤษฎีสื่อในสายของ Marshall McLuhan มีแนวคิดว่า อันตรายไม่ได้มาจากโทรทัศน์ แต่มาจากรายการที่เด็กคนนั้นดู, เช่นเดียวกันกับสื่อออนไลน์ อินเตอร์เน็ต แอพลิเคชัน ซึ่งความรู้ที่ผู้ใช้ได้ และพฤติกรรมสมาธิสั้นของผู้ใช้ ไม่ได้มาจากตัวของสื่อออนไลน์ หากแต่มาจากสิ่งที่เขาเลือกที่จะดูในสื่อนั้น ๆ ตลอดจนพฤติกรรมการใช้ ที่ผู้ใช้เป็นผู้เลือกเอง

ชนิดของสื่อ แบ่งออกตามอิทธิพลต่อสังคมในแต่ละช่วงเวลาและสถานที่ สามารถแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ที่ สว อิเฎล จะอธิบายดังต่อไปนี้

(๑) Time Binding สว อิเฎล ขออนุญาตแปลเป็นไทยว่า “สื่อร่วมเวลา”
ตัวอย่างของ Time Binding หรือ “สื่อร่วมเวลา” เช่น อนุสาวรีย์เมงจีโย ในเมืองตองอู, ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง, บ้านของ สว อิเฎล ซึ่งสื่อเหล่านี้ จะมีอายุยืนมาก คนตายไปหลายรุ่น สื่อก็ยังคงอยู่ และส่วนใหญ่แล้วจะตั้งอยู่ที่เดิม คนที่เสพสื่อเหล่านี้ ก็จะเป็นคนที่อยู่อาศัย หรือผ่านไปผ่านมาในบริเวณนั้น มิใช่คนทั่วไปทั่วโลก สื่อเหล่านี้ไม่ได้ทำให้คนในอดีตกับคนปัจจุบันคิดแตกต่างกัน เพราะเด็กก็เห็น ผู้ใหญ่ก็เห็น เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กก็ยังเห็น ดังนั้นสื่อแบบ Time Binding จึงไม่ได้มีผลต่อการคิดของคนรุ่นต่าง ๆ กัน

(๒) Space Binding สว อิเฎล ขออนุญาตแปลเป็นไทยว่า “สื่อร่วมสถานที่”
สื่อร่วมสถานที่ คือสื่อที่คนในหลาย ๆ สถานที่ทั่วโลกสามารถเสพร่วมกันในระยะเวลาช่วงหนึ่ง ๆ เช่น ภาพยนตร์ที่ฉายในหลาย ๆ ประเทศพร้อมกัน, ข่าวในหนังสือพิมพ์, กระทู้ที่น่าสนใจ น่า share ใน อินเตอร์เน็ต และเนื่องจากสื่อเหล่านี้สามารถเคลื่อนย้ายได้ และหลายคน จากหลายสถานที่สามารถเสพพร้อมกัน อีกทั้งเป็นสื่อที่ไม่ได้ยั่งยืน ถาวรเหมือนสื่อที่ทำด้วยหินในข้อแรก สื่อชนิด Space Binding หรือ “สื่อร่วมสถานที่” จึงมีผลทำให้คนในแต่ละรุ่นมีความคิดและพฤติกรรมที่แตกต่างกัน เช่น สมัยคุณปู่คุณย่าของ สว อิเฎล ยังเป็นหนุ่มสาว เขาชอบฟังเพลงในแผ่นเสียงขนาดฟุตกว่า และเป็นเพลงโบราณที่บ่งบอกความเป็นสังคมยุคนั้น ๆ ต่อมาในปัจจุบัน อุปกรณ์เหล่านี้หายาก เพลงหลายเพลงโบราณหลายเพลงหายไป และถูกแทนที่ด้วยเพลงใหม่ ๆ ซึ่ง ความแตกต่างกันของเพลงเหล่านี้ ทำให้คนโบราณ กับคนในยุคปัจจุบันคิดแตกต่างกัน

ทฤษฎีสื่อแบบดั้งเดิม (Classical Medium Theory)

คำถาม: สื่อแอนิเมชันเป็นสื่อชนิดใด? หรือเป็นได้ทั้งสองชนิด เพราะเหตุใด

38 Comments

Filed under Communication

การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา

บทความเรื่อง การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา

Quantity Maxim หรือสิ่งที่ควรพูดโดยคำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรม คือ
(๑) ความยาวของประโยคเหมาะสม
(๒) พูดความจริง
(๓) มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่คู่สนทนาคุยอยู่
(๔) ชัดเจน ไม่กำกวม หรือสร้างความเข้าใจผิด

theory ทฤษฏี โมเดล นิเทศศาสตร์

ในชีวิตประจำวัน สว อิเฎล และปุถุชนทั่วไปก็ทำผิด Quantity Maxim อยู่เสมอ ตัวอย่างจะแสดงตามหัวข้อ ดังนี้

(๑) ประโยคยาวไป หรือ สั้นไป
สว อิเฎล พูดสั้นเกินไป เพราะคิดว่าเพื่อนสนิทหรือนักศึกษาจะเข้าใจในสิ่งที่ สว อิเฎล พูด เช่น “ไปแด๊กข้าวกัน” แทนที่จะพูดเต็ม ๆ ว่า “ถึงเวลารับประทานอาหารแล้ว”

(๒) พูดความเท็จ
ตะเบงชะเวตี้สัญญากับประชาชนว่า เสร็จศึกชายฝั่งแล้วจะกลับมา ทั้ง ๆ ที่เป็นศึกหนักและตนไม่รู้อนาคต การโกหกชนิดนี้ เป็นการโกหกเพื่อให้ส่วนรวมสบายใจ ผู้ที่โกหกจะทำได้ง่าย และจับผิดได้ยาก เทียบกับคนที่โกหกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

(๓) ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คู่สนทนาคุยอยู่
ตะเบงชะเวตี้กำลังชวน สว อิเฎล ไปทำงานเป็นพลทหารเลว แต่เมื่อสว อิเฎลเห็นช้างลงเล่นน้ำในสระ สว อิเฎล จึงเปลี่ยนเรื่องสนทนาทันที โดยไม่สนว่า ตะเบงชะเวตี้กำลังพูดถึงเรื่องอะไร

(๔) กำกวม สร้างความเข้าใจผิด
สว อิเฎล บอกว่า “ปวดท้อง” ทำให้คู่สนทนาพยายามจะพา สว อิเฎล ไปหาหมอ แต่ สว อิเฎล มาบอกทีหลังว่า “ปวดท้องอึ”

theory ทฤษฏี โมเดล นิเทศศาสตร์

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

คำถาม: นักศึกษาคิดว่าตัวละครตัวเอกในการ์ตูน ส่วนใหญ่แล้วทำผิดต่อ Quantity Maxim ข้อใด จงยกตัวอย่างการกระทำผิดนั้นๆ และบอกชื่อตัวละคร

7 Comments

Filed under Communication

ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)

บทความเรื่อง ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)

จากที่ทราบกันในบทความ สัญญะของภาษา (Semiotics of Language) ว่าภาษาของมนุษย์เป็นสัญลักษณ์ (Symbol) ภาษา ณ ที่นี้คือทั้ง วจนภาษา (Verbal) และ อวจนภาษา (Nonverbal) โดยที่ อวจนภาษา (Nonverbal) บางส่วนที่คนไม่ได้สร้างขึ้นเอง อาจจะไม่ใช้สัญลักษณ์ (Symbol)

theory ทฤษฏี โมเดล นิเทศศาสตร์

อวจนภาษาแบ่งเป็น 6 อย่างคือ
(๑) อวจนภาษาประกอบวจนภาษา หรืออวจนภาษาประกอบการพูด จากที่เราทราบว่าทุกครั้งที่เราพูด จะมี 3 สิ่งประกอบกันคือ สีหน้า โทนเสียง และประโยคที่พูด; อวจนภาษาประกอบวจนภาษา คือ สีหน้า และโทนเสียง รวมถึงความเร็วในการพูด
(๒) การใช้มือประกอบ เช่น สว อิเฎล อธิบายให้ตะเบงชะเวตี้ฟังว่า ทางไปกรุงสยามต้องผ่านสถานที่อะไรบ้าง ถ้าผ่านป่าที่มีต้นไม้สูงใหญ่ สว อิเฎลจะยกมือสูงเพื่ออธิบายหน้าตาของต้นไม้นั้น
(๓) อวจนภาษาสากล คืออวจนภาษาที่ทุกคนรู้ว่าคืออะไร เช่น ขมวดคิ้ว แปลว่าสงสัย, กวักมือเขา แปลว่า มานี่, ชี้นิ้วไปไกล ๆ คือ ทางโน้น
(๔) อวจนภาษาที่เกิดขึ้นพร้อมกับการพูด ซึ่งผู้พูดสามารถส่งสารที่มีความหมายแตกต่างกันได้ในเวลาเดียวกัน เช่น ตะเบงชะเวตี้สัญญา สว อิเฎลว่าจะมอบช้างตัวหนึ่งให้ ในขณะที่มือไขว้หลังเอานิ้วไขว้กัน และทหารของเขาก็เห็นว่าเขาทำเช่นนั้น แปลว่าเขากำลังโกหก เป็นต้น
(๕) อวจนภาษาที่ทำโดยอัตโนมัต เช่น หมาจะกัดตะเบงชะเวตี้ เขาก็วิ่งหนีทันที, สว อิเฎลเดินเข้าลิฟต์ สิ่งแรกที่ทำคือกลับหลังหัน เผื่อเตรียมออก
(๖) อวจนภาษาแห่งความกังวล เช่น สว อิเฎล นั่งทำข้อสอบและกัดเล็บในขณะเดียวกัน, วิวลี่กำลังถูกสัมภาษณ์เพื่อสมัครเข้าทำงาน เขากระดิกเท้าตลอดเวลา, ตะเบงชะเวตี้พูดไปเกาหัวไปในขณะที่กำลังเอาใจเจ้าหญิงชาวมอญ เป็นต้น

theory ทฤษฏี โมเดล นิเทศศาสตร์

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

คำถาม: ปกติการใช้วาจาไม่สุภาพไม่ควรมีในการ์ตูน นักศึกษาเคยพบอวจนภาษาที่ไม่สุภาพในการ์ตูนปรือไม่? นักศึกษาคิดว่าอวจนภาษาที่ไม่สุภาพมีผลเสียมากหรือน้อยกว่าวาจาไม่สุภาพ เพราะเหตุใด? จงยกตัวอย่างในการ์ตูนที่นักศึกษาชื่นชอบ

5 Comments

Filed under Communication

ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)

บทความเรื่อง ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)

เมื่อ สว อิเฎล คุยกับพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ สว อิเฎล พยายามลอกเลียนแบบพฤติกรรมการสนทนาของตะเบงชะเวตี้ เพราะตะเบงชะเวตี้ดูน่านับถือ การเลียนแบบนี้เรียกว่า “Convergence” ต่อมา ตะเบงชะเวตี้เห็นว่า สว อิเฎลพูดภาษามอญไม่ชัด ตะเบงชะเวตี้จึงพูดภาษามอญให้ชัดขึ้น เพื่อให้ตนเองมีอิทธิพลทำให้ สว อิเฎล ได้สติและพูดชัด การกระทำของตะเบงชะเวตี้คือ การทำตรงข้ามกับสิ่งที่คู่สนทนากำลังทำอย่างสิ้นเชิง การทำตรงข้ามนี้เรียกว่า “Divergence”

การลอกเลียนแบบพฤติกรรมคู่สนทนา (Convergence) และ การทำตรงข้ามกับพฤติกรรมคู่สนทนา (Divergence) สามารถทำพร้อมกันทั้ง 2 ฝ่าย หรือ ทำเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เช่น ตะเบงชะเวตี้เอาดาบพาดบ่าตอนพูดกับ สว อิเฎล และ สว อิเฎลทำตามตะเบงชะเวตี้ ในขณะเดียวกันตะเบงชะเวตี้เห็นว่า สว อิเฎลมองไปทางรูปปั้นหงส์มอญ ตะเบงชะเวตี้จึงมองตาม การกระทำนี้แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างเลียนแบบพฤติกรรมซึ่งกันและกัน เรียกพฤติกรรมนี้ว่า “Mutual” และถ้ามีเพียงฝ่ายใดฝ่ายเลียนแบบ ส่วนอีกฝ่ายพยายามทำตรงข้าม อย่างย่อหน้าแรก จะเรียกว่า “Nonmutual”

โดยธรรมชาติ คนเราจะลอกเลียนพฤติกรรมการสนทนาของผู้ที่มีคุณวุฒิเหนือกว่า และจะไม่ลอกเลียนพฤติกรรมของผู้อ่อนวัยกว่า การลอกเลียน (Convergence) หรือทำตรงข้าม (Divergence) สามารถทำให้คู่สนทนาเกลียดเราได้ เช่น ผู้ใหญ่ทำตัวปัญญาอ่อนเพื่อจะเล่นกับเด็กทารก ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว เด็กทารกบางคนไม่ชอบ เพราะถือว่าเป็นการดูถูก และพ่อแม่ของเด็กก็ไม่ชอบ เพราะการสอนเด็กที่ดี ควรสอนให้เขารู้จักโลกความจริง มิใช่การทำท่าทางปัญญาอ่อนของผู้ใหญ่ ที่ทำให้เด็กทารกมีพัฒนาการทางสมองช้า, อีกตัวอย่างคือ เจ้าหน้าที่ราชการเห็นว่าชายชรามีการศึกษาต่ำ ดูโง่เขลา เชื่องช้า และพูดด้วยเสียงเบา ดังนั้นเจ้าหน้าที่ราชการจำใช้วิธีตะคอกใส่ชายชรานั้น ทำเช่นนี้คือ Divergence และเป็นบาปยิ่ง

: : บทความที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับทฤษฎีการสื่อสาร ภาษา และโมเดล : :
การกระทำผิดต่อ Quantity Maxim หรือมุสาวาทในขณะสนทนา
ทฤษฎีอวจนภาษา (Theories of Nonverbal Coding)
ทฤษฎีการปรับตัวตามสภาพสังคม (Communication Accommodation Theory)
สัญญะของภาษา (Semiotics of Language)
ภาษาชักชวน (Invitational Rhetoric) กลยุทธ์การทำให้คนคล้อยตาม
ทฤษฎีการร่วมสัญลักษณ์ (Symbolic Convergence Theory)
ทฤษฎีการบูรณาการการจัดการ ของความหมาย (The Coordinated Management of Meaning)
ให้เขาทำในสิ่งที่เราต้องการ (Compliance Gaining) โมเดลการเลือกกลยุทธ (Strategy-Choice Models)

คำถาม: จงยกตัวอย่างที่นักศึกษาเคยกระทำแบบ Divergence และบอกสาเหตุว่าทำเพราะเหตุใด

5 Comments

Filed under Communication